โมนิคนั่งไม่ติดที่ั้แ่ได้กลิ่นหอมๆของอาหารที่โชยมาจากห้องครัวที่อยู่ใกล้กับห้องนั่งเล่น
วันนี้ทั้งวันเธอทานแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพราะเสียความรู้สึกที่ไม่ได้ทานโจ๊กเตาถ่านชื่อดังที่ตนเองซื้อมาจึงทำให้เบื่อหน่ายและไม่อยากออกไปไหนพอได้กลิ่นหอมๆแบบนี้ก็ทำเอาเธอแทบทนไม่ไหว
แต่เธอโกรธอธิปที่เขาต่อว่าเธออย่างรุนแรงเมื่อคืนนี้แล้วยังขโมยโจ๊กที่เธอดั้นด้นไปซื้อมาแต่เช้าอีก จึงไม่อยากพูดหรือว่าทักทายเขาแม้เขาจะเป็เ้าของบ้านที่เธออาศัยอยู่ก็ตาม
‘ทำอะไรของเขานะ หอมชะมัด’ เธอนึกอย่างกระวนกระวาย
สักพักก็ตัดสินใจปิดรายการโทรทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าลงแล้วเตรียมตัวขึ้นห้องเพื่อหนีจากกลิ่นหอมที่แสนเย้ายวนกระเพาะอาหารของเธอในยามนี้
ในตอนนั้นเองอธิปยกจานพิซซ่าที่เขาทำเสร็จออกมาวางที่โต๊ะอาหารทำให้โมนิคแทบจะก้าวขาไม่ออก มองตามจานพิซซ่าในมือเขาด้วยความปรารถนาอยากลิ้มรสของมันใจจะขาด แต่ติดที่ยังโกรธเขาอยู่
“มาทานด้วยกันสิ” เขาเอ่ยชวนเธอเสียงเรียบ
“ไม่เป็ไร ขอบคุณค่ะ”เธอตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแข็งกระด้างหากแต่ยังคงมองพิซซ่าที่น่าทานอยู่ไม่วางตา
อธิปรู้ว่าเธออยากทานมันปกติแล้วเขาไม่ทานอะไรหลังหนึ่งทุ่ม แต่ครั้งนี้เขาหยิบพิซซ่าขึ้นมาหนึ่งชิ้น ชีสที่ยังร้อนอยู่ยืดขึ้นมาเป็สายจนเขาต้องยืดแขนขึ้นไปให้ชีสขาดแล้วม้วนชีสที่ยืดนั้นมาใส่ชิ้นพิซซ่าในมือกัดลงไปแล้วหลับตาเคี้ยวพร้อมโยกศีรษะเบาๆ ทำให้เธอรู้ว่ามันอร่อยมาก
‘ยั่วขนาดนี้ ดูสิจะใจอ่อนไหม’ เขานึกในใจขณะที่เคี้ยวสลัดผักกรุบกรอบที่เข้ากันดีกับหน้าพิซซ่าที่แน่นไปด้วยเครื่อง
โมนิคมองตาม น้ำลายสอเริ่มลังเลว่าควรเดินขึ้นห้อง หรือเดินไปทานกับเขาดี
“มาทานสิ เดี๋ยวหายร้อนชีสไม่ยืดไม่อร่อยนะคุณ”อธิปบอกเธอขณะที่กำลังจะกัดคำที่สองเข้าไปในปาก แต่โมนิคก็เงียบเธอกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี ถ้าไปทานกับเขาก็จะเสียหน้า เพราะว่าเธอปฏิเสธเขาไปแล้วแต่ว่าท้องของเธอตอนนี้มันช่างทรยศเสียเหลือเกินมันร่ำร้องว่าอยากทานพิซซ่าของเขามากๆ
“มาช่วยผมชิมหน่อยว่าขาดอะไรผมจะเอาลงเป็เมนูของร้าน” เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ก่อนที่จะกัดคำสุดท้ายในมือเข้าไป
“อืม ก็ได้” โมนิคพูดขึ้นมาเสียงเอื่อยเดินไปนั่งลงตรงข้ามกับเขา ทำหน้าตาเสมือนว่าตัวเองกำลังถูกเขาบังคับให้ทาน
เธอหยิบพิซซ่าขึ้นมาหนึ่งชิ้นมองดูความยืดของชีสแล้วแอบอมยิ้มด้วยความพอใจพอกัดมันเข้าปากเท่านั้นเธอก็ทำหน้านิ่งคิด ประเมินรสชาติของมัน
“สลัดผัดที่โรยหน้ามีความสดและกรอบเข้ากับชีสที่อยู่บนหน้าพิซซ่าได้ลงตัวและตัดความเลี่ยนของชีสด้วยพริกไทยดำที่โรยในสลัดผักได้อย่างดีเยี่ยม”โมนิคพูดออกมาตามที่เธอคิด ซึ่งมันคือสิ่งที่อธิปรู้อยู่แล้ว เพราะเขาก็รู้สึกได้
“ชีสที่อยู่ในหน้าพิซซ่าหอมกลิ่นนมและมีรสครีมคุณคงใช้บูราต้าชีสรองฐานไว้กับซอสพิซซ่า และการที่คุณไม่โรยออริกาโน่ที่หน้าพิซซ่าเพราะในซอสพิซซ่าของคุณมีมันอยู่แล้ว ทำให้ได้กลิ่นที่ชัดขึ้น”เธอหลับตาแล้วพูดถึงส่วนประกอบที่เขาใช้
อธิปเริ่มรู้สึกทึ่งในความสามารถของหญิงสาวเธอดูมีความรู้ด้านอาหารมาก
‘นั่นสินะ ถ้าไม่เก่งและเชี่ยวชาญเื่เครื่องปรุงและเครื่องเทศต่างๆคงเป็ผู้ช่วยของแมนเชสไม่ได้’เขานึกในใจว่าการที่เธอเป็ทีมงานของแมนเชสไม่ได้เป็เพราะนามสกุลที่อาจเป็พ่อลูกหรือเครือญาติกันแต่มันเป็เพราะความสามารถจริงๆของเธอ
“แต่สิ่งที่ไม่เข้ากันในนี้คือเห็ดแชมปิญอง พริกหวานและหอมหัวใหญ่เข้ากันได้อย่างลงตัวแต่พอทานคู่กับเห็ดแล้วมันทำให้เกิดกลิ่นแปลกๆที่ไม่คุ้นจมูกฉันว่าถ้าคุณตัดเห็ดแชมปิญองออกไป รสชาติน่าจะลงตัวกว่านี้” โมนิคพูดอย่างจริงจังแล้วหยิบชิ้นที่สองขึ้นมาทานพร้อมๆกับอธิปที่ลองทานดูแล้วพิจารณาถึงรสชาติของเห็ดอย่างที่เธอบอก
“จริงด้วย ถ้าเคี้ยวอย่างละเอียดนานๆจะรู้สึกถึงความไม่เข้ากันของเห็ดที่อยู่ในหน้าพิซซ่าด้วย”เขาคล้อยตามคำพูดของเธอหลังจากเคี้ยวคำแรกเสร็จแล้ว
โมนิคยิ้มที่เขานั้นเชื่อคำพูดที่เธอวิจารณ์อาหารให้เขา
ทั้งคู่หยิบชิ้นที่สามของตนเองขึ้นมา แล้วเธอก็ยื่นพิซซ่าไปชนกับพิซซ่าในมือของเขา
“เชียร์”
“เชียร์นี่ใช้เวลาชนแก้วไม่ใช่เหรอ”เขาถามเธอเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายชนพิซซ่ากับเขาอยู่ อดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูไม่ได้
“ชนอะไรก็เชียร์ได้ทั้งนั้นแหละค่ะ”เธอพูดแล้วทานพิซซ่า เคี้ยวแก้มตุ่ย ลืมความบาดหมางกับเขาไปหมดสิ้นเพราะเธอคิดว่าในเมื่อเขาดีกับเธอ และเธอต้องพึ่งเขา ดีกันเอาไว้ก็ไม่เสียหาย
อธิปมองจานใส่พิซซ่าที่ว่างเปล่านั้นแล้วอมยิ้มที่เขากะจะทานแค่ชิ้นเดียว แต่กลับกลายเป็ว่าทานไปคนละสามชิ้นกับเธอคนที่บอกว่าไม่กินและติเื่เห็ด แต่ก็ทานอย่างเอร็ดอร่อยไปตั้งสามชิ้น
**********************
ในขณะเดียวกันนทีที่ไปส่งน้ำหนึ่งที่บ้านของเธอเขาจอดรถที่หน้าบ้านของเธอหลังจากที่เงียบมาตลอดทางที่ขับมาถึงที่นี่เพราะเขาไม่กล้าชวนเธอพูดคุยอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเื่งาน
อีกทั้งเขาขับรถช้าๆ เพื่อประวิงเวลาอยู่กับเธอแต่น้ำหนึ่งก็ไม่สังเกตเห็น เธอเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เป็ห่วงอธิปที่เขายังไม่หายดีและหวงเขาที่กลับบ้านไปอยู่กับโมนิคแบบสองต่อสองอย่างนั้น
“ขอบใจที่มาส่งพี่นะ”เธอบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้าเล็กน้อยเพราะผิดหวังที่อธิปไม่ได้มาส่งเธอในครั้งนี้
“พี่ดูเหนื่อยๆนะครับ” เขาพูดขึ้นมาแล้วยิ้มให้กับเธอ
น้ำหนึ่งลงจากรถไป นทีดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถมายืนส่งเธอเข้าบ้านทำให้เธอค่อนข้างประหลาดใจเล็กน้อยที่เขาดับเครื่องยนต์อย่างนั้นถ้าไม่ชวนเข้าไปในบ้านก็คงดูไร้มารยาท
“เข้าไปดื่มน้ำก่อนไหม” เธอชวนเขา
“ไม่เป็ไรหรอกครับ ผมเกรงใจคุณยาย”
“ยายน่าจะหลับไปแล้วล่ะ เข้ามาดื่มอะไรก่อนสิพี่มีเื่อยากถามนทีพอดี” เธอตัดสินใจชวนเขาเข้ามาในบ้านอย่างจริงจังเมื่อนึกได้ว่าบางทีเธออาจปรึกษาเขาได้
นทียิ้มร่าเขาเดินตามเธอเข้าไปในบ้านที่ปิดไฟในบ้านตามประสาบ้านที่มีคนแก่ที่มักกังวลเื่เปลืองไฟจึงเปิดไว้แค่ไฟหน้าบ้าน และไฟห้องน้ำที่ยายของน้ำหนึ่งจะใช้ตอนกลางคืนเท่านั้น
เธอไขประตูบ้านเข้าไปเปิดไฟที่ห้องโถงแล้วเชิญเขานั่งรอที่โซฟาก่อนจะไปหยิบน้ำในตู้เย็นรินใส่แก้วนำมาวางให้กับเขา
“นทีรู้ใช่ไหม ว่าพี่ชอบเชฟและที่ทำทุกอย่างทุกวันนี้ก็เพื่อเขา” เธอพูดขึ้นมาตรงๆ ทำให้นทีถึงกับนิ่งไป
“ครับ ผมพอดูออก” เขาพูดเสียงเบา แล้วยิ้มบางๆให้เธอ
“นทีว่าเชฟเขาพอจะมีใจให้พี่หรือเปล่าบอกพี่ตรงๆเลยนะ พี่อยากรู้” เธอถามเขาตรงๆ
นทีนิ่งไปเขาไม่รู้ควรตอบตรงๆอย่างที่เธอขอหรือว่าควรพูดถนอมน้ำใจอย่างไรไม่ให้เธอรู้สึกเ็ปเขาจึงพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป
“ผมว่าพี่หนึ่งควรตัดใจจากเชฟพี่ทำดีกับเขาอย่างชัดเจน ถ้าเขาจะรักพี่เขาคงรักไปนานแล้วผมอยากให้พี่เปิดใจมองคนอื่นบ้าง” เขาพูดเสียงเบาในตอนท้าย
“แต่พี่สู้มาจนถึงตอนนี้แล้วพี่ยังไม่ยอมถอยหรอก”
นทีมองเธอด้วยความใจหาย เธอถามเขาถึงความเป็ไปได้ที่อธิปจะรักชอบเธอเขาก็ตอบให้เธอรู้เพื่อให้ตัดใจ แต่เธอกลับไม่สนใจมัน
แล้วจะถามให้เขาเ็ปไปทำไมกัน
**********************