หลังจากที่ออกมาจากตัวเมืองหลักแล้วแอเรียสก็มุ่งหน้ากลับไปยังตระกูลทันที ใช้เวลาเพียงไม่นานก็กลับมาถึงตระกูล คฤหาสน์ของตระกูลนั้นเป็คฤหาสน์ขนาดใหญ่สร้างขึ้นมาด้วยความประณีตและงดงาม ตัวคฤหาสน์สร้างมาจากวัสดุอันแข็งแกร่ง ภายในประดับประดาด้วยข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงอีกเป็จำนวนมาก
ทันทีที่แอเรียสย่างเท้าเข้ามาถึงภายในคฤหาสน์เขาก็พบกับชายชราผู้หนึ่งซึ่งกำลังยืนรอคอยเขาอยู่ ชายผู้นี้แต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทมีสลับสีขาวแซมเพียงเล็กน้อย ท่าทางของชายผู้ดูสุภาพและมีมารยาทราวกับผู้สูงศักดิ์ พลังเวทที่แผ่ออกมาก็หาใช่อะไรที่จะดูถูกได้ ชายผู้มีชื่อว่าคานล์เป็พ่อบ้านประจำตระกูลสการ์เชีย
“ คุณชาย ท่านฟาร์ฮานมีคำสั่งให้เรียกท่านไปพบที่ห้อง“
“ ท่านปู่เรียกพบข้า ? “
แอเรียสทวนคำพูดของคานล์อีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ โดยปกติแล้วหากไม่มีเื่สำคัญจริงๆปู่ของเขาก็จะไม่เรียกเขาเข้าไปพบ ั้แ่พบความจริงที่ว่าแอเรียสเป็ผู้ไร้พลังเวทปู่ของเขาก็เปลี่ยนไป นานๆครั้งแอเรียสจึงจะได้พบหน้าปู่ของเขาสักครั้ง หากไม่มีธุระสำคัญจริงๆแอเรียสก็จะไม่ถูกเรียกไปพบ ‘ตาแก่นั่นมีเื่อะไรกันแน่’
“เอ๋..นั่นมันแอเรียส…เศษขยะประจำตระกูลใช่หรือไม่? คาดไม่ถึงว่าเ้าจะหายจากอาการกึ่งเป็กึ่งตายนั่นได้ เ้ารู้ไหมว่าข้าเป็ห่วงเ้าแทบแย่ หากเ้าตายข้าคงเหงามือแย่ ฮ่าๆๆ “
คำพูดที่เต็มไปด้วยความดูถูกและเหยียดหยามดังมาจากชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผู้หนึ่ง ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและความยโส รอยยิ้มและสายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม สายตาที่มองไปยังแอเรียสนั้นราวกับมองไปยังเศษฝุ่นอันไร้ค่าที่ไม่สมควรแม้จะลอยเข้ามาอยู่ในสายตาของมัน ผู้ที่เอ่ยวาจาเช่นนี้ขึ้นคือผู้ที่แอเรียสจดจำได้เป็อย่างดี“มาเชล” คำพูดทุกคำที่กล่าวขึ้นมาต่างมุ่งเสียดแทงไปยังจิตใจของแอเรียส
“ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลามาฟังเ้าเห่าหอนหรอกนะมาเชล “
แอเรียสไม่ได้ต่อปากต่อคำกับมาเชลมากนัก เขาเพียงเอ่ยประโยคสั้นๆก่อนจะเดินตามคานล์ไปโดยไม่แม้แต่เหลียวมองไปยังเ้าของเสียง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือเขาอยากรู้ว่าฟาร์ฮานมีธุระสำคัญอะไรกับเขากันแน่ ั้แ่ที่เขาถูกตราหน้าว่าเป็ผู้ไร้พลังเวทฟาร์ฮานก็แทบไม่ให้ความสนใจเขาอีกเลย หากไม่มีธุระสำคัญจริงๆฟาร์ฮานคงไม่เรียกไปพบเช่นนี้แน่
“หึ!! เ้าลูกสุนัขนี่บังอาจกล้าเมินข้า เ้าคิดว่าเ้าเป็ใครกันคงคิดว่ามีผู้คุ้มกะลาหัวเ้าอยู่สินะ ครั้งต่อไป..ข้าจะทำให้เ้าไม่มีโอกาสฟื้นขึ้นมาอีกเลย !! “
มาเชลกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ สายตายามมองแอเรียสเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย หากมีโอกาสเขาจะไม่ปล่อยให้มันมีชีวิตรอดไปอย่างแน่นอน แต่ภายในใจบางส่วนก็ปรากฏความเคลือบแคลงสงสัย เขาไม่เคยเห็นแอเรียสเป็เช่นนี้มาก่อน แม้ทุกครั้งแอเรียสจะพยายามหลบหน้าเขาแต่ก็ไม่เคยเห็นแอเรียสทำหยิ่งยโสและไม่เห็นเขาในสายตาเช่นนี้ เขาเป็ใครแล้วแอเรียสเป็ใคร เขาเป็ถึงอัจฉริยะของตระกูลแต่มันเป็เพียงกาฝากอันแสนไร้ค่าของตระกูล การที่ถูกผู้ที่เขามองเป็ขยะทำราวกับว่าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตามันทำให้เขารู้สึกโกรธแค้นเป็อย่างมาก
ยามที่เดินตามหลังคานล์ไปแอเรียสเองก็เผลอปลดปล่อยจิตสังหารอันเย็นเยียบออกมา ถ้าหากเขามีพลังมากพอเขาคงเด็ดหัวมันออกมาแล้ว จิตสังหารของเขาแม้จะพยายามกักเก็บมันไว้แต่ก็อดไม่ได้ที่มันจะเล็ดรอดออกมาแม้มันจะเป็เพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม
คานล์หันกับมามองที่ด้านหลังทันทีด้วยความใ เขาหันไปมองรอบๆก่อนจะมาที่กระทบกับร่างของแอเรียส พลางคิดในใจ ‘ข้าคงคิดมากไปเอง คุณชายไม่มีพลังเวทแล้วจะมีจิตสังหารราวกับนักฆ่าได้อย่างไร หรือจะเป็อีกผู้หนึ่ง ’คานล์ค่อยๆเลื่อนมองยังมาเชลที่จ้องมายังแอเรียสด้วยความโกรธแค้น นั่นเป็ความเป็ไปได้เพียงหนึ่งเดียวที่คานล์คิดว่าจะเป็ไปได้
เขาส่ายหัวไปมาอย่างช่วยไม่ได้ เขาเป็พ่อบ้านประจำตระกูลแห่งนี้มาหลายสิบปีย่อมรู้ความเป็ไปทุกอย่างของตระกูลดี เพียงมองดูเขาก็รู้แล้วว่ามาเชลกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขารู้สึกสงสารแอเรียสอย่างจับใจทั้งๆที่เกิดมาไร้พลังเวทยังถูกรังแกจากลูกพี่ลูกน้องอยู่เป็ประจำหากวันใดที่สิ้นอัลเบิร์ตกับมาเรียไปเขาก็ไม่รู้ว่าชะตากรรมของแอเรียสจะเป็เช่นไร
คานล์พาแอเรียสมายังห้องแห่งหนึ่งภายในตระกูล ประตูห้องสร้างมาจากไม้สีดำสลักลวดลายรูปสัตว์อสูรอันน่าเกรงขามเอาไว้ คานล์เดินไปยืนรอที่หน้าประตูบานเพื่อรอเปิดประตูให้แก่แอเรียส แม้แอเรียสจะเป็คนที่ดูไร้คุณค่าแต่คานล์ก็ไม่เคยกระทำสิ่งใดที่เป็การไม่ให้เกียรติแอเรียสเลยสักครั้ง แตกต่างกับหลายคนในตระกูลที่มองราวกับว่าแอเรียสนั้นเป็เพียงกาฝากที่คอยเกาะกินตระกูลโดยไม่ทำประโยชน์อะไร เมื่อมองดูทุกการกระทำที่เต็มไปด้วยมารยาทที่ถูกฝึกมาเป็อย่างดีของคานล์ แอเรียสก็อดที่จะรู้สึกชื่นชมพ่อบ้านผู้นี้ไม่ได้
“ เชิญครับคุณชายนายท่านและคนอื่นๆกำลังรอท่านอยู่ “
คานล์กล่าวกับแอเรียสอย่างสุภาพก่อนจะเชื้อเชิญให้แอเรียสเข้าไปในห้องนั้น
“นอกจากท่านปู่ยังมีคนอื่นอยู่ด้วย? “
แอเรียสกล่าวขึ้นอย่างสงสัย คานล์ไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอบแอเรียส เขาเพียงค่อยๆแง้มประตูออกแทนคำตอบ
“ คาราวะท่านปู่ …ทำไมท่านพ่อท่านแม่ถึงอยู่ด้วย แล้วนั่น.. ? “
เมื่อเดินเข้ามาในห้องแอเรียสก็พบกับผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งผู้ที่เขาคุ้นเคยและผู้ไม่คุ้นเคย ทั้งห้องหากไม่รวมเขาเข้าไปด้วยก็มีทั้งหมดห้าคน สามในห้าคือผู้ที่เขารู้จักเป็อย่างดี ฟาร์ฮานอัลเบิร์ต และมาเรีย
ฟาร์ฮานนั้นเป็นักเวทในระดับอัศวินขั้นที่สาม แม้จะมีอายุถึงหกสิบห้าปีแล้วแต่ยังดูราวกับผู้ที่อายุเพียงสี่สิบกว่าปีเท่านั้น ผิวกายแทบจะไร้ซึ่งริ้วรอยความแก่ชราหนำซ้ำยังเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อราวชายหนุ่ม ดวงตาที่คมกริบราวกับ พญาอินทรี นี่ทำให้ฟาร์ฮานดูไม่คล้ายนักเวทชราสักเท่าใด นักเวทนั้นแม้จะมีอายุมากกว่าหนึ่งศตวรรษแต่หากเป็นักเวทระดับสูงก็อาจจะคงรูปร่างและผิวกายในวัยเยาว์เอาไว้ได้ รูปร่างภายนอกจึงไม่อาจที่จะวัดอายุที่แท้จริงของเหล่านักเวทได้
ส่วนอีกสองคนนั้นแอเรียสเหมือนกับว่าเคยเห็นว่าก่อนแต่จดจำได้ไม่แจ่มชัด หนึ่งเป็บุรุษวัยกลางคนท่าทางองอาจสวมใส่ชุดเกราะสีน้ำเงินเข้มสลักลวดลายสีทอง พลังของบุรุษผู้นี้น่าจะใกล้เคียงกับฟาร์ฮาน อีกหนึ่งเป็หญิงสาวรูปร่างงามสง่า ใบหน้างดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม แก้มสีชมพูระเรื่อ ปากสีแดงดั่งเชอรี่ เรือนผมสีดำของนางช่างขับกับสีผิวที่ขาวราวไข่มุกเป็อย่างดี นางสวมชุดเดรสสีชมพูอ่อนปักลวดลายไว้เล็กน้อย ดูจาก่วัยแล้วน่าจะเป็หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับแอเรียส
แต่บรรยากาศภายในห้องนั้นช่างชวนน่าอึดอัดเป็อย่างมาก ผู้คนนั่งหน้าตาเคร่งเครียดจ้องหน้ากันไปมาไร้ซึ่งการเอ่ยวาจาใดๆ แอเรียสรู้สึกว่าการที่เขาถูกเรียกตัวมาพบในครั้งนี้มันจะต้องไม่ใช่เื่ที่ดีอย่างแน่นอน
“แอเรียสนี่คือท่านคาซัสผู้นำแห่งตระกูลฮอบสันส่วนเด็กสาวที่อยู่ข้างๆคือหลานสาวของท่าน “คุณหนูโซเฟียร์ ” นางเป็คู่หมั้นของเ้า“
มาเรียเห็นท่าทางที่ดูสับสนของแอเรียสจึงรีบอธิบายให้ฟัง
“คู่หมั้นของข้า? ข้ามีคู่หมั้นั้แ่เมื่อใดกัน “
แอเรียสเอ่ยทวนอย่างไม่ค่อยเชื่อคำที่ได้ยิน สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่ได้ยินนัก ในความทรงจำที่เขามีอยู่เขายังไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมีคู่หมั้นหมายั้แ่ตอนไหน
“ เ้าคงจะไม่รู้ แต่ทางตระกูลได้จัดการเื่หมั้นหมายให้กับเ้าทั้งสองั้แ่ตอนที่เ้ายังเป็เด็ก ส่วนจุดประสงค์ที่เรียกเ้ามาในครั้งนี้ก็คือเื่การหมั้นหมายของเ้าเช่นกัน..“
เมื่อเอ่ยประโยคสุดท้ายน้ำเสียงของมาเรียเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยปนความผิดหวังเล็กน้อย นางมองไปยังแอเรียสด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสงสาร เมื่อเห็นสายตาที่มองมาทำให้แอเรียสรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เขาเริ่มคิดว่าการเรียกมาพบครั้งนี้มันจะต้องไม่ใช่การคุยเื่หมั้นหมายโดยปกติเป็แน่
เมื่อแอเรียสเลื่อนสายตาไปยังเด็กสาวที่ชื่อโซเฟียร์อีกครั้ง ครั้งนี้เขารู้สึกว่าสายตาที่มองกลับมายังเขานั้นเต็มไปด้วยความดูถูกและความรังเกียจ ใบหน้าของนางเชิดขึ้นราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย นี่คือสายตาของผู้ที่เรียกว่าคู่หมั้นของเขาอย่างนั้นรึ นี่หรือคือผู้ที่จะเป็ภรรยาของเขาในอนาคต เขาเริ่มประติดประต่อเื่ราวบางอย่างได้
“นี่พวกท่านคงจะเรียกข้ามาคุยเื่ยกเลิกงานหมั้น? “
แอเรียสเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกที่ไม่ใส่ใจมาก แต่คำพูดที่ไม่ใส่ใจของแอเรียสกลับทำให้เหล่าผู้คนที่อยู่ภายในห้องดูจะใกับมันไม่น้อย แม้แต่ฟาร์ฮานที่ดูจะเป็ผู้ที่สุขุมและสงบเยือกเย็นมาตลอดก็ยังอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปทางแอเรียสด้วยความรู้สึกใ
“เ้าทราบเื่นี้ได้อย่างไร“
ฟาร์ฮานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามด้วยความรู้สึกสงสัย สายตาพลันหันกลับไปมองอัลเบิร์ตและมาเรียอย่างจับผิด แต่ก็พบกับสีหน้าที่ตกตะลึงอยู่เช่นเดียวกัน นั่นจึงเป็คำตอบได้อย่างดีว่าทั้งคู่ก็ไม่รู้เื่นี้เช่นกัน
“ข้าก็แค่คาดเดาเท่านั้น พวกท่านเรียกข้ามาพบและแนะนำให้ข้ารู้จักกับคู่หมั้นในวัยเด็กที่ข้าไม่เคยพบหน้ามาก่อน หากเป็ปกติข้าคงคิดว่าพวกท่านจะจัดงานแต่งงานให้กับข้า แต่ดูพวกท่านแต่ละคนทำสีหน้ากันเข้าสิ อย่างกับผู้ที่อมยาขมเอาไว้ในปาก บรรยากาศภายในห้องก็ชวนอึดอัด และยังมีคุณหนูผู้นั้นอีก...สายตาที่มองมายังข้ามันช่างไม่น่าอภิรมเลยแม้แต่น้อย คงไม่มีหญิงสาวคนใดบนโลกนี้หรอกที่มองสามีในอนาคตของตัวเองเช่นนี้ ไม่ทราบว่าทั้งหมดที่ข้าเอ่ยมามีสิ่งไหนผิดไปรึไม่ท่านปู่? หากเป็เื่นั้นก็จัดการตามแต่พวกท่านจะเห็นสมควรได้เลย ความจริงแล้วพวกท่านไม่จำเป็จะต้องเรียกข้ามารับรู้เื่พวกนี้ก็ได้ มันหาได้สำคัญกับข้าไม่ “
แอเรียสยกยิ้มขึ้นก่อนจะเอ่ยทุกคำพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ เมื่อเขากล่าวจบลงทั่วทั้งห้องกลายเป็เงียบสงัดไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาขึ้นแม้แต่น้อย ไม่มีใครคิดว่าแอเรียสจะมีไหวพริบที่เฉียบแหลมถึงเพียงนี้
แปะ แปะ แปะ !!
เสียงปรบมือดังขึ้นทำลายความเงียบของห้อง
“ ทายาทตระกูลสการ์เชียก็ดูจะไม่ได้โง่เขลาดังที่เขาร่ำลือกันเพียงเดินเข้ามาในห้องก็สามารถอ่านเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปรงช่างเป็ผู้ไร้พลังเวทที่น่าสนใจจริงๆ ข้าผู้นี้ขอชื่นชม ฮ่าๆๆ “
คาซัสหัวเราะออกมาเสียงดังก้องไปทั่วห้อง แม้คำพูดจะกล่าวว่าชื่นชมแต่คำพูดก็ยังคงแฝงไปด้วยความเหยียดหยาม เขาเน้นย้ำคำดูถูกเ่าั้อย่างจงใจ สายตาและรอยยิ้มที่มองไปยังแอเรียสไม่ได้ซ่อนความดูถูกเอาไว้เลยแม้แต่น้อย แม้จะฉลาดเพียงใดแต่ก็ไร้ซึ่งพลังเวทคนเช่นนี้ไม่เคยมีค่าในสายตาของเขา เมื่อได้เห็นการกระทำของคาซัสมันทำให้อัลเบิร์ตและมาเรียรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก แต่ด้วยฐานะของคาซัสทำให้ทั้งคู่ไม่อาจะทำอะไรได้
แม้คาซัสจะรู้สึกตกตะลึงที่แอเรียสสามารถมองสถานการณ์ทั้งหมดออกด้วยการมองผ่านเพียงไม่นาน แต่การกระทำของแอเรียสกลับนำพาให้สถานการณ์เปลี่ยนมาเข้าข้างเขาอย่างง่ายดาย
การหมั้นหมายระหว่างแอเรียสและโซเฟียร์นั้นทำขึ้นั้แ่ตอนที่ทั้งคู่อายุได้สามขวบ มันเป็การหมั้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลใหญ่ แต่เมื่อโตขึ้นแอเรียสกลับกลายเป็ผู้ไร้พลังเวทส่วนโซเฟียร์นั้นเป็นักเวทที่มีอนาคตอันเจิดจรัสเพียงอายุสิบหกปีก็ก้าวสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สี่แล้วนับได้ว่าเป็ผู้ที่มากด้วยพร์ผู้หนึ่ง ทั้งคู่แตกต่างกันราว์กับเหวลึก มันเป็การไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะให้โซเฟียร์มาแต่งงานกับผู้ไร้อนาคตเช่นแอเรียส และวันนี้คาซัสจึงได้เดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อที่จะยกเลิกการหมั้นหมายนี้
แต่ข้อตกลงระหว่างสองตระกูลใหญ่หาใช่อะไรที่ยกเลิกกันได้ง่ายๆ เมื่อคาซัสเดินทางมาเพื่อคุยเื่นี้ด้วยตัวเองมันทำให้ตระกูลสการ์เชียรู้สึกลำบากใจไม่น้อย ในเมื่อมันเป็เื่ของแอเรียสและโซเฟียร์ทั้งสองตระกูลจึงตกลงว่าทั้งสองควรจะมีส่วนในการตัดสินใจนี้ด้วย ความจริงแล้วคาซัสได้คิดแผนการต่างๆไว้มากมายที่จะให้แอเรียสยอมถอดใจและยกเลิกการหมั้นหมายนี้ มิคาดว่าเหตุการณ์ทุกอย่างจะเป็ไปโดยง่ายดายขนาดนี้
“เมื่อหลานชายของเ้าเห็นด้วยเช่นนี้เ้าคงจะไม่ขัดข้องอะไรอีกใช่หรือไม่ฟาร์ฮาน? “
คาซัสหลี่ตามองไปยังฟาร์ฮานอย่างเ้าเล่ห์
“ อืม ก็ตามที่เราตกลงกันเอาไว้ นับแต่นี้ไปให้ถือว่าการหมั้นหมายระหว่างทั้งคู่เป็อันยกเลิก“
ฟาร์ฮานถอนหายใจกล่าวออกมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก การถูกขอยกเลิกการหมั้นในครั้งนี้คงทำให้ชื่อเสียงของตระกูลสการ์เชียสั่นคลอนไปไม่น้อย
“แต่ท่านพ่อ..“
“ ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นอัลเบิร์ต ลูกชายของเ้าเป็ผู้เลือกเองแล้ว !! “
ก่อนที่อัลเบิร์ตจะทันได้กล่าวสิ่งใดจบ ฟาร์ฮานก็ตวาดเสียงแข็งด้วยความไม่พอใจ พลังกดดันของนักเวทระดับอัศวินทำให้อัลเบิร์ตชะงักไปก่อนที่จะนั่งลงเงียบๆเช่นเดิม
หลังจากพูดคุยเื่กันอีกไม่นานคาซัสและโซเฟียร์ก็ได้เอ่ยคำอำลาแล้วเดินหายออกไปโดยมีคานล์เป็ผู้คอยเดินตามไปส่ง ตอนนี้ทั้งห้องเหลือเพียงสี่คนเท่านั้นคือแอเรียส ฟาร์ฮาน อัลเบิร์ต และมาเรีย บรรยากาศภายในห้องยามนี้เต็มไปด้วยความอึดอัด สีหน้าของทุกคนไม่ค่อยจะสู้ดีนัก จะมีก็เพียงแต่ตัวการของปัญหาทั้งหมดที่ยังคงลอยหน้าลอยตาทำใจเย็นอยู่ ทันใดนั้นแอเรียสก็ลุกยืนขึ้น เขารู้สึกค่อนข้างเบื่อหน่ายที่จะต้องมานั่งเงียบอยู่เช่นนี้
“ท่านปู่หากท่านไม่มีสิ่งใดแล้วข้าเองก็ขอตัวเช่นกัน“
“ ใครสั่งให้เ้าลุกไปไหน !! “