คำพูดประโยคหลังสุดของจันทร์เ้าแม้จะไม่ห้วนจนถึงกับระคายหู แต่ฟังความ ย่อมรู้ว่ามีนัยทว่าจอมพธูก็ไม่มีโอกาสได้แย้งสิ่งใด ฝ่ายน้องสาวนั้นเงียบกริบไม่พูดถึงสิ่งที่เ้าตัวดีใจอย่างที่เข้าห้องมาแต่แรก ทำให้จอมพธูนึกย้อนไปถึงหลายต่อหลายครั้งที่ผู้เป็น้องมักแสดงกิริยา หรือไม่ก็ทางวาจา ซึ่งชวนให้ขบคิดในทำนองเดียวกันนี้
จันทร์เ้าขยับตัวห่างออกไปหล่อนไปหยุดยืนที่ริมหน้าต่าง แหวกผ้าม่านสีนวลตาซึ่งยาวจากเพดานจรดพื้นแทรกตัวอยู่ตรงกลาง มุมนั้นจึงเห็นเงาเพียงเสี้ยวหนึ่งซึ่งได้รัศมีจากพระจันทร์ส่องเข้ามา
ดวงหน้ารูปไข่ ที่แต่งแต้มสีสันบางๆซึ่งเห็นไม่เต็มวงนั้น งามเหมือนพระจันทร์เดือนเสี้ยวสว่างอยู่บนผืนกำมะหยี่สีดำสนิท
คนเป็น้องทอดสายตามองไปยังแผ่นฟ้าเบื้องนอกด้วยใจเลื่อนลอย และความคิดนั้นก็กักเก็บอยู่กับตนลำพัง โดยที่ผู้เป็พี่ซึ่งนั่งมองอยู่ด้านหลังเงียบๆ ไม่มีทางเข้าใจ
จอมพธูเห็นน้องสาวนิ่งงัน จึงเอ่ยขึ้น“จันทร์เป็อะไรรึเปล่า มีเื่ไม่สบายใจอยู่ใช่ไหม”
ผู้ถามยังคงสังเกตอาการน้องสาวนั่งอยู่ที่เดิม มิได้ขยับตัวไปยืนในระยะใกล้ เพราะรู้สึกได้ว่าพักหลังน้องสาวมีอารมณ์อันแปรปรวน ยามดีก็ดีใจหาย ราวกับท้องฟ้าสว่างมีลมพัดมาโชยอ่อนเย็นชื่นใจ แต่ยามที่เ้าหล่อนหงุดหงิด ไม่ถูกใจอะไรก็ตามแต่ความร้ายกาจที่เคยเห็นเมื่อยามเด็ก คือการส่งเสียงกรีดร้องนั้นได้มลายหายสิ้นกลายเป็ความ ‘เงียบ’ ปรากฏตัวทุกครั้งไป
แต่เพียงไม่กี่นาทีจันทร์เ้าก็หมุนตัวกลับมา ทำลายความเงียบอันอึดอัดภายในห้อง ด้วยการพูดเื่อื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับความรู้สึกตน
“เมื่อครู่จันทร์เห็นห้องนอนของแม่ยังเปิดไฟอยู่เดี๋ยวขอตัวแวะไปคุยกับแม่นะ ก่อนที่แม่จะลืมหน้าลูกสาวคนนี้ไปซะฉิบ”
ด้วยความคิดดีต่อทุกคนในครอบครัวจอมพธูจึงไม่ทันเห็นวิธีมองด้วยหางตาจากฝ่ายผู้น้องที่ก้าวพรวดออกจากห้องโดยทิ้งท้ายคำเหน็บแนมไว้ลอยๆ
“คงต้องแวะไปประจบประแจงแม่ซะหน่อย”
แล้วชั่วประเดี๋ยวจอมพธูก็กลับมานั่งที่เก้าอี้ทำงานตามเดิมโดยเปิดสมุดเล่มหนาซึ่งจดรายชื่อร้านค้าต่างๆที่เคยประสานงานกันไว้โทร.ติดต่อขอรายละเอียดเพื่อเสาะหาเฟอร์นิเจอร์ที่ใกล้เคียงและเหมาะสมกับงานที่ได้รับวันนี้
แม้จะเป็การเริ่มต้นออกมารับงานด้วยตนเองเป็ครั้งแรกทั้งที่ไม่มีทีมงานเลยสักคน...แต่ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่มีมิตรมากกว่าศัตรูจึงทำให้หล่อนได้ผู้ร่วมงานจนครบอย่างรวดเร็วอีกทั้งร้านค้าที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายต่างยินดีและพร้อมใจสนับสนุนให้หล่อนใช้เครดิตการทำงานที่ผ่านมาเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์ตามใจชอบ
ระหว่างที่จดรายละเอียดข้อมูลต่างๆที่ค้นหาจากนิตยสารเกี่ยวกับการตกแต่งบ้านจำนวนหลายสิบเล่มซึ่งตั้งกองสูงเรียงข้างโต๊ะ สายตาซึ่งกวาดขึ้นลงอย่างไม่ตั้งใจบังเอิญเหลือบไปเห็นหนังสืออีกกองหนึ่ง ซึ่งวางไว้ห้าถึงหกเล่ม สันหนังสือขนาดหนาพอสมควรซึ่งเรียงติดกันทำให้เห็นภาษาอังกฤษตัวโต สะดุดตากับคำว่า ‘MADAM’
นิตยสารแฟชั่นซึ่งผงาดอยู่บนแผงหนังสือด้วยวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็เ้าของ โดยการแหวกแนววงการแฟชั่นด้วยลีลาเฉพาะตัวของรูปเล่มและเนื้อหา...แม้จะถือกำเนิดขึ้นเพียงแค่สามปีเศษ แต่ด้วยการตลาดชั้นเลิศทำให้ชื่อมาดาม เป็ที่ติดปากของนักอ่านจนเกลี้ยงแผงติดกันมายาวนาน
หล่อนขยับตัวลงไปนั่งกับพื้นดึงนิตยสารหัวนั้นออกมาเปิดโดยเร็ว เลือกเปิดเฉพาะหน้าแฟชั่นโดยไม่ได้ตั้งใจดูสักนิดว่าใครจะเป็แบบ สายตาไล่หาแต่ตัวหนังสือขนาดเล็ก ซึ่งขึ้นอยู่ในภาพท้ายๆของแต่ละเซ็ทนิ้วชี้ไล่ลงมาจนเจอรายชื่อที่้าหา
‘ช่างภาพ...คุณนามนิมิตภาพ’
หญิงสาวหาดูแฟชั่นทุกเซ็ทจากนิตยสารหัวนี้ทุกเล่มที่มีชื่อของ ‘ช่างภาพ’ หนุ่มขี้เก๊กคนนั้นเป็เ้าของผลงานเริ่มใส่ใจรายละเอียดของการถ่ายภาพโดยไม่รู้ตัว เห็นด้วยกับคำพูดของอานนท์เมื่อเย็นที่ว่าภาพถ่ายฝีมือนายนั่น เป็งานศิลปะที่แปลกตา มุมมองแปลกไม่ซ้ำใครแถมยังสุดโต่งเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเห็นได้ชัด
เผลออมยิ้มรู้สึกทึ่งและชื่นชมในฝีมือ แต่กลับพูดลอยๆกับตนเองด้วยความรู้สึกตรงกันข้ามว่า...
“โธ่เอ๋ย...นึกว่าจะถ่ายรูปสวยขนาดไหนกันเชียวมันก็เลอะเทอะเหมือนที่คุณพูดนั่นล่ะ”
......................................................จบตอนที่ 4