บทที่ 7
เอเลนลืมตาขึ้นมาพบแต่ความมืดมิดเจ้าของดวงตาสีทับทิมเผยสีหน้าอิดโรยไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่เหมืองชั้นที่เท่าไหร่แต่นั่นไม่สำคัญ แม้ร่างจะไร้เรี่ยวแรงแต่ความนึกคิดของเขายังคงแจ่มใสรีบคลำมือไปทั่วก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่านาฬิกาพกยังคงอยู่จากนั้นเขาก็รีบตรวจสอบสถานะของตัวเอง
“พลังชีวิตเหลืออยู่ 50 หน่วย”
เด็กหนุ่มยิ้มแห้งหลังจากเหตุการณ์วิ่งสู้ฟันกับกระต่ายจันทราโลหิตเขาก็ไม่เคยบาดเจ็บหนักขนาดนี้อีกเลย การลงมือถล่มถ้ำของเขานั้นเป็นแผนที่บ้าบิ่นและเต็มไปด้วยความเสี่ยง โชคดีที่เขาไม่ถูกหินถล่มทับจนตายแถมยังรอดไม่ด้วยพลังชีวิตที่ริบหรี่
เอเลนพยายามจะลุกขึ้นพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่เอวเมื่อมองดูด้วยดวงตาผนึกเวทย์ก็พลันเห็นแร่ดิบที่มีรู้ร่างเหมือนลิ่มเสียบอยู่ข้างเอว
“ทำงานกับแร่มาทั้งชีวิตแต่ดันมาเกือบตายเพราะแร่ก้อนนี้เหรอเนี่ย”
เอเลนแค่นเสียงเขาไม่รีบดึงมันออกเพราะเกรงว่าพลังชีวิตน้อยๆ ที่เหลืออยู่จะหมดลงเสียก่อน เขาพลิกตัวเล็กน้อยดึงกระเป๋าเป้มาไว้ข้างหน้ามือหยาบล้วงเข้าไปคว้ามาได้เป็นหลอดใส่ของเหลวสีแดงเข้มที่มีฉลากติดว่า เรดโพชั่น
อึก อึก
เด็กหนุ่มดื่มเข้าไปทั้งสิ้นห้าขวดพลังชีวิตก็กลับมาเกือบเต็มหลอดแต่เขาก็ยังไม่สามารถดึงแร่ออกได้แถมทุกครั้งที่ขยับตัวเขายังจะสูญเสียพลังชีวิตเล็กน้อย
“น่ารำคาญจริง”
เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบเขามีเรี่ยวแรงมากพอจะลุกขึ้น มือข้างหนึ่งถือโพชั่นเอาไว้ส่วนดวงตาสอดส่องไปโดยรอบก่อนจะเงยขึ้นไปด้านบน
“ลงมาลึกน่าดูเลยแฮะ”
เด็กหนุ่มยิ้มแห้งดูเขาจะร่วงลงมาลึกพอสมควรสังเกตได้จากโพรงเหนือหัวที่แม้จะมองสุดระยะสายตาก็ยังมองไม่เห็นทางที่เขาเป็นคนถล่ม แถมโพรงด้านบนก็ดูเก่ามากดูท่าทางที่เขาร่วงลงมาจะเชื่อมต่อกับโพรงถ้ำที่มีอยู่ก่อนแล้ว
เอเลนสำรวจกระเป๋าเป้ที่ถึงจะดูเล็กแต่ก็จุของได้มากกว่าหนึ่งพันชิ้นกว่าครึ่งนั้นเป็นอาวุธสำรองที่เหลือนั้นเป็นน้ำกับอาหารครึ่งส่วนและของจิปาถะอย่างเรดโพชั่นอีกครึ่งส่วน
“เสบียงถ้าประหยัดหน่อยคงอยู่ไปได้อีกครึ่งเดือน”
เด็กหนุ่มปิดกระเป๋าก่อนจะมองรอบๆ อย่างระแวดระวัง ดวงตาสีทับทิมพลันเหลือบไปเห็นดาบที่มีรูปร่างขึ้นตาตกอยู่มันคืออาวุธประจำตระกูลคริฟมอนด์ ดาบซันโทเรียนนั่นเอง
“เซลีน”
ถ้าดาบอยุ่ตรงนี้แสดงว่าเจ้าตัวต้องอยู่ไม่ไกล เขาเก็บดาบขึ้นมาแล้วออกตามหาเด็กสาวและโชคดีมาที่เขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถหาเธอพบ
ร่างบางร่วงลงมาติดในซอกหินสลบไสลไม่ได้สติไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ เอลเนที่สภาพไม่ได้ดีไปกว่ากันจำต้องใช้น้ำลูบหน้าและตบหน้าเธอเบาๆ เพื่อเรียกสติ เด็กสาวค่อยๆ ปรือดวงตาสีมรกตขึ้นก็เผยสีหน้าโลล่งใจที่เอเลนยังคงปลอดภัยแต่สีหน้าก็ดำมืดลงเมื่อเห็นแร่เสียบทะลุเอวของเขา
“เอเลน แผล....”
“ไม่ต้องห่วงหรอก สภาพคุณแย่กว่าผมตั้งเยอะ”
เด็กหนุ่มหัวเราะพร้อมกับชี้ไปที่ซอกหิน
“ผมยกคุณออกมาไม่ไหว ดังนั้นคุณต้องให้ความร่วมมือผมด้วย”
เด็กสาวที่ได้ยินดังนั้นก็หน้าแดงราวกับจี้ใจดำ
“นายจะบอกว่าชั้นตัวหนักงั้นเหรอ”
เอเลนเกาหัวอย่างุนงงไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถูกโกรธ เด็กหนุ่มโลกส่วนตัวสูงแบบเขานั้นย่อมไม่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงมากนั้นย่อมไม่มีวันเข้าใจความอ่อนไหวของพวกเธอ
“ก่อนจะโกรธผม ช่วยรีบออกมาจากตรงนั้นทีเถอะ ผมก็ไม่อยากไปไหนมาไหนโดยมีแท่งเหล็กเสียบท้อง”
เซลีนที่ได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงเหอะก่อนที่พวกเขาทั้งสองจะช่วยกันหนึ่งดึงหนึ่งดันร่างของเซลีนจนออกมาจากซอกหินได้สำเร็จ แม้ร่างจะมอมแมมแต่เด็กสาวกลับมีสภาพดีกว่าเขาอย่างไม่น่าเชื่อคงเป็นเพราะเกราะระดับสูงที่ทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกเอาไว้ทำให้เซลีนเหลือพลังชีวิตเป็นจำนวนมากผิดกับเขาที่เกือบได้ไปยมโลก
“กัดฟันเอาไว้นะ”
เซลีนเอ่ยก่อนที่สองมือจะจับแร่เหล็กแน่น เอเลนเอาตัวพิงผนังก่อนที่พวกเขาจะผละออกจากกันเซลีนสามารถดึงแร่ออกมาได้สำเร็จ เลือดสีแดงสดสาดกระจายพลังชีวิตของเอเลนลดลงฮวบจนดื่มโพชั่นแทบไม่ทัน
“แค่ก”
เด็กหนุ่มกระอักจนเกือบสำลักโพชั่นเมื่อพลังชีวิตเพิ่มขึ้นเขาก็ราดโพชั่นลงบนแผล เรดโพชั่นนอกจากเพิ่มพลังชีวิตแล้วยังสามารถเร่งอัตราการฟื้นฟูบาดแผลได้เล็กน้อย แม้ภายนอกแผลจะดูสมานแต่ภายในแผลของเขาไม่ดีขึ้นเลยนอกจากจะได้รับการรักษาจากทักษะของคลาสนักบวชขาว
ตอนนี้แผลที่เอวของเข้าเหมือนลูกโป่งที่รอวันรั่วเท่านั้นหากปล่อยไว้นานๆ แผลภายใต้ผิวหนังจะเริ่มเน่าเสียแต่ตอนนี้เขามีอย่างอื่นที่ต้องกังวลมากกว่า
“อยู่ในถ้าลึกขนาดนี้กลับไม่มีมอนสเตอร์?”
เซลีนสอดส่ายสายตาไปโดยรอบด้วยความระมัดระวัง
“ผมตื่ก่อนคุณเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ไม่เจออะไรนอกจากกองหิน”
เอเลนกล่าวพร้อมส่งซันโทเรียนที่เจอคืนให้แก่เด็กสาว
“หมายความว่าชั้นนี้ปลอดภัย?”
“หรืออาจจะเป็นที่อยู่ของบอสมอนเตอร์ อย่างโกเล็มศิลาพิสุทธิ์”
เอเลนต่อคำ
“อยู่ที่นี่ต่อก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา หาทางออกกันเถอะ”
“ตกลง”
สองหนุ่มสาวก้าวเดินอย่างระมัดระวังแม้ดวงตาจะสามารถมองเห็นได้ในที่มืดแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องลดความระมัดระวังลง ยิ่งกับเหมืองชั้นที่ยิ่งลึกยิ่งอันตรายพวกเขายิ่งต้องระวัง ทุกๆ ทางแยกภายในโพรงถ้ำพวกเขาต้องคิดให้ดีก่อนจะเลือก
โชคดีที่เซลีนเป็นนักผจญภัยมือฉมังที่มีประสบการณ์เอาตัวรอดสูง เด็กสาวจุดเทียนขึ้นเล่มหนึ่งเพื่อดูกระแสลม เปลวไฟชี้ไปทางไหนนั่นคืทิศทางของทางออกที่ถูกต้อง พวกเขาเดือนมาเรื่อยๆ โดยไม่ได้พูดกันมากนักบาดแผลของเอเลนมีการฉีกขาดเป็นระยะๆ
“ที่นี่...”
เอเลนพึมพร้อมเบิกตากว้างเบื้องหน้าของเขาคือโถงถ้ำขนาดใหญ่ไร้เพดานขวางกั้น เปรียบเสมือนก้นบ่อน้ำติดอยู่ตรงที่ที่นี่เต็มไปด้วยกองโครงกระดูกมากมาย
“ลักษณะการแตกของกระดูก....ต้องเป็นดาบมิธริลแน่ๆ”
เซลีนเอ่ยพลางพลิกศพไปมา เอเลนแปลกใจเล็กน้อยที่เธอดูจะไม่สะทกสะท้านกับภาพน่ากลัวตรงหน้า
“ความตายเป้นสิ่งที่อยู่คู่กับผู้เป็นนักผจญภัย”
เซลีนเอ่ยก่อนจะเบิกตากว้าง
“โชคดีที่เจ้ามอนสเตอร์ไม่ได้ทำลายกระเป๋าเวทมนต์ ศพแทบทุกศพล้วนมีกระเป๋าเวทย์ทั้งนั้น”
“งั้นมารวบรวมกันเถอะ”
เอเลนเอ่ยด้วยความกระตือรือร้นแม้จะดูเสียมารยาทแต่คนตายไม่มีความจำเป้นที่ต้องใช้ของพวกนี้ ผ่านไปสิบนาทีพวกเขาก็กลับมารวมกันอีกครั้งสองหนุ่มสาวหอบกระเป๋าเอาไว้เต็มอ้อมแขน
หลังจากตรวจนับอย่างถี่ถ้วนมีกระเป๋าบางใบไม่อยู่ในสภาพใช้งานได้แต่ของที่เหลือก็มากพอจะที่พวกเขาจะขนขึ้นไปไม่หมดเว้นเสียแต่จะมีแหวนเวทมนต์ชนิดเก็บของ ซึ่งโชคดีที่เซลีนมีมันไว้ในครอบครอง
“มาดูของข้าในกันดีกว่า”
เมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องการขนกลับพวกเขาก็สามารถเปิดหาของที่พอจะมีประโยชน์มาเพื่อใช้งาน โดยเฉพาะเสบียงหรือเวชภัณญ์ที่มีความสำคัญมากในสถานการณ์แบบนี้
“น่าเสียดายที่อาหารล้วนเน่าเสีย นอกนั้นนักผจญภัยพวกนี้ก็พกอาวุธคนละสองสามชิ้นกับเสื้อผ้าและเงินอีกนิดหน่อย”
นักผจญภัยเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงแต่ค่าตอบแทนสูง ส่วนมากมีแต่ผู้ยากจนที่เลือกมาเป็นนักผจญภัย คนจำพวกนี้มันมีเงินติดตัวไม่มาก
ในส่วนของอาวุธนั้นเอเลนไม่ได้สนใจมากนักในตอนนี้ด้วยพลังของเทพธิดาเซเลสเทียรืทำให้เขามาสามารถใช้งานอาวุธที่ตัวเองไม่ได้สร้างได้ อย่างมากก็เก็บเอาไว้เพื่อศึกษาสูตรการผลิตในภายหลัง สิ่งทที่ดึงดูดความสนใจของงเด็กหนุ่มมากที่สุดคือหนังสือเล่มหนึ่ง
ตอนนี้พวกเขาทั้งสองเหนื่อยกันมาก เมื่อแน่ใจว่าที่นี่ปลอดภัยพวกเขาจะจัดการตั้งที่พักชั่วคราวโดยเอเลนที่แม้จะบาดเจ็บแต่ก็ขันอาสาเฝ้ายามเป็นกะแรกแล้วปล่อยให้เซลีนพักผ่อนตามที่เธอต้องการ
การเขียนอักษรรูนและการใช้งาน คือชื่อของหนังสือที่เอเลนกำลังถืออยู่ในมือได้มาจากศพที่คาดว่าจะเป็นช่างตีเหล็กสังเกตได้จากการแต่งตัวและค้อนหลายชนิดที่เก็บอยู่ในกระเป๋าสัมภาระ เมื่อได้ลองอ่านดูประโยคที่เขียนอย่ในการดาษหน้าแรกก็ปรากฏสู่สายตา
รูนคือเวทมนต์ เวทมนต์คือความรู้ หากอยากจะเข้าใจรูนอย่างลึกซึ่งความรู้คือสิ่งสำคัญ
เมื่อพลิกหน้าหนังสือต่อไปพบว่ามีเพียงสิบบทเท่านั้นที่เขาสามารถอ่านได้ซึงทั้งสิบบทนั้นล้วนเกี่ยวกับรูนที่เขาครอบครองทั้งสิ้นส่วนหน้าอื่นๆ นั้นเขามองเห็นแต่ตัวอักษรที่อ่านไม่ข้าใจ
“หนังสือแบบมีเงื่อนไขงั้นสินะ”
เด็กหนุ่มลองอ่านดูบทหนึ่งซึ่งเป็นรูนที่แปลว่า อัคคี แรกๆ ก็เหมือนจะเป็นข้อมูลที่เขารู้อยู่แล้วแต่เมื่อพลิกไปเรื่อยๆ ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับอักษรรูรตัวนี้ก็ยิ่งลึกซึ้งเกินกว่าขอบเขตที่ทักษะสาระนุกรมช่างฝีมือได้ทำการบันทึกเอาไว้
[ท่านบรรลุเงื่อนไข ได้รับทักษะ ชำนาญอักษรรูน]
[ท่านเข้าใจอักษรรูน อัคคี อย่างถ่องแท้ โอกาสที่จะเขียนรูนสำเร็จเพิ่มขึ้น]
“อย่างนี้นี้เองอักษร อัคคี ไม่ได้มีแค่ความร้อนแต่จุดกำเนิกของไฟแท้จริงคือการสั่นสะเทือนของอนุภาคเล็กๆ ในอากาศพวกมันเสียดสีกันเองโดยมีอากาศเป็นปัจจัยหนุน
เสียเวลากว่าสี่ชั่วโมงในที่สุดเขาก็เข้าใจอักษรรูน อัคคี อย่างถ่องแท้และด้วยความอยากลองวิชาเลือดมอนสเตอร์จึงถูกหยิบออกมาโดยมีเป้าหมายคือมีดสั้นเหนือมาตรฐาน พู่กันตวัดไปมาอย่างชำนาญจะในที่สุดอักษร อัคคี ก็เรืองเสียงสีแดงก่อนจะซึมลงบนใบมีด
[ท่านเขียนอักษรรูนสำเร็จ]
[ทักษะ เขียนอักษรรูน เพิ่มระดับเป็น 3]
[มีดสั้นเหนือมาตรฐาน (D) ได้รับคุณสมบัติเพิ่มเติม]
มีดสั้นเหนือมาตรฐาน
แรงค์ D
ประเภท อาวุธ
พลังโจมตี 320
ความทนทาน 170 / 170
ผู้สร้าง เอเลน
เงื่อนไขการสวมใส่ ไม่จำกัด
มีดสั้นที่ถือกำเนิดมาจากช่างฝีมือฝึกหัดที่ไม่ถูกเทพริษยาอีกต่อไป เหล็กถูกนวดอย่างประณีตเป็นเวลานานความสม่ำเสมอของแรงนวดทำให้ใบมีดมีความหนาแน่นเท่ากันทุกสัดส่วน
- มีโอกาส 1 ใน 50 ที่จะโจมตีโดยไม่สนการป้องกัน
- มีโอกาส 1 ใน 10 ที่จะเพิ่มพลังชีวิตของผู้ใช้ 200 หน่วย เมื่อโจมตี
- พลังโจมตีธาตุไฟเพิ่มขึ้น 5 %
“เยี่ยม”
เอเลนชื่นชมมีดสั้นเหนือมาตรฐานที่ตอนแรกเป็นสีเงินบัดนี้กำลังมีลายเหลื่อมสีส้มปรากฏขึ้น แต่ถึงกระนั้นมีดสั้นก็ยังไม่ได้ทักษะรูนแบบดาบซันโทเรียน
“อักษรรูนตัวเดียวคงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป”
เอเลนคิดเงียบๆ ก่อนจะเก็บมีดสั้นเหนือมาตรฐานแล้วกลับไปสนใจหนังสือการเขียนอักษรรูนอีกครั้ง รูนแต่ละตัวล้วนมีความหมายการศึกษาเพียงตัวเดียวนั้นด้วามสามารถของเอเลนนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก ที่ยากคือการประสมคำสองคำให้ออกมาเป็นคำที่มีความหมายใหม่
ยิ่งศึกษาลึกลงไปเอเลนยิ่งรู้สึกยอมรับนับถือเคเรมมากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะของช่างเหล็กแต่ในฐานของผู้ที่ศึกษารูน แค่ประสมคำสองคำให้มีความหมายใหม่เอเลนก็คิดหัวแทบระเบิด เคเรมกลับสร้างคำประสบโยรูนสิบคำได้จนกลายเป็นทักษะเพลิงจรัส
เขาเชื่อเหลือเกินว่าหากย้ายอักษรทั้งสิบมาไว้ที่ซันโทเรียนที่ถูกสร้างขึ้นโดยช่างที่มีฝีมือ ซันโทเรียนจะระเบิดพลังออกมาได้ด้วยพลังสูงสุด
กี๊ซ!
เสียงกรีดร้องของสัตว์ดังขึ้นเท่าที่จำได้ในเหมืองเมย์รี้ดนอกจากโกเล็มและหนอนถ้ำแล้วก็ไม่เคยมีใครเคยพบมอนสเตอร์ชนิดอื่น เอเลนรีบปลุกเซลีนก่อนที่หนุ่มสาวจะรีบเก็บที่พักทั้งหมดลงในแหวนเก็บของแล้วไปซ่อนอยู่ในช่องโพรงเหนือหัว
ตึง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผสานไปกับเสียงกรียดร้องของมอนสเตอร์ ไม่นานเกินรอกิ้งก่าประหลาดที่เหมือนจะตาบอดวิ่งเข้ามาในโพรงถ้ำที่เขาอยู่ราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง ใบหน้าของมันหวาดกลัวและเหลือบไปมองด้านหลังเป็นระยะๆ
วืด
เสียงพุ่งแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมวัตถุสีขาวพุ่งเสียบศีรษะของกิ้งก่าถ้ำจนสมองไหลออกมาด้านหนอกชวนสะอิดสะเอียน สองหนุ่มสาวกลืนน้ำลายเพราะพวกเขารู้จักเจ้าวุตถุที่เพิ่งพุ่งผ่านพวกเขาไปเป็นอย่างดี
ดาบมิธริล
ในที่สุดเจ้าฝันร้ายสีเขาวก็เดินมาถึงที่เกิดเหตุ ร่างกายสูงเท่ากับความสูงมาตรฐานของมนุษย์ทั้งยังมีข้อต่อข้อพับและนิ้วมือเฉกเช่นนเดียวกันก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักๆ มือเรียวคว้าเอาด้ามที่ทำจากกระดูกมนุษย์แล้วกระชากดาบออกมาก่อนจะฟาดซ้ำลงไป
ตูมๆๆๆ
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเจ้าของดาบกำลังอดทนอดกลั้นอะไรบางอย่าง แทโอจัดการสับร่างของกิ้งก่าถ้ำผู้โชคร้ายอย่างไม่ใยดี คลื่นความคิดฆ่าฟันรุนแรงเสียจนพวกเขาที่แอบอยู่ยังรับรู้ได้อย่างชัดเจน
“มันกำลังโกรธ?”
เอเลนเอ่ยเสียงแผ่วนั่นเป็นคำอธิบายเดียวที่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ กิ้วก่าถ้ำแหลกเป็นก้อนเนื้อเละๆ แทโอจึงจะสาแก่ใจ
“เจ้ามนุษย์ ต้องตาย”
น้ำเสียงเคียดแค้นประหนึ่งจองเวรกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนหลุดออกมา เป็นครั้งแรกที่แทโอได้สัมผัสกับความล้มเหลวหลังจากที่มันวิวัฒน์ตัวเองจนมั่นใจว่ามันสมบูรณ์แบบศักดิ์ศรีของมันถูกสั่นคลอนโดยสิ่งมีชีวิตที่มันมั่นใจว่าอ่อนแอกว่ามัน
แทโอรู้สึก แค้น จากก้นบึงของจิตวิญญาณลงเอยด้วยความตายของสิ่งมีชีวิตมากมายที่โผล่มาขวางทางมันเช่นเจ้ากิ้งก่าถ้ำตนนี้ แทโอมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ในที่สุดข้าก็กลับมาถึงบ้าน”
แทโอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจนัก
“นี่มันไม่ถูกต้อง เหตุใดข้าวของของพวกมนุษย์ถึงได้หายไป....หรือว่าไม่ใช่ที่นี่”
สองหนุ่มสาวสะดุ้งเฮือก จะไม่ให้ของหายไปได้อย่างไรเมื่อพวกเขาทั้งสองเพิ่งจะฉกเอาทรัพย์สินทั้งหมดมาจากบรรดาศพของนักผจญภัยทที่สิ้นชีพ ที่แท้โครงกระดูกพวกนั้นล้วนเป็นฝีมือแทโอเซลีนพลันขนลุกซู่
เธอเคยได้ข่าวว่าช่วงตลอดระยะเวลาห้าปีได้มีกลุ่มนักขุดเหมืองและนักผจญภัยหายตัวไปอย่างลึกลับหลายกลุ่ม แน่นอนว่าต้องมีคนมาตรวจสอบแต่ก็ไม่พบร่องรอยอะไรที่แท้เป็นฝีมือของเจ้าโกเล็มศิลาพิสุทธิ์ตนนี้ที่ลงมือปิดปากผู้ที่พบเห็นมันทั้งหมด
แทโอมองไปรอบๆ อีกสองสามครั้งคาดว่าความจำของมันคงไม่ค่อยดี เมื่อแน่ใจว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของมันแทโอจึงลากดาบมิธริลแล้วเดินจากไป เอเลนถอนหายใจโล่งออกก่อนจะรอจนแน่ใจว่าเสียงฝีเท้าได้ออกไปไกลแล้วพวกเขาจึงได้ปีนลงมาจากที่ซ่อน
“เกือบไปแล้ว ใครจะคิดว่าจะมานอนในรังของมอนสเตอร์”
เอเลนเอ่ยด้วยความหวาดเสียว เซลีนที่ปีนตาลงมาทีหลังรีบดึงเขา
“รีบไปจากที่นี่ถ้ามันวกกลับมาคงแย่แน่”
“นั่นสินะ ตกลง” จากสภาพของเขาตอนนี้ คงไม่ฉลาดนัดกหากเลือกปะทะกับโกเล็มศิลาพิสุทธิ์ แม้จะนิ่งไปซักพักแต่ค่าพลังชีวิตของเอเลนในตอนนี้เหลืออยู่สามในสี่ส่วนแถมแผลที่ท้องก็เหมือนระเบิดเวลาดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือหนีไปทิศทางตรงข้ามกับแทโอ
พวกเขาทั้งสองกลบเกลื่อนร่องรอบทั้งหมดเผื่อเอาไว้แม้แทโอจะไม่ฉลาดนักแต่กันเอาไว้ก็ดีกว่าแก้ พวกเขาค่อยๆ โผล่ออกมาจากรังของแทโอพลางเงี่ยหูฟังเสียง
“ฉันว่ามันอยู่ไกลไปทางซ้าย”
“แต่ผมว่าทางขวา”
...
ยังไม่ทันออกเดินทางความขัดแย้งก็เกิดขึ้นเสียแล้ว แต่เซลีนอาศัยความคิดที่ว่าตนคือนักผจญภัยมืออาชีพกึ่งจูงกึงลากเอเลนไปตามทิศทางที่เธอเลือก
“น่าเสียดายมิธริลชะมัดเลยเนอะว่าไหม”
เซลีนพยามชวนคุยเนื่องจากบรรยากาศที่มันเงียบเกินไป
“อา นั่นสินะแต่พวกเราคงมือไม่ถึงหรอกเลเวลมันตั้งหกสิบแน่ะ”
เอเลนเองก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้นานๆ ทีจะเจอแร่หายากวิ่งมาหาทั้งที ติดอยู่ตรงที่ว่าเจ้าแร่เดินได้นั่นดันพกอาวุธหนักมาด้วย
“คงต้องปล่อยให้นักผจญภัยระดับเงินชั้นสูงเป็นคนจัดการนั่นแหละ ลำพังพวกเราตอนนี้จะหนีออกไปรอดรึเปล่าก็ไม่รู้”
“นั่นสินะ คงเป็นคราวซวยของเราจริงๆ”
เซลีนอดแปลกใจกับอากัปกิริยาที่ดูใจเย็นผิดคาดของเด็กหนุ่มไม่ได้ น้อยคนนักที่ยังคงเยือกเย็นได้เมื่อตกลงมาในสถานที่ที่ไม่รู้จัก
“นายนี่ใจเย็นจริงนะ”
“กังวลไปก็ไม่ได้อะไร คิดไปก็ปวดแผลเปล่า”
ว่าแล้วเจ้าตัวก็กุมแผลป้อยๆ
“อา อยากกินอะไรดีๆ ชะมัด”
“อย่าพูดได้มั้ย ทางนี้เองก็กำลังอดทนเหมือนกัน”
“โทษที”
บทสนทนาจบลงด้วยประการฉะนี้เซลีนอาสานำหน้าเอเลนที่เป็นคนเจ็บอย่างไรเสียเจ้าหล่อนก็มีประสบการณ์มากกว่าเขาในแง่ของการเผขิญภาวะอันตรายเด็กหนุ่มจึงยอมหลีกทางให้หล่อนแต่โดยดี
เมื่อไม่ต้องคิดเรื่องทิศทางให้ปวดหัวเขาก็เริ่มเบื่อสุดท้ายเขาหยิบอาวุธออกมาเพื่อลงอักษรรูนฆ่าเวลา การลงอักษรเพียงตัวเดียวล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยที่ยากก็คือการผสานสองรูนศาสตราวุธในคลังแสงของเขาชิ้นแล้วชิ้นเล่าค่อยๆ ถูกเติมเต็มด้วยรูน อัคคี
“ให้ตายสิ เวลาแบบนี้ยังมีกะใจทำเรื่องแบบนี้อีก”
เซลีนเอ็ดเข้าทีหนึ่งอีกใจหนึ่งก็แอบโล่งใจกล่วว่าเอเลนจะสิ้นหวังไปเสียก่อน
“ก็มันไม่มีอะไรทำนี่นา”
เด็กหนุ่มบ่นอุบอิบเป็นเวลาเดียวกับที่ทักษะเขียนอักษรรูนเพิ่มระดับเผลอแป็ปเดียวอาวุธสองร้อยกว่าชิ้นล้วนถูกกำกับด้วยรูนทั้งสิ้น ความสำเร็จนี้หากไปเล่าให้ใครฟังก็คงยากจะเชื่อ
ลำพังรูนหนึ่งตัวนั้นช่างตีเหล็กที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนานสามารถเขียนได้ด้วยอัตราความสำเร็จครึ่งต่อครึ่ง แต่เอเลนกลับทำมันสำเร็จทุกครั้งเป็นเพราะค่าสถานะความชำนาญที่ทำให้ทุกๆ งานของเขาล้วนออกมาประณีต ที่ล้มเหลวในตอนแรกล้วนเป็นเพราะ ความรู้ ในรูนของเขานั้นยังไม่เพียงพอ
เอเลนที่ยังไม่รับรู้ถึงความสุดยอดของตนเองนั้นกยังคงมุ่งมั่นเขียนรูนต่อไป ในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็เดินมาถึงบริเวณที่มีลักษณะเหมือนกับทางเข้าเหมืองชั้นที่ 30 ต่างกันตรงที่ตรงนี้ช่างเงียบสงัด
“ในที่สุด”
สองหนุ่มสาวพลันยิ้มอย่างผ่อนคลายแต่รอบยิ้มก็ต้องสลายไปเมื่อฝูงมอนสเตอร์ที่มีลักษณะเหมือนกิ้งก่าพลันปรากฏตัวขึ้นทีเดียวหลายสิบตัว
กิ้งก่าธรณี
เลเวล 45
พลังชีวิต 4500 / 4500
มานา 2300 / 2300
พละกำลัง 470
ความว่องไว 450
สติปัญญา 300
ความอดทน 100
มอนสเตอร์ที่พบได้ตามถ้ำลึกวิวัฒนาการมาจากกิ้งก่าถ้ำจุดเด่นก็คือประสาทสัมผัสที่ถูกพัฒนาถึงขีดสุดโดยไม่ต้องพึ่งดวงตา เนื่อจากอาศัยในถ้ำมืดมานานดวงตาจึงอ่อนไหวต่อแสงเป็นพิเศษ ทั้งยังสามารถเกาะกำแพงถ้ำได้อย่างมั่นคงและอาศัยกันเป็นฝูง
ลำพังกิ้งก่าถ้ำไม่ใช่มอนสเตอร์ที่น่ากลัวอะไรเลยแต่จำนวนของมันต่างหากที่น่าหวาดหวั่นโชคดีเหลือเกินที่ดูเหมือนฝูงนี้จะไม่มีจ่าฝูงติดตามมาด้วย
กี๊ซซซซ
ฝูงกิ้งก่าร้องลั่นพร้อมกับน้ำลายที่ไหลย้อยเต็มพื้น ดูท่าพวกมันคงกำลังหิวน่าดูและกำลังเล็งสองหนุ่มสาวเป็นอาหารมื้อถัดไป
“พวกเราไม่มีเวลามาเล่น”
เซลีนไม่พูดพร่ำทำเพลงซันโทเรียนที่ถูกซ่อมแซมโยช่างฝีมือหนุ่มถูกชักออกมาใบดาบสีเงินทอแสง เด็กสาวแทงดาบไปข้างหน้าสุดแรง
“ดาบหมุนวน”
คลื่นมานาพุ่งแหวกอากาศแหวกฝูงกิ้งก่าออกจนเผยเป็นทางเดินสายเล็กๆ ทางหนึ่ง ฝูงกิ้งก่าได้รับบาดเจ็บพลันส่งเสียงร้อง ทันนั้นเองกิ้งก่าธรณีอีกจำนวนมากพลันย่างกรายเข้ามาที่นี่
“ดูเหมือนจะเจอตอแล้วแฮะ”
เอเลนเอ่ยอย่างเยือกเย็นในขณะที่เซลีนกำลังรับมืออยู่ดเขาก็มีเวลาอ่านข้อมูลของมอนสเอตร์พวกนี้ รอยยิ้มร้ายผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเด็กหนุ่มในบัดดล สองมือรีบล้วงเข้าไปในกระเป๋าก่อนจะหยิบของออกมาสองชิ้นหนึ่งคือหอกเกรด E สองคือวัตถุทรงกระบอก
เด็กหนุ่มเขย่าวัตถุทรงกระบอกจะเกิดเสียงดังแก้งๆ ก่อนจะโยนขึ้นฟ้าแล้วตะโกนบอกเซลีน
“หลับตาเร็ว”
เซลีนไม่มีเสลามาต่อปากต่อคำเจ้าหล่อนรีบหลับตาปี๋ก่อนที่วัตถุทรงกระบอกจะแตกออกกลายเป็นดวงแสงขนาดย่อมๆ
กี๊ซ
กิ้งก่าธรณีที่ไม่รู้พากันหันหันหลบแสงสว่างด้วยความหวาดกลัว บางตัวเลือกจะหนีแต่บางตัวก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก
ฉึก ฉึก
กี๊ซ
โดยไม่ต้องลงแรงมากเอเลนจัดการกิ้งก่าธรณีที่ไม่ได้หนีด้วยการโจมตีสี่ครั้งโยเขาเลือกแทงบริเวณดวงตาที่เป็นจุดอ่อนของมันทำให้ค่าความเสีบหายล้นทะลักผนวกกับที่หอกที่ใช้มีรูนอัคคีทำให้บางครั้งแผลที่เกิดจากหอกพลันเกิดเพลิงไหม้
ด้านเซลีนก็ลงมือเต็มกำลังด้วยท่วงท่าดาบของหล่อนสามารถสังหารกิ้งก่าได้อย่างรวดเร็วแม้ค่าสถานะของเธอจะต่ำกว่าของเอเลนก็ตาม นับว่าเป็นคราวซวยของพวกกิ้งก่าที่ดันสะเออะมาหาเรื่องบุคคลที่มักจะพกพาอาวุธครบครันอย่างเอเลน