“แล้ว….เ้าจะบอกข้าว่าเ้าลักพาตัวข้ามาตามราชโองการของฝ่าา?”ใน่สายของอีกสามวันถัดมา ร่างโปร่งบางยืนเท้าเอวด้วยความหัวเสีย ขยี้ผมตัวเองพลางมองคนที่พยักหน้ารับคำพูดนั้นดวงตาสีเทาฉายแววไม่พอใจอย่างยิ่งยวดแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ไปมากกว่าเอ่ยถามเื่ราวกับอีกฝ่าย
เมื่อสามวันก่อนเฟิงหลันได้รับราชโองการจากฝ่าาอย่างเร่งด่วนเนื้อความภายในราชโองการที่ประทับตราแล้วนั้นเขียนอย่างชัดเจนว่าให้ลักพาตัวประมุขของถังเหมินเยว่เฟยหลิง ไปยังแคว้นจ้าวที่อยู่ทางทิศตะวันออกของชิงหลงและทำภารกิจสำคัญจนกว่าจะมีสารเรียกตัวกลับ เฟิงหลันกุมขมับอยู่หลายเค่อจะให้ลักพาตัวประมุขของถังเหมินที่เป็ถึงมือสังหารประจำพระองค์ของฝ่าาอย่างนั้นรึแล้วฝ่าายังเป็ผู้ออกราชโองการเองด้วย จะให้เขาไปหาที่ตายหรืออย่างไรแล้วมีภารกิจสำคัญอะไรถึงได้สั่งให้เขาไปลักพาตัวเยว่เฟยหลิงมาแบบนี้
นับว่ายังโชคดีที่วันนั้นเยว่เฟยหลิงได้รับาเ็จากการที่ช่วยปกป้องฝ่าาจึงทำให้เหนื่อยล้าและหลับสนิทประกอบกับยาตัวหนึ่งที่ฝ่าาให้มาด้วยเฟิงหลันจึงสามารถวางยาประมุขน้อยและพาเขามาที่แคว้นจ้าวได้สำเร็จกว่าเยว่เฟยหลิงจะได้สติพวกเขาก็อยู่ที่แคว้นจ้าวกันแล้ว
คนที่ถูกลักพาตัวมาตอนนี้กำลังยืนอ่านราชโองการที่มีเพียงสองบรรทัดด้วยความหัวเสียบรรทัดแรกเป็คำสั่งให้ลักพาตัวเขาเขียนด้วยตัวอักษรที่สื่อความหมายตรงๆว่าให้ลักพาตัวประมุขแห่งถังเหมินมาที่แคว้นจ้าวบรรทัดที่สองเป็คำสั่งภารกิจที่เขียนมาแค่ว่าให้ทำภารกิจที่แคว้นจ้าวจนกว่าจะมีสารเรียกตัวกลับ
บอกให้มาทำภารกิจที่แคว้นจ้าวอย่างนั้นรึภารกิจอะไรกัน!
“ภารกิจอย่างนั้นรึภารกิจอะไรกัน!” เยว่เฟยหลิงกำราชโองการแน่นมองหน้าเฟิงหลันที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นเดียวกันเยว่เฟยหลิงคิดว่าตัวเฟิงหลันคงจะถูกไหว้วานเื่นี้มาโดยที่เ้าตัวไม่ทันได้เตรียมใจและต้องลงมือในทันทีเพราะในราชโองการเขียนเอาไว้ว่าให้พาตัวเขามาที่แคว้นจ้าวภายในสองวันถังเหมินตั้งอยู่อีกทิศของแคว้นจ้าวเลยด้วยซ้ำปกติแล้วควรใช้เวลาแปดถึงเก้าวันในการเดินทางจากเขตตะวันตกมาเขตตะวันออกแบบนี้เฟิงหลันอาจจะใช้เส้นทางที่ประมุขมักใช้ยามเร่งด่วนในการพาเขามาถึงชายแดนตะวันออกและที่สำคัญ
ตอนนี้พวกเขากลายเป็คนที่ลักลอบเข้าเมืองของแคว้นจ้าวไปเสียแล้ว
ด้วยระยะเวลาแค่สองวัน กว่าจะตรวจสอบเอกสารเข้าเมืองก็ต้องใช้เวลาถึงสิบวันเป็ไปไม่ได้ที่พวกเขาจะอยู่ที่แคว้นจ้าวอย่างถูกกฎดังนั้นพวกเขาจึงเป็คนที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย
“เ้าทำยังไงถึงพาข้ามาที่แคว้นจ้าวได้โดยที่ไม่มีใครรู้”
“ใช้เส้นทางฉุกเฉินของประมุขแล้วก็ซ่อนตัวอยู่ในหีบสินค้าของพ่อค้าที่จะเดินทางมาที่แคว้นจ้าวข้ากลัวอยู่ว่าประมุขน้อยจะตื่นขึ้นมากลางทางหรือเปล่า” ซ่อนตัวในหีบสินค้าอย่างนั้นรึช่างคิดหาวิธีการเสียจริง
“คงไม่ใช่พ่อค้าที่มาจากชิงหลงกระมัง”
“ย่อมไม่ใช่แม้แคว้นจ้าวจะอยู่ติดกับชิงหลง แต่ด้วยสถานการณ์ที่เป็อยู่เรากับแคว้นจ้าวจึงไม่ได้ติดต่อกันมาเป็เวลานานพ่อค้าที่พาเรามามาจากแคว้นฉู่ที่อยู่ถัดไปอีก” เฟิงหลันอธิบายให้ฟังเห็นประมุขน้อยใจเย็นลงได้เขาก็หายใจหายคอขึ้นได้บ้าง
ใครจะอยากให้ประมุขแห่งถังเหมินผู้นี้พิโรธขึ้นมากันล่ะ
“แล้วตอนนี้เราอยู่ที่ไหน”
“เมืองชายแดนตะวันตกของแคว้นจ้าวสถานการณ์มันเร่งด่วน ของหลายอย่างข้าเอามาให้ท่านตามที่เอามาได้แต่คงจะใช้ที่นี่ได้ไม่สะดวกนัก” เยว่เฟยหลิงเข้าใจที่เฟิงหลันอยากจะพูดพวกเขามาที่แคว้นจ้าวในฐานะคนลักลอบเข้าเมือง เอกสารเข้าเมืองย่อมไม่มีป้ายประจำตัวก็ไม่สามารถเปิดเผยได้หรือแม้แต่อาวุธก็ไม่สามารถเอามาใช้ได้ต่อหน้าคนอื่นแค่เห็นหน้าไม้สีเงินกับกระบี่จันทร์เสี้ยวต่อให้ไม่ได้ติดต่อกันมานานแค่ไหนคนของแคว้นจ้าวจะไม่รู้เชียวหรือว่าพวกเขาเป็ใคร
ฝ่าาสั่งให้พวกเขามาทำภารกิจที่แคว้นจ้าวแบบนี้เกรงว่าคงไม่ใช่แค่ภารกิจธรรมดาทั่วไปแต่ปัญหาของพวกเขาในตอนนี้คือพวกเขาไม่รู้ว่าภารกิจที่องค์จักรพรรดิ้าให้ทำเป็ภารกิจอะไร
หรือว่ามันจะเป็ภารกิจลับที่ไม่สามารถบอกออกมาตรงๆได้
ที่ผ่านมาองค์จักรพรรดิไม่เคยเอ่ยถึงความกังวลที่มีต่อแคว้นจ้าวมาก่อนแคว้นจ้าวเป็แคว้นเล็กๆที่มีพื้นที่ไม่ถึงหนึ่งในสี่ของชิงหลงไม่ได้เป็ศัตรูกับชิงหลง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่มิตรแคว้นจ้าวอยู่มาได้เพราะไม่ได้เข้าข้างแคว้นมหาอำนาจ ปกครองด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งความช่วยเหลือจากแคว้นใหญ่ๆที่ผ่านมาแคว้นจ้าวก็สงบเสงี่ยมดีมาตลอดแล้วอะไรกันที่ทำให้ฟู่หลิงรั่วถึงกับต้องให้พวกเขามาที่นี่
แม้จะหงุดหงิดอย่างไรเยว่เฟยหลิงก็รู้ว่าเขาไม่สามารถกลับไปที่ชิงหลงได้ในตอนนี้หากฟู่หลิงรั่วส่งแม้กระทั่งมือสังหารประจำพระองค์มาแบบนี้ย่อมไม่ใช่แค่เื่ธรรมดานอกจากนั้นคนที่มากับเขายังเป็ถึงผู้รักษาการแทนเหนือหัวที่ฝีมือทัดเทียมกับเทพสังหารของชิงหลงระยะเวลาของภารกิจพวกเขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามากแค่ไหนทางเดียวในตอนนี้พวกเขาต้องเริ่มสืบสถานการณ์ภายในของแคว้นจ้าวถึงจะรู้ว่าแท้จริงแล้วองค์จักรพรรดิ้าให้พวกเขามาทำอะไร
“สถานการณ์ตอนนี้เราเป็คนลักลอบเข้าเมืองท่านเองก็ได้รับาเ็ เราควรมีที่ปลอดภัยเพื่อซ่อนตัวก่อนอย่างน้อยก็ให้ท่านได้รักษาแผล”
“ข้าอายุน้อยกว่าเ้าไม่ต้องเรียกข้าแบบนั้นก็ได้” เยว่เฟยหลิงก็พอรู้อยู่บ้างว่าชายผู้นี้เป็คนที่สุภาพแตกต่างจากสวี่ชิงเค่อผู้เป็ประมุขแล้วเยว่เฟยหลิงก็ไม่ได้ติดใจอะไรที่อีกฝ่ายจะเรียกเขาด้วยคำที่อายุน้อยกว่า
“ทำไมสีตาของเ้าถึงเป็แบบนั้น”เยว่เฟยหลิงเอ่ยทักดวงตาของเฟิงหลันเดิมทีมันเป็สองสีซึ่งเขาก็จำได้แต่ในตอนนี้มันกลายเป็สีดำราวกับถูกปกปิดด้วยวิชาบางอย่าง
เฟิงหลันชูบางอย่างให้ดูมันเป็สร้อยเส้นหนึ่งที่ไม่สะดุดตานัก
“มันเป็ของพิเศษที่พวกเรามักจะใช้เมื่อต้องปกปิดสีของดวงตาด้วยฤทธิ์ของมันจะทำให้สีตาของิเอี้ยวถูกบดบังเป็เพียงแค่สีดำธรรมดาอาวุธบ่งบอกตัวตนของพวกเราได้ สีของดวงตาก็เช่นกัน”
“มีของที่สะดวกแบบนี้ด้วยรึ”
“ปกติแล้วหากไม่ใช่ภารกิจที่สำคัญหรือต้องลอบสืบข่าวที่ต่างแคว้นมันจะถูกเก็บไว้ในคลังข้าเพิ่งจะเอาไปซ่อมแซมยังไม่ทันได้เอาไปเก็บที่คลังก็มีอันต้องมาที่นี่กับประมุขน้อยก่อน”
“แล้วเ้าคิดยังไงกับเื่นี้”เฟิงหลันส่ายหน้า
“ที่ผ่านมาฝ่าาไม่ได้เอ่ยอะไรกับประมุขน้อยเกี่ยวกับแคว้นจ้าวบ้างเลยหรือ?”คราวนี้เยว่เฟยหลิงส่ายหน้า
“ที่ผ่านมาข้าก็มาสืบข่าวที่ชายแดนบ้างแต่ทุกอย่างก็ปกติดี ฟู่หลิงรั่วก็ไม่เคยเอ่ยถึงแคว้นจ้าวแล้วก็ไม่มีแผนที่จะโจมตีแคว้นจ้าวด้วยข้าก็ยังคิดไม่ออกว่าเป็ภารกิจอะไรที่ฟู่หลิงรั่ว้าให้เราทำ”
“ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลอะไรในมือเคลื่อนไหวให้ระวังที่สุดจะดีกว่า”
“ที่ปลอดภัยสำหรับซ่อนตัวคงมีไม่มากข้าในตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะเคลื่อนไหวอีกด้วย”
“เรายังอยู่ที่นี่ได้อีกสองสามวันโดยที่ไม่ถูกจับได้ถึงจะเป็เขตชายแดนแต่ที่กลางป่าแบบนี้ไม่มีใครมาตรวจสอบหรอก” เยว่เฟยหลิงมองไปรอบๆที่ที่พวกเขาอยู่เป็บ้านไม้เก่าๆที่น่าจะเป็บ้านไว้สำหรับหลบลมหลบฝนสำหรับคนเดินป่าที่เฟิงหลันเลือกที่นี่เพราะพวกทหารไม่ได้ลาดตระเวนมาถึงแถวนี้ดังนั้นจึงปลอดภัยไปได้อีกสักระยะ
แต่อย่างไรคนหนึ่งก็เป็มือสังหารประจำพระองค์อีกคนก็เป็ถึงรองประมุขของิเอี้ยวหากพวกเขาถูกจับได้ก็เสียชื่อมือสังหารของชิงหลงแล้ว
เยว่เฟยหลิงตรวจดูของที่เขามีติดตัวมาป้ายประจำตัวกับหน้าไม้เขาไม่อาจเสี่ยงให้ใครเห็นได้ต้องเก็บไว้กับตัวให้มิดชิดที่สุด ชุดที่เคยใส่ไม่ต้องพูดถึงโดดเด่นถึงขนาดนี้ย่อมใส่ที่นี่ไม่ได้ ยังดีที่เฟิงหลันเตรียมพร้อมเอาไว้หลายอย่างชุดพื้นเมืองของแถบชายแดนนี้เฟิงหลันก็หามาเตรียมไว้ให้แล้วแต่ก็เพราะความเร่งรีบพวกเขาจึงมีเงินติดตัวไม่มากต้องเก็บสำรองทุนไว้ใช้สำหรับเดินทางด้วย อีกทั้งที่นี่คือชายแดนการที่จะสืบข่าวคราวภายในแคว้นจ้าวคงไม่ได้อะไรมากนักเร่งเดินทางไปให้ถึงเมืองหลวงจะดีที่สุด
แต่ข้อมูลภายในชายแดนก็ไม่อาจปล่อยทิ้งไปได้สืบสถานการณ์ภายในชายแดนให้ได้มากที่สุดแล้วรีบออกเดินทางไปเมืองหลวงจะดีกว่า
“แล้วที่ชายแดนนี่เป็อย่างไรบ้าง”เยว่เฟยหลิงเปลี่ยนชุดเป็ชุดพื้นเมืองของชายแดนเช่นเดียวกับเฟิงหลันรวบผมต่ำๆไม่ยุ่งยากเหมือนตอนที่อยู่ถังเหมิน
“กำลังทางการทหารแ่ามากการตรวจคนเข้าเมืองก็เข้มงวด ในหนึ่งชั่วยามมีทหารลาดตระเวนสิบสองชุดชุดละยี่สิบสี่คน” เยว่เฟยหลิงมองคนพูด นั่นมันอะไรกันถึงแม้การป้องกันจะไม่ได้มากเท่าวังหลวงที่ใช้คนลาดตระเวนสามสิบสองชุดก็เถอะแต่กับเมืองชายแดนเช่นนี้ใช้ถึงสิบสองชุดเชียวรึแม้แต่ชิงหลงยังใช้แค่แปดชุดเท่านั้นเอง แล้วยังลาดตระเวนทุกๆสองชั่วยามด้วยที่ชายแดนมีกำลังคนลาดตระเวนถึงเพียงนี้เชียวแล้วทำไมถึงได้ลาดตระเวนเข้มงวดถึงขนาดนั้น
“หนึ่งชั่วยามสิบสองชุด?”
“ข้ายังสงสัยว่าทำไมถึงได้มีกำลังคนถึงขนาดนั้นแล้วที่นี่ยังเป็เขตชายแดน การลาดตระเวนก็ไม่ได้ทำไปเพื่อค้นหาศัตรูแต่เป็การปกป้องตัวเอง”
“กำลังทหารของแคว้นจ้าวมีไม่เท่าชิงหลงแต่ยังจัดเวรยามถึงชุดละยี่สิบสี่คนเหมือนกับแคว้นใหญ่ไม่มากเกินไปสำหรับการลาดตระเวนในแคว้นเล็กๆแบบนี้รึ?”
“ที่ข้าสืบมาได้ก็มีแค่นี้เื่อื่นต้องรอหลังจากประมุขน้อยหายดีก่อน” เฟิงหลันไม่ได้สืบอะไรมามากเพราะต้องคอยดูแลเยว่เฟยหลิงที่ยังไม่ได้สติอยู่
“ประมุขน้อยพักอีกสักหน่อยเถอะแผลยังไม่หายดี ที่ชายแดนก็พอมีมือสังหารอยู่บ้างคงไม่ดีหากประมุขน้อยที่าเ็อยู่ถูกเล่นงาน” เยว่เฟยหลิงพยักหน้าโดยที่ไม่คัดค้านอะไรตอนนี้เขาต้องเตรียมร่างกายตัวเองให้พร้อมเพื่อไปสืบข่าวของแคว้นจ้าวจะได้ลงมือค้นหาภารกิจที่ฟู่หลิงรั่ว้าให้เขาทำเสียที
ผ่านไปสองวันอาการของเยว่เฟยหลิงก็ดีขึ้นวันนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะออกไปสืบข่าวของชายแดนแคว้นจ้าวด้วยตัวเองหลังจากที่ให้เฟิงหลันช่วยสืบข่าวมาให้ในระหว่างที่เขากำลังพักฟื้น
“ข้าจะไปดูที่โรงสุรา ประมุขน้อยจะเอาอย่างไร” โรงสุราเป็สถานที่ที่พวกทหารมักจะมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารหากเฟิงหลันไปที่นั่นคงจะไม่เป็ไรตราบเท่าที่พวกเขาไม่เปิดเผยตัวย่อมไม่เกิดการปะทะขึ้นได้โดยง่าย
“หอคณิกา” เฟิงหลันหันมามองเริ่มสืบก็คิดจะไปที่หอคณิกาเลยรึ
“เดิมทีหอคณิกามักจะมีข่าวสารต่างๆไหลเวียนอยู่พวกเราเองก็รั้งอยู่ที่นี่นานไม่ได้ สืบข่าวให้ไวหน่อยเถอะ”
“ที่นั่นพวกทหารมักจะมาหาความสำราญ ร่างกายก็กำยำสูงใหญ่ประมุขน้อยระวังตัวไว้เสียหน่อยก็ดี” ทหารของแคว้นจ้าวขนาดตัวใหญ่กว่าทหารของฉางหวั่นเสียอีกเฟิงหลันนึกว่าเป็หมีตัวโตๆที่หลุดออกมาจากป่า
เพราะเยว่เฟยหลิงาเ็อยู่เฟิงหลันจึงตามมาอยู่ห่างๆจนกระทั่งมั่นใจว่าประมุขน้อยลอบเข้าไปที่หอคณิกาได้สำเร็จแล้วจึงไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อทางด้านเยว่เฟยหลิงที่ลอบเข้ามาภายในหอคณิกาก็กำลังสอดส่องสายตาไปรอบๆเพื่อวางแผน
ถึงจะเป็หอคณิกาของชายแดนแต่เยว่เฟยหลิงยอมรับว่าที่นี่ไม่เลวทีเดียว ดูหรูหรา สะอาดสะอ้านเหล่านางคณิกาต่างก็แต่งกายอย่างงดงาม ใบหน้าสดใสผุดผ่องราวกับสาวแรกรุ่นแล้วที่หอคณิกาแห่งนี้ยังแยกออกเป็หอตะวันออกและหอตะวันตก หอตะวันออกรวบรวมสาวงามส่วนหอตะวันตกรวบรวมหนุ่มงามที่ชิงหลงมีหอคณิกาชายก็จริงแต่มีแค่ที่เมืองหลวงเท่านั้นด้วยนิสัยของบุรุษแห่งชิงหลงค่อนข้างถือเื่ศักดิ์ศรีการที่จะยอมอยู่ใต้ร่างบุรุษด้วยกันหากไม่ใช่คนรักมีหรือจะยอมการที่มีหอคณิกาชายอยู่ที่ชายแดนแบบนี้ เยว่เฟยหลิงเดาไม่ออกเลยว่าเกิดจากความเต็มใจของชายเ่าั้หรือเป็การบังคับซื้อตัวมากันแน่
หลังจากที่สำรวจคร่าวๆแล้วเยว่เฟยหลิงก็ตัดสินใจไปที่หอตะวันตกฉกชุดของคนใช้ในหอคณิกามาก่อนจะแฝงตัวถือถาดเหล้าเดินตามคนใช้คนอื่นๆไป
ที่หอตะวันตกกลิ่นหอมๆหวานๆจะแรงกว่าที่หอตะวันออกกลิ่นหอมเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นอ่อนๆแต่คนใช้ภายในหอคณิกาจะได้รับยาชนิดหนึ่งที่กลิ่นหวานๆพวกนี้จะไม่มีผลแต่สำหรับเยว่เฟยหลิงแล้วถึงจะไม่มียาแต่กลิ่นพวกนี้ก็ย่อมทำอะไรเขาไม่ได้
การปลอมตัวเป็ชายคณิกาย่อมที่จะเข้าใกล้พวกทหารได้ง่ายกว่าแต่สำหรับชายคณิกาแล้วหากได้ก้าวเข้าห้องไปพร้อมกับแขกตราบเท่าที่ยังไม่ถึงรุ่งสางย่อมไม่มีทางได้ก้าวออกจากห้องเยว่เฟยหลิงหาทางออกมาได้แน่ แต่เขาจะทำเื่วุ่นวายอย่างการเข้าๆออกๆห้องไปทำไมยิ่งในตอนนี้ยังไม่รู้ว่าภารกิจสำคัญที่ฟู่หลิงรั่ว้าให้ทำคืออะไรไม่รู้ว่าจะถูกเรียกตัวกลับตอนไหน พวกเขาต้องทำงานแข่งกับเวลา อะไรที่จะไม่ทำให้ยุ่งยากวุ่นวายเขาย่อมเลือกทางนั้นมากกว่า
ภายในห้องหับมากมายที่เยว่เฟยหลิงเดินผ่านไม่มีข้อมูลอะไรที่เขา้าจนกระทั่งเดินวนไปวนมาได้พักหนึ่งเขาก็ได้เื่ขึ้นมาบ้าง
แม้ว่าเื่ที่ได้มาจะมาจากคนใช้ไม่ใช่พวกทหารก็เถอะ
“เ้าไปอยู่ที่ไหนมากันไม่รู้หรือว่าแคว้นจ้าวของเราเปลี่ยนฮ่องเต้พระองค์ใหม่แล้ว” ด้วยความที่ใบหน้าค่าตาของเยว่เฟยหลิงนั้นดูเด็กมากเขาจึงเหมือนคนที่ไม่รู้อะไรอย่างที่อีกฝ่ายว่าร่างโปร่งทำหน้าตาเขินอายเป็เชิงว่าเขาไม่ได้สนใจเื่นี้จึงไม่รู้อะไรเลย
“ข้าคงออกท่องเที่ยวนานเกินไป นี่เปลี่ยนรัชสมัยใหม่แล้วรึ?”
“ตอนนี้เป็ฮ่องเต้หรงอี้ เ้านี่ไม่รู้เื่รู้ราวเอาเสียเลย”
“โธ่ คนจากบ้านไปนาน ท่านอย่าว่าข้านักเลย” เยว่เฟยหลิงตีไหล่อีกฝ่ายอย่างสนิทสนมเพราะไม่รู้ถึงต้องมาหาข้อมูลนี่อย่างไรเล่า
“แล้ว...ฮ่องเต้พระองค์ก่อนเกิดอะไรขึ้นรึ?”
“เ้านี่…!” มือของคนใช้ผู้นั้นตีแปะเข้าที่ไหล่ของเยว่เฟยหลิงแล้วเอามือแตะปากเป็เชิงให้เบาเสียงลงหน่อยเยว่เฟยหลิงก็เบาเสียงลงตาม หรือว่าจะมีเื่อะไรเกิดขึ้น
“เ้าออกไปท่องเที่ยวอย่างไรถึงได้ไม่รู้ว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ไปั้แ่หนึ่งปีก่อนแล้วมันน่าตีนัก”
“โอ๊ยๆ น่าตีไม่ได้แปลว่าต้องตีจริงๆนะท่าน” เยว่เฟยหลิงแกล้งร้องโอดโอยเมื่อถูกตีนี่กล้าลงมือกับมือสังหารเช่นข้ารึ เดี๋ยวจะโดนมิใช่น้อย
“เ้าเด็กไม่ได้ความ ฝ่าาทรงรับสั่งห้ามเอ่ยถึงเื่นี้ถ้าไม่อยากถูกพวกทหารพาตัวไปก็อย่าเอ่ยถึงเื่นี้อีก” อีกฝ่ายห้ามปรามเยว่เฟยหลิงอมลมให้ดูน่ารัก ถามไม่ได้เลยรึ
“แล้ว...มันดีหรือไม่ดีล่ะท่าน”
“เ้าหนูนี่!”
“ตีข้าอีกแล้ว” ประมุขน้อยลูบแขนปอยๆไยคนที่นี่ชอบลงไม้ลงมือนัก
“ฟังข้านะเ้าเด็กโง่ ฮ่องเต้พระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์เพราะโรคร้ายองค์รัชทายาทจึงขึ้นสืบทอดบัลลังก์ ทีนี้เ้าเข้าใจหรือยัง ฝ่าาจากไปกะทันหันองค์รัชทายาททรงปวดพระทัยจึงสั่งห้ามทุกคนเอ่ยถึงฮ่องเต้พระองค์ก่อน” เยว่เฟยหลิงแกล้งพยักหน้าเป็เชิงเข้าใจก่อนที่อีกฝ่ายจะไล่เขาให้กลับไปทำงานสำหรับมือสังหารประจำตัวองค์จักรพรรดิอย่างเขา การสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันของบิดาแห่งแผ่นดินย่อมไม่ใช่เพียงแค่เื่ผิวเผิน
มันต้องเกี่ยวกับเื่ที่ฟู่หลิงรั่ว้าให้เขาทำอย่างแน่นอน
พอสืบเื่ภายในหอคณิกาอยู่หลายชั่วยามเยว่เฟยหลิงก็ตัดสินใจกลับไปยังที่ซ่อนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเฟิงหลันแต่พอกลับมาถึงพบว่าเฟิงหลันกำลังเตรียมอาหารมื้อดึกอยู่
“เรียบร้อยแล้วรึประมุขน้อย” เฟิงหลันเงยหน้าจากโต๊ะที่กำลังจัดอย่างตั้งใจมาทักทายเยว่เฟยหลิงที่เพิ่งเดินเข้ามา
“กลับมานานแล้วรึ”
“ไม่นานเท่าไหร่ ยังไม่ถึงชั่วยามเลย” เคยได้ยินมาว่าผู้รักษาการแทนเหนือหัวชอบทำอาหารไม่คิดว่าจะเป็เื่จริง
“ข่าวลือเป็จริงสินะ”
“หืม?”
“เื่ที่ว่าผู้รักษาการแทนเหนือหัวมักใช้เวลาว่างไปกับการเข้าครัว”บุรุษตัวโตๆอย่างเฟิงหลันที่ให้ภาพลักษณ์เหมือนหมาป่ากระหายเืผู้นั้น…….
แต่พอมองดูอีกทีก็ไม่เหมือนเท่าไหร่…..
ช่างมันเถอะ
“มีข่าวลือเช่นนั้นด้วยรึ?” เฟิงหลันส่งสายตางงๆมาให้เยว่เฟยหลิงมองกับข้าวที่อยู่บนโต๊ะ แอบชิมไปอย่างหนึ่ง
“ไม่เลว”
“ประมุขน้อยสืบข่าวมาั้แ่่เย็น พักกินอะไรสักหน่อยเถอะ” กับข้าวหลากหลายอย่างถูกวางลงบนโต๊ะเยว่เฟยหลิงไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่าย นั่งลงกินข้าวแต่โดยดี ก่อนจะเอ่ยปากถาม
“ไปได้ของพวกนี้มาจากไหน”
“ในป่ามีอะไรมากมาย ดูให้ดีหน่อยก็ได้กับข้าวมาเพียบแล้ว” ไม่คิดอยากจะผันตัวเองจากมือสังหารเป็พ่อบ้านบ้างรึ
ปกติแล้วนอกจากอาหารฝีมือของฉางลี่อินกับแม่นมเยว่เฟยหลิงก็ไม่ไว้ใจกินอาหารฝีมือใครทั้งนั้นอีกทั้งการที่จะหาคนทำอาหารได้ถูกปากเขาก็แทบจะไม่มีน้อยนักที่เยว่เฟยหลิงจะยอมกินอาหารฝีมือคนอื่นแบบนี้
แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝีมือของเฟิงหลันอร่อยยิ่งกว่าพ่อครัวที่วังหลวงเสียอีก
“ถูกปากหรือเปล่าประมุขน้อย”
“อืม สมแล้วที่มักใช้เวลาว่างไปกับการเข้าครัว” ระหว่างที่พูดก็คีบกับข้าวอย่างหนึ่งใส่ชามข้าวตัวเองอยู่กับเฟิงหลันท่าทางเขาคงไม่อดตายง่ายๆ
“แล้วเื่ที่ประมุขน้อยไปสืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง” เยว่เฟยหลิงกลืนกับข้าวลงคอก่อนจะเริ่มบอกข้อมูลที่เขาไปสืบมาได้วันนี้
“แคว้นจ้าวเปลี่ยนรัชสมัยเป็ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เมื่อหนึ่งปีก่อนนามว่าหรงอี้ ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงสิ้นพระชนม์ด้วยโรคร้ายองค์รัชทายาทจึงขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากบิดาได้ยินมาว่าฮ่องเต้หรงอี้ให้ความสำคัญกับกองกำลังทางการทหารแล้วยังเพิ่มเบี้ยเงินเดือนให้กับทหารข้าถึงไม่แปลกใจว่าทำไมที่ชายแดนถึงได้มีกำลังคนเยอะนัก”
“ไม่ใช่แค่กองกำลังทางการทหารแม้แต่ความเป็อยู่ของประชาชนยังดูแลเป็อย่างดี พวกทหารชมเชยกันไม่หยุดปากขนาดเป็เขตชายแดนยังมีทหารที่ยินยอมมาประจำการ บำเน็จบำนานก็มีพร้อมเรียกว่าผู้เป็ทหารจะอยู่ดีกินดีไปชั่วชีวิต”
“ในหนึ่งปีสามารถเปลี่ยนแคว้นจ้าวไปได้ถึงขนาดนี้เื่นี้คงไม่ใช่แค่ธรรมดาแล้ว” เยว่เฟยหลิงถอนหายใจเพียงไม่นานกับข้าวบนโต๊ะก็หมดเกลี้ยงทั้งสองยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวราวกับกำลังทบทวนสิ่งที่รู้มาในวันนี้
ฮ่องเต้หรงอี้ที่เพิ่งขึ้นครองบัลลังก์ได้แค่หนึ่งปีแต่กลับเปลี่ยนแคว้นจ้าวได้ราวกับพลิกฝ่ามือ ให้ความสำคัญกับกองกำลังทางการทหารใส่ใจเื่การเกษตรอันเป็พื้นฐานของการสร้างเสบียงประชาชนยังอยู่ดีกินดีแม้ว่าจะเสริมอำนาจทางการทหารเพิ่มมากขึ้นเท่าที่เยว่เฟยหลิงเห็นภายในเมืองผู้คนก็อยู่ดีกินดีไม่เห็นคนยากคนจนภายในเมืองเลยด้วยความเป็อยู่นับว่าสุขสบายยิ่งกว่าจะเรียกว่าเมืองชายแดนเสียอีก
เื่ดีๆแบบนี้เกิดขึ้นเพราะฮ่องเต้เป็คนดี หรือเพราะมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงกันแน่