วีรบุรุษอหังการ

    35 เจ็ดกระบวนท่าชี้ชะตา


            วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินกำลังนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ไม้หน้าเวทีประลอง ด้านซ้ายมือของเขาคือกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน  ถัดไปเป็นรองเจ้าสำนักกระบี่อมตะหลิวจิ้นป้าน มีเพียงสามคนนี้เท่านั้นที่นั่งเด่นตระหง่านเช่นนี้ได้  บุคคลอื่นยังไม่คู่ควร  ล้วนนั่งอยู่บนพื้นอย่างสงบเสงี่ยม


            ลานฝึกยุทธ์ของสำนักกระบี่อมตะอันกว้างขวาง  บัดนี้เต็มไปด้วยศิษย์นับพันที่นั่งขัดสมาธิอย่างสงบ  เว้นช่องทางเดินกว้างสามวาเอาไว้  ทางเดินจากประตูทางเข้าถึงเวทีประลองกลางลานฝึกยุทธ์ 


            สองวันก่อนตัวแทนของพรรคมารส่งสารท้าประลองมาถึงเจ้าสำนักกระบี่อมตะ  เป็นการท้าประลองที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มันพัวพันถึงชื่อเสียงเกียรติยศของเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่  คำท้าประลองจากพรรคมารนั้นรวบรัดชัดเจน  ผลแพ้ชนะวัดกันเพียงเจ็ดกระบวนท่า  ไม่มีเดิมพันใด ๆ ทั้งสิ้น  เดิมพันเดียวที่มีคือชื่อเสียง  ทั้งสองใช้ชื่อเสียงของตนเองเป็นเดิมพัน  คู่ต่อสู้ในครั้งนี้เป็นสุดยอดฝีมือแห่งยุค  หนึ่งในสามผู้คุมกฎแห่งพรรคมาร  กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่  คนผู้นี้เป็นมือกระบี่ที่เคยทำร้ายหลิวหนิงเทียนบาดเจ็บในสงครามครั้งสุดท้าย  กลายเป็นความทรงจำเลวร้ายที่ฝังใจมาเนิ่นนาน  เมื่อมีโอกาสล้างตาอีกครั้ง  แม้แต่คนมองการณ์ไกลอย่างหลิวหนิงเทียนยังไม่อาจปฏิเสธได้ คราครั้งนั้นตนเองเพิ่งออกท่องยุทธภพได้ไม่นาน  ความสำเร็จเชิงกระบี่ยังถือว่ามีไม่มากนัก  เมื่อเผชิญกับยอดฝีมือพรรคมารผู้นี้  จึงพ่ายแพ้อย่างหมดท่า  หากไม่ได้วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินมาช่วยเอาไว้  คงทอดกายเป็นซากศพ ณ เนินหมื่นศพไปแล้ว


            ทั้งสองย่อมรู้ว่านี่เป็นแผนการร้ายของพวกมาร  หากหลิวหนิงเทียนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้  ขวัญกำลังใจของลูกศิษย์ย่อมถูกทำลายไปจนหมดสิ้น  แพ้พ่ายตั้งแต่ยังไม่ทันได้สู้รบ  หากหลิวหนิงเทียนเป็นฝ่ายได้ชัย  ก็ต้องได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย  พอเข้าสู่สนามรบ ยอดฝีมือฝ่ายมารก็จะฉวยโอกาสกลุ้มรุมจู่โจมสังหารเขาได้  หากไม่รับคำท้าประลอง  ก็ต้องถูกฝ่ายตรงข้ามหัวเราะเยาะดูถูกสารพัด  ชื่อเสียงที่สะสมมาต้องมัวหมอง  ทุกประการล้วนอยู่ในแผนร่างแหของฝ่ายมารหมดสิ้น เว้นก็แต่เพียงเทพวายุที่โผล่มาเยี่ยมเยือนสหาย  กลายเป็นมีดลับของฝ่ายสำนักกระบี่อมตะ  เพื่อทิ่มแทงพรรคมารยามพลั้งเผลอ


            ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระยะๆ เหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะยังคงนั่งในท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปร  นาน ๆ ทีจะมีคนลุกไปอย่างเงียบเชียบเพื่อปลดทุกข์   บรรยากาศเงียบสงบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ การประลองของสุดยอดมือกระบี่จะเริ่มขึ้นในไม่ช้า 


            เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังเข้าโสตผู้คนในลานฝึกยุทธ์  มันดังเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ  ทุกย่างก้าวล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น  กระแทกกระทั้นเข้าไปในจิตใจของเหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะที่มีฝีมืออ่อนด้อย  ทำให้พวกมันไม่สามารถรักษาจิตกระบี่ได้อีก  เพียงแค่ก้าวเท้าผ่านประตูมาไม่กี่ก้าว  ก็สามารถทำลายจิตกระบี่ของยอดฝีมือไปนับร้อย  ความสูงส่งของฝีมือย่อมเป็นที่คาดการณ์ได้  คนร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเหี้ยมหาญ เส้นผมยาวสีขาวปะปนไปกับสีดำในอัตราส่วนใกล้เคียงกัน  เสื้อคลุมสีดำพลิ้วไสวไปด้านหลัง  กระบี่ยาวเหน็บอยู่ข้างเอว  สองมือไพล่หลังเดินมาด้วยท่าทางปลอดโปร่ง คล้ายกับคนผู้หนึ่งเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านของตนเอง  ยอดฝีมือนับพันล้วนไม่อยู่ในสายตา  มีเพียงหนึ่งเดียวที่มันกำลังค้นหา ในที่สุดสี่นัยน์ตาสองบุรุษก็ได้จ้องมองกันและกัน  สุดยอดมือกระบี่แห่งยุคล้วนจับจ้องมองตา  ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากกล่าววาจา

     

              กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่เดินไปยังเวทีประลอง  ไม่ได้เหลียวมองดูวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินและหลิวจิ้นป้านแม้แต่แวบเดียว  คนผู้นี้มีทิฐิแน่วแน่มั่นคง  มีแต่ยอดฝีมือที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเหยียบย่ำร้อยซากพันศพมาเท่านั้น  จึงสามารถแผ่รังสีสังหารออกมาได้โดยไม่ต้องทำอันใด  มีคนบางคนไม่จำเป็นต้องกล่าววาจา  ก็สามารถสะกดผู้คนให้หุบปากได้  มันเป็นคนผู้นั้นเอง


            หลิวหนิงเทียนพลันลุกจากเก้าอี้  เอื้อมมือไปหยิบกระบี่เหล็กกล้าของตนเอง  เดินตรงไปยังเวทีประลองที่อยู่เบื้องหน้า  สองเท้าย่ำลงด้วยความหนักแน่น  ทุกการก้าวเดินล้วนสอดคล้องรับจังหวะกับเสียงกลองที่ศิษย์บางคนตีขึ้น  ดึงสติเหล่าศิษย์ที่สูญเสียจิตกระบี่ให้ตั้งมั่นกลับมา เสื้อคลุมสีขาวบนร่างส่องประกายโดดเด่นเหนือทุกผู้คน  คล้ายหงส์ผู้งามสง่ากำลังจะร่อนขึ้นฟ้า  ผมขาวโพลนปลิวพลิ้วไสวตามทิศทางลม  ยอดฝีมือลำดับที่สองแดนมนุษย์ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย  ล้วนมาจากหยาดเหงื่อเลือดเนื้อและเพลงกระบี่ ไม่มียอดฝีมือในเจ็ดยอดยุทธ์แดนมนุษย์คนไหน  ที่มือเปรอะเปื้อนโลหิตมากเท่าเขาอีกแล้ว  ทุกศึกที่มีพรรคมารเข้าร่วม  กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนจะต้องโผล่มาขัดขวางเสมอ  ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะเป็นเป้าหมายแรกเมื่อพรรคมารหวนคืนสู่ยุทธภพ 


            กลางเวทีประลองปรากฏโต๊ะตั้งอยู่ตัวหนึ่ง  มีสุราชามใหญ่สองชามวางไว้  สองสุดยอดมือกระบี่ยืนประจันหน้าโดยมีโต๊ะสุรากั้น  บรรยากาศกลายเป็นกดดันตึงเครียด  การประลองสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ  แต่นั่นยังไม่ถึงเวลา 


            “คารวะสุราก่อนพี่ชงไฉ่”


            หลิวหนิงเทียนผายมือไปยังโต๊ะสุรา  ตนเองหยิบชามสุรามาหนึ่งชาม  กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ผงกศีรษะตอบรับ  เดินหน้าไปหยิบชามสุรามาถือไว้  ทั้งสองชูชามสุราขึ้นเหนือศีรษะแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดชาม  เหวี่ยงชามในมือลงพื้นจนแตกกระจาย  ได้เวลาของการต่อสู้แล้ว 


            หลิวหนิงเทียนใช้กำลังภายในเหวี่ยงโต๊ะไปยังเบื้องล่าง  นายน้อยแห่งสำนักกระบี่อมตะลอยตัวเข้ามารับโต๊ะเอาไว้  โดยไม้ให้มันได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย  วิชาตัวเบาของมันสูงส่งยิ่ง  สามารถร่อนตัวลงได้อย่างสง่างาม  แม้ว่าในมือจะแบกรับน้ำหนักของโต๊ะทั้งตัวก็ตาม 


            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ชักกระบี่ออกมา  กระบี่คมกล้าแวววาว  กล่าวว่า


            “เจ้าเคยคิดไหมว่าทำไมตอนนั้นถึงยังไม่ถูกฆ่าตาย  ตอนนั้นเพลงกระบี่ของเจ้ายังคงอ่อนด้อยนัก  แต่เรากลับเห็นว่าคนยังสามารถพัฒนาเป็นสุดยอดมือกระบี่ได้  จึงไม่ลงมือสุดกำลัง  ไม่นึกว่าความเมตตาไว้ชีวิตศัตรูในวันนั้น จะสร้างศัตรูตัวฉกาจให้กับพรรคของเราผู้หนึ่ง  ช่างน่าละอายนัก”


            “ฮา ฮาออมมือให้กับเรา? ตอนนั้นเจ้าลงมือสุดกำลังแล้ว ยังไม่สามารถพิชิตเราที่เพิ่งออกท่องยุทธภพได้สิบกว่าปีได้แบบราบคาบ  เพียงทำให้เรารับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น  แถมตอนหลังยังถูกเทพรุ่นหลังอย่างวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินจู่โจมแตกพ่าย  วิ่งหนีละทิ้งพวกพ้องที่กำลังสู้ตาย  ไม่เหลือเค้าลางของยอดฝีมือผู้คุ้มกฏแห่งพรรคมารสักนิด  ไฉนวันนี้ยังกล้ามาปรากฏตัวที่นี่?”


            “พูดไปเจ้าอาจจะไม่เข้าใจ  แต่พรรคมารเราต้องคงอยู่ต่อไป  วันนั้นข้าได้รับคำสั่งจากท่านประมุขว่า หากฝั่งเราพลาดพลั้งให้หลบหนีไปตั้งหลักก่อน  ตราบใดที่ผืนแผ่นดินยังไม่ลุกเป็นไฟ  ย่อมมีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้อีกครั้ง  โอ ท่านประมุขคิดวางแผนกว้างไกล ยอมสละชีวิตเพื่อให้คนในพรรคบางส่วนหลบหนี นับเป็นผู้กล้าที่เราชงไฉ่นับถือสุดหัวใจ”


            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่หันไปทางทิศตะวันออก ก้มหัวคารวะไปยังทิศทางที่ประมุขพรรคมารทอดกายเป็นซากศพ  ที่ซึ่งเหล่าผู้กล้าทั้งมนุษย์  มาร และเทพล้มตายกันนับหมื่น เนินหมื่นศพเป็นสถานที่ฝังซากสังขารผู้คนเหล่านี้ 


            “วันนั้นข้าได้ยินวาจาสุดท้ายของจอมมาร  เจ้าอยากรู้ไหมว่าเขากล่าวกระไร?”


            หลิวหนิงเทียนชักกระบี่ออกมา  คำถามของเขาจี้ถึงจุดสำคัญของการสนทนา  จุดประสงค์การสนทนานี้เพื่อทำลายสมาธิของคู่ต่อสู้  คนเริ่มโจมตีเป็นกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่  แต่บัดนี้คนที่ได้เปรียบกลับเป็นเจ้าบ้านที่สามารถยิงคำถามที่มิอาจปฏิเสธได้ออกมา 


            ชงไฉ่จ้องใบหน้าของหลิวหนิงเทียนตาไม่กะพริบ  เขาไม่สามารถปฏิเสธคำถามนี้ได้ แม้จะรู้ว่านี่เป็นกับดักหลุมพรางประการหนึ่ง  ยังคงพยักหน้าคราหนึ่ง


            “ท่านประมุขว่าอย่างไร?”


            “ตอนนั้นจอมมารพูดว่า‘พวกมนุษย์ยังมีเหล่าเทพสู้เคียงข้าง แล้วเราตอนนี้ล่ะ! ยังมีใครร่วมเป็นร่วมตายกับเราบ้าง...ไม่มีเลย’ ฮา ฮา ”


            เสียงหัวเราะของหลิวหนิงเทียนในตอนท้ายกลับทำให้ชงไฉ่ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง  นั่นเป็นเสียงหัวเราะของจอมมารในอดีต  คนใกล้ชิดกับจอมมารเช่นมันย่อมจดจำออก  เสียงหัวเราะทำให้จิตใจของมันหวั่นไหว  หลงเชื่อว่าจอมมารพูดประโยคนั้นออกมา  สมาธิที่คงมั่นตลอดมาไม่คงอยู่แล้ว  เมื่อสูญเสียสมาธิ  เพลงกระบี่ย่อมไม่เข้มแข็งดังเดิม 


            หลิวหนิงเทียนย่อมไม่พลาดโอกาสเช่นนี้  เขาจู่โจมกระบี่ออกมาหนึ่งกระบวนท่า  กระบี่ในมือทิ่มแทงออกมาโดยตรง  ไม่รวดเร็วแม้แต่นิดเดียว  เป็นกระบวนท่าจู่โจมที่เชื่องช้ายิ่งนัก  ไม่มีพลิกแพลง ไม่มีลูกเล่นอะไรเลย  แต่นั่นกลับทำให้กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ตกอยู่ในภาวะตึงเครียด  ไม่ทราบว่าสมควรตั้งรับหรือชิงตอบโต้กลับไปตามหลักจู่โจมทีหลังบรรลุถึงก่อน  เมื่อไม่สามารถตกลงใจได้  ก็ต้องพาตัวล่าถอยออกมา  มันถีบพุ่งตัวไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว  ด้วยความเร็วระดับนี้  ผู้คนล้วนเห็นว่าสามารถหลบรอดจากกระบี่ที่จู่โจมมาอย่างเชื่องช้าได้  แต่มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่  กระบี่ของหลิวหนิงเทียนพุ่งตามติดมาคล้ายเงาตามตัว 

            

            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่รีบดีดตัวไปทางขวา ด้วยท่าร่างที่พลิ้วไหวดุจมัจฉาเวียนว่ายตามกระแสน้ำ มันกำลังหาโอกาสสลัดหลุดจากการคุกคามของฝ่ายตรงข้าม  เพื่อที่จะได้มีโอกาสตอบโต้กลับไปบ้าง  แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายดายสักเท่าไหร่ หลิวหนิงเทียนและกระบี่ของมันยังคงตามติดไม่ห่างดุจเงาตามตัว  ระยะห่างยังคงเท่าเดิม  ไม่เพิ่มไม่ลด แรงกดดันกลับมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ มันจึงแทงกระบี่สวนกลับไป หวังหยิบยืมพลังจากฝ่ายตรงข้ามเพื่อหลบหนี แต่ทันทีที่ปลายกระบี่สัมผัสกัน  แรงดึงดูดมหาศาลจากกระบี่ฝ่ายตรงข้ามได้ดึงดูดมันเอาไว้  หากคิดจะพุ่งถอยต่อไปก็ต้องละทิ้งกระบี่  แต่การละทิ้งกระบี่ของมือกระบี่นั้น  เท่ากับว่าแพ้พ่ายในการต่อสู้  นั่นหาใช่ความปรารถนาของมันไม่


            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ถือว่าตนเองมีกำลังฝึกปรือสูงส่งเสมอมา  คนกอปรด้วยไหวพริบและพลังฝีมือ  จึงรักษาตำแหน่งผู้คุมกฎมาได้ตลอด  มันรีบกระแทกพลังลมปราณใส่คู่ต่อสู้อย่างหนักหน่วง หวังใช้พลังการฝึกปรือของตนเองที่สูงส่งกว่ากระแทกทำร้ายคู่ต่อสู้  แต่มันกลับคิดผิด พลังที่กระแทกเข้าใส่คู่ต่อสู้นั้นคล้ายจมหายไปในความเวิ้งว้าง ไม่สามารถค้นหาตำแหน่งลมปราณของฝ่ายตรงข้าม  ความตื่นตระหนกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก  หากไม่สามารถจู่โจมใส่คู่ต่อสู้ได้  พลังลมปราณนั้นย่อมต้องตกเป็นของผู้อื่น


            หลิวหนิงเทียนใช้หลักเวิ้งว้างในเคล็ดวิชาอมตะ เพื่อศึกครั้งนี้เขาวางแผนศึกษากลยุทธ์ล่วงหน้าไว้หลายสิบปี  คนไม่อาจพ่ายแพ้อีกครั้ง  หาไม่แล้วสำนักกระบี่อมตะที่ยิ่งใหญ่จะล่มสลายไม่เป็นท่า เคล็ดวิชาอมตะเป็นวิชาการฝึกลมปราณที่เขาค้นพบโดยบังเอิญ  กอปรไปด้วยสามเสาหลักคือ  อุดม เวิ้งว้าง  และหวนคืน การบีบคั้นกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ให้เข้าสู่จุดอับในครานี้  ก็เพื่อบีบบังคับให้มันใช้พลังลมปราณจู่โจมออกมาเช่นนี้เอง 


            หลิวหนิงเทียนใช้เคล็ดเวิ้งว้างกักเหนี่ยวพลังลมปราณของคู่ต่อสู้เอาไว้  จากนั้นก็ส่งย้อนคืนกลับไปหาเจ้าของเดิมด้วยเคล็ดหวนคืน  รวมทั้งปล่อยพลังลมปราณของตนเองออกไปเช่นกัน  พลังทั้งสองสายรวมตัวกันด้วยเคล็ดอุดม  กลายเป็นพลังโจมตีที่หนักหน่วงรุนแรง  กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ต้องรับมือกับแรงกระแทกของพลังมหาศาล  มันจำเป็นต้องทุ่มเทสุดตัวเพื่อไม่ให้ตนเองเสียเปรียบไปยิ่งกว่านี้  จึงรวบรวมพลังลมปราณเก้าส่วนไปที่กระบี่ หวังหยุดยั้งการจู่โจมต่อเนื่องของคู่ต่อสู้  พลังของทั้งสองปะทะตรงปลายกระบี่พอดี  เสียงระเบิดดังกึกก้อง  พลังปราณกระบี่แตกกระจายออก  พุ่งใส่เวทีประลองจนเกิดร่องรอยมากมาย


            ร่างของกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ลอยละลิ่วออกไป  ปากก็พ่นโลหิตออกมาคำหนึ่ง  คราครั้งนี้มันได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก  แม้พลังโจมตีของหลิวหนิงเทียนจะรุนแรง  แต่ด้วยพลังการฝึกปรือร้อยกว่าปีของมัน  ยังสามารถต้านทานไว้ได้  เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ในการตกเป็นเบี้ยล่างได้  คู่ต่อสู้ยังคงจี้กระบี่เข้ามาอีกครั้ง  คราครั้งนี้กลับมุ่งมั่นกว่าเดิมเสียอีก  


            หลิวหนิงเทียนสะบัดกระบี่ในมือสองคราจากกระบวนท่าหนึ่งแตกออกเป็นสามกระบวนท่า   พลังจู่โจมของแต่ละกระบวนท่าแทบไม่แตกต่าง  ล้วนว่องไวรุนแรง  คู่ต่อสู้แทบไม่อาจแยกแยะออกว่าไหนเท็จไหนจริงกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่สมกับเป็นสุดยอดมือกระบี่ผู้หนึ่ง  มันหยุดร่างกลางอากาศแล้วฟาดฟันกระบี่ใส่ปลายกระบี่ฝั่งตรงข้ามที่จู่โจมมาตรงกลาง มันไม่สนใจอีกสองกระบี่ที่จู่โจมมาทางซ้ายขวา  สองกระบี่ปะทะกันคราหนึ่ง  คนก็แยกย้ายไปคนทิศคนละทาง  

     

            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ทิ้งตัวลงตรงขอบเวทีประลองพอดี  อ้าปากกระอักโลหิตเป็นฟูฝอยชโลมเวทีประลอง  สีข้างซ้ายขวาของมันมีรอยกระบี่ตัดผ่าน  เสื้อผ้าขาดยาวเป็นแนว  โลหิตแดงสดไหลออกจากปากแผลยาวนั้น  แต่การเดิมพันครั้งนี้นับว่าคุ้มค่า  คู่ต่อสู้ไม่กล้าเสี่ยงตายแลกชีวิตกับมัน ทำให้คนได้รับบาดเจ็บไม่หนักหนาสาหัสเท่าใด  แต่ที่ดีเลิศกว่านั้นคือ  สามารถพาตัวเองพ้นจากจุดอับจนได้  ไม่ถูกคู่ต่อสู้ไล่ตามผลาญชีวีอีกแล้ว  มันกำชับกระบี่ในมือแน่นกว่าเดิม  ผ่านไปแล้วสามกระบวนท่า  ยังไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ  สี่กระบวนท่าต่อไปนี้ต้องเรียกความมั่นใจของตนเองคืนกลับมา การถูกยอดฝีมือที่เคยแพ้พ่ายใต้เงื้อมมือตนเองมาก่อนรุกไล่เช่นนี้  เป็นเรื่องเสื่อมเสียหน้านัก 


            หลิวหนิงเทียนลอบกล่าวคำเสียดายในใจ โอกาสสังหารยอดฝีมือสำนักมารผู้นี้ผ่านพ้นไปแล้ว  หากไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการรับบาดเจ็บ  เขาสามารถจู่โจมสังหารศัตรูได้ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็จะตอบโต้กลับมาจนตนเองได้รับบาดเจ็บไม่น้อย  น่าเสียดายที่เขาไม่อาจรับบาดเจ็บ  การศึกรออยู่เบื้องหน้า  หากผู้นำจิตวิญญาณของกองทัพเช่นตนรับบาดเจ็บ  กองทัพไม่พ่ายแพ้แตกสลายก็แปลกไปแล้ว  เขาเงยหน้ามองดูศัตรูที่โลหิตหลั่งไหลออกมา อีกสี่กระบวนท่าที่เหลือต้องสำแดงเดชของกระบี่อมตะออกมาให้ผู้คนใต้อาณัติชมดูสักครา


            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่เคลื่อนที่ไปด้านหน้าด้วยวิชาตัวเบาที่มาจากตำราวิชามาร  ความว่องไวเหนือกว่ามนุษย์ปุถุชนทั่วไป  ว่องไวจนเหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะที่ฝีมืออ่อนด้วยมองเห็นเป็นเงาดำเคลื่อนที่ผ่านไปมา แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับหลิวหนิงเทียนผู้เยี่ยมยุทธ์ คนยืนหยัดมั่นคงดุจไม้ใหญ่ที่ไม่หวั่นเกรงพายุโหมกระหน่ำ  มือขวากำกระบี่แน่วแน่นไม่สั่นไหว 


            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ไม่ค้นพบจุดอ่อนของศัตรู  แต่ธนูเมื่อง้างแล้วก็ต้องยิงออก  กระบี่ในมือของมันทิ่มแทงออกอย่างว่องไว  รวดเร็วจนกลายเป็นฝนกระบี่ที่ล้อมรอบคู่ต่อสู้ ฝนกระบี่นับร้อยพุ่งใส่หลิวหนิงเทียนที่ยืนหยัดมั่นคง  ดาบในมือของเขาฟาดฟันออกไม่มากครั้งนัก  แต่ทุกครั้งล้วนสกัดกั้นกระบวนท่าจู่โจมสังหารของฝ่ายตรงข้ามไว้ได้  ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว


            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่โผพุ่งขึ้นฟ้าเหนือคู่ต่อสู้ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงจู่โจมด้วยท่ากระบี่สังหารที่บรรจุพลังเต็มเปี่ยม  นี่เป็นกระบวนท่าที่เท่าไหร่ไม่อาจทราบได้  แต่สำหรับมันกระบี่นี้สมควรเป็นกระบวนท่าสุดท้ายแล้ว  กระบี่เสียดสีกับอากาศจนเกิดเพลิงไหม้  ปลายกระบี่ลุกโชนด้วยไฟกัลป์ 


            หลิวหนิงเทียนฟาดฟันกระบี่ขึ้นฟ้าด้วยพลังทั้งหมดที่มีเช่นกัน  กระบี่บรรจุพลังลมปราณเต็มเปี่ยม  กระแทกใส่ปลายกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม  เสียงระเบิดกึกก้องดังสะท้านทั่วลานฝึกฝีมือ  ปราณกระบี่แตกกระจายปลิวว่อน  คนถูกกระแทกจนต้องดีดตัวไปยังด้านหลัง กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่เองก็ถูกพลังดาบจากคู่ต่อสู้กระแทกลอยไปอีกทาง


            หลิวหนิงเทียนพุ่งถอยไปด้านหลังด้วยร่างกายอ่อนล้า  พลังลมปราณล้วนถูกใช้งานจนเกือบหมดสิ้น  ทันใดนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงการจู่โจมที่เคลื่อนเข้ามาใกล้  เป็นวัตถุทรงพลังชนิดหนึ่ง วัตถุที่อันแน่นไปด้วยพลังลมปราณของผู้เยี่ยมยุทธ์  มันพุ่งใส่ศีรษะของเขาด้วยความรวดเร็ว  ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ ณ ตอนนี้  เขาไม่สามารถรับมือกับการจู่โจมนี้ได้  แต่ใบหน้าของเจ้าสำนักกระบี่อมตะผู้นี้ยังคงสงบราบเรียบ  เขามั่นใจว่าตนเองจะปลอดภัยไร้เรื่องราว ยังมีสหายผู้หนึ่งที่คอยสอดส่องดูแลด้านหลังให้ 


            วัตถุทรงพลังนั้นพุ่งเข้ากระแทกกับถ้วยชาใบหนึ่งที่ลอยมาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา   ถ้วยชาแตกสลายเป็นผุยผง  แต่วัตุชิ้นนั้นก็ลอยคว้างกลับไปยังที่มา  หายลับเข้าไปในดงไม้  หลิวหนิงเทียนส่งสายตาไปขอบคุณวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินที่อยู่ในชุดผ้าคลุมสีดำคราหนึ่ง


            “ไว้เจอกันในสนามรบ  ครั้งนี้ฝากไว้ก่อน ฮา ฮา”


            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่พูดพร้อมกับพุ่งจากไปด้วยวิชาตัวเบาที่ว่องไวนั้น มันเคลื่อนไหวไม่กี่ครั้งก็บรรลุถึงประตูใหญ่  ขยับตัวอีกครั้งหนึ่งก็หายลับไปจากจักษุ


            การโหมโรงของศึกใหญ่เริ่มขึ้นแล้ว  ครั้งต่อไปต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบ


            ศึกระหว่างมารและมนุษย์กำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง

             

             

             

             

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน