“พี่เสี่ยวลี่ยังรู้สึกตรงไหนบ้างเ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่าจับชีพจรก่อนที่จะเริ่มตรวจดูแผลที่ผ่าตัดไปเมื่อวาน
เสี่ยวลี่มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสงสัย ก่อนที่จะหันไปเห็นหลุนหยุนฮวาที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ “เ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงหรือฮวาเอ๋อ”
“ข้าแอบตามพี่ใหญ่มาน่ะสิเ้าคะ” หลุนหยุนฮวาเขยิบเข้าไปใกล้ลู่อวิ๋นชย่าเพื่อแนะนำ “นี่คือชย่าเอ๋อ น้องสาวคนเล็กของสกุลหลุนเราเ้าค่ะ”
“ข้าชื่อลู่อวิ๋นชย่า นายท่านใหญ่สกุลหลุนรับข้าเป็บุตรบุญธรรมเมื่อไม่นานมานี้เองเ้าค่ะ”
“นางคือว่าที่พระชายาของเซียวซื่อจื่อด้วยนะเ้าคะ และเมื่อวานก็เป็นางที่ทำการรักษาให้ท่าน” หลุนหยุนฮวาแนะนำต่อ
“ขอบคุณพระชายามากเ้าค่ะ” เสี่ยวลี่พยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่แผลผ่าตัดกลับยังปวดมาก ทำให้นางต้องนอนลงเหมือนเดิม
“ท่านนอนพักลงก่อนเถิดเ้าค่ะ ว่าแต่ตอนนี้ท่านรู้สึกอย่างไรบ้างเ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่ากดบ่าของอีกฝ่ายไว้
“นอกจากบริเวณาแ ส่วนอื่นก็ไม่มีอะไรแล้วเ้าค่ะ”
ลู่อวิ๋นชย่ากับหลุนหยุนฮวาสอบถามอาการเสี่ยวลี่ต่ออีกสักพักก็เดินออกจากห้องพักฟื้นไป ปล่อยให้ผู้ช่วยคนอื่นเข้าไปดูแลต่อ เพราะเสี่ยวลี่ยังต้องนอนพักฟื้นต่ออีกหลายวัน
อีกฟากหนึ่งหลังจากตรวจสอบความเสียหายที่ค่าย เซียวิเฉินจึงตัดสินใจย้ายคนในค่ายทั้งหมดไปอยู่ยังค่ายแห่งใหม่ที่เขาได้ให้หย่งปิ่นไปสำรวจไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งที่ตั้งของค่ายอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก ถือว่าเป็สถานที่ที่ดีมากแห่งหนึ่ง ทั้งหากเขากับลู่อวิ๋นชย่า้าเดินทางมาที่ค่าย ก็จะใช้เวลาเดินทางไม่นาน เรียกว่าสะดวกและปลอดภัยกว่าที่เดิมมาก
“วันนี้เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน พวกเราจัดงานเลี้ยงฉลองกันหน่อยดีไหมเ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่าเสนอ นางนึกถึง่เวลาที่อยู่ในองค์กร เมื่อไหร่ที่นางและลูกน้องปฏิบัติภารกิจสำเร็จและได้รับเงินก้อนโต คุณพ่อก็มักจะจัดงานเลี้ยงให้พวกนางได้ดื่มกินกันอย่างเต็มที่
“อากาศแบบนี้ต้องเบียร์กับไก่ทอด” หลุนหยุนฮวาเสนอ
“พูดเพ้อเจ้ออะไรของเ้า อยากโดนดีอีกหรือไง” หลุนหยุนเปียวหันไปมองน้องสาว
“พวกเ้าทะเลาะกันทั้งวัน ไม่เหนื่อยบ้างหรือ” หย่งปิ่นถาม
“พี่หย่งปิ่นช่างเป็สุภาพบุรุษโดยแท้ ท่าน้าปกป้องข้าจากพี่ชายใจร้ายคนนี้ใช่ไหมเ้าคะ” หลุนหยุนฮวาหันไปยิ้มให้หย่งปิ่น ก่อนที่จะบ่นพี่ชาย “พี่รองไม่เคยลงไม้ลงมือกับข้าเลยสักครั้ง มีแต่ท่านเท่านั้นล่ะที่ชอบมาตีหัวข้า ถ้าเกิดข้าโง่ขึ้นมาจะทำยังไง”
“ทุกวันนี้เ้าฉลาดนักหรือไง”
“พี่ใหญ่ ท่านก็อย่าแกล้งพี่ฮวานักเลยเ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่าเรียกหลุนหยุนเปียว “ถ้าเกิดพี่ฮวาโง่เขลาขึ้นมาจริงๆ ถึงตอนนั้นต้องไม่มีใครกล้าแต่งกับนาง ท่านจะต้องได้เลี้ยงนางไปตลอดชีวิตแน่”
“ในเมื่อข้าต้องเลี้ยงดูนางอยู่แล้ว เช่นนั้นข้าก็จะตีนางให้หนักขึ้นกว่าเดิม” หลุนหยุนเปียวทำท่าจะเขกหัวน้องสาวอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับถูกมือหนึ่งฉุดเอาไว้ “เ้าจับมือข้าไว้ทำไมหรืออาปิ่น”
“ไม่...ไม่มีอะไร” หย่งปิ่นรีบเอามือลงทันที
หลุนหยุนฮวาแสร้งวิ่งเข้าไปเกาะแขนหย่งปิ่นไว้แน่น “พี่หย่งปิ่นช่างดีกับข้ายิ่งนัก หากได้แต่งกับบุรุษเช่นท่าน ข้าคงจะมีความสุขไม่น้อย และพี่ใหญ่ก็จะทำร้ายข้าไม่ได้ด้วย”
“ข้า...” หย่งปิ่นถึงกับพูดไม่ออก แต่หน้าเขาเวลานี้คงไม่ต่างจากสีเืเป็แน่
ลู่อวิ๋นชย่ายิ้มให้กับหลุนหยุนฮวาอย่างรู้ทัน‘พี่สาว ท่านแน่มาก ความรักมีไว้พุ่งชนสินะ’
หลุนหยุนฮวาก็มองตอบน้องสาวยิ้มๆ อย่างเข้าใจกันสองคน ‘พี่สาวของเ้าเป็คนจริงไหมเล่า เมื่อรู้ว่าชอบก็ต้องวิ่งเข้าใส่เลยสิ ปล่อยไว้นานเกิดมีคนอื่นคาบไปกินจะทำยังไง’
ส่วนหลุนหยุนเปียวนั้นแทบจะวิ่งไปหักแขนน้องสาวเสียตรงนั้นเลย เขาไปฉุดแขนน้องสาวออกมา “เ้าไปเกาะแขนอาปิ่นทำไมกัน ทำตัวไม่งามเช่นนี้ คอยดูเถอะข้าจะบอกท่านพ่อ”
“เอะอะก็ฟ้องท่านพ่อ พี่ยังเป็พี่ใหญ่ของข้าอยู่หรือเปล่าเ้าคะ” หลุนหยุนฮวาไม่สนใจพี่ชาย นางหันไปมองหย่งปิ่นแล้วยิ้มตาหยี “พี่หย่งปิ่นถือสากับเื่ที่ข้าทำไปเมื่อครู่หรือไม่เ้าคะ”
“ไม่...ข้าไม่ถือสา” หย่งปิ่นหน้าแดงจนไม่รู้จะทำอะไรต่อ “ข้าขอตัวกลับไปดูลูกน้องก่อน เอาไว้เจอกันตอนมื้อเย็นก็แล้วกัน”
“เ้าดูเอาเองเถอะ” หลุนหยุนเปียวพูดกับน้องสาวอย่างได้ใจ “อาปิ่นรังเกียจเ้าจนหาข้ออ้างหลบออกไปโน่นแล้ว”
ลู่อวิ๋นชย่ากับหลุนหยุนฮวาหันมาสบตากันและมองพี่ใหญ่ประหนึ่งเด็กน้อยที่อ่อนต่อโลกก็มิปาน สายตาและท่าทางของหย่งปิ่นมีตรงไหนที่แสดงถึงความรังเกียจ นั่นมันเขินอายต่างหาก
เพื่อเป็การต้อนรับบ้านหลังใหม่หรือก็คือค่ายฝึกใหม่ของเซียวิเฉิน ลู่อวิ๋นชย่าจึงอาสาเป็คนจัดเตรียมเครื่องดื่มและอาหารเอง โดยนางบอกแค่ว่า้าให้หลุนหยุนฮวาเป็ลูกมือเท่านั้น ส่วนพ่อครัวคนอื่นก็ปล่อยให้ไปพักได้
เซียวิเฉินรู้ดีว่าคู่หมั้นไม่มีทักษะในการทำอาหาร นางคงอยากจะเอาอาหารออกมาจากมิติมากกว่า ทั้งเขายังรู้แล้วว่าหลุนหยุนฮวาก็เป็อีกคนหนึ่งที่มาจากโลกอนาคตเหมือนกัน แต่หลุนหยุนฮวากลับไม่มีสิ่งวิเศษและความสามารถใดติดตัวมาเหมือนกับคู่หมั้นของเขา แค่เหตุผลนี้เซียวิเฉินก็รู้สึกว่าคู่หมั้นของเขานั้นช่างยอดเยี่ยมจนหาใดเปรียบ ดังนั้นพอผ่านพิธีปักปิ่น เขาจะจัดงานแต่งกับนางให้ใหญ่โต เอาให้คนในเมืองหลวงอิจฉาตาร้อนกันไปเลย
“วันนี้จะทำเมนูอะไรบ้าง ในมิติของเธอมีอะไรน่าสนใจ” หลุนหยุนฮวาพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น เมื่ออยู่กันตามลำพัง สองสาวก็จะใช้ภาษาที่คุ้นเคยสนทนากัน “ให้ฉันลองเข้าไปในมิติวิเศษนั้นได้ไหม”
“ได้สิ งั้นเราเข้าไปข้างในกันเลย”
ลู่อวิ๋นชย่าจับมือแล้วพาหลุนหยุนฮวาเข้ามิติไปทันที
“โอ้โห! อาคารหลังนี้มีมูลค่ากี่ร้อยล้านเนี่ย ชย่าเอ๋อ พ่อของเธอคงรวยมากสินะ”
“เป็มาเฟียน่ะ พี่คิดว่ารวยไหมล่ะ”
“มาเฟีย? รวย? อย่าบอกนะว่าพ่อของเธอคือคุณลู่เกา ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ทั้งหล่อทั้งเท่ แก่แล้วก็ยังหล่อ เขาเป็ขวัญใจของสาวๆ เลยล่ะ ตอนที่เขาโดนจับนะ มีผู้หญิงเป็โขยงไปยืนรอส่งเขาที่หน้าศาล เธอคงไม่รู้จักเขาล่ะสิ น่าเสียดายแทนจริงๆ”
“นั่นคือคุณพ่อของฉันเอง”
“หา!”
“ไม่ต้องหาแล้ว รีบมาเตรียมอาหารกันดีกว่า
ลู่อวิ๋นชย่าทำอาหารไม่เป็จึงมีหน้าที่นำอาหารแช่แข็งออกมาอุ่นเท่านั้น แต่หลุนหยุนฮวากลับมีความสามารถด้านการทำอาหารเป็อย่างมาก อาจเป็เพราะนางชอบออกท่องเที่ยวและไปเรียนที่ต่างประเทศั้แ่ยังเด็กก็เลยทำให้นางต้องพึ่งพาตัวเองอยู่ตลอดกระมัง เพียงแต่ทั้งสองตกลงกันไว้แล้วว่าเครื่องดื่มวันนี้จะเป็เบียร์สดเย็นๆ เมื่อเห็นลู่อวิ๋นชย่าจัดการอาหารแช่แข็งอย่างพวกพิซซา เฟรนช์ฟรายส์ และไส้กรอกแล้ว หลุนหยุนฮวาจึงจัดการเอาเนื้อสัตว์นานาชนิดออกมาหมักด้วยซอสสูตรพิเศษและนำมาเสียบไม้สลับกับผักต่างๆ เพื่อทำเป็บาบีคิว จากนั้นนางก็เริ่มลงมือทำไก่ชุบแป้งทอดและปลาชุบแป้งทอด อาหารที่เหมาะจะกินกับเบียร์จะขาดของทอดไปได้ยังไงล่ะจริงไหม ในเมื่อคิดจะกินของอร่อยก็ลืมเื่อ้วนไปได้เลย
อาหารทั้งหมดถูกนำออกมาวางไว้ทั้งกลิ่นและสีสันชวนให้น่ารับประทานมาก และหน้าที่ย่างบาบีคิวจึงตกเป็หน้าที่ของพ่อครัวต่อไป
เนื่องจากติดกับห้องครัวจะมีโกดังเก็บเสบียงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ลู่อวิ๋นชย่าจึงให้เซียวิเฉินพาตนไปที่นั่นเพื่อที่นางจะได้เอาเบียร์สดออกมาจากมิติ ยังดีที่องครักษ์ลับของเซียวิเฉินมีแค่สามพันคน นางจึงนำเบียร์สดออกมาจากมิติทั้งหมดร้อยกว่าถังเท่านั้น ซึ่งก็โชคดีจริงๆ ที่มิติของนางนำของออกมาใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้ใครกัน
งานเลี้ยงเริ่มขึ้นั้แ่่หัวค่ำ เป็เพราะวันนี้เพิ่งทำการย้ายค่ายมายังสถานที่ใหม่ ดังนั้นเซียวิเฉินจึงอนุญาตให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดื่มกินกันให้เต็มที่ แต่หลังจากพรุ่งนี้การป้องกันต่างๆ และเวรยามทั้งหมดจะต้องกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และยังต้องเข้มงวดกว่าเดิม ห้ามไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยกับเหตุการณ์ก่อนหน้าขึ้นอีกเด็ดขาด ซึ่งองครักษ์ทุกคนต่างก็ตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไก่ทอดนี่ก็อร่อย แผ่นแป้งกลมๆ แดงๆ นี่ก็อร่อย” หลุนหยุนเปียวยกเบียร์ขึ้นดื่มอย่างถูกใจ “เครื่องดื่มนี่ก็ช่างยอดเยี่ยม ิเฉิน...ข้าไม่รู้เลยนะว่าเ้าเดินทางไปทั่วแคว้นแล้วได้เจอของอร่อยมากมายเพียงนี้ เ้าน้องรองของข้าช่างเสียเปล่า เขาก็ออกเดินทางไปทั่วเหมือนกัน แต่ทำไมถึงไม่เจอของอร่อยๆ เช่นนี้เลย”
“สกุลหลุนของเราทำการค้ามากมาย แต่ยังขาดกิจการร้านอาหาร ส่วนพี่รองก็ต้องรีบประคับประคองโรงหมอและร้านยา ถ้าพี่ใหญ่ว่างก็กลับไปช่วยพี่รองทำงานบ้างสิเ้าคะ เอาแต่บ่นคนอื่นอยู่ได้ ตัวเองมีแต่แอบหนีออกมาอยู่ที่ค่าย” หลุนหยุนฮวาว่าพี่ชาย แต่อีกด้านหนึ่งนางก็ยังดีใจ เพราะหย่งปิ่นที่นั่งอยู่ข้างๆ คอยแอบคีบอาหารใส่จานให้นางไม่หยุด สงสัยแผนรุกหนุ่มจะได้ผล
“แต่ข้าว่ามันยังขาดอะไรไปสักอย่าง” หย่งปิ่นพูดขึ้น และหันไปถามหญิงสาวข้างกายอย่างอายๆ “เ้า...เ้าคิดเหมือนกับข้าหรือไม่ฮวาเอ๋อ”
“ข้ากับพี่ฮวาจะเล่นดนตรีให้พวกท่านฟังก็แล้วกัน ไปเถอะพี่ฮวา เราเข้าไปเอาเครื่องดนตรีที่ที่พักของข้ากัน” ลู่อวิ๋นชย่าจูงมือหลุนหยุนฮวาไป
ทีแรกลู่อวิ๋นชย่าคิดที่จะให้หลุนหยุนฮวาเป็ฝ่ายร้องเพลงแล้วตัวเองก็เล่นกีตาร์โปร่งไป แต่ใครจะไปคิดว่าพี่สาวของตนก็เล่นกีตาร์โปร่งได้ ทั้งสองจึงถือกีตาร์กลับมาคนละตัว แต่ละคนก็มองเครื่องดนตรีแปลกใหม่นั้นอย่างสนใจ ไม่นานเสียงดีดกีตาร์ที่ไพเราะก็ดังขึ้น องครักษ์ทั้งหมดต่างก็เงียบเสียงลงเพราะกลัวว่าตนจะไม่ได้ยินเสียงเพลงนั้น และสองสาวก็เริ่มร้องเพลงและเล่นกีตาร์ไปด้วย ทั้งเพลงสากลและเพลงวัยรุ่น และที่ขาดไม่ได้คือเพลงปลุกใจรักชาติ สร้างความฮึกเหิมให้กับชายหนุ่มทั้งหลายที่นั่งฟังเพลงกันอยู่เป็อย่างมาก
เซียวิเฉินและหย่งปิ่นต่างก็ชื่นชมหญิงสาวในดวงใจของพวกเขาอย่างปิดไม่มิด ทั้งสายตาและรอยยิ้มบอกความในใจของพวกเขาออกมาจนหมด จะมีก็แต่หลุนหยุนเปียวที่เกิดความสงสัย อย่าเห็นว่าเขาทำตัวง่ายๆ สบายๆ แล้วจะโง่เขลา เขาเป็ถึงรองแม่ทัพเชียวนะ ความพิเศษของน้องสาวทั้งสองจะรอดพ้นไปจากสายตาของเขาได้ยังไง แต่ในเมื่อพวกนางไม่อยากพูด เขาก็จะไม่ถาม