ยามนี้การแสดงยังคงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ทั้งการร้อง ระบำ หรือการแสดงโลดโผนที่ชวนให้ผู้คนตื่นเต้น พวกเขาเฝ้าดูด้วยความรู้สึกสนุกสนาน จวบจนการแสดงทั้งหมดสิ้นสุดลง
หลิวอ้ายผิงชวนลู่เอินไปเดินซื้อของกินเล่นที่คาดว่าเ้าตัวอย่างหลิวอ้ายผิง ได้เล็งเอาไว้ั้แ่เนิ่นๆ แล้ว โดยให้สองชายหนุ่มรอพวกนางบริเวณเก้าอี้ตัวยาวข้างแม่น้ำที่ตนได้จับจองเอาไว้เพื่อนั่งพัก บางทีพวกนางเพียงอยากเดินเที่ยวเล่นตามประสาหญิงสาวด้วยกันบ้างก็เท่านั้น
ผู้คนมากมายจับจ่ายซื้อขายกันอย่างเนืองแน่น ทว่ากลับมีหนึ่งร้านที่ผู้คนไร้ความสนใจโดยสิ้นเชิง
ร้านแผงลอยที่มีเพียงโต๊ะเล็กหนึ่งตัวตั้งอย่างดาษดื่น ปูด้วยผ้าหนึ่งผืนก่อนจะวางเครื่องประดับที่มีน้อยชิ้นบนนั้น เมื่อมองไปยังแม่ค้าพบเป็หญิงชรานางหนึ่งกำลังนั่งหลับตาลงราวกับไม่แยแสต่อความวุ่นวายในงานที่ผู้คนส่งเสียงเซ็งแซ่อย่างต่อเนื่อง
เมื่อยามที่หลิวอ้ายผิงและลู่เอิน กำลังจะเดินผ่านไป ราวกับมีแสงประกายบางอย่างจากเครื่องประดับชิ้นหนึ่งทอพาดผ่านเข้ามาในระยะสายตาของหลิวอ้ายผิง ราวกับเชื้อชวนให้เข้าไปใกล้ นางหยุดชะงักด้วยความรู้สึกประหลาด ก่อนจะตรงดิ่งไปที่ร้านแผงลอยนั้น
หลิวอ้ายผิงมองเครื่องประดับชิ้นนั้นด้วยความสนใจ
“สนใจหรือ” เสียงของหญิงชราดังขึ้นก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้น
“ไม่ทราบว่า กำไลชิ้นนี้ท่านได้มาจากที่ใด” หญิงสาวเอ่ยถาม เมื่อมองเห็นกำไลไม้สลักเบื้องหน้าที่ลวดลายแกะสลักคลับคล้ายคลับคลากับปิ่นของนาง
แต่ก่อนที่จะได้ฟังคำตอบใดจากหญิงชรา กลับมีหญิงสาวนางหนึ่งตรงเข้ามาหยิบกำไลชิ้นนั้นขึ้นไปหยิบดูอย่างเสียมารยาทก่อนเอ่ย
“มิยักรู้ว่าเ้านิยมชมชอบของไร้รสนิยมเช่นหน้าตาตนเองเช่นนี้”
หลิวอ้ายผิงผินมองอีกฝ่ายที่มีเจตนาคล้ายจะหาเื่อย่างชัดเจน แม้มีหน้ากากบดบังอยู่ ทว่านางกลับจดจำเสียงนั้นของอีกฝ่ายได้ เป็สตรีที่เจอในการทดสอบแรกยามเข้าสำนักพรรคมารไม่ผิดแน่
หญิงสาวผู้นี้คือสตรีผู้หนึ่งที่หลงใหลในตัวของเกาเจียหาว ในวันนั้นนางลอบจำลักษณะของหลิวอ้ายผิงเสียจนขึ้นใจ รวมถึงปิ่นไม้ไร้รสนิยมที่ปักอยู่บนมวยผมนั่นด้วย จึงทำให้จำได้ั้แ่ครั้งแรกที่เห็น แม้ใบหน้าจืดชืดนั่นจะซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากก็ตาม นางคับแค้นที่ชายในดวงใจให้ความสนใจสตรีนางนี้มากกว่านาง มองอย่างไรก็หาความงามมิได้ มีสิ่งใดให้น่าสนใจกัน
นับั้แ่การทดสอบที่สองนางก็ล้มป่วยและาเ็ จากพลังสะท้อนกลับเพราะใช้วิชาต้องห้ามในการทดสอบ ซึ่งใช้เวลารักษาร่วมเดือนกว่าจะหายดีเช่นนี้ นางต้องถูกจำกัดบริเวณแทบไม่ได้พบเจอใครเพราะบิดากรุ่นโกรธเป็อย่างมาก เมื่อสามารถออกมาด้านนอกได้แล้ว ยามเจอสตรีผู้นี้ความขุ่นเคืองก็มิได้จางหายไปเลยแม้เพียงเล็กน้อย
“ท่าน้าอะไรจากข้า” เสียงของหลิวอ้ายผิงดังขึ้น
“ข้า้าให้เ้าเลิกยุ่งกับนายน้อยเกา คนอย่างเ้าอย่าริอ่านใฝ่สูงนักเลย เป็แค่กา ถึงพยายามทำตัวเป็หงส์ให้ตายอย่างไร ก็ไม่สามารถทิ้งกำพืดตนเองได้” คนพูดเชิดหน้าขึ้นอย่างจองหองราวกับนางคือผู้ที่เหนือกว่า
“ท่านเป็อะไรกับนายน้อยเกาหรือ มิทราบว่าท่านใช้สิทธิ์อะไรมาสั่งห้ามข้า” หลิวอ้ายผิงถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย และท่าทีมิได้ใส่ใจมากนัก แต่เป็เพราะคำถามนั้น จึงทำให้อีกฝ่ายถึงขั้นอึกอักตอบไม่ถูก
“เ้าล่ะ มีสิทธิ์อะไรไปใกล้ชิดเขา” นางเบี่ยงประเด็นไม่ตอบคำถามของหลิวอ้ายผิงเสียอย่างนั้น “เลิกยุ่งกับเขา ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”
หลิวอ้ายผิงไม่เพียงแต่ไม่ตอบรับคำของอีกฝ่าย แต่กลับเคลื่อนไหวดั่งเงากลายเป็ภาพติดตาเข้าไปใกล้แม่นางผู้นี้ ก่อนจะฉวยกำไลชิ้นนั้นมาไว้ในมือของตนเองพร้อมยกยิ้มอย่างพึงพอใจ “ขอบคุณที่คืนสิ่งนี้ให้ข้า”
กว่านางจะรู้ตัวสิ่งของที่อยู่ในมือก็หายไปอยู่ที่หลิวอ้ายผิงเสียแล้ว “เ้า กล้าดีอย่างไร”
“ท่านยาย กำไลชิ้นนี้ข้าสนใจซื้อเ้าค่ะ” หลิวอ้ายผิงทิ้งให้คู่กรณีค้างเติ่งกับความโกรธนั้นไปผู้เดียว อันที่จริงนางคร้านจะสนใจความไร้สาระของอีกฝ่าย
“เ้าเคยได้ยินหรือไม่ เครื่องประดับที่พิเศษมักเลือกเ้าของด้วยตนเอง กำไลชิ้นนี้ข้ามอบให้เ้าเป็ของขวัญพบหน้าแล้วกัน” หญิงชรากล่าวกับหลิวอ้ายผิงอย่างมีลับลมคมใน
“ท่านหมายความว่า สิ่งนี้เลือกข้าหรือ” นางเห็นหญิงชราพยักหน้าให้หนึ่งครั้งก่อนโบกมือให้และหลับตาลงเช่นเดิม เป็เชิงว่าไม่้าสนทนาใดๆ อีกแล้ว หญิงสาวจึงเอ่ยขอบคุณ หมุนตัวเตรียมกลับไปหาผู้เป็ศิษย์พี่ที่กำลังนั่งรอบริเวณริมแม่น้ำไม่ไกลกันนี้
ทว่ากลับมีมือที่ถือวิสาสะทำท่าจะเข้ามาฉุดกระชาก แต่หลิวอ้ายผิงมีหรือจะไม่รู้ตัว นางทำเพียงเบี่ยงตัวเล็กน้อย อีกฝ่ายก็ล้มหัวคะมำไปที่พื้นเสียแล้ว ส่งผลให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นมุงดูด้วยความสนใจ
“ท่านกำลังหาของอยู่หรือ” หลิวอ้ายผิงเอ่ยหยอกเย้าปนขำขัน สาวใช้ข้างกายอย่างลู่เอิน ที่ไม่เคยเห็นด้านนี้ของหญิงสาวก็พลอยหัวเราะตามนายของตนไปด้วย
“นี่เ้า ตั้งใจกลั่นแกล้งข้าใช่หรือไม่” คนที่ล้มลงเมื่อครู่หัวฟัดหัวเหวี่ยงรีบลุกขึ้นอย่างอับอาย ก่อนจะมองเห็นใครบางคนกำลังเดินเข้ามา พอเห็นว่าเป็พี่ชายของตนเองแววตาลิงโลดก็กำเนิดเกิดขึ้น
“ลี่เอ๋อร์ เกิดเื่อะไรขึ้น” เสียงทุ้มนุ่มลึกของชายหนุ่มเอ่ยขึ้น เมื่อมองเห็นว่าน้องสาวที่ตนเฝ้าทะนุถนอมเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยดินทราย
“ท่านพี่ฟู่หยาง เป็นางเ้าค่ะ นางกลั่นแกล้งข้าจนล้มลงไปบนพื้น” นิ้วเรียวของคนที่ถูกเรียกว่าลี่เอ๋อร์ ชี้ไปยังหลิวอ้ายผิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันนัก พร้อมทั้งแสร้งบีบน้ำตาเรียกร้องความสนใจ “นางยังแย่งเครื่องประดับที่ข้าหมายปองไปด้วย” เมื่อสบโอกาสนางจึงจงใจใส่ความอีกฝ่าย หญิงสาวตั้งใจเอ่ยชื่อของผู้เป็พี่ชัดเจนขนาดนี้ ต้องมีชาวบ้านรับรู้เป็แน่ว่าเขาคือหนึ่งในศิษย์ของสำนักพรรคมาร ที่ผ่านการทดสอบเมื่อปีที่แล้ว รอยยิ้มราวกับผู้ชนะปรากฏบนใบหน้า นางจะทำให้สตรีผู้นี้ต้องอับอายจนหายไปจากชีวิตของนายน้อยเกาให้จงได้
“เหตุใดเ้าทำเช่นนี้” ฟู่หยางที่เชื่อน้องสาวอย่างฟู่ลี่จนหมดใจ เอ่ยถามสตรีตรงหน้าด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง กระนั้นก็ยังพยายามสอบถามอย่างใจเย็น เพราะอย่างไรแล้วนางก็เป็เพียงสตรีผู้หนึ่งเท่านั้น
“ข้าไม่ได้ทำ แต่เป็นางที่โกหก เมื่อท่านได้คำตอบแล้วเช่นนั้นข้าขอตัว” หลิวอ้ายผิงที่คร้านจะต่อความยาวสาวความยืด จึงตอบออกไปตรงๆ เพราะรู้สึกว่าตนให้ผู้เป็ศิษย์พี่รอนานเกินไปเสียแล้ว ไม่สนใจกระทั่งคำติฉินนินทาจากรอบตัว
“เขาคือฟู่หยาง เป็ถึงศิษย์สำนักพรรคมาร นางเป็ใครช่างกล้าบ้าบิ่นทำร้ายน้องสาวของคนผู้นั้น”
“นางหันหลังให้กับเขา ช่างไม่มีความกริ่งเกรงแม้แต่น้อย”
“หรือแท้จริงแล้ว เขาจะไร้ความสามารถดังข่าวลือจึงยอมปล่อยนางไปง่ายๆ เช่นนี้”
“ข่าวลือเื่ใด”
“ก็ที่เขาเป็อันดับสุดท้าย และอ่อนแอที่สุดในสำนักพรรคมารอย่างไรเล่า ข้าได้ยินมาว่าเขาถึงขั้นใช้วิธีเปิดพลังยุทธ์แบบผิดๆ ด้วย”
คนที่ตกเป็หัวข้อสนทนาอย่างฟู่หยางใบหน้าเขียวคล้ำ ฟู่ลี่ก็ใบหน้าบิดเบี้ยวไม่แพ้กัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเป็เช่นนี้ไปได้
“เดี๋ยว เ้ายังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น จนกว่าจะขอโทษลี่เอ๋อร์” ฟู่หยางรั้งอีกฝ่ายด้วยเสียงอันดัง ทว่าหลิวอ้ายผิงเพียงปรายตามองเท่านั้น ยิ่งทำให้ฟู่หยางเกิดโทสะ เ้าตัวจึงใช้วิชาตัวเบาที่ตนถนัดเร่งเข้าไปใกล้สตรีหน้าตายผู้นี้ หมายจะรั้งแขนของอีกฝ่ายให้หันกลับมาเผชิญหน้า แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็ดังที่คิดไว้ หญิงสาวผู้นี้หันกลับมายึดจับที่ท่อนแขนของเขาแน่น ก่อนเหวี่ยงไปตามแรงจนฟู่หยางล้มไถลลงไปกับพื้นต่อหน้าต่อตาทุกคน
“คุณชาย นี่ท่านก็กำลังช่วยหาของให้น้องสาวอยู่หรือ” หลิวอ้ายผิงส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ในเมื่อเขาอยากอับอายมากนัก นางก็จะเสียสละเวลายอมเล่นด้วยสักเล็กน้อย
“มิยักรู้ว่ามีพลังยุทธ์เพียงเล็กน้อย กลับกล้ามาท้าทายข้าที่เป็ถึงศิษย์สำนักพรรคมาร เ้าช่างกล้ารนหาที่ตายโดยแท้” ยามนี้ฟู่หยางไม่สนใจว่านางจะเป็บุรุษหรือสตรีอีกต่อไป นางกล้าทำให้เขาอับอายหลายครั้งหลายครา เช่นนั้นเขาจะทำให้นางต้องรู้สึกสำนึกในสิ่งที่ทำด้วยตนเอง
แต่หารู้ไม่ ว่าต่อไปนี้ฟู่หยางจะกลายเป็กระสอบทรายดีๆ นี่เอง...
“พอแล้ว ข้ายอมแพ้ ข้ายอมเชื่อเ้าแล้วว่าเป็ลี่เอ๋อร์ที่โกหก” ร่างกายสะบักสะบอมของฟู่หยางเอ่ยขึ้นตะกุกตะกัก ในใจแม้คับแค้นเพียงใดก็ยอมรับว่าตนเองไม่มีแรงต่อกรกับแม่นางผู้นี้ได้ นางไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้เืตกยางออก แต่บัดนี้ทั้งตัวเขาฟกช้ำไปหมด ทั้งยังโจมตีนางไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว โดยเฉพาะรอยยิ้มนั่นราวกับนางกำลังสนุกและเห็นเขาเป็เพียงของเล่นเสียด้วยซ้ำ เขาทั้งโกรธแค้นทั้งอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“ดีมากหยางหยาง พูดรู้เื่ั้แ่แรกก็จบแล้ว” หลิวอ้ายผิงยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะเดินจากไปท่ามกลางความตะลึงงันของผู้คน
ฟู่ลี่กำมือแน่น หน้าแดงเพราะทั้งโกรธทั้งอับอายผสมปนเปกันไปหมด กระทั่งพี่ชายของนางยังจัดการหญิงแพศยาผู้นั้นไม่ได้ เช่นนั้นนางคงต้องหาวิธีการอื่น