เศษผ้าไหมสีชมพูอ่อน...
มันไม่ใช่แค่เศษผ้าธรรมดา แต่มันคือชิ้นส่วนจากจิ๊กซอว์ปริศนาที่กำลังจะทำให้เสี่ยวเหลียนคลุ้มคลั่ง มันคือหลักฐานชิ้นที่สองที่เชื่อมโยง "น้องหญิง" ผู้ลึกลับเข้ากับชีวิตของนางและอาเฟยโดยตรง ปิ่นปักผมหยกขาวปรากฏขึ้นในห้องของนาง และบัดนี้... เศษผ้าจากชุดของสตรีผู้นั้นก็มาตกอยู่ใต้เตียงของคนรักของนาง
หัวใจของเสี่ยวเหลียนที่เพิ่งจะหล่นวูบไปกับ "ใบสั่งยา" ของหมอหลี่ บัดนี้กลับดิ่งลึกลงไปอีกจนแทบจะสัมผัสไม่ถึงก้นบึ้งแห่งความสิ้นหวัง
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
นางรีบก้มลงไปหยิบเศษผ้าชิ้นนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เนื้อผ้าเนียนลื่นและเย็นเยียบในสัมผัสของนาง มันเป็นสีชมพูอ่อนหวาน... สีที่ไม่ควรจะมาอยู่ในห้องพักซอมซ่อของผู้ชายสองคนเลยแม้แต่น้อย นางกำมันไว้ในมือแน่นราวกับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการไขคดีฆาตกรรม
ความคิดมากมายวิ่งวนอยู่ในหัวของนางอย่างบ้าคลั่ง
หรือว่า... "น้องหญิง" จะเคยมาที่นี่? มาตอนที่นางไม่อยู่? มาหาอาเฟย? แต่มาเพื่ออะไร? หรือว่านางไม่ได้ตั้งใจมาหาอาเฟย แต่แอบเข้ามาเพื่อวางปิ่นปักผม แล้วเศษผ้าเกิดขาดติดอยู่กับอะไรบางอย่างใต้เตียงโดยบังเอิญ?
หรือที่เลวร้ายที่สุด... อาเฟย... รู้จักกับผู้หญิงคนนี้งั้นรึ?
ไม่! เป็นไปไม่ได้! เสี่ยวเหลียนสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที อาเฟยรักนางสุดหัวใจ เขาไม่มีวันทรยศนางเด็ดขาด แต่แล้ว... เศษผ้าชิ้นนี้จะอธิบายได้อย่างไร?
นางมองเศษผ้าในมืออย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เนื้อผ้าเนียนลื่นและมีคุณภาพดีเยี่ยม ไม่ใช่ผ้าธรรมดาที่คนทั่วไปจะใช้ได้ มันเป็นผ้าไหมแท้ที่ต้องนำเข้าจากแคว้นไกล ราคาแพงมาก สีชมพูอ่อนนี้ก็ย้อมด้วยสีธรรมชาติที่หายากและมีค่า ผู้หญิงที่สวมใส่ผ้าชิ้นนี้ต้องมาจากตระกูลที่ร่ำรวยและมีฐานะอย่างแน่นอน
แต่ที่น่าแปลกใจคือ... ตรงขอบของเศษผ้านี้มีรอยขาดที่ดูเหมือนจะถูกดึงขาดอย่างรุนแรง ไม่ใช่การขาดโดยบังเอิญ มันเหมือนกับว่าเจ้าของผ้าชิ้นนี้กำลังต่อสู้หรือดิ้นรนกับใครบางคน จนทำให้ผ้าขาดติดอยู่
ความคิดที่น่าสะพรึงกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง... หรือว่า "น้องหญิง" ผู้ลึกลับจะถูกใครบางคนทำร้าย? หรือว่านางกำลังหลบหนีจากอันตราย? แล้วทำไมถึงมาหลบซ่อนอยู่ในห้องของอาเฟย?
นางยัดเศษผ้าชิ้นนั้นเข้าไปในแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว ซ่อนมันไว้รวมกับปิ่นปักผมหยกขาว... สองหลักฐานปริศนาที่นางต้องไขให้กระจ่างให้ได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้... ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือชีวิตของอาเฟย
นางหันกลับมามองใบหน้าที่หลับใหลของคนรักอีกครั้ง ใบหน้าของเขาซีดเซียวกว่าเดิม เหงื่อเย็นๆ ซึมออกมาตามหน้าผาก ริมฝีปากแห้งแตกเป็นเส้นๆ ลมหายใจของเขาแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่หัวใจของนางอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม นางไม่ได้กำลังจะไปโกหกเขาเท่านั้น... แต่นางกำลังจะไปสังเวยร่างกายเพื่อรักษาชีวิตเขา... โดยที่เขากำลังนอนหลับอยู่บน "ร่องรอย" ของผู้หญิงอีกคน!
เรื่องราวทั้งหมดนี้มันบิดเบี้ยวและวิปริตเกินกว่าที่นางจะรับไหวแล้ว
นางนั่งลงข้างเตียง มองดูใบหน้าของอาเฟยด้วยความเจ็บปวด ความทรงจำดีๆ ที่มีร่วมกันเริ่มผุดขึ้นมาในใจ... วันแรกที่พบกัน เขายิ้มให้นางอย่างบริสุทธิ์ใสใน วันที่เขาพานางไปดูดาวบนหลังคา วันที่เขาสัญญาว่าจะปกป้องนางตลอดไป วันที่เขาบอกรักนางเป็นครั้งแรก... ทุกช่วงเวลาล้วนแต่งดงามและบริสุทธิ์
แต่บัดนี้... ทุกอย่างกำลังจะพังทลายลงเพราะความลับที่นางกำลังจะไปทำ
ไม่นานนัก อาเฟยก็ค่อยๆ ขยับตัวตื่นขึ้น เขาลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ใบหน้ายังคงซีดเซียวแต่ก็ดูมีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อยจากฤทธิ์ยาของหมอหลี่
"เหลียนเอ๋อ..." เขาเรียกชื่อนางเสียงแผ่วเบา
"ข้าอยู่นี่แล้ว" นางรีบเข้าไปกุมมือเขาไว้แน่น พยายามปั้นรอยยิ้มที่ดูจริงใจที่สุด "เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ดีขึ้นหน่อยแล้ว... แต่ยังเจ็บหน้าอกอยู่" เขาพูดพลางขมวดคิ้ว มือของเขาเย็นเฉียบในสัมผัสของนาง "ท่านหมอว่าอย่างไรบ้าง? ข้าเป็นอะไรกันแน่?"
และแล้ว... ช่วงเวลาแห่งการแสดงละครที่น่ารังเกียจที่สุดก็มาถึง
"ท่านหมอบอกว่า... เพราะเจ้าเร่งฝึกวิชามากเกินไป ทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลน่ะ" นางเริ่มต้นคำโกหกที่เตรียมไว้ เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย "แต่ไม่ต้องห่วงนะ ท่านหมอให้ยามาแล้ว และบอกวิธีรักษาให้ข้าแล้ว"
"วิธีรักษา?" อาเฟยทวนคำอย่างสงสัย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวัง
"ใช่..." เสี่ยวเหลียนสูดหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกเหมือนกำลังกลืนพิษ "ท่านหมอบอกว่า... ที่วัดใหญ่ทางทิศตะวันตกของเมือง มีบ่อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ ท่านแนะนำให้ข้า... ไปสวดมนต์และตักน้ำมนต์ที่นั่นตลอดทั้งคืน... เพื่อนำพลังบริสุทธิ์กลับมารักษาเจ้าในวันพรุ่งนี้เช้า"
นางรู้สึกขยะแขยงตัวเองทุกครั้งที่พ่นคำโกหกออกมาแต่ละคำ นางกำลังใช้ความศักดิ์สิทธิ์ของวัดวาอารามมาเป็นฉากบังหน้าให้กับความสกปรกโสมมที่นางกำลังจะไปทำ มันเป็นการดูหมิ่นพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง
แต่อาเฟยผู้ซื่อและไร้เดียงสากลับเชื่อคำพูดของนางสนิทใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและรู้สึกผิด
"ต้องลำบากเจ้าอีกแล้ว" เขาพูดเสียงสั่นเครือ "ข้านี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ... เอาแต่สร้างภาระให้เจ้าอยู่เรื่อย ถ้าข้าแข็งแรงกว่านี้ ข้าจะไปด้วยกันเอง ไม่ให้เจ้าต้องไปคนเดียว"
"อย่าพูดอย่างนั้น!" นางรีบห้าม น้ำตาเริ่มคลอเบื้องหลังดวงตา "เพื่อเจ้าแล้ว... ต่อให้ลำบากกว่านี้ข้าก็ยอม" ประโยคนี้คือความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่นางได้พูดออกมา มันคือสัจธรรมที่ขับเคลื่อนชีวิตของนางในตอนนี้
"แต่... ให้เจ้าไปคนเดียวตอนกลางคืน มันอันตรายนะ" เขาแสดงความกังวล พยายามลุกขึ้นมา "ข้าไปด้วยเถอะ แม้จะอ่อนแอแต่ข้าก็ยังปกป้องเจ้าได้"
"ไม่ได้!" นางรีบกดไหล่เขาลง "เจ้าต้องพักผ่อน ถ้าเจ้าออกแรงมากเกินไป อาการจะแย่ลงไปอีก ท่านหมอเตือนไว้แล้วว่าต้องนอนนิ่งๆ"
อาเฟยมองนางด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรัก ความกังวล และความรู้สึกผิด "เหลียนเอ๋อ... ข้ารู้ว่าเจ้าทำทุกอย่างเพื่อข้า แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าต้องลำบาก ข้าไม่อยากเป็นภาระของเจ้า"
"เจ้าไม่ใช่ภาระ" นางจับมือเขาไว้แน่น "เจ้าคือทุกสิ่งทุกอย่างของข้า ถ้าเสียเจ้าไป ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว"
คำพูดนี้ทำให้อาเฟยน้ำตาคลอ เขากอดนางเข้าหาอย่างแน่น "ข้ารักเจ้ามากที่สุดในโลก เหลียนเอ๋อ... ข้าสัญญาว่าจะหายป่วยให้เร็วที่สุด แล้วจะดูแลเจ้าให้ดีกว่านี้"
นางกอดเขาตอบ รู้สึกเหมือนหัวใจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะได้กอดเขาด้วยร่างกายที่บริสุทธิ์ ครั้งสุดท้ายที่นางจะเป็น "เสี่ยวเหลียน" ผู้บริสุทธิ์ในสายตาของเขา
"ไม่เป็นไรหรอก" นางพยายามพูดให้เสียงสดใส "ข้าจะรีบไปรีบกลับ พรุ่งนี้เช้าเจ้าตื่นมาก็จะเจอข้าแล้ว... เจ้าต้องนอนพักผ่อนให้มากๆ นะ ห้ามดื้อ ห้ามลุกไปไหนเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
"อืม... ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่นะ" เขากำมือนางแน่นขึ้น "รีบกลับมานะ... ข้าคิดถึงเจ้า"
คำพูดสุดท้ายของเขาราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงมาบนหัวใจของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางทำได้เพียงพยักหน้ารับเบาๆ กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาต่อหน้าเขา นางช่วยประคองให้เขานอนลงอีกครั้ง ห่มผ้าให้เรียบร้อย ปรับหมอนให้นุ่มสบาย จัดน้ำและยาไว้ข้างเตียง รอจนกระทั่งเขาหลับไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย นางจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
นางยืนมองใบหน้าที่หลับใหลของเขานานนาน จดจำทุกรายละเอียด... ขนตายาวโค้ง คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากที่นางเคยจูบนับพันครั้ง ใบหน้าที่นางรักมากที่สุดในโลก
นางหยิบเทียบเชิญสีแดงฉานของหมอหลี่ออกมาจากแขนเสื้อ... "บุปผาหมื่นราตรี"
ชื่อที่สวยหรู... แต่เป็นสถานที่ที่ต่ำตมที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้
นางหันกลับไปมองอาเฟยเป็นครั้งสุดท้าย จรดริมฝีปากลงบนหน้าผากของเขาอย่างแผ่วเบา "ข้ารักเจ้านะ... อาเฟย" นางกระซิบ "ขออภัยที่ข้าต้องทำสิ่งที่น่าอับอาย... แต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว" แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างเด็ดเดี่ยว ปิดประตูลง... ทิ้งโลกอันบริสุทธิ์ของนางไว้เบื้องหลัง
เมื่อก้าวออกมาสู่ถนนอีกครั้ง ดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงมากแล้ว แสงสีทองสุดท้ายของวันอาบย้อมเมืองหลวงให้กลายเป็นสีส้มปนแดง เงาของตึกรามบ้านช่องยืดยาวไปตามพื้นถนน บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้น ผู้คนต่างเร่งรีบเดินทางกลับบ้านเพื่อไปหาครอบครัวที่อบอุ่น เด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน พ่อค้าแม่ค้าเก็บของขายของเตรียมปิดร้าน... แต่เส้นทางของเสี่ยวเหลียนกลับสวนทางกับพวกเขาทั้งหมด
นางกำลังมุ่งหน้าสู่ย่านโคมแดง... สถานที่ที่ความมืดและความปรารถนาอันดิบเถื่อนตื่นขึ้นมามีชีวิต
นางเดินไปตามถนนที่ผู้คนเริ่มบางตาลงเรื่อยๆ ยิ่งเดินไปทางทิศตะวันตกของเมือง บรรยากาศรอบข้างก็ยิ่งเปลี่ยนไปมากขึ้น ตึกรามบ้านช่องที่เคยดูปกติเริ่มมีโคมไฟสีแดงประดับประดาอยู่ด้านหน้า เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวลอยแว่วมาจากตามตรอกซอกซอย กลิ่นเครื่องหอมและกลิ่นสุราเริ่มลอยฟุ้งมาในอากาศ
ชายหนุ่มและชายสูงวัยในชุดหรูหราเดินสวนกับนางด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม สายตาของพวกเขาบางคนมองมาที่นางอย่างประเมินราคา... ราวกับนางเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง บางคนพูดจาล้อเลียนและหัวเราะอย่างหยาบคาย ทำให้นางรู้สึกอึดอัดและอับอาย
เสี่ยวเหลียนดึงผ้าคลุมหน้าของนางลงมาปิดให้มิดชิดยิ่งขึ้น ก้มหน้าก้มตาเดินอย่างรวดเร็ว พยายามไม่สบตากับใคร ความรู้สึกอัปยศอดสูถาโถมเข้าใส่นางอย่างหนักหน่วง นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโสเภณีชั้นต่ำที่กำลังจะไปเสนอขายร่างกาย... ซึ่งมันก็ไม่ต่างจากความจริงเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งเดินเข้าไปในย่านโคมแดงลึกขึ้น บรรยากาศก็ยิ่งเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เป็นโลกที่แตกต่างจากส่วนอื่นของเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง เป็นโลกที่ความปรารถนาและเงินทองเป็นสิ่งเดียวที่มีค่า ผู้หญิงในชุดบางเบาสีสันสดใสยืนเรียงรายอยู่หน้าร้าน พยายามดึงดูดลูกค้าด้วยรอยยิ้มหวานและท่าทางยั่วยวน เสียงดนตรีดังก้องไปทั่ว กลิ่นอาหารและเครื่องดื่มผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อและน้ำหอม
นางเดินผ่านร้านค้าต่างๆ ที่ขายสินค้าแปลกๆ... ยาบำรุงกำลัง เครื่องประดับสำหรับผู้หญิง เสื้อผ้าชั้นในที่บางเบาและเซ็กซี่ หนังสือภาพที่ไม่เหมาะสม ทุกอย่างล้วนแต่เกี่ยวข้องกับความปรารถนาทางกาม
ในที่สุดนางก็มาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารสามชั้นที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในย่านนี้ เหนือประตูทางเข้ามีป้ายไม้สีทองแกะสลักตัวอักษรขนาดใหญ่เอาไว้ว่า... "หอคณิกาบุปผาหมื่นราตรี"
อาคารหลังนี้สูงโปร่งและตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ผนังภายนอกทาสีแดงเข้มประดับด้วยลายทองคำ หน้าต่างทุกบานมีม่านผ้าไหมสีต่างๆ ปลิวไสวในลมเย็น โคมไฟสีแดงสดนับร้อยดวงส่องสว่างไสวไปทั่วทั้งอาคารราวกับเป็นเวลากลางวัน เสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมดังออกมาไม่ขาดสาย กลิ่นเครื่องหอมและกลิ่นสุราลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
ที่หน้าประตูมีหญิงงามในชุดบางเบาสองนางยืนคอยต้อนรับแขกด้วยรอยยิ้มยั่วยวน ผิวพรรณของพวกนางขาวเนียนและแต่งหน้าอย่างประณีต ชุดที่สวมใส่เผยให้เห็นส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างชัดเจน พวกนางพูดจาหัวเราะกับผู้ชายที่เดินผ่านไปมาอย่างคุ้นเคย
หัวใจของเสี่ยวเหลียนเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมา นางรู้สึกเหมือนขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับมีโซ่ตรวนล่ามไว้ ปากแห้งผาก ลิ้นติดเพดาน มือทั้งสองข้างสั่นเทาไม่หยุด นางไม่อยากจะก้าวเข้าไปในสถานที่แห่งนี้เลยแม้แต่ก้าวเดียว
นางยืนนิ่งอยู่หน้าอาคารนานนาน ดวงตามองขึ้นไปบนป้ายชื่อ "บุปผาหมื่นราตรี"... ชื่อที่ไพเราะและโรแมนติก แต่ซ่อนความหมายที่ชั่วช้าและต่ำทราม บุปผาหมื่นราตรี... ดอกไม้ที่บานเพียงหนึ่งคืนแล้วร่วงโรย เหมือนกับความบริสุทธิ์ของผู้หญิงที่จะสูญเสียไปในคืนนี้
แต่แล้วภาพใบหน้าอันเจ็บปวดของอาเฟยก็ปรากฏขึ้นในความคิด... ใบหน้าซีดเซียวที่กำลังทรมานจากความเจ็บป่วย คำพูดของหมอหลี่ที่ว่า "เขาจะตายอย่างทรมานที่สุด" ก็ดังก้องขึ้นมาในหู เสียงที่เขาเรียกชื่อนางด้วยความรัก คำสัญญาที่เขาให้ไว้ว่าจะรักนางตลอดไป...
นางไม่มีทางเลือกแล้ว
นางหลับตาลง... สูดหายใจเข้าลึกๆ... ภาวนาขออภัยต่อบรรพบุรุษ ต่อพ่อแม่ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อตัวเองที่จะต้องสูญเสียศักดิ์ศรี... แล้วก้าวเท้าข้ามธรณีประตูนั้นเข้าไป
ทันทีที่นางเข้ามาด้านใน เสียงจอแจและบรรยากาศที่ฟุ้งเฟ้อก็โถมเข้าใส่ตัวนางทันที ห้องโถงใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผ้าไหมสีต่างๆ โคมไฟคริสตัลแขวนลงมาจากเพดาน พรมปูพื้นนุ่มฟู ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยชายหญิงที่กำลังดื่มกินและพลอดรักกันอย่างไม่อายฟ้าดิน
หญิงคณิกาในชุดหลากสีสันเดินขวักไขว่ไปมาเพื่อคอยเอาใจแขกของตน บางคนนั่งบนตักของผู้ชาย บางคนกำลังเต้นรำอย่างเซ็กซี่ บางคนกำลังป้อนอาหารและเครื่องดื่มให้แขก เสียงหัวเราะและเสียงพูดจาดังก้องไปทั่ว มันคือโลกอีกใบหนึ่ง... โลกที่ศีลธรรมและศักดิ์ศรีถูกโยนทิ้งไป เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบและความปรารถนาเท่านั้น
"แม่นาง... มาหาใครรึ?" หญิงวัยกลางคนท่าทางเหมือนแม่เล้าเดินเข้ามาทักทาย นางแต่งตัวอย่างหรูหรา ใส่เครื่องประดับมากมาย แต่ใบหน้าดูแก่ก่อนวัยและมีรอยย่นรอบดวงตา สายตาของนางมองสำรวจเสี่ยวเหลียนตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมิน "หน้าตาดีนี่... ผิวขาวเนียน รูปร่างก็ดี ถ้าสนใจทำงานที่นี่ ข้าจ่ายให้ดีนะ"
เสี่ยวเหลียนไม่ตอบ แต่ยื่นเทียบเชิญสีแดงฉานของหมอหลี่ให้ดู มือของนางสั่นเทาขณะยื่นให้
เมื่อแม่เล้าเห็นเทียบเชิญนั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที นางโค้งคำนับอย่างนอบน้อมผิดกับเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "โอ้! แขกคนสำคัญของท่านหมอหลี่นี่เอง! ขออภัยที่เสียมารยาทเจ้าค่ะ เชิญทางนี้เลยเจ้าค่ะ ท่านหมอสั่งไว้แล้วว่าถ้าท่านมาถึงให้พาขึ้นไปที่ห้องชั้นบนสุดได้เลย"
แม่เล้าเดินนำนางขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง ซึ่งเงียบสงบกว่าชั้นล่างเล็กน้อย แต่ก็ยังมีเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะดังมาจากห้องต่างๆ ตลอดทางมีภาพวาดที่ไม่เหมาะสมแขวนอยู่ตามผนัง แสดงให้เห็นถึงธุรกิจที่ทำอยู่ในที่นี่
จากนั้นพวกนางก็ขึ้นไปยังชั้นสาม ซึ่งเป็นชั้นที่เงียบสงบและหรูหรากว่าชั้นล่างอย่างเห็นได้ชัด พรมปูพื้นหนาและนุ่ม ผนังตกแต่งด้วยผ้าไหมและภาพวาดราคาแพง โคมไฟทำจากคริสตัลแท้ ตลอดทางมีองครักษ์ร่างกำยำยืนเฝ้าอยู่เป็นระยะ แสดงให้เห็นว่าชั้นนี้สงวนไว้สำหรับแขกคนสำคัญจริงๆ
"ชั้นนี้เป็นชั้นพิเศษเจ้าค่ะ" แม่เล้าอธิบายขณะเดิน "มีแต่แขกที่มีฐานะและมีอิทธิพลเท่านั้นที่เข้ามาได้ ท่านหมอหลี่เป็นลูกค้าประจำของเรา เขาใจกว้างมาก จ่ายเงินไม่เคยขาด"
ในที่สุด... แม่เล้าก็นำนางมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องที่อยู่ด้านในสุดของทางเดิน ประตูทำจากไม้แกะสลักลวดลายประณีต ชุบด้วยทองคำ ดูหรูหราและมีราคา
"ถึงแล้วเจ้าค่ะ... ห้อง 'จันทราหลงเงา'" แม่เล้าพูดพลางผายมือไปที่ประตู "ท่านหมอรออยู่ข้างในแล้ว... ขอให้ท่านมีความสุขกับค่ำคืนนี้นะเจ้าคะ อย่าลืมว่าที่นี่เราให้บริการทุกอย่างที่ท่านต้องการ"
พูดจบนางก็โค้งคำนับอีกครั้งแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เสียงเท้าของนางค่อยๆ จางหายไปตามทางเดิน ทิ้งให้เสี่ยวเหลียนยืนเผชิญหน้ากับประตูบานนั้นเพียงลำพัง
นางยืนนิ่งอยู่หน้าประตู... มือของนางเย็นเฉียบและชื้นเหงื่อ หัวใจของนางเต้นแรงจนเจ็บหน้าอกไปหมด ลมหายใจสั่นเครือ ขาอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่ไหว เบื้องหลังประตูบานนี้คือชะตากรรมที่นางต้องเผชิญ... คือการสังเวยร่างกายเพื่อรักษาชีวิตของคนรัก... คือความอัปยศที่นางจะต้องจดจำไปตลอดกาล
นางคิดถึงอาเฟยที่กำลังนอนป่วยอยู่ คิดถึงใบหน้าซีดเซียวของเขา คิดถึงคำพูดที่เขาบอกว่ารักนาง คิดถึงอนาคตที่พวกเขาวางแผนไว้ร่วมกัน... ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหลังจากคืนนี้ นางจะไม่ใช่เสี่ยวเหลียนผู้บริสุทธิ์อีกต่อไป
แต่ถ้านางไม่ทำ... อาเฟยจะตาย
นางรวบรวมความกล้าทั้งหมด... ยกมือขึ้น... และผลักประตูบานนั้นเข้าไป
สิ่งที่นางเห็นไม่ใช่ห้องนอนธรรมดา... แต่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร เพดานสูงโปร่งมีภาพเทพธิดาเปลือยกายวาดอยู่ ผนังหุ้มด้วยผ้าไหมสีต่างๆ กลางห้องมีอ่างอาบน้ำไม้ขนาดใหญ่ที่ลอยฟุ้งไปด้วยกลีบดอกไม้นานาพันธุ์ ควันอุ่นๆ และกลิ่นหอมกรุ่นลอยอวลไปทั่วทั้งห้อง แสงเทียนสลัวๆ จากเชิงเทียนหลายสิบเล่มทำให้บรรยากาศดูราวกับอยู่ในความฝัน... หรือฝันร้ายกันแน่
รอบๆ ห้องมีโต๊ะเล็กๆ วางเครื่องดื่มและอาหารต่างๆ เตียงขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าไหมสีแดงอยู่มุมหนึ่ง มีม่านบางเบาห้อยล้อมรอบ ทุกอย่างเตรียมไว้อย่างพิถีพิถันเพื่อคืนแห่งความปรารถนา
และที่ริมอ่างอาบน้ำนั้น... ร่างสูงสง่าของหมอหลี่ในชุดคลุมผ้าไหมสีขาวบางเบากำลังยืนหันหลังให้นางอยู่ ในมือของเขาถือจอกสุราเล็กๆ อยู่ ผมยาวสีดำปล่อยลงมาถึงเอว ท่าทางดูผ่อนคลายและมั่นใจ
เขาหันกลับมาอย่างช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงประตู... บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่เสี่ยวเหลียนคุ้นเคยเป็นอย่างดี... รอยยิ้มของพญามารที่กำลังจะกลืนกินเหยื่อ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาและความพอใจ
"มาแล้วรึ... เด็กดีของข้า" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยอำนาจ "ข้าปรุงยาขั้นแรกไว้รอเจ้าแล้ว... ถอดเสื้อผ้าของเจ้าออก... แล้วลงมาในอ่างนี่ซะ... 'การรักษา' ที่แท้จริง... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว"