“ก๊อก ก๊อก”
“ฮวาเอ๋อร์ ลูกเป็อะไรหรือเปล่า ทำไมถึงเงียบไป” เสียงหวานคุ้นหูของหวังซูเหมย ดังขึ้นอีกครั้ง ดึงสติของเฉินฮวาลี่ให้กลับมาสู่ปัจจุบัน
เฉินฮวาลี่สูดหายใจลึก ก่อนจะลุกขึ้นยืน เก็บซ่อนจดหมายรักไว้ใต้หมอน ก่อนจะเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะ เธอเดินออกไปเปิดประตู
"หนูขอโทษที่เปิดประตูช้าค่ะ พอดีหนูป่วยเลยนอนหลับสนิทไม่ได้ยินเสียงแม่เรียกค่ะ" เฉินฮวาลี่กล่าวพลางยกมือขึ้นกุมศีรษะเล็กน้อย แสร้งทำท่าทางอ่อนเพลีย ดวงตาคู่สวยฉายแววไร้เดียงสา แต่แฝงไปด้วยความเฉียบคมที่หวังซูเหมย ไม่อาจสังเกตเห็น
“มีอะไรหรือเปล่าคะแม่” เธอเอ่ยถามแม่เลี้ยง
“แม่แค่เป็ห่วงลูกน่ะ เห็นลูกเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง แม่เลยอยากมาดูว่าลูกเป็อะไรหรือเปล่า” หวังซูเหมย พูด พลางเดินเข้ามาใกล้ๆ
เฉินฮวาลี่ยิ้มบางๆ แต่ในใจกลับคิด ‘ห่วงฉันงั้นเหรอ? หรือห่วงสมบัติของฉันกันแน่?’
“ฉันไม่เป็ไรจริงๆ ค่ะแค่ปวดหัวนิดหน่อยหน่อยนั้น เดี๋ยวทานยาก็หายแล้วค่ะ” เฉินฮวาลี่เอ่ยยืนยันด้วยน้ำเสียงแ่เบาอย่างคนอ่อนแรง
หวังซูเหมย ผู้เป็แม่เลี้ยงมองเธอด้วยสายตาจับผิด รอยยิ้มจางๆ ประดับบนใบหน้า แต่แววตาของหล่อนกลับเ็าไร้ซึ่งความห่วงใย ก่อนเธอจะเปลี่ยนเื่คุย
"แล้วนี่ลูกจะทำยังไงต่อไปล่ะ ฮวาเอ๋อร์ พรุ่งนี้ลูกก็ต้องไปเป็ยุวชนปัญญารู้ไหมว่าพ่อของลูกต้องใช้เส้นสายมากมายแค่ไหนกว่าจะทำให้ลูกได้ไปทำงานที่ค่ายทหาร แทนที่จะต้องไปทำงานหนัก ใช้แรงงานในชนบท"
คำพูดของหวังซูเหมย ราวกับคมมีดกรีดลึกลงไปในใจของเฉินฮวาลี่ ย้อนเตือนให้เธอระลึกถึงความผิดพลาดในอดีตชาติ
ชาติก่อน เพียงเพราะเธออยากตามหลี่เจี้ยนไปทำให้เธอปฏิเสธความหวังดีของพ่อ หลงเชื่อคำหวานของชายหนุ่ม จนต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้าย
เธอที่ไม่เคยทำงานหนัก เลยทำงานอะไรก็ไม่ได้เื่จนทำให้ถูกพวกชาวบ้านดูิ่ แต่ว่าหลี่เจี้ยนไม่เคยออกหน้าอะไรเพื่อช่วยเหลือเธอเลย นอกจากคำปลอบใจนิดๆ หน่อย ชาติที่แล้วเธอช่างโง่งมเสียจริงๆ
ความเ็ปในอดีตชาติยังคงสดใหม่ในความทรงจำ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เฉินฮวาลี่กำมือแน่น ในชาตินี้เธอจะไม่ยอมให้เกิดเื่แบบนั้นขึ้นอีก
"ฮวาเอ๋อร์" เสียงหวานแหลมของหวังซูเหมย ดังขึ้นเรียกสติของเธอให้กลับมา "ลูกเป็อะไรทำไมหน้าซีดเชียว"
เฉินฮวาลี่สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่ปั่นป่วนภายในใจ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้เป็แม่เลี้ยง
"หนูแค่คิดว่า... หนูจะตั้งใจทำหน้าที่ยุวชนปัญญาให้ดีที่สุดค่ะ ให้สมกับที่คุณพ่อใช้เงินจำนวนมากในการติดสินบนพวกทหารค่ะ"
หวังซูเหมย เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ "แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นล่ะ ที่ตามมาจีบเรา เขาไปเป็ยุวชนปัญญาที่ไหนเหรอ"
"เขาไปที่หมู่บ้าน..หลงเหมิน ค่ะ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลนะคะ หนูไง่พอที่จะตามเขาไปหรอกค่ะ"เฉินฮวาลี่ตอบ พร้อมกับแอบลอบสังเกตสีหน้าของหวังซูเหมย
"แล้วอีกอย่าง หนูกับเขาก็เป็แค่เพื่อนร่วมห้องเท่านั้นค่ะ"
"แม่ก็นึกว่าเขาเป็คนรักของเราเสียอีก เห็นมาวอแลกับลูก แต่เอาเถอะ ลูกไปทำงานค่ายทหารใกล้ๆนี้เอง ลูกก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วยล่ะ" หวังซูเหมยพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวานแต่ั์ตาดูเย็นเยียบ
เฉินฮวาลี่ ครุ่นคิด ‘ถ้าฉันไม่ได้ไปที่หมู่บ้านหลงเหมินพร้อมกับหลี่เจี้ยน... ฉันชักอยากรู้แล้วสิ ว่าเขาจะอยู่แบบตกระกำลำบากยังไง อย่าหวังว่าคราวนี้เธอจะเป็ฝ่ายยื่นมือช่วยเหลือ’
เมื่อก่อนเป็เพราะพ่อของเธอเป็ห่วงเธอมาก เลยให้เงินติดตัวไปเป็จำนวนมาก ทำให้เธอนำเงินนั้นไปซื้อข้าวของไปให้หลี่เจี้ยนอยู่เสมอ ในขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ หวังซูเหมย ก็รีบตัดบทสนทนา
"งั้นลูกก็พักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องเดินทางไกล เดี๋ยวแม่ต้องงานเลี้ยงสังสรรค์บ้านคุณนายจ้าว" หวังซูเหมย กล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องไป
เฉินฮวาลี่มองตามแผ่นหลังของหวังซูเหมย ด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเกลียดชัง ทั้งระแวง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตัวเอง
ในชาตินี้ เธอจะไม่ยอมเป็เพียงดอกไม้ที่บอบบางรอวันร่วงโรย เธอจะเป็ต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง หยั่งรากลึก ต้านทานพายุฝน และเติบโตอย่างสง่างาม
เมื่อเสียงฝีเท้าของผู้เป็แม่เลี้ยงค่อยๆ จางหายไปตามทางเดิน เฉินฮวาลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะรีบ ปิดประตูห้องนอนแล้วกดกลอนแ่า
หญิงสาวเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าเก่าแก่ เธอค่อยๆ เปิดบานตู้ที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง กลิ่นอับชื้นโชยออกมาแตะจมูก ทำให้เธอรู้สึกเศร้าใจ ภายในตู้มีหีบไม้แกะสลักลวดลายดอกเหมยบรรจุอยู่
หีบใบนี้เป็สมบัติตกทอดของตระกูลหลิวที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ภายในบรรจุเครื่องประดับล้ำค่ามากมาย ก่อนที่หลิวซูเฟิน แม่ของเธอจะเสียชีวิต ท่านได้กำชับให้เฉินฮวาลี่เก็บรักษาหีบใบนี้ไว้ให้ดี
หญิงสาวเปิดหีบไม้ด้วยมือที่สั่นเทา ภายในมีเครื่องประดับทองคำและหยกมากมายส่องประกายระยิบระยับ แต่สิ่งที่สะดุดตาเธอมากที่สุดคือแหวนหยกสีเขียวมรกตวงหนึ่ง มันถูกวางไว้บนผืนผ้าไหมสีแดงอย่างโดดเด่น
เฉินฮวาลี่หยิบแหวนขึ้นมาดูอย่างพิจารณา ตัวเรือนแหวนทำจากทองคำสลักลวดลายัอย่างประณีต ส่วนหัวแหวนเป็หยกสีเขียวใสไร้ตำหนิ เธอััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากแหวนวงนี้
ทันใดนั้นเอง ปลายเข็มกลัดทองคำที่อยู่ในหีบก็ทิ่มเข้าที่นิ้วของเฉินฮวาลี่ เืสีแดงสดไหลรินลงบนหยกสีเขียว
แสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นจากแหวนหยกจนแสบตา เฉินฮวาลี่ใจนทำแหวนหลุดมือ แต่ก่อนที่แหวนจะตกถึงพื้น มันก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาก่อนจะมาโผล่ที่นิ้วมือของเธอ
หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความใ ทำไมแหวนถึงมาโผล่ในมือของเธอได้
เฉินฮวาลี่ก้มลงมองมือตัวเองอีกครั้ง แหวนหยกยังคงสวมอยู่ที่นิ้วนางข้างขวาของเธอ แต่ตอนนี้มันดูแตกต่างออกไป หยกสีเขียวใสราวกับมีชีวิต มันเปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าเดิม
เฉินฮวาลี่มองเครื่องประดับในหีบ “แล้วฉันจะเอาเครื่องประดับเหล่านี้ไปเก็บที่ไหนนี่ หีบใหญ่ขนาดนี้เอาไปด้วยต้องเป็ที่ผิดสังเกตแน่ๆ” ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด
ทันใดนั้น แหวนหยกก็ส่องประกายเจิดจ้า ก่อนที่หีบไม้ พร้อมกับเครื่องประดับทั้งหมดจะหายวับไปต่อหน้าต่อตา ทำให้เฉินฮวาลี่ใเป็อย่างมาก
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เธอจ้องมองแหวนหยก “แล้วหีบเครื่องประดับของฉันหายไปไหน”
ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด ทันใดนั้น แสงสีขาวก็สว่างวาบขึ้น หีบไม้ใบเดิมปรากฏขึ้นตรงหน้าเฉินฮวาลี่อีกครั้ง "เป็ไปได้ยังไง..." เฉินฮวาลี่มองหีบสมบัติตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เธอค่อยๆ เปิดหีบออก ภายในยังคงเต็มไปด้วยเครื่องประดับล้ำค่าเหมือนเดิม
"หรือว่า... แหวนวงนี้จะเป็สมบัติวิเศษของเทพเซียน?" เธอหยิบแหวนหยกขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด มันเป็แหวนหยกสีเขียวเข้ม ตัวแหวนเป็ทองสลักลวดลายัโบราณอย่างประณีต ดูลึกลับและทรงพลัง
เฉินฮวาลี่ลองคิดเก็บหีบสมบัติไว้ในแหวนมิติ ทันใดนั้นกล่องเครื่องประดับก็หายวับไปอีกครั้ง หญิงสาวทดลองอยู่หลายครั้ง จนแน่ใจว่าแหวนวงนี้เป็แหวนมิติสามารถเก็บสิ่งของไว้ภายในมิติได้จริงๆ
"ถ้าอย่างนั้น..." ดวงตาของเฉินฮวาลี่เป็ประกาย "ฉันก็ไม่ต้องกังวลเื่ที่ซ่อนแล้วสิ"
ใบหน้าที่ซีดเซียวกลับมาเปล่งปลั่งมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะรีบกุลีกุจอไปเก็บข้าวของเครื่องใช้มีค่าในบ้าน รวมถึงเงินทองและเครื่องประดับทั้งหมดใส่ลงไปในแหวนมิติ
เฉินฮวาลี่กัดฟันแน่น "ฉันจะไม่ยอมให้หวังซูเหมยได้ของตีๆ ไปหรอก สมบัติของตระกูลอันล้ำค่าจะตกไปอยู่ในมือของคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด"
เธอเก็บของในบ้านจนโล่งแม้แต่เสื้อผ้าข้าวของของหวังซูเหมย เธอก็เก็บมาหมดไม่มีเหลือ เหลือเพียงเฟอร์นิเจอร์ที่ขนย้ายไม่ได้ ความโกรธแค้นในใจเริ่มจางหายไป แทนที่ด้วยความสะใจ
"ชักอยากรู้แล้วสิว่าหวังซูเหมยจะทำหน้ายังไงถ้าบ้านถูกยกเค้าไปหมด" เฉินฮวาลี่ยิ้มเยาะ "พอพ่อของเธอไม่มีเงินเหลือแล้วหล่อนจะทำหน้ายังไง"
เมื่อเก็บของในบ้านจนโล่งแล้ว เฉินฮวาลี่ก็เดินเข้าไปในห้องนอนทำเป็ไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นภายในบ้าน รอคอยเวลาที่หวังซูเหมยจะกลับมาจากงานเลี้ยง