บทที่ 17 ผู้ชายของเธอได้เงินเยอะสุด
ขณะที่ไป๋อวี้คิดว่าป้าฮวากับลูกสะใภ้ก็เป็เหมือนหัวหน้ากลุ่มสตรีแม่บ้านของฉินเจียถุน
ในบรรดาเหล่าสตรีทั้งหลาย ดูเหมือนว่าป้าฮวาจะค่อนข้างมีอำนาจ
ฉะนั้นเธอไม่มีอะไรต้องปิดบัง บอกเล่าเื่ราวหลังตัวเองออกจากบ้านอย่างละเอียด
และได้แสดงความเห็นกับความมุทะลุของฉินเสี่ยวซู่ด้วย
“ถึงเสี่ยวซู่จะบุ่มบ่ามไปหน่อย แต่เขาก็ออกหน้าปกป้องฉัน เขาก็ใช่ว่าจะไม่รู้ความ อายุก็ตั้งแปดขวบแล้ว คงไม่อยากให้คนอื่นว่าครอบครัวตัวเอง” สุดท้ายเธอก็พูดเพียงแค่นี้
จ้าวอิ้งหงฟังแล้วเอ่ยว่า “เ้าเด็กเสี่ยวซู่แข็งนอกอ่อนใน ต่อไปเธอต้องดีกับเขานะ”
ดูออกว่าไม่ใช่แค่แข็งนอกอ่อนใน แต่ยังอวดดีนิดหน่อยด้วย
ไป๋อวี้ยิ้ม “ฉันชอบเขามากทีเดียว”
จ้าวอิ้งหงพูดขึ้นว่า “ต่อไปถ้ามีคนในหมู่บ้านพูดจาไม่น่าฟังอีก เธอก็หยวน ๆ หน่อยนะ นาน ๆ ไปก็ดีขึ้นเอง อย่าได้เก็บมาใส่ใจจนเกิดความคิดว่าเธอไม่คู่ควรกับต้าซานอะไรเทือกนั้นอีกเชียว”
ไป๋อวี้ไม่เคยคิดแบบนั้นอยู่แล้ว แต่เธอก็ยังกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว การที่ทุกคนว่าฉันมันก็สมควรแล้ว”
จ้าวอิ้งหงพึงพอใจกับท่าทีเช่นนี้ของเธอมาก
แต่ก็ไม่วายพูดว่า “อย่าพูดแบบนี้เลย ใครจะใช้ชีวิตยึดติดกับอดีตได้ตลอดกันละ พวกเราเองก็หวังว่าเธอกับต้าซานจะไปกันได้ด้วยดี”
ไป๋อวี้พยักหน้ารับคำตลอดเวลา
จ้าวอิ้งหงเอ่ยอีกว่า “จริงสิ เธอออกมาแต่เช้า มาหาพวกเราเหรอ”
ไป๋อวี้เลยนึกขึ้นทันที รีบกล่าวเป็พัลวัน “ใช่ ฉันไม่รู้ว่าทำไมในบ้านมีเนื้อชิ้นใหญ่แบบนั้น...”
จ้าวอิ้งหงได้ฟังก็ขำ ‘พรืด’
ไป๋อวี้เอ่ยอย่างเก้อเขิน “ฉันรู้ว่าเขาเป็หัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์ แต่...”
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนั้นมาโผล่ในบ้านพวกเขาได้ยังไง
ตอนนี้ยังอยู่ในยุคระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน*[1] หัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์ก็เป็ตำแหน่งทางราชการของหมู่บ้าน ตามหลักแล้วสัตว์ที่ล่ามาได้ไม่น่าจะเก็บเอาไว้เอง
จ้าวอิ้งหงกล่าว “จริงสิ ตอนเธอกลับไปยังไม่มีเื่พรรค์นี้เกิดขึ้น ฉันจะอธิบายให้ฟัง”
อธิบายอะไร…
แน่นอนว่าเป็ระบบกลุ่มล่าสัตว์กับกลุ่มเก็บเกี่ยวที่พ่อสามีเธอคิดค้นขึ้นมาน่ะสิ!
หมู่บ้านหลายสิบแห่งละแวกใกล้เคียงต่างก็พากันเอาเยี่ยงอย่าง
“ในหมู่บ้านเรามีกลุ่มล่าสัตว์อยู่กลุ่มหนึ่ง ต้าซานเนี่ยเป็หัวหน้ากลุ่มล่าสัตว์ สองสามวันจะขึ้นเขาทีหนึ่ง...”
เคยเล่าไว้ก่อนหน้านี้ว่า ฉินเจียถุนตั้งอยู่บนที่รกร้าง ถึงจะผ่านการหักร้างถางพงมาหลายปี แต่ก็ยังมีพุ่มหญ้าดงหนาม เลนโคลนกระจัดกระจายอยู่ทั่ว
บนเขาที่อยู่ไม่ห่างจากที่นี่ยิ่งเต็มไปด้วยฝูงสัตว์ป่า
เพื่อปกป้องพืชผลและความปลอดภัยของชาวบ้าน ฉินเจียถุนจึงริเริ่มระบบกลุ่มล่าสัตว์ขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อน
โดยปกติแล้วงานของพวกเขาคือแบกปีนขึ้นเขาไปล่าสัตว์เล็ก ไล่ต้อนสัตว์ใหญ่
ด้านหนึ่งเพื่อรักษาความปลอดภัย อีกด้านเป็การเพิ่มพูนผลิตผลด้วย
งานนี้เป็งานที่เงินเดือนสูงที่สุดในตอนนี้
ถ้าชาวบ้านได้รับผิดชอบงานทำนาทำไร่ ผู้ชายจะได้คะแนนงาน 8 แต้มต่อวัน ผู้หญิงจะได้ 6 แต้มต่อวัน คนแก่กับเด็กที่ได้งานจับฉ่ายจะได้ 3 แต้ม 5 แต้มแตกต่างกันไป
ฉินเจียถุนเป็หมู่บ้านที่ร่ำรวย คะแนนงานถึงมีมูลค่ามากกว่าหมู่บ้านอื่น
เวลาคิดคำนวณสิ้นปี คะแนนงานหนึ่งแต้มเท่ากับเงิน 1 เหมาทำมากก็ได้มาก
ถ้านายพรานเข้าป่าแล้วล่าสัตว์ได้ก็นับเป็คะแนนงานเช่นเดียวกัน
เช่นเมื่อไม่กี่วันก่อน ฉินต้าซานนำคนขึ้นเขาล่าหมีได้ 2 ตัว หมาหริ่ง 5 ตัว หมูป่า 8 ตัว กระต่ายกับไก่ป่าอีก 10 กว่าตัว
สัตว์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดคือหมี 2 ตัวนั้น ตัวหนึ่งแลกคะแนนงานได้ 100 แต้ม รองลงมาเป็หมูป่า ได้ตัวละ 50 แต้ม ที่เหลือคือหมาหริ่งได้ 20 แต้ม ป่ากับกระต่ายป่าได้ 10 แต้ม
สาละวนอยู่ในป่าราว ๆ ห้าวัน ในกลุ่มมีคนติดตามไปด้วย 15 คน
ฉินต้าซานเป็หัวหน้า ได้ส่วนแบ่งร้อยละสิบ ได้คะแนนงานไป 85 แต้ม
คนอื่นได้ไปคนละ 50 กว่าแต้ม
กอปรกับปกติถึงกลุ่มล่าสัตว์จะพักผ่อนอยู่บ้าน แต่จะได้คะแนนงานให้เปล่า 5 แต้มทุกวัน
ถ้าเข้าป่าจะได้รับคะแนนงานรับประกันขั้นต่ำ 20 แต้มต่อวัน หัวหน้าอย่างฉินต้าซานจะได้ 25 แต้มต่อวัน
“ผู้ชายขึ้นเขาล้วนเอาชีวิตไปแลกผลิตผล อย่างสองสามวันก่อนที่ได้ผลิตผลมาเป็กระบุง ในหมู่บ้านเลยเก็บหมูป่าไว้สามตัว ในกลุ่มได้เนื้อกันทุกคน ต้าซานเป็หัวหน้า บ้านเธอต้องได้เยอะที่สุดอยู่แล้ว”
สรุปแล้วหมูครึ่งซีกของพวกเขามีที่มาแบบนี้นี่แหละ…
จ้าวอิ้งหงเล่าให้เธอฟังอยู่นานจนคอแห้งผาก นอกจากจะอธิบายเื่กลุ่มล่าสัตว์แล้ว ยังบอกเื่เงินเดือนจากงานอันยอดเยี่ยมของฉินต้าซานกับเธออีกด้วย
ความหมายก็คือ ‘ตอนนี้สามีเธอรวยเชียวละ มีเนื้อให้กินทุกวัน เธออย่าคิดจะหนีเลยนะ!’
ไป๋อวี้ตั้งอกตั้งใจฟังแล้วเอ่ย “ครอบครัวฉันต้องรับผิดชอบทำนาหรือเปล่า”
“นาเหรอ...ตอนนี้ในหมู่บ้านฉินเจียถุนของเราส่วนใหญ่เพิ่งหักร้างถางพง ผลิตผลเลยค่อนข้างน้อย”
ไป๋อวี้ผิดหวังนิดหน่อย เธอก็ยังอยากให้มีที่นากับผักอยู่ดี
“แต่เธอทำแปลงครัวเรือน*[2]ในสวนบ้านตัวเองได้นะ ตอนนี้เธอกลับมาแล้ว ถ้านับตามสมาชิก บ้านเธอเลี้ยงไก่ได้สามตัว ให้ออกไข่ก็ไม่เลวเหมือนกัน” จ้าวอิ้งหงเอ่ยยิ้ม ๆ
เห็นได้ชัดว่าอ่านความคิดไป๋อวี้ออก…
ไป๋อวี้เอ่ยอย่างกระดากอาย “เมื่อก่อนตอนอยู่ก่างจื่อหลิ่งปีหนึ่งไม่มีเนื้อให้เห็นเลย พอตอนนี้ฉันดันห่วงว่าลูกฉันยังเล็ก จะกินแต่เนื้อสัตว์ทุกวันก็ไม่ได้”
ตัวเธอเองก็กินเนื้อสัตว์ทุกวันไม่ได้เหมือนกัน!
จ้าวอิ้งหงรู้ได้ทันที เธอกล่าว “บ้านฉันมีหัวไชเท้าอยู่นิดหน่อย เดี๋ยวเธอหิ้วกลับไปหน่อยแล้วกัน”
ไป๋อวี้อยากจะปฏิเสธสักหน่อยพอเป็พิธี…
จ้าวอิ้งหงกลับพูดว่า “เธอไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก กั่วเอ๋อร์ของเราอยากกินแน่ะ ใช่ไหมกั่วเอ๋อร์”
ฉินเสี่ยวกั่วพอได้ยินคำว่าของกินก็รีบเอ่ยทันใด “อื้ม! หนูกินได้หมดเลย”
ไป๋อวี้เลยพูดว่า “พี่สะใภ้ ฉันจะขอหน้าด้านเอาของพวกพี่สะใภ้ไปหน่อยนะ รีบขอบคุณป้าสะใภ้เร็ว”
แล้วฉินเสี่ยวกั่วก็โค้งคำนับจ้าวอิ้งหงเป็จริงเป็จัง
“ขอบคุณค่ะ”
เล่นเอาจ้าวอิ้งหงดีใจจนออกนอกหน้า
ไป๋อวี้เอ่ยถามทันทีว่า “หลัก ๆ ที่ฉันมาวันนี้เพราะอยากถามว่าจะทำยังไงกับเนื้อที่บ้านดี”
ปล่อยไว้อย่างนั้นไม่ได้หรอกนะ! มันจะเหม็นเอาได้!
เธอเคยคิดว่าจะเก็บไว้ในมิติลับของเสี่ยวกั่ว รู้สึกว่ามิติลับของเธอจะมีคุณสมบัติคงความสดด้วย ข้าวหุงเม็ดข้าวโพดที่แอบซ่อนไว้ก่อนหน้านี้ยังหอมฉุยแถมยังร้อนอยู่เลย
แต่ถ้าจู่ ๆ เนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนี้อันตรธานหายไป จากนั้นหยิบออกมาได้ทุกเมื่อเหมือนเล่นกลก็คงหาเหตุผลมากลบเกลื่อนได้ยาก
สภาพอากาศในตอนนี้ก็ยังทำเนื้อรมควันไม่ได้...ประเด็นคือเธอเห็นพวกเนื้อรมควันในบ้านจนอยากอ้วกแล้ว!
ฉะนั้นเธอเลยต้องมาขอคำแนะนำจากคู่แม่สามีกับสะใภ้ตระกูลจ้าว
จ้าวอิ้งหงกล่าว “อ้อ เื่นี้ต้องสอนเธอสักหน่อยแล้ว”
“หือ”
จ้าวอิ้งหงลุกขึ้นแล้วเอ่ย “ป่ะ จะสอนเธอใช้น้ำมันแช่เนื้อสัตว์”
หรือก็คือเนื้อดองน้ำมัน! เก็บรักษาไว้ได้นาน
เยี่ยมเลย เนื้อดองอีกแล้ว!
เห็นคนอื่นเกิดใหม่ในยุค 70-80 มีแต่จะกลัวขาดแคลนน้ำมัน แต่เธออยู่ที่นี่มีทั้งน้ำมันมีทั้งเนื้อสัตว์!
เพิ่งกี่มื้อเองก็รู้สึกว่าเลี่ยนจะแย่แล้ว!
ตอนนี้จ้าวอิ้งหงพาเธอไปดูเนื้อดองน้ำมันในไหของบ้านตนก่อน
เปิดออกแล้วหอมฉุยเชียว…
ไป๋อวี้รู้สึกแปลกใจ “ทำไมบ้านฉันไม่มีอันนี้ล่ะ”
จ้าวอิ้งหงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “พวกเขาสองพ่อลูกมีแก่ใจทำที่ไหนกัน แต่ละครั้งที่ได้เนื้อสัตว์มาก็ชวนคนมากินเกลี้ยงแล้ว”
มุมปากไป๋อวี้กระตุกยิก ๆ ไม่หยุด
จ้าวอิ้งหงกล่าว “พวกเราดีใจกันมากเลยที่ได้เธอมาช่วยดูแลบ้านแทนเขา...”
[1] ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน หรือระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม เป็ระบบเศรษฐกิจที่รัฐเข้าไปควบคุม การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรมในการกระจายผลผลิตแก่ประชาชน
[2] แปลงครัวเรือน คือ ที่ดินส่วนที่สงวนให้เพาะปลูกเอง