บทที่ 6 พูดจาไม่ให้เกียรติ
“ท่านลุง?” หลี่เก๋อเฟยทวนคำด้วยความสงสัย พลางมองชายร่างท้วมตรงหน้าั้แ่หัวจรดเท้า รวมถึงบรรดาผู้ติดตามที่หน้าตาดุดันอยู่ด้านหลัง
“ไอหยา ลูกสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้งจริง ๆ” ชายที่อ้างตัวว่าเป็ท่านลุงเดินเข้ามาในลานบ้านตระกูลซูด้วยท่าทางที่หยิ่งผยอง พลางแสร้งทำเป็เรียกจางซื่อ
จางซื่อได้ยินเสียงเอะอะ จึงรีบออกมา ซูจิ่งหยางเห็นว่าผู้มาเยือนมีท่าทีคุกคาม จึงกำชับจิ่งเหวินกับเซี่ยวเซี่ยวให้กินข้าวไปก่อน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามออกมา
“วันนี้ว่างมาหาข้าหรือ?” จางซื่อถามด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ ใบหน้าอันทรุดโทรมฉายแววทุกข์ระทม หลี่เก๋อเฟยเห็นแล้วรู้สึกสงสารจับใจ
“ท่านลุง ท่านมีเื่อันใดหรือ?” ซูจิ่งหยางเดินออกมาจากห้อง ถามชายตรงหน้า
“วันก่อนท่านแม่ข้าออกจากจวนเ้าไป พอกลับไปก็นอนซมอยู่บนเตียงไม่ลุกขึ้นมา ข้ามาที่นี่เพื่อมาทวงความเป็ธรรม!” ท่านลุงเห็นว่าสองแม่ลูกอ่อนแอเช่นนี้ จึงพูดอย่างหยิ่งยโส
[ติ๊ง] หลี่เก๋อเฟยได้ยินเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นในหัว ดูเหมือนจะเป็การแจ้งเตือนภารกิจใหม่
[ท่านมีภารกิจใหม่เ้าค่ะ คือ โต้แย้งและขับไล่ท่านลุงไป เมื่อทำภารกิจสำเร็จจะได้รับ 20 แต้มเ้าค่ะ]
โอ้ ดูเหมือนว่าคนตรงหน้านี้จะเป็หนึ่งในตัวละครในเนื้อเื่ด้วย เห็นท่าทางดุร้ายของพวกเขาเช่นนี้ เห็นทีการทำภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จคงมีความยากลำบากน่าดู
หลี่เก๋อเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง เดินเข้าไปใกล้ แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มเ็าว่า “โอ้ ท่านลุง ท่านนี่ถ้าไม่มีเื่อันใดก็คงไม่มาถึงที่นี่หรอก ฮูหยินหลี่แก่มากแล้ว สุขภาพไม่ค่อยดี เจ็บป่วยบ่อย ป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่แปลก ถ้าป่วยทีไรก็มาหาพวกเรา แบบนี้บ้านเราไม่กลายเป็โรงหมอหรือไร? สามีข้าไม่ใช่หมอนะ ท่านมาหาพวกเราจะมีประโยชน์อันใด?”
“บังอาจ” ท่านลุงตวาดด้วยความโกรธ “ไม่รู้จักกาลเทศะ เพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่กี่วัน ก็กล้าพูดกับข้าแบบนี้แล้ว ต่อไปจะขนาดไหนกัน ข้าจะสั่งสอนเ้าแทนแม่เ้า!”
พูดจบก็ส่งสายตาให้คนด้านข้าง ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่เ่าั้ถกแขนเสื้อขึ้น กำลังจะเข้ามาจัดการหลี่เก๋อเฟย
“ช้าก่อน!” ซูจิ่งหยางรีบเข้าไปขวางท่านลุง หวังให้เขาห้ามผู้ติดตามเ่าั้
“หยุด” ท่านลุงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เป็สัญญาณให้คนเ่าั้หยุดก่อน
“ท่านลุง มีเื่อันใดค่อย ๆ กล่าวกันดี ๆ อย่าให้ต้องบาดหมางกันเลย” ซูจิ่งหยางมองหลี่เก๋อเฟยแวบหนึ่ง ห้ามให้นางอย่าเพิ่งเอ่ยอันใดออกไป รอดูสถานการณ์เสียก่อน
“ท่านแม่ของข้าป่วยหนัก กล่าวตามตรงก็คือ เพราะถูกภรรยาอกตัญญูของเ้าทำให้โมโหจนป่วย ดังนั้น...” ท่านลุงชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาฉายแววเ้าเล่ห์ “ค่ารักษาอาการป่วย พวกเ้าควรจะเป็คนจ่าย”
ซูจิ่งหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอนนี้บ้านยากจนข้นแค้น จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่ารักษาให้พวกเขา ถึงแม้เมื่อวานจะได้เงินมามากมาย แต่คงไม่พอกับค่าใช้จ่ายของแม่เฒ่าหลี่
“เื่นี้...” ซูจิ่งหยางรู้สึกลำบากใจ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
“เื่อะไรกัน ข้าให้คนไปตามหมอมาดูอาการท่านแม่ ต้องเสียเงินไปหลายสิบตำลึง วันนี้ถ้าเ้าไม่ยอมจ่ายเงิน อย่าหวังว่าเื่จะจบง่าย ๆ” ท่านลุงเริ่มะโด่าทออย่างไม่ลดละ ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นพากันมามุงดู
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“ไม่รู้เหมือนกัน ดูเหมือนสะใภ้ตระกูลซูจะทำให้แม่เฒ่าหลี่โมโหจนป่วย เฮ้อ โลกนี้ช่างโหดร้าย เพิ่งแต่งออกไปก็ไม่เห็นหัวตระกูลตัวเองแล้ว” ผู้คนต่างพากันซุบซิบนินทา หลี่เก๋อเฟยได้ยินทั้งหมด
หลี่เก๋อเฟยโมโหจนแทบจะะเิออกมา แต่ไม่ว่าจะพูดอะไรก็คงไม่มีใครฟัง จึงอธิบายไปอย่างจนใจว่า “ท่านลุง ท่านกล่าวแบบนี้ไม่ถูกต้อง แม่เฒ่าหลี่เป็ฝ่ายมาหาเื่ก่อน แล้วจะให้พวกข้าจ่ายได้อย่างไร?”
“ยิ่งไปกว่านั้น แม่เฒ่าหลี่เป็คนเอาแต่ใจไร้เหตุผล จะขโมยไก่จากบ้านพวกข้าอีก พวกข้าไม่แจ้งความก็ถือว่าเมตตามากแล้ว ส่วนหลี่จินเฟิ่งลูกสาวของท่าน ก็เอาแต่จ้องสามีของข้า ท่านว่า... หรือว่านางจะรับนิสัยนี้มาจากภรรยาของท่าน” หลี่เก๋อเฟยโต้กลับอย่างฉะฉาน ทำให้ผู้คนพากันหัวเราะเยาะ
ท่านลุงรู้สึกว่านังเด็กอ้วนคนนี้ดูจะแปลกไป ไม่นึกเลยว่าจะปากคอเราะรายถึงเพียงนี้ ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้า
“เหลวไหล ไร้สาระ” ท่านลุงโบกมือ พวกผู้ติดตามเห็นดังนั้น ก็พากันกรูเข้ามาจะสั่งสอนหลี่เก๋อเฟย
หลี่เก๋อเฟยขมวดคิ้ว คนมากขนาดนี้ วันนี้คงต้องเสียเปรียบเป็แน่
“เฮ้ย นี่มันไม่ถูกนะ แม่ของเ้าคิดจะขโมยไก่เขา ลูกสาวก็ยังอยากแย่งสามีเขาอีก ยังไงเ้าก็เป็ฝ่ายผิดก่อน แล้วตอนนี้ยังจะทำร้ายคนอีก” ชาวบ้านคนหนึ่งเริ่มะโประท้วง ไม่นานชาวบ้านคนอื่นก็พากันด่าท่านลุงว่าไร้ยางอาย
“หุบปาก เื่ในครอบครัวข้า พวกเ้ามีสิทธิ์มายุ่งั้แ่เมื่อไหร่กัน!” ท่านลุงเห็นท่าไม่ดี จึงให้ผู้ติดตามไล่ชาวบ้านออกไป ผู้คนจึงพากันสลายตัว เหลือเพียงคนในตระกูลซูยืนจ้องหน้ากันอยู่ที่เดิม
ซูจิ่งหยางกลัวว่าหลี่เก๋อเฟยจะเสียเปรียบ จึงดึงนางไปด้านหลัง หวังจะไกล่เกลี่ยเื่นี้
แต่ท่านลุงทั้งเอาแต่ใจไร้เหตุผล ยังคงะโโวยวายอยู่ “ช่างบาปกรรมจริง ๆ เพิ่งแต่งออกไปก็ทำให้ย่าของตนเองล้มป่วย ช่างอกตัญญูจริง ๆ เ้าทำแบบนี้ ไม่กลัวฟ้าผ่าหรือไร?”
“ถ้าจะผ่า ก็ผ่าท่านก่อนสิ” หลี่เก๋อเฟยไม่ยอมแพ้ นางไม่เคยถูกกลั่นแกล้งแบบนี้มาก่อน จึงด่ากลับไปอย่างไม่เกรงกลัว
หลี่เก๋อเฟยไม่ใช่หญิงสาวในยุคโบราณ นางมาจากสังคมสมัยใหม่ที่มีความศิวิไล มีอารยะ ที่สิทธิสตรีได้รับการส่งเสริม นางได้รับการสั่งสอนว่า ถ้าคนอื่นไม่มายุ่งกับเรา เราก็ไม่ยุ่งกับเขา ถ้าคนอื่นมายุ่งกับเรา ก็ด่ากลับหรือไม่ก็ตีกลับไป
“พอแล้ว!” ซูจิ่งหยางตวาดด้วยความโกรธ เขาสั่งสอนหลี่เก๋อเฟย หญิงสาวคนนี้ไม่รู้จักคำว่าคนฉลาดไม่เอาตัวเข้าแลก
หลี่เก๋อเฟยใ นางไม่คิดว่าซูจิ่งหยางจะหันไปเข้าข้างคนนอก และมาต่อว่านาง เมื่อเห็นสีหน้าเ็าและจริงจังของเขา นางก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
“ท่านลุง ขอเวลาให้พวกข้าสักครู่ วันหลังข้าจะพานางไปขอโทษท่านที่บ้าน ส่วนค่ารักษาของแม่เฒ่าหลี่ พวกข้าจะรับผิดชอบทั้งหมด” ซูจิ่งหยางโค้งคำนับขอโทษท่านลุง ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน ยื่นเงินให้ด้วยมือทั้งสอง
ท่านลุงคว้าเงินไป ในใจก็พอใจกับการกระทำของตนเองมาก เรียกผู้ติดตามอย่างภูมิใจ
“ไปกันเถอะ ไปดื่มเหล้ากัน”
หลังจากนั้น ก็เดินออกจากจวนตระกูลซูอย่างหยิ่งผยอง
[ติ๊ง นายหญิง ภารกิจล้มเหลว ท่านไม่ได้รับรางวัลในครั้งนี้] ขณะที่หลี่เก๋อเฟยกำลังโกรธ เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัว ทำให้นางหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
นางจ้องมองซูจิ่งหยางอย่างเ็า ซูจิ่งหยางก็ทำหน้ารู้สึกผิด เขากำลังจะเอ่ยปากขอโทษนาง ทว่าหลี่เก๋อเฟยก็หันหลังกลับเข้าห้องไป ไม่พูดกับเขาสักคำ
ซูจิ่งหยางถอนหายใจ คิดในใจว่าหญิงอ้วนผู้นี้ช่างเอาใจยากเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่เขาทำเพื่อไม่ให้นางเสียเปรียบ แต่กลับไม่เห็นค่าเอาซะเลย
่ค่ำ
ซูจิ่งหยางกลับมาจากข้างนอก เห็นไฟในบ้านสว่างไสว รับรู้ว่าคงเริ่มทานอาหารเย็นกันแล้ว จึงเดินเข้าไปในห้องเรียกมารดา “ท่านแม่ วันนี้กินข้าวเย็นเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
พอซูจิ่งหยางเดินมาถึงโต๊ะ กลับพบว่ามีชามข้าวแค่สามชาม มารดากับจิ่งเหวินและเซี่ยวเซี่ยวกำลังทานอย่างเอร็ดอร่อย เขาถึงกับหน้ามืด
“ท่านแม่…แล้วข้าวของข้าล่ะ...” ซูจิ่งหยางอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น
จางซื่อเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ชี้ไปทางห้องด้านใน ซูจิ่งหยางจึงเข้าใจในทันที ดูเหมือนว่าหญิงอ้วนผู้นี้ยังคงโกรธเขาอยู่