เมื่อเปิดเปลือกตาขึ้น สิ่งแรกที่หลัวหยางััได้กลับไม่ใช่ความมืดหรือบรรยากาศแห่งรัตติกาลอีกต่อไป
ความหนาวเย็นของยามค่ำที่เคยอบอวลอยู่โดยรอบกลับมลายหายไป ราวกับมันไม่เคยมีอยู่จริง
ดวงตาทั้งสองเบิกโพลงขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าแสงแรกแห่งวันได้โอบล้อมรอบตัวเขาไว้แล้ว ความมืดมิดได้ถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างเรืองรองที่สาดทอจากฟากฟ้าลงมายังพื้นหญ้าซึ่งยังคงเปียกชื้นจากหยดน้ำค้าง
บรรยากาศของยามเช้าตรู่ขับขานด้วยเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว ดุจบรรเลงแห่งธรรมชาติที่กำลังประกาศการเริ่มต้นวันใหม่ เสียงลมพัดอ่อนโยนพลิ้วผ่านใบไม้ ทำให้แสงแดดที่ตกกระทบเกิดการหักเหกลายเป็ประกายละอองสีทองที่ล่องลอยไปทั่วบริเวณ
หลัวหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยและหันซ้ายแลขวาอย่างงุนงง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนระคนใ
ก่อนที่เขาจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดหน้าผาก แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยังเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“ท่านอาจารย์ระบบ.. นี่ข้าใช้เวลาบำเพ็ญเพียรทั้งคืนเลยหรือเนี่ย?!”
“ทำไมข้ารู้สึกเหมือนว่าเพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามเลยด้วยซ้ำอะ!”
คำพูดของเขานั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์แห่งความสงสัย ชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรครั้งแรกในชีวิต แน่นอนว่าย่อมยังไม่มีความเข้าใจถึงสภาวะที่ผู้ฝึกตนมักเผชิญในยามเข้าสู่สมาธิอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็เื่ธรรมดายิ่งกว่าธรรมดาในโลกแห่งผู้ฝึกยุทธ์
ทำให้เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นภายในจิตใจของเขา เป็เสียงของระบบสังหารโชคชะตาที่ยังคงทำหน้าที่เป็ดั่งอาจารย์
【แน่นอนสิ เ้านี่มันช่างไร้เดียงสาจริงๆ เ้าอาจจะรู้สึกว่าเวลาภายในจิตสำนึกมันผ่านไปเพียงไม่นาน แต่เวลาด้านนอกนั้นไม่ใช่】
【นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า ‘สภาวะแห่งการบำเพ็ญเพียร’ 】
【ในสภาวะนั้น ร่างกายของเ้าจะเข้าสู่สภาพที่แทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก】
【ทุกสิ่งถูกทำให้เงียบงันจนมีเพียงเสียงของตัวตนภายในเท่านั้นที่ดังก้อง】
【ตันเถียน เส้นชีพจร เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล ทั้งหมดหลอมรวมกันและส่งเ้าเข้าสู่ภาวะสมาธิอันลึกซึ้ง ดุจดั่งสายน้ำที่ดำดิ่งลงสู่ก้นทะเลแห่งพลังิญญา ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่เมื่อเ้าตื่นขึ้นมา เ้าจะพบว่าเวลาผ่านไปกว่าสามชั่วยามแล้ว】
หลัวหยางเบิกตาเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่ากว่าสามชั่วยาม
นั่นหมายความว่าเขานั่งบำเพ็ญเพียรโดยไม่รู้ตัวเป็เวลานานกว่าครึ่งคืน และนี่คือครั้งแรกที่ชายหนุ่มเข้าสู่ภาวะนั้น
【ว่าแต่ัักับคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลครั้งแรกเป็อย่างไรบ้างล่ะ เ้าหนู เ้าเองก็คงััได้ใช่ไหมว่าตันเถียน เส้นชีพจร หรือกระทั่งปราณที่กำลังไหลเวียนอยู่ในร่างกาย มันได้ถูกขัดเกลาอย่างถึงขีดสุดในระดับที่เ้าคงไม่เคยจินตนาการมาก่อน】
【ตันเถียนของเ้ามีขนาดใหญ่ขึ้น พื้นที่ในการสะสมพลังปราณก็ขยายออกไปในระดับที่ไม่ควรเกิดขึ้นในผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมกายา เส้นชีพจรที่เคยบางเบาและอ่อนแอก็กลับแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถรองรับปราณที่หนาแน่นได้มากกว่าปกติ】
【ส่วนปราณแห่ง์และโลกที่หลอมรวมเข้าสู่ร่างของเ้าในค่ำคืนนั้น มันบริสุทธิ์และหนาแน่นยิ่งกว่าปราณในธรรมชาติทั่วไปมาก】
【พลังเหล่านี้แหละที่ทำให้ระดับหลอมกายาขั้นที่หนึ่งของเ้า.. แข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปนับหลายเท่าตัว】
【ต่อให้จะเอาไปเปรียบเทียบกับบุตรแห่งโชคชะตา วายร้ายแห่งโชคชะตา หรือพวกที่มีร่างศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ เ้าก็ไม่แพ้เลยซักนิด】
【ทว่าการที่มีรากฐานที่แข็งแกร่งเช่นนี้ มันก็ต้องแลกมาพร้อมกับการบำเพ็ญเพียรที่ยากกว่าคนอื่นๆเป็เท่าตัว ต้องใช้ทรัพยากรหรือระยะเวลามากกว่าคนอื่นๆ แต่ผลลัพธ์ปลายทางแห่งความสำเร็จ มันย่อมคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องแลกมาเช่นเดียวกัน】
ถึงแม้ระบบจะไม่บอก หลัวหยางก็ััได้ถึงมันด้วยตนเอง เพราะนี่คือร่างกายของเขา ทุกจังหวะการเคลื่อนไหว
ทุกสายพลังที่แล่นผ่านเส้นลมปราณ ล้วนชัดเจนกว่าที่เคย ราวกับว่าตนเองได้เพิ่งเกิดใหม่ในร่างเดิมที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต
ในการฝึกฝนระดับหลอมกายา ระดับนี้นับเป็พื้นฐานที่สุดของเส้นทางแห่งเซียน
ผู้บำเพ็ญเพียรจะต้องหลอมโลหิต เส้นเอ็น กระดูก และปราณแรกเริ่มให้บริสุทธิ์ ทั้งยังต้องทำไปทีละขั้นตอนด้วยความละเอียดลึกซึ้ง
พื้นฐานยิ่งแ่า การทะลวงสู่ขอบเขตขั้นต่อไปก็จะง่ายดายยิ่งขึ้น
แต่ดูเหมือนว่าคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลจะไม่สนใจกฎเกณฑ์ธรรมดานั้นเลยซักนิด มันกลับสร้างเส้นทางอันสุดแสนวิปริตให้แก่หลัวหยาง เส้นทางที่รวบรวมและผสานพลังทุกส่วนนั้นเข้าด้วยกันในคราเดียว
ร่างของเขาถูกย้อมด้วยกลิ่นอายของความวุ่นวาย ร่างกายไม่ได้ค่อยๆแข็งแกร่งทีละส่วนตามวิธีดั้งเดิม
หากเกิดการหลอมรวมพร้อมกันทั้งหมดในเวลาเดียว ทั้งโลหิต เส้นเอ็น กระดูก และจิติญญา
และเมื่อเป็เช่นนั้น ความแข็งแกร่งที่เขามีอยู่ในตอนนี้จึงมิอาจเปรียบเทียบได้กับผู้ใดในระดับเดียวกัน
เขากำหมัดขึ้นอย่างช้าๆ รู้สึกถึงพลังที่บีบแน่นอยู่ในฝ่ามือ
นี่ไม่ใช่เพียงแค่พละกำลังธรรมดา แต่มันคือพลังที่ได้รับมาจากต้นกำเนิดแห่งความโกลาหล
มันพร้อมจะะเิออกมาทุกครั้งที่ปลดปล่อย และหากใช้อย่างเหมาะสม อานุภาพของมันจะเปรียบดั่งพายุที่กวาดล้างทุกสิ่ง
แต่แม้ในยามที่ความมั่นใจจะเพิ่มพูนขึ้นเช่นนี้ สายตาของหลัวหยางกลับไม่ได้แสดงถึงความหลงระเริง
ตรงกันข้าม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงบนิ่งและตั้งมั่น
เพราะตัวของหลัวหยางรู้ดีว่าหนทางที่ตนเลือกเดินนี้—มันคือเส้นทางที่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไม่รู้จัก เส้นทางที่แม้แต่์ก็ยังหวาดหวั่น และหากเขาก้าวพลาดแม้เพียงนิดเดียว มันก็อาจต้องกลายเป็เหยื่อของพลังแห่งความวุ่นวายที่เขาถือครองอยู่
ในวินาทีนั้นเอง สายลมที่พัดผ่านมาก็เหมือนจะเบาลง เสียงนกร้องในยามเช้าดังขึ้นอย่างชัดเจนขึ้นอีกครา
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบนี้ หลัวหยางค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมา พร้อมยิ้มบางๆที่มุมปาก
“ดูเหมือนว่า.. โลกใบนี้ของข้ากำลังจะเปลี่ยนไปแล้วล่ะนะ?”