บทที่ 35 เธอจะนอนที่ไหน? (รีไรต์)
เมิ่งว่านถังวางเด็กน้อยลง เจ้าตัวน้อยนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง หลับสนิทอย่างมีความสุข
เมื่อมองดูลูก ๆ ทั้งสามคนของตัวเองที่นอนขดเป็นก้อนกลม เห้นได้ชัดว่าพวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างมาก
ในห้องร้อนมาก เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าคลุมท้องให้เด็กน้อย แล้วถามลู่ชิงเหยี่ยว่า “คุณจะดื่มน้ำสักหน่อยไหม?”
“ไม่ดื่ม”
“งั้นฉันไปตักน้ำเย็น ๆ มาดื่มหน่อยแล้วกัน”
เมิ่งว่านถังถือเหยือกน้ำออกไป สูบน้ำสองสามครั้ง แล้วตักน้ำใส่เหยือกให้เต็ม แล้วถามเฟิงอวี้เหม่ยว่า “เธอจะดื่มน้ำไหม?”
“ฉันเพิ่งดื่มไปเมื่อกี้”
เฟิงอวี้เหม่ยยังไม่หลับ นอนอยู่บนเตียง มองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ไม่นานนัยน์ตาคู่นั้นก็คล้ายกับมีน้ำพุผุดออกมา มันไหลรินเต็มอาบแก้ม
“ถ้าไม่ดื่มน้ำก็รีบนอนเถอะ” เมิ่งว่านถังพูดจบก็กำลังจะถือเหยือกน้ำเข้าไปข้างใน
เสียงเศร้าสร้อยของเฟิงอวี้เหมยก็ดังขึ้นจากข้างหลัง “เธอแอบหัวเราะที่ฉันโง่ใช่ไหม?”
“ฉันจะหัวเราะเยาะเธอไปทำไม?”
เพราะคนโง่ที่สุดก็คือเจ้าของร่างเดิมต่างหาก
เจ้าของร่างเดิมถูกใส่ร้ายป้ายสีจนตาย ส่วนเฟิงอวี้เหม่ยก็ถูกหลอกแล้วโดนใช้เป็นเครื่องมือ แต่ก็ยังถือว่าเป็นคนดี ถ้าพูดโดยรวมแล้ว นอกจากไม่ได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวสามี ก็ไม่มีอะไรมากแล้ว
เพราะยังไงในสายตาของพวกเขา ลูกสะใภ้ก็เป็นแค่คนนอก
เมิ่งว่านถังไม่อยากทำตัวเป็นพี่สาวแสนดี จึงเปลี่ยนเรื่อง “รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้เช้ายังต้องทำงานอีกนะ”
หลังจากเข้าไปในห้อง ลู่ชิงเหยี่ยถามเธอ “เมื่อกี้เธอคุยกับใคร?”
“น้องสะใภ้สาม”
“แล้วทำไมเธอถึงมาที่นี่?” ลู่ชิงเหยี่ยไม่ได้แปลกใจ แต่ตกใจมาก
ทุกคนในหมู่บ้านล้วนรู้กันดีว่าเมิ่งว่านถังกับเฟิงอวี้เหม่ยไม่ถูกกัน เจอหน้ากันทีไรเป็นต้องทะเลาะกันทุกที
จึงเป็นไปไม่ได้ที่เฟิงอวี้เหมยจะมาบ้านของพวกเขา
เมื่อพูดถึงเรื่องข่าวซุบซิบ เมิ่งว่านถังก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เธอนั่งที่ขอบเตียง แล้วพูดอย่างแผ่วเบาว่า “วันนี้ฉันพูดไปว่า พ่อแม่ของคุณสิ้นปีได้แบ่งเงินแปดร้อยกว่าหยวน แถมยังได้แบบนี้มาสามปีแล้ว คุณลองเดาซิว่ามันเกิดอะไรขึ้น? น้องสะใภ้สามก็ไม่รู้เรื่องนี้ เธอตกใจมากจนโวยวายเสียใหญ่โต”
ลู่ชิงเหยี่ยรู้สึกว่าเมิ่งว่านถังก็ยังเป็นเมิ่งว่านถังคนเดิม
ชอบดูคนอื่นเขาทะเลาะกัน ไม่กลัวเรื่องใหญ่
แถมยังทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าไม่ได้
“ฉันว่าน้องสะใภ้สามไม่ได้สนใจเงินเล็กน้อยแค่นั้นหรอก เธอแค่รู้สึกว่าที่บ้านมีเงินแท้ ๆ แต่กลับไม่ยอมพาลูกชายไปหาหมอ คุณลองคิดดูสิ ถ้าเด็กคนนั้นกลายเป็นคนโง่ขึ้นมาจริง ๆ จะโทษใครล่ะ? พ่อแม่ของคุณต้องบอกว่าน้องสะใภ้สามโง่เขลาขนาดเลี้ยงลูกก็ยังทำไม่ได่แน่ ๆ”
เมิ่งว่านถังเผลอตัวนอนลงไปบนเตียงอย่างเคยชิน พอตัวเอียงก็รู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้อง จึงรีบลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง
ลู่ชิงเหยี่ยนอนคนเดียวก็กินพื้นที่ไปครึ่งเตียงแล้ว
แถมยังมีเด็ก ๆ อีกหลายคน ถึงจะนอนด้วยกันได้ แต่มันก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
ลู่ชิงเหยี่ยเองก็รับรู้เรื่องนี้เช่นกัน เขากำลังจะย้ายไปนอนที่อื่น แต่ก็เห็นเมิ่งว่านถังลงจากเตียงไปก่อนแล้ว
เมิ่งว่านถังหยิบเสื้อคลุมตัวหนึ่งแล้วเดินออกไป “ฉันจะออกไปนอนข้างนอก”
เฟิงอวี้เหม่ยยังคงนั่งเช็ดน้ำตาอยู่บนเตียง จู่ ๆ ก็พบว่ามีคนนั่งอยู่ข้าง ๆ
เฟิงอวี้เหม่ยหันไปมองเมิ่งว่านถัง “พี่สะใภ้รอง ทำไมพี่ถึงออกมาข้างนอกล่ะ? ไม่ใช่ว่าพี่รองไล่พี่ออกมาใช่ไหม? พี่ชายของฉันกล้าขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“หุบปาก นอนได้แล้ว!”
เมิ่งว่านถังทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยจนแทบตาย ตอนนี้แค่อยากจะนอนหลับพักผ่อนอย่างเดียว
เฟิงอวี้เหม่ยถูกตะคอกแต่ก็ไม่รู้สึกโกรธ ในใจกลับรู้สึกหวานซึ้ง
พี่สะใภ้รองช่างเป็นคนดีจริง ๆ
รู้ว่าเธอนอนคนเดียวข้างนอกจะต้องกลัว ยังอุตส่าห์ออกมานอนเป็นเพื่อนเธอ
ก่อนหน้านี้เธอช่างโง่เขลาจริง ๆ หลงเชื่อคำพูดคนอื่น คิดว่าพี่สะใภ้รองไม่ใช่คนดี
“พี่สะใภ้รอง เรื่องที่ผ่านมาเป็นความผิดของฉันเอง พี่อย่าถือสาคนใจแคบอย่างฉันเลยนะ ตั้งแต่นี้ต่อไป ถ้าใครมาหาเรื่องพี่ก็เท่ากับมาหาเรื่องฉันด้วย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันสัญญาว่าจะอยู่ข้างพี่เอง”
เมิ่งว่านถัง “...”
ลมยามค่ำคืนช่างเย็นสบายโดยแท้
เมิ่งว่านถังพลิกตัว ครึ่งหลับครึ่งตื่น พลางคิดว่าพรุ่งนี้ต้องสร้างเพิงแล้ว
ถึงตอนนั้นก็เอาผ้าม่านมากั้นลม จะได้ไม่โดนลมพัดโดยตรง และไม่ต้องกังวลเรื่อฝนตกกลางดึกด้วย
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมิ่งว่านถังตื่นก่อน สิ่งแรกที่เธอทำคือเดินเข้าไปในห้อง
ทันทีที่เข้าไป ก็เห็นว่าลู่ชิงเหยี่ยตื่นแล้วเช่นกัน
เมิ่งว่านถังถือกระโถนส่งให้เขา “ให้ฉันช่วยไหม?”
“ไม่ต้อง”
ลู่ชิงเหยี่ยถือกระโถนไว้ ไม่ได้ขยับไปไหน
เมิ่งว่านถังมองมือที่มีข้อต่อนิ้วชัดเจนของเขา พบว่ามือของเขาดูดีไม่น้อย
ทันใดนั้น เมิ่งว่านถังรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมา เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายไม่ค่อยดีนัก จึงตระหนักว่าการที่ตัวเองยืนมองเขาอยู่ตรงนี้อาจทำให้เขาเขินที่จะเข้าห้องน้ำ
“ขอโทษ เมื่อกี้มัวแต่คิดอะไรเพลินไปหน่อย”
เมิ่งว่านถังหันหลังเดินออกไปข้างนอก เดินออกไปไกลพอสมควร
สิ่งนี้มันช่างน่าอายจริง ๆ
แต่ปฏิกิริยาของลู่ชิงเหยี่ยค่อนข้างไร้เดียงสา ไม่เห็นเหมือนกับชายแกร่งที่มีประสบการณ์มากมายเลย
ครู่ต่อมา เมิ่งว่านถังก็เดินเข้าไป แล้วถือกระโถนเดินออกมา
ทั้งคู่ไม่ได้สบตากันเลย แม้ว่าบางครั้งสายตาจะสบกันโดยบังเอิญ พวกเขาก็จะรีบเบือนหน้าหนีโดยเร็ว
ปลายหูของเมิ่งว่านถังขึ้นสีแดงเล็กน้อย เธอสัมผัสได้ถึงความหนักของกระโถน ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าไตของลู่ชิงเหยี่ยแข็งแรงดีจริง ๆ
แต่เอวดูจะไม่ค่อยไหวสักเท่าไหร่
เฮ้อ! ต่อไปคนที่ได้เป็นภรรยาเขา คาดว่าชีวิตช่วงครึ่งหลังคงลำบากน่าดู
เมิ่งว่านถังถอนหายใจรู้สึกเสียดายแทนภรรยาในอนาคตของเขาสักสองสามที
เธอเทกระโถนแล้วล้างวางไว้ที่มุมกำแพง จากนั้นก็ออกไปล้างมืออย่างสะอาด แล้วเริ่มทำอาหาร
เฟิงอวี้เหม่ยได้ยินเสียงก็ตื่นขึ้น
“พี่สะใภ้รอง”
“เด็กยังไม่ตื่น รออีกสักพักค่อยไปเถอะ” เมิ่งว่านถังพูดพลางกำลังนวดแป้ง
เมื่อวานซืนตอนทำเกี๊ยว ยังมีแป้งเหลืออยู่เล็กน้อยเธอจึงเอาแป้งส่วนนั้นมาทำเป็นหัวเชื้อ เมื่อวานตอนบ่ายเธอหมักแป้งไว้กะละมังหนึ่ง จึงตั้งใจว่าจะนึ่งซาลาเปา
เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาเห็นว่าแป้งขึ้นพองหมดแล้ว
ตอนนี้ไม่มียีสต์สำเร็จรูปขาย และก็ไม่มีแป้งที่ขึ้นฟูได้เองด้วย คนส่วนใหญ่จึงใช้โซเดียมไบคาร์บอเนตทำซาลาเปากัน
ถ้าใช้โซเดียมไบคาร์บอเนตไม่ดี พอนึ่งซาลาเปาออกมาจะมีบางส่วนที่เป็นสีเหลือง ยังไงก็ไม่อร่อย
เมิ่งว่านถัง เคยเรียนรู้การทำอาหารจากผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาก่อน แม้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเธอจะดีขึ้นในภายหลัง ทั้งยังไม่ค่อยได้ทำอาหารเอง แต่ฝีมือก็ไม่ได้หายไปไหน
เฟิงอวี้เหม่ยมองดูอยู่ข้าง ๆ แล้วพูดอย่างประหลาดใจว่า “พี่สะใภ้รอง พี่ทำซาลาเปาเป็นด้วยเหรอ?”
“ทำซาลาเปามันยากตรงไหน?”
เมิ่งว่านถังตอบอย่างเย็นชา ทั้งน้ำเสียงยังไม่ดี
แต่เฟิงอวี้เหม่ยกลับไม่โกรธ ทั้งยังพูดด้วยน้ำเสียงปกติว่า “ซาลาเปาที่แม่ของลู่ชิงซุ่นทำน่ะ ไม่อร่อยเลย แถมยังกล้าพูดอีกนะว่าตัวเองทำซาลาเปาอร่อยที่สุดในหมู่บ้าน ฉันกินทีไรก็อยากอ้วกทุกที”
“ไม่อร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉันนึกว่าตอนที่ฉันอยู่ไฟ เธอจงใจทำอาหารไม่อร่อยซะอีก”
หลังจากที่เมิ่งว่านถังพูดจบก็เงียบไป สบตากับเฟิงอวี้เหม่ยแวบหนึ่ง ทั้งคู่ต่างได้คำตอบจากสายตาของกันและกัน
บ้านเอ๊ย!
หญิงชราที่ดูซื่อ ๆ คนนั้นไม่ใช่คนดีจริง ๆ ด้วย
“เธอรออยู่ตรงนี้นะ” เมิ่งว่านถังพูด
เมิ่งว่านถังนวดแป้งเสร็จแล้วเอาชามครอบไว้ จากนั้นก็เข้าไปในห้องเพื่อถามลู่ชิงเหยี่ย
“แม่ของคุณทำอาหารอร่อยไหม?”
ลู่ชิงเหยี่ยสงสัย “แม่ฉันก็ทำอาหารได้นะ ทำไมเหรอ?”
“ไม่อร่อยเหรอ?”
เมิ่งว่านถังรู้สึกว่าความโกรธของตัวเองกำลังปะทุขึ้นเรื่อย ๆ
ลู่ชิงเหยี่ยพยักหน้า “ปู่ของฉันเป็นพ่อครัว ตอนแม่ฉันยังไม่แต่งงาน เธอทำอาหารที่บ้านทุกวัน”
เมิ่งว่านถัง “!!!”