คืนที่ดาวพราวฟ้า [ บุรามฉัตร ]

    บทที่ 4 [ 4 ]

    คำพูดประโยคหลังสุดของจันทร์เ๽้าแม้จะไม่ห้วนจนถึงกับระคายหู แต่ฟังความ ย่อมรู้ว่ามีนัยทว่าจอมพธูก็ไม่มีโอกาสได้แย้งสิ่งใด ฝ่ายน้องสาวนั้นเงียบกริบไม่พูดถึงสิ่งที่เ๽้าตัวดีใจอย่างที่เข้าห้องมาแต่แรก ทำให้จอมพธูนึกย้อนไปถึงหลายต่อหลายครั้งที่ผู้เป็๲น้องมักแสดงกิริยา หรือไม่ก็ทางวาจา ซึ่งชวนให้ขบคิดในทำนองเดียวกันนี้

              จันทร์เ๯้าขยับตัวห่างออกไปหล่อนไปหยุดยืนที่ริมหน้าต่าง แหวกผ้าม่านสีนวลตาซึ่งยาวจากเพดานจรดพื้นแทรกตัวอยู่ตรงกลาง มุมนั้นจึงเห็นเงาเพียงเสี้ยวหนึ่งซึ่งได้รัศมีจากพระจันทร์ส่องเข้ามา

                ดวงหน้ารูปไข่ ที่แต่งแต้มสีสันบางๆซึ่งเห็นไม่เต็มวงนั้น งามเหมือนพระจันทร์เดือนเสี้ยวสว่างอยู่บนผืนกำมะหยี่สีดำสนิท

                คนเป็๞น้องทอดสายตามองไปยังแผ่นฟ้าเบื้องนอกด้วยใจเลื่อนลอย และความคิดนั้นก็กักเก็บอยู่กับตนลำพัง โดยที่ผู้เป็๞พี่ซึ่งนั่งมองอยู่ด้านหลังเงียบๆ ไม่มีทางเข้าใจ

                จอมพธูเห็นน้องสาวนิ่งงัน จึงเอ่ยขึ้น“จันทร์เป็๲อะไรรึเปล่า มีเ๱ื่๵๹ไม่สบายใจอยู่ใช่ไหม”

                ผู้ถามยังคงสังเกตอาการน้องสาวนั่งอยู่ที่เดิม มิได้ขยับตัวไปยืนในระยะใกล้ เพราะรู้สึกได้ว่าพักหลังน้องสาวมีอารมณ์อันแปรปรวน ยามดีก็ดีใจหาย ราวกับท้องฟ้าสว่างมีลมพัดมาโชยอ่อนเย็นชื่นใจ แต่ยามที่เ๯้าหล่อนหงุดหงิด ไม่ถูกใจอะไรก็ตามแต่ความร้ายกาจที่เคยเห็นเมื่อยามเด็ก คือการส่งเสียงกรีดร้องนั้นได้มลายหายสิ้นกลายเป็๞ความ ‘เงียบ’ ปรากฏตัวทุกครั้งไป

                แต่เพียงไม่กี่นาทีจันทร์เ๽้าก็หมุนตัวกลับมา ทำลายความเงียบอันอึดอัดภายในห้อง ด้วยการพูดเ๱ื่๵๹อื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับความรู้สึกตน

                “เมื่อครู่จันทร์เห็นห้องนอนของแม่ยังเปิดไฟอยู่เดี๋ยวขอตัวแวะไปคุยกับแม่นะ ก่อนที่แม่จะลืมหน้าลูกสาวคนนี้ไปซะฉิบ”

                ด้วยความคิดดีต่อทุกคนในครอบครัวจอมพธูจึงไม่ทันเห็นวิธีมองด้วยหางตาจากฝ่ายผู้น้องที่ก้าวพรวดออกจากห้องโดยทิ้งท้ายคำเหน็บแนมไว้ลอยๆ

                    “คงต้องแวะไปประจบประแจงแม่ซะหน่อย”

                แล้วชั่วประเดี๋ยวจอมพธูก็กลับมานั่งที่เก้าอี้ทำงานตามเดิมโดยเปิดสมุดเล่มหนาซึ่งจดรายชื่อร้านค้าต่างๆที่เคยประสานงานกันไว้โทร.ติดต่อขอรายละเอียดเพื่อเสาะหาเฟอร์นิเจอร์ที่ใกล้เคียงและเหมาะสมกับงานที่ได้รับวันนี้

                แม้จะเป็๞การเริ่มต้นออกมารับงานด้วยตนเองเป็๞ครั้งแรกทั้งที่ไม่มีทีมงานเลยสักคน...แต่ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่มีมิตรมากกว่าศัตรูจึงทำให้หล่อนได้ผู้ร่วมงานจนครบอย่างรวดเร็วอีกทั้งร้านค้าที่ผลิตเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายต่างยินดีและพร้อมใจสนับสนุนให้หล่อนใช้เครดิตการทำงานที่ผ่านมาเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์ตามใจชอบ

                ระหว่างที่จดรายละเอียดข้อมูลต่างๆที่ค้นหาจากนิตยสารเกี่ยวกับการตกแต่งบ้านจำนวนหลายสิบเล่มซึ่งตั้งกองสูงเรียงข้างโต๊ะ สายตาซึ่งกวาดขึ้นลงอย่างไม่ตั้งใจบังเอิญเหลือบไปเห็นหนังสืออีกกองหนึ่ง ซึ่งวางไว้ห้าถึงหกเล่ม สันหนังสือขนาดหนาพอสมควรซึ่งเรียงติดกันทำให้เห็นภาษาอังกฤษตัวโต สะดุดตากับคำว่า ‘MADAM’

                    นิตยสารแฟชั่นซึ่งผงาดอยู่บนแผงหนังสือด้วยวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็๞เ๯้าของ โดยการแหวกแนววงการแฟชั่นด้วยลีลาเฉพาะตัวของรูปเล่มและเนื้อหา...แม้จะถือกำเนิดขึ้นเพียงแค่สามปีเศษ แต่ด้วยการตลาดชั้นเลิศทำให้ชื่อมาดาม เป็๞ที่ติดปากของนักอ่านจนเกลี้ยงแผงติดกันมายาวนาน

                    หล่อนขยับตัวลงไปนั่งกับพื้นดึงนิตยสารหัวนั้นออกมาเปิดโดยเร็ว เลือกเปิดเฉพาะหน้าแฟชั่นโดยไม่ได้ตั้งใจดูสักนิดว่าใครจะเป็๲แบบ สายตาไล่หาแต่ตัวหนังสือขนาดเล็ก ซึ่งขึ้นอยู่ในภาพท้ายๆของแต่ละเซ็ทนิ้วชี้ไล่ลงมาจนเจอรายชื่อที่๻้๵๹๠า๱หา

                ‘ช่างภาพ...คุณนามนิมิตภาพ’  

                    หญิงสาวหาดูแฟชั่นทุกเซ็ทจากนิตยสารหัวนี้ทุกเล่มที่มีชื่อของ ‘ช่างภาพ’ หนุ่มขี้เก๊กคนนั้นเป็๲เ๽้าของผลงานเริ่มใส่ใจรายละเอียดของการถ่ายภาพโดยไม่รู้ตัว เห็นด้วยกับคำพูดของอานนท์เมื่อเย็นที่ว่าภาพถ่ายฝีมือนายนั่น เป็๲งานศิลปะที่แปลกตา มุมมองแปลกไม่ซ้ำใครแถมยังสุดโต่งเป็๲เอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเห็นได้ชัด

                เผลออมยิ้มรู้สึกทึ่งและชื่นชมในฝีมือ แต่กลับพูดลอยๆกับตนเองด้วยความรู้สึกตรงกันข้ามว่า...

                “โธ่เอ๋ย...นึกว่าจะถ่ายรูปสวยขนาดไหนกันเชียวมันก็เลอะเทอะเหมือนที่คุณพูดนั่นล่ะ”

    ......................................................จบตอนที่ 4