ปัง!
“ฉันถามว่าใครทำ” คุณย่าหวงกระทุ้งไม้เท้าถามเสียงดัง
“ฮือ ฉันเองค่ะคุณแม่ ฉันเป็คนทำเอง” คุณแม่หวงะโตอบออกไปเสียงดังปนสะอื้น
“ฉันเคยสอนแล้วใช่ไหมว่าห้ามใช้ความรุนแรงกันในบ้าน กับแค่น้ำตาลกรวดกระปุกเดียว ถึงกับต้องลงไม้ลงมือกันเลยเหรอ?”
“แม่ก็เข้าข้างแต่มัน จนทุกวันนี้มันไม่เห็นหัวผมสองคนแล้ว” คุณพ่อหวงชี้หน้าหยางจู
“ก็เพราะแกทำตัวแบบนี้ ใครที่ไหนมันจะไปเห็นหัว? ดีแค่ไหนแล้วที่คนข้างนอกยังเคารพแกอยู่ แต่ฉันขอเตือนแกเอาไว้สักหน่อยก็แล้วกัน ว่าให้หมั่นสะสมบารมีเอาให้มากๆ เพราะถ้าฉันไม่อยู่แล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะมีใครเลือกแกให้เป็ผู้นำหมู่บ้าน” คุณย่าหวงพูดอย่างไม่ไว้หน้าลูกชาย
ทั้งที่ความจริงแล้วท่านควรที่จะเข้าข้างลูกชายคนโต เพราะถึงยังไงคุณพ่อหวงก็เป็คนที่รับหน้าที่ดูแลท่านต่อจากสามีที่ตายจากไปได้หลายสิบปี
“นี่แม่ถึงกับพูดหักหน้าผม เพื่อเข้าข้างมันเลยเหรอ” คุณพ่อหวงกัดฟันถาม
“ฉันไม่ได้เข้าข้างใคร เพราะคนที่เอาไปไม่ใช่แม่ิเอ๋อร์ อีกอย่างฉันก็เป็คนบอกให้ห่อนเข้าไปหยิบของในครัวเอง” คุณย่าหวงตอบเสียงเย็น
คุณแม่หวงตอนนี้สั่นเหมือนผีเข้า หวาดกลัวไม้เท้าคู่ใจแม่สามีเป็อย่างมาก เพราะตนเคยลิ้มรสชาตของมันมาแล้ว
“ฉันเป็คนเอาไปเองค่ะ พอดีเมื่อวานแม่จิวเอ๋อร์เป็ลม ก็เลยหยิบไปทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลบำรุงให้หล่อน เห็นว่ายังเช้าอยู่ก็เลยยังไม่ได้เอามาคืน ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะ อีกอย่างมันก็เหลือแค่นิดเดียว แต่เช้านี้ก็บอกเทียนฉินแล้วว่าให้แวะซื้อที่ตัวเมืองมาด้วย” อาสะใภ้พูดขึ้น และเทียนฉินคนที่ท่านพูดถึง ก็คือสามีของท่านนั่นเอง
“คุณแม่คะ ฉันผิดไปแล้วค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ยกโทษให้ฉันด้วยนะคะ” สูจิ่งหลิวคุกเข่าลงต่อหน้าทุกคน เพราะรายต่อไปที่จะโดนก็ต้องเป็เธออย่างไม่ต้องสงสัย
“นังลูกสะใภ้ไม่รักดี ริอาจสงสัยพี่น้องด้วยกันเอง ไม่รู้จักตรวจดูให้รอบคอบ ทำอะไรไม่รู้จักบอก คอยดูเถอะว่าฉันจะทำโทษหล่อนยังไงบ้าง รอให้ลูกรองกลับมาจากทำงาน ฉันจะสับหล่อนเป็ชิ้นๆ ให้มันดูเมียไม่ได้เื่ของมัน”
แม่สามี ลูกสะใภ้ รับบทเศร้า ร้องไห้ระงมเพื่อกลบเกลื่อความผิด กระทั่งในพูดที่ด่าลูกสะใภ้ออกมานั้น ก็ยังอดตำหนิสะใภ้ด้วยกันเองไม่ได้ เื่ที่ทะอะไรไม่รู้จักบอก เห็นแบบนี้แล้วคุณย่าหวงจะทำอะไรได้อีก นอกจากไล่เตพิดทุกคนให้ไปทำงานที่ทุ่งนา
“เดี๋ยวก่อนค่ะ” หยางจูยืนดูการละครของแม่สามีอยู่นานสองนาน สุดท้ายก็มีช่องว่างให้เธอได้พูด
“อะไรของหล่อนอีก แค่นี้ยังวุ่ยวายไม่พอหรือไง?” คุณแม่หวงตวาดลูกสะใภ้
“คุณแม่ยังไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ฉันเลยค่ะ ถ้าหน้าฉันเป็แผลเป็ขึ้นมาจะทำยังไง?” หยางจูกะพริบตาปริบๆ พร้อมที่จะบีบน้ำตาได้ทุกเมื่อ
“ไว้วันหลังฉันจะเอามาให้" คุณแม่หวงถลึงตาใส่ลูกสะใภ้ ยิ้มแบบฝืนๆ ส่งไป เนื่องจากว่ายังมีสายตาของแม่สามีจับจ้องอยู่
“วันนี้แหละค่ะ เพราะแผลฉันต้องรักษาวันนี้” หยางจูยืนยันคำเดิม ทำเอาแม่สามีถึงกับเืขึ้นหน้า แต่พอหันไปเห็นไม้เท้าที่พร้อมจะกวัดแกว่งได้ทุกเมื่อที่ถูกขัดใจก็ยอมควักเอาเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“เอาไป เจ็บนิดเจ็บหน่อยทำมาเป็สำออย” แม่สามีโยนเงินที่ท่านกำเป็ก้อนๆ ใส่หน้าหยางจู จากนั้นก็เดินจากไป
หยางจูไม่คิดแม้แต่จะเก็บขึ้นมา เธอได้แต่กำหมัดแน่น แต่จะให้ไปตบตีกับแม่สามีก็ใช่เื่ที่ควรทำ ทว่าการที่เธอถูกตีอย่างไม่เป็ธรรมก็ใช่เื่ด้วยเหมือนกัน
“ไปคุยกันที่ห้องเถอะ” คุณย่าหวงพูดขึ้น แล้วเดินนำหลานสะใภ้เข้าไปในห้องนอนของหล่อน
หยางจูมองหน้าลูกชาย เขาก็กำลังมองหน้าเธออยู่เช่นเดียวกัน แต่สายตาจับจ้องอยู่ที่แผลตรงมุมปากของเะอมากกว่า
“ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก” เธอกระซิบบอกลูกชายขณะที่กำลังเดินเข้าห้อง
เด็กชายรีบก้มหน้า เดินตามย่าทวดเข้าไปในห้อง รู้สึกว่า่นี้ท่านจะมาห้องนี้บ่อยเหมือนกัน แต่พอหันไปเห็นชุดที่ประกอบเป็รูปเป็ร่างถึงกับพยักหน้าอย่างพอใจ
“ฝีมือใช้ได้นี่" สายของท่านจ้องอยู่ที่ชุดซึ่งถูกวางไว้บนโต๊ะ
“ทำเป็แต่แบบง่ายๆ น่ะค่ะ แต่ฉันสัญญานะคะว่าจะพยายามให้มากกว่านี้” เธอรีบตอบเอาใจ
“เสสแสร้ง ไม่ต้องพยายามทำถึงขนาดนั้นหรอก ฉันดุหล่อนออก” คุณย่่าหวงไม่หลงกล ทั้งยังพูดดักทางอีกฝ่ายเอาไว้อีกด้วย
ทำเอาคนได้ยินถึงกับเม้มริมฝีปาก แต่ลืมตัวไปว่าปากตัวเองเป็แผล จึงเผลองร้องออกมาเสียงเบา “ซี้ด”
“ไม่ได้ทำ ทำไมถึงไม่บอกไปล่ะ”
“บอกกแล้วค่ะ แต่คุณแม่ไม่ถามอะไร จู่ก็เข้ามาตบเลย ฉันเองก็ยังใไม่หาย”
“อาจจะต้องใช้เวลา ที่ผ่านมาหล่อนก็ใช่ย่อยที่ไหน”
เธอรู้สึกว่าเหมือนคุณย่าหวงเรียกมาซ้ำเติม มากกว่าเรียกมาถามมากกว่า แต่มาคิดๆ ดูแล้วก็เหมือนจะจริงอย่างที่ท่านว่า เพราะหยางจูคนเก่าก็แสบใช่ย่อย
“พ่อหนิงเอ๋อร์เขียนจดหมายมา” อยู่ดีๆ คุณย่าหวงก็พูดขึ้น ทำเอาคนที่คลึงแผลบนปากตัวเองถึงกับชะงักมือ
“เขียนมาว่ายังไงคะ” เธอถามออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
“เขาได้รับาเ็ระหว่างที่ออกไปลาดตระเวน ่ 1-2 เดือนนี้อาจจะไม่ได้ส่งเงินมาให้”
“จะส่งมาหรือไม่ส่ง ฉันก็ไม่สนหรอกค่ะ เพราะฉันไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเื่นี้อยู่แล้ว” หยางจูพูดเสียงเบา
“หัดมีมารยาทเสียบ้าง ผู้ใหญ่ยังพูดไม่จบ หล่อนมีสิทธิ์อะไรมาพูดแทรก” คุณย่าหวงดุเสียงดัง “เขาเลยให้ฉันเอาเงินจำนวนนี้ให้เธอไว้ใช้ก่อน” จากนั้นท่านก็ล้วงเงินจากในกระเป๋าส่งให้
หยางจูได้แต่สงสัยในใจ ว่าสามีเขียนจดหมายมาจริงๆ หรือเปล่า เพราะต่อให้เขาเขียนมาจริง คุณย่าหวงก็ไม่น่าจะอ่านหนังสือออก
เธอไม่ได้ดูถูกท่าน แต่คนสมัยนี้เขียนชื่อตัวเองถูกก็ดีแค่ไหนแล้ว บางคนยังต้องประทับลายนิ้วมือแทนการเขียนชื่ออยู่เลย นับประสาอะไรกับการอ่านจดหมายเป็ฉบับแบบนั้น
“เขาบอกหรือเปล่าคะว่าทำไมวันหยุดที่ผ่านมาถึงไม่กลับบ้าน” หยางจูเปลี่ยนเื่ถาม
“ไม่ได้บอก”
“แล้วเขาาเ็ตอนไหนคะ?”
“เมื่อ่ต้นเดือน” คนโกหกไม่เก่งตอบหน้าตาย
ถ้าหลอกลูกชายของเธอเขาคงจะเชื่ออยู่หรอก และนี่ก็คงจะเป็สาเหตุที่ทำให้ลูกชายของเธอดูไม่สดใสั้แ่ที่ได้พบหน้ากัน นี่เพิ่งจะวันที่เท่าไหร่เอง ถ้าบอกว่าต้นเดือนสามีได้รับาเ็ อย่างน้อยจดหมายก็ไม่น่าจะถึงเร็วขนาดนี้ แต่เธอก็ไม่ได้เปิดโปงท่าน ทำเพียงหลับหูหลับตาเชื่อไปแบบนั้น
“งั้นเหรอคะ แล้วอาการของเขาร้ายแรงหรือเปล่า? ใกล้จะตายหรือยัง?" หยางจูแกล้งคนแก่
“นั่นปากของหล่อนเหรอ? จะมาแช่งให้หลานชายของฉันตายเร็วหรือยังไงกัน” คุณย่าหวงกระทุ้งไม้เท้าเสียงดังจนเธอสะดุ้ง
“ก็คุณย่าบอกเองว่าเขาได้รับาเ็ ฉันก็แค่อยากรู้ว่าเจ็บมากน้อยแค่ไหน”
“จะมากจะน้อยก็ห้ามพูดเื่ตาย เก็บปากของหล่อนเอาไว้เคี้ยวข้าวเถอะ รับเงินนี่ไปแล้วไปหาซื้อยาดีๆ มาทาแผลที่ปากด้วย” พูดจบท่านก็เดินหัวเสียออกจากห้องไป
หยางจูเบ้ปากตามหลัง แต่ก็ต้องมาสะดุดตรงที่ลูกชายยังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม่ยอมขยับไปไหน จนเธอต้องหันไปถามเขา “ไม่ตามไป?”
“ย่าทวดให้มาเรียนหนังสือ” เด็กน้อยตอบเสียงเบา
“งั้นมานั่งรอ เดี๋ยวจะไปอุ้นอาหารให้ เย็นหมดแล้วกินไม่อร่อย” หยางจูพูดจบก็ยกชามบะกมี่ออกจากห้องไป