วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินกำลังนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ไม้หน้าเวทีประลอง ด้านซ้ายมือของเขาคือกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน ถัดไปเป็นรองเจ้าสำนักกระบี่อมตะหลิวจิ้นป้าน มีเพียงสามคนนี้เท่านั้นที่นั่งเด่นตระหง่านเช่นนี้ได้ บุคคลอื่นยังไม่คู่ควร ล้วนนั่งอยู่บนพื้นอย่างสงบเสงี่ยม
ลานฝึกยุทธ์ของสำนักกระบี่อมตะอันกว้างขวาง บัดนี้เต็มไปด้วยศิษย์นับพันที่นั่งขัดสมาธิอย่างสงบ เว้นช่องทางเดินกว้างสามวาเอาไว้ ทางเดินจากประตูทางเข้าถึงเวทีประลองกลางลานฝึกยุทธ์
สองวันก่อนตัวแทนของพรรคมารส่งสารท้าประลองมาถึงเจ้าสำนักกระบี่อมตะ เป็นการท้าประลองที่ไม่อาจปฏิเสธได้ มันพัวพันถึงชื่อเสียงเกียรติยศของเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ คำท้าประลองจากพรรคมารนั้นรวบรัดชัดเจน ผลแพ้ชนะวัดกันเพียงเจ็ดกระบวนท่า ไม่มีเดิมพันใด ๆ ทั้งสิ้น เดิมพันเดียวที่มีคือชื่อเสียง ทั้งสองใช้ชื่อเสียงของตนเองเป็นเดิมพัน คู่ต่อสู้ในครั้งนี้เป็นสุดยอดฝีมือแห่งยุค หนึ่งในสามผู้คุมกฎแห่งพรรคมาร กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ คนผู้นี้เป็นมือกระบี่ที่เคยทำร้ายหลิวหนิงเทียนบาดเจ็บในสงครามครั้งสุดท้าย กลายเป็นความทรงจำเลวร้ายที่ฝังใจมาเนิ่นนาน เมื่อมีโอกาสล้างตาอีกครั้ง แม้แต่คนมองการณ์ไกลอย่างหลิวหนิงเทียนยังไม่อาจปฏิเสธได้ คราครั้งนั้นตนเองเพิ่งออกท่องยุทธภพได้ไม่นาน ความสำเร็จเชิงกระบี่ยังถือว่ามีไม่มากนัก เมื่อเผชิญกับยอดฝีมือพรรคมารผู้นี้ จึงพ่ายแพ้อย่างหมดท่า หากไม่ได้วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินมาช่วยเอาไว้ คงทอดกายเป็นซากศพ ณ เนินหมื่นศพไปแล้ว
ทั้งสองย่อมรู้ว่านี่เป็นแผนการร้ายของพวกมาร หากหลิวหนิงเทียนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ขวัญกำลังใจของลูกศิษย์ย่อมถูกทำลายไปจนหมดสิ้น แพ้พ่ายตั้งแต่ยังไม่ทันได้สู้รบ หากหลิวหนิงเทียนเป็นฝ่ายได้ชัย ก็ต้องได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย พอเข้าสู่สนามรบ ยอดฝีมือฝ่ายมารก็จะฉวยโอกาสกลุ้มรุมจู่โจมสังหารเขาได้ หากไม่รับคำท้าประลอง ก็ต้องถูกฝ่ายตรงข้ามหัวเราะเยาะดูถูกสารพัด ชื่อเสียงที่สะสมมาต้องมัวหมอง ทุกประการล้วนอยู่ในแผนร่างแหของฝ่ายมารหมดสิ้น เว้นก็แต่เพียงเทพวายุที่โผล่มาเยี่ยมเยือนสหาย กลายเป็นมีดลับของฝ่ายสำนักกระบี่อมตะ เพื่อทิ่มแทงพรรคมารยามพลั้งเผลอ
ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระยะๆ เหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะยังคงนั่งในท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปร นาน ๆ ทีจะมีคนลุกไปอย่างเงียบเชียบเพื่อปลดทุกข์ บรรยากาศเงียบสงบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ การประลองของสุดยอดมือกระบี่จะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังเข้าโสตผู้คนในลานฝึกยุทธ์ มันดังเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ทุกย่างก้าวล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น กระแทกกระทั้นเข้าไปในจิตใจของเหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะที่มีฝีมืออ่อนด้อย ทำให้พวกมันไม่สามารถรักษาจิตกระบี่ได้อีก เพียงแค่ก้าวเท้าผ่านประตูมาไม่กี่ก้าว ก็สามารถทำลายจิตกระบี่ของยอดฝีมือไปนับร้อย ความสูงส่งของฝีมือย่อมเป็นที่คาดการณ์ได้ คนร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเหี้ยมหาญ เส้นผมยาวสีขาวปะปนไปกับสีดำในอัตราส่วนใกล้เคียงกัน เสื้อคลุมสีดำพลิ้วไสวไปด้านหลัง กระบี่ยาวเหน็บอยู่ข้างเอว สองมือไพล่หลังเดินมาด้วยท่าทางปลอดโปร่ง คล้ายกับคนผู้หนึ่งเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านของตนเอง ยอดฝีมือนับพันล้วนไม่อยู่ในสายตา มีเพียงหนึ่งเดียวที่มันกำลังค้นหา ในที่สุดสี่นัยน์ตาสองบุรุษก็ได้จ้องมองกันและกัน สุดยอดมือกระบี่แห่งยุคล้วนจับจ้องมองตา ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากกล่าววาจา
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่เดินไปยังเวทีประลอง ไม่ได้เหลียวมองดูวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินและหลิวจิ้นป้านแม้แต่แวบเดียว คนผู้นี้มีทิฐิแน่วแน่มั่นคง มีแต่ยอดฝีมือที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเหยียบย่ำร้อยซากพันศพมาเท่านั้น จึงสามารถแผ่รังสีสังหารออกมาได้โดยไม่ต้องทำอันใด มีคนบางคนไม่จำเป็นต้องกล่าววาจา ก็สามารถสะกดผู้คนให้หุบปากได้ มันเป็นคนผู้นั้นเอง
หลิวหนิงเทียนพลันลุกจากเก้าอี้ เอื้อมมือไปหยิบกระบี่เหล็กกล้าของตนเอง เดินตรงไปยังเวทีประลองที่อยู่เบื้องหน้า สองเท้าย่ำลงด้วยความหนักแน่น ทุกการก้าวเดินล้วนสอดคล้องรับจังหวะกับเสียงกลองที่ศิษย์บางคนตีขึ้น ดึงสติเหล่าศิษย์ที่สูญเสียจิตกระบี่ให้ตั้งมั่นกลับมา เสื้อคลุมสีขาวบนร่างส่องประกายโดดเด่นเหนือทุกผู้คน คล้ายหงส์ผู้งามสง่ากำลังจะร่อนขึ้นฟ้า ผมขาวโพลนปลิวพลิ้วไสวตามทิศทางลม ยอดฝีมือลำดับที่สองแดนมนุษย์ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย ล้วนมาจากหยาดเหงื่อเลือดเนื้อและเพลงกระบี่ ไม่มียอดฝีมือในเจ็ดยอดยุทธ์แดนมนุษย์คนไหน ที่มือเปรอะเปื้อนโลหิตมากเท่าเขาอีกแล้ว ทุกศึกที่มีพรรคมารเข้าร่วม กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนจะต้องโผล่มาขัดขวางเสมอ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะเป็นเป้าหมายแรกเมื่อพรรคมารหวนคืนสู่ยุทธภพ
กลางเวทีประลองปรากฏโต๊ะตั้งอยู่ตัวหนึ่ง มีสุราชามใหญ่สองชามวางไว้ สองสุดยอดมือกระบี่ยืนประจันหน้าโดยมีโต๊ะสุรากั้น บรรยากาศกลายเป็นกดดันตึงเครียด การประลองสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่นั่นยังไม่ถึงเวลา
“คารวะสุราก่อนพี่ชงไฉ่”
หลิวหนิงเทียนผายมือไปยังโต๊ะสุรา ตนเองหยิบชามสุรามาหนึ่งชาม กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ผงกศีรษะตอบรับ เดินหน้าไปหยิบชามสุรามาถือไว้ ทั้งสองชูชามสุราขึ้นเหนือศีรษะแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดชาม เหวี่ยงชามในมือลงพื้นจนแตกกระจาย ได้เวลาของการต่อสู้แล้ว
หลิวหนิงเทียนใช้กำลังภายในเหวี่ยงโต๊ะไปยังเบื้องล่าง นายน้อยแห่งสำนักกระบี่อมตะลอยตัวเข้ามารับโต๊ะเอาไว้ โดยไม้ให้มันได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย วิชาตัวเบาของมันสูงส่งยิ่ง สามารถร่อนตัวลงได้อย่างสง่างาม แม้ว่าในมือจะแบกรับน้ำหนักของโต๊ะทั้งตัวก็ตาม
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ชักกระบี่ออกมา กระบี่คมกล้าแวววาว กล่าวว่า
“เจ้าเคยคิดไหมว่าทำไมตอนนั้นถึงยังไม่ถูกฆ่าตาย ตอนนั้นเพลงกระบี่ของเจ้ายังคงอ่อนด้อยนัก แต่เรากลับเห็นว่าคนยังสามารถพัฒนาเป็นสุดยอดมือกระบี่ได้ จึงไม่ลงมือสุดกำลัง ไม่นึกว่าความเมตตาไว้ชีวิตศัตรูในวันนั้น จะสร้างศัตรูตัวฉกาจให้กับพรรคของเราผู้หนึ่ง ช่างน่าละอายนัก”
“ฮา ฮาออมมือให้กับเรา? ตอนนั้นเจ้าลงมือสุดกำลังแล้ว ยังไม่สามารถพิชิตเราที่เพิ่งออกท่องยุทธภพได้สิบกว่าปีได้แบบราบคาบ เพียงทำให้เรารับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น แถมตอนหลังยังถูกเทพรุ่นหลังอย่างวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินจู่โจมแตกพ่าย วิ่งหนีละทิ้งพวกพ้องที่กำลังสู้ตาย ไม่เหลือเค้าลางของยอดฝีมือผู้คุ้มกฏแห่งพรรคมารสักนิด ไฉนวันนี้ยังกล้ามาปรากฏตัวที่นี่?”
“พูดไปเจ้าอาจจะไม่เข้าใจ แต่พรรคมารเราต้องคงอยู่ต่อไป วันนั้นข้าได้รับคำสั่งจากท่านประมุขว่า หากฝั่งเราพลาดพลั้งให้หลบหนีไปตั้งหลักก่อน ตราบใดที่ผืนแผ่นดินยังไม่ลุกเป็นไฟ ย่อมมีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้อีกครั้ง โอ ท่านประมุขคิดวางแผนกว้างไกล ยอมสละชีวิตเพื่อให้คนในพรรคบางส่วนหลบหนี นับเป็นผู้กล้าที่เราชงไฉ่นับถือสุดหัวใจ”
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่หันไปทางทิศตะวันออก ก้มหัวคารวะไปยังทิศทางที่ประมุขพรรคมารทอดกายเป็นซากศพ ที่ซึ่งเหล่าผู้กล้าทั้งมนุษย์ มาร และเทพล้มตายกันนับหมื่น เนินหมื่นศพเป็นสถานที่ฝังซากสังขารผู้คนเหล่านี้
“วันนั้นข้าได้ยินวาจาสุดท้ายของจอมมาร เจ้าอยากรู้ไหมว่าเขากล่าวกระไร?”
หลิวหนิงเทียนชักกระบี่ออกมา คำถามของเขาจี้ถึงจุดสำคัญของการสนทนา จุดประสงค์การสนทนานี้เพื่อทำลายสมาธิของคู่ต่อสู้ คนเริ่มโจมตีเป็นกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ แต่บัดนี้คนที่ได้เปรียบกลับเป็นเจ้าบ้านที่สามารถยิงคำถามที่มิอาจปฏิเสธได้ออกมา
ชงไฉ่จ้องใบหน้าของหลิวหนิงเทียนตาไม่กะพริบ เขาไม่สามารถปฏิเสธคำถามนี้ได้ แม้จะรู้ว่านี่เป็นกับดักหลุมพรางประการหนึ่ง ยังคงพยักหน้าคราหนึ่ง
“ท่านประมุขว่าอย่างไร?”
“ตอนนั้นจอมมารพูดว่า‘พวกมนุษย์ยังมีเหล่าเทพสู้เคียงข้าง แล้วเราตอนนี้ล่ะ! ยังมีใครร่วมเป็นร่วมตายกับเราบ้าง...ไม่มีเลย’ ฮา ฮา ”
เสียงหัวเราะของหลิวหนิงเทียนในตอนท้ายกลับทำให้ชงไฉ่ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง นั่นเป็นเสียงหัวเราะของจอมมารในอดีต คนใกล้ชิดกับจอมมารเช่นมันย่อมจดจำออก เสียงหัวเราะทำให้จิตใจของมันหวั่นไหว หลงเชื่อว่าจอมมารพูดประโยคนั้นออกมา สมาธิที่คงมั่นตลอดมาไม่คงอยู่แล้ว เมื่อสูญเสียสมาธิ เพลงกระบี่ย่อมไม่เข้มแข็งดังเดิม
หลิวหนิงเทียนย่อมไม่พลาดโอกาสเช่นนี้ เขาจู่โจมกระบี่ออกมาหนึ่งกระบวนท่า กระบี่ในมือทิ่มแทงออกมาโดยตรง ไม่รวดเร็วแม้แต่นิดเดียว เป็นกระบวนท่าจู่โจมที่เชื่องช้ายิ่งนัก ไม่มีพลิกแพลง ไม่มีลูกเล่นอะไรเลย แต่นั่นกลับทำให้กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ตกอยู่ในภาวะตึงเครียด ไม่ทราบว่าสมควรตั้งรับหรือชิงตอบโต้กลับไปตามหลักจู่โจมทีหลังบรรลุถึงก่อน เมื่อไม่สามารถตกลงใจได้ ก็ต้องพาตัวล่าถอยออกมา มันถีบพุ่งตัวไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วระดับนี้ ผู้คนล้วนเห็นว่าสามารถหลบรอดจากกระบี่ที่จู่โจมมาอย่างเชื่องช้าได้ แต่มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ กระบี่ของหลิวหนิงเทียนพุ่งตามติดมาคล้ายเงาตามตัว
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่รีบดีดตัวไปทางขวา ด้วยท่าร่างที่พลิ้วไหวดุจมัจฉาเวียนว่ายตามกระแสน้ำ มันกำลังหาโอกาสสลัดหลุดจากการคุกคามของฝ่ายตรงข้าม เพื่อที่จะได้มีโอกาสตอบโต้กลับไปบ้าง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายดายสักเท่าไหร่ หลิวหนิงเทียนและกระบี่ของมันยังคงตามติดไม่ห่างดุจเงาตามตัว ระยะห่างยังคงเท่าเดิม ไม่เพิ่มไม่ลด แรงกดดันกลับมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ มันจึงแทงกระบี่สวนกลับไป หวังหยิบยืมพลังจากฝ่ายตรงข้ามเพื่อหลบหนี แต่ทันทีที่ปลายกระบี่สัมผัสกัน แรงดึงดูดมหาศาลจากกระบี่ฝ่ายตรงข้ามได้ดึงดูดมันเอาไว้ หากคิดจะพุ่งถอยต่อไปก็ต้องละทิ้งกระบี่ แต่การละทิ้งกระบี่ของมือกระบี่นั้น เท่ากับว่าแพ้พ่ายในการต่อสู้ นั่นหาใช่ความปรารถนาของมันไม่
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ถือว่าตนเองมีกำลังฝึกปรือสูงส่งเสมอมา คนกอปรด้วยไหวพริบและพลังฝีมือ จึงรักษาตำแหน่งผู้คุมกฎมาได้ตลอด มันรีบกระแทกพลังลมปราณใส่คู่ต่อสู้อย่างหนักหน่วง หวังใช้พลังการฝึกปรือของตนเองที่สูงส่งกว่ากระแทกทำร้ายคู่ต่อสู้ แต่มันกลับคิดผิด พลังที่กระแทกเข้าใส่คู่ต่อสู้นั้นคล้ายจมหายไปในความเวิ้งว้าง ไม่สามารถค้นหาตำแหน่งลมปราณของฝ่ายตรงข้าม ความตื่นตระหนกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากไม่สามารถจู่โจมใส่คู่ต่อสู้ได้ พลังลมปราณนั้นย่อมต้องตกเป็นของผู้อื่น
หลิวหนิงเทียนใช้หลักเวิ้งว้างในเคล็ดวิชาอมตะ เพื่อศึกครั้งนี้เขาวางแผนศึกษากลยุทธ์ล่วงหน้าไว้หลายสิบปี คนไม่อาจพ่ายแพ้อีกครั้ง หาไม่แล้วสำนักกระบี่อมตะที่ยิ่งใหญ่จะล่มสลายไม่เป็นท่า เคล็ดวิชาอมตะเป็นวิชาการฝึกลมปราณที่เขาค้นพบโดยบังเอิญ กอปรไปด้วยสามเสาหลักคือ อุดม เวิ้งว้าง และหวนคืน การบีบคั้นกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ให้เข้าสู่จุดอับในครานี้ ก็เพื่อบีบบังคับให้มันใช้พลังลมปราณจู่โจมออกมาเช่นนี้เอง
หลิวหนิงเทียนใช้เคล็ดเวิ้งว้างกักเหนี่ยวพลังลมปราณของคู่ต่อสู้เอาไว้ จากนั้นก็ส่งย้อนคืนกลับไปหาเจ้าของเดิมด้วยเคล็ดหวนคืน รวมทั้งปล่อยพลังลมปราณของตนเองออกไปเช่นกัน พลังทั้งสองสายรวมตัวกันด้วยเคล็ดอุดม กลายเป็นพลังโจมตีที่หนักหน่วงรุนแรง กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ต้องรับมือกับแรงกระแทกของพลังมหาศาล มันจำเป็นต้องทุ่มเทสุดตัวเพื่อไม่ให้ตนเองเสียเปรียบไปยิ่งกว่านี้ จึงรวบรวมพลังลมปราณเก้าส่วนไปที่กระบี่ หวังหยุดยั้งการจู่โจมต่อเนื่องของคู่ต่อสู้ พลังของทั้งสองปะทะตรงปลายกระบี่พอดี เสียงระเบิดดังกึกก้อง พลังปราณกระบี่แตกกระจายออก พุ่งใส่เวทีประลองจนเกิดร่องรอยมากมาย
ร่างของกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ลอยละลิ่วออกไป ปากก็พ่นโลหิตออกมาคำหนึ่ง คราครั้งนี้มันได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก แม้พลังโจมตีของหลิวหนิงเทียนจะรุนแรง แต่ด้วยพลังการฝึกปรือร้อยกว่าปีของมัน ยังสามารถต้านทานไว้ได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ในการตกเป็นเบี้ยล่างได้ คู่ต่อสู้ยังคงจี้กระบี่เข้ามาอีกครั้ง คราครั้งนี้กลับมุ่งมั่นกว่าเดิมเสียอีก
หลิวหนิงเทียนสะบัดกระบี่ในมือสองคราจากกระบวนท่าหนึ่งแตกออกเป็นสามกระบวนท่า พลังจู่โจมของแต่ละกระบวนท่าแทบไม่แตกต่าง ล้วนว่องไวรุนแรง คู่ต่อสู้แทบไม่อาจแยกแยะออกว่าไหนเท็จไหนจริงกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่สมกับเป็นสุดยอดมือกระบี่ผู้หนึ่ง มันหยุดร่างกลางอากาศแล้วฟาดฟันกระบี่ใส่ปลายกระบี่ฝั่งตรงข้ามที่จู่โจมมาตรงกลาง มันไม่สนใจอีกสองกระบี่ที่จู่โจมมาทางซ้ายขวา สองกระบี่ปะทะกันคราหนึ่ง คนก็แยกย้ายไปคนทิศคนละทาง
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ทิ้งตัวลงตรงขอบเวทีประลองพอดี อ้าปากกระอักโลหิตเป็นฟูฝอยชโลมเวทีประลอง สีข้างซ้ายขวาของมันมีรอยกระบี่ตัดผ่าน เสื้อผ้าขาดยาวเป็นแนว โลหิตแดงสดไหลออกจากปากแผลยาวนั้น แต่การเดิมพันครั้งนี้นับว่าคุ้มค่า คู่ต่อสู้ไม่กล้าเสี่ยงตายแลกชีวิตกับมัน ทำให้คนได้รับบาดเจ็บไม่หนักหนาสาหัสเท่าใด แต่ที่ดีเลิศกว่านั้นคือ สามารถพาตัวเองพ้นจากจุดอับจนได้ ไม่ถูกคู่ต่อสู้ไล่ตามผลาญชีวีอีกแล้ว มันกำชับกระบี่ในมือแน่นกว่าเดิม ผ่านไปแล้วสามกระบวนท่า ยังไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ สี่กระบวนท่าต่อไปนี้ต้องเรียกความมั่นใจของตนเองคืนกลับมา การถูกยอดฝีมือที่เคยแพ้พ่ายใต้เงื้อมมือตนเองมาก่อนรุกไล่เช่นนี้ เป็นเรื่องเสื่อมเสียหน้านัก
หลิวหนิงเทียนลอบกล่าวคำเสียดายในใจ โอกาสสังหารยอดฝีมือสำนักมารผู้นี้ผ่านพ้นไปแล้ว หากไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการรับบาดเจ็บ เขาสามารถจู่โจมสังหารศัตรูได้ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็จะตอบโต้กลับมาจนตนเองได้รับบาดเจ็บไม่น้อย น่าเสียดายที่เขาไม่อาจรับบาดเจ็บ การศึกรออยู่เบื้องหน้า หากผู้นำจิตวิญญาณของกองทัพเช่นตนรับบาดเจ็บ กองทัพไม่พ่ายแพ้แตกสลายก็แปลกไปแล้ว เขาเงยหน้ามองดูศัตรูที่โลหิตหลั่งไหลออกมา อีกสี่กระบวนท่าที่เหลือต้องสำแดงเดชของกระบี่อมตะออกมาให้ผู้คนใต้อาณัติชมดูสักครา
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่เคลื่อนที่ไปด้านหน้าด้วยวิชาตัวเบาที่มาจากตำราวิชามาร ความว่องไวเหนือกว่ามนุษย์ปุถุชนทั่วไป ว่องไวจนเหล่าศิษย์สำนักกระบี่อมตะที่ฝีมืออ่อนด้วยมองเห็นเป็นเงาดำเคลื่อนที่ผ่านไปมา แต่นั่นไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับหลิวหนิงเทียนผู้เยี่ยมยุทธ์ คนยืนหยัดมั่นคงดุจไม้ใหญ่ที่ไม่หวั่นเกรงพายุโหมกระหน่ำ มือขวากำกระบี่แน่วแน่นไม่สั่นไหว
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ไม่ค้นพบจุดอ่อนของศัตรู แต่ธนูเมื่อง้างแล้วก็ต้องยิงออก กระบี่ในมือของมันทิ่มแทงออกอย่างว่องไว รวดเร็วจนกลายเป็นฝนกระบี่ที่ล้อมรอบคู่ต่อสู้ ฝนกระบี่นับร้อยพุ่งใส่หลิวหนิงเทียนที่ยืนหยัดมั่นคง ดาบในมือของเขาฟาดฟันออกไม่มากครั้งนัก แต่ทุกครั้งล้วนสกัดกั้นกระบวนท่าจู่โจมสังหารของฝ่ายตรงข้ามไว้ได้ ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่โผพุ่งขึ้นฟ้าเหนือคู่ต่อสู้ จากนั้นก็ทิ้งตัวลงจู่โจมด้วยท่ากระบี่สังหารที่บรรจุพลังเต็มเปี่ยม นี่เป็นกระบวนท่าที่เท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ แต่สำหรับมันกระบี่นี้สมควรเป็นกระบวนท่าสุดท้ายแล้ว กระบี่เสียดสีกับอากาศจนเกิดเพลิงไหม้ ปลายกระบี่ลุกโชนด้วยไฟกัลป์
หลิวหนิงเทียนฟาดฟันกระบี่ขึ้นฟ้าด้วยพลังทั้งหมดที่มีเช่นกัน กระบี่บรรจุพลังลมปราณเต็มเปี่ยม กระแทกใส่ปลายกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม เสียงระเบิดกึกก้องดังสะท้านทั่วลานฝึกฝีมือ ปราณกระบี่แตกกระจายปลิวว่อน คนถูกกระแทกจนต้องดีดตัวไปยังด้านหลัง กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่เองก็ถูกพลังดาบจากคู่ต่อสู้กระแทกลอยไปอีกทาง
หลิวหนิงเทียนพุ่งถอยไปด้านหลังด้วยร่างกายอ่อนล้า พลังลมปราณล้วนถูกใช้งานจนเกือบหมดสิ้น ทันใดนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงการจู่โจมที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ เป็นวัตถุทรงพลังชนิดหนึ่ง วัตถุที่อันแน่นไปด้วยพลังลมปราณของผู้เยี่ยมยุทธ์ มันพุ่งใส่ศีรษะของเขาด้วยความรวดเร็ว ด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ ณ ตอนนี้ เขาไม่สามารถรับมือกับการจู่โจมนี้ได้ แต่ใบหน้าของเจ้าสำนักกระบี่อมตะผู้นี้ยังคงสงบราบเรียบ เขามั่นใจว่าตนเองจะปลอดภัยไร้เรื่องราว ยังมีสหายผู้หนึ่งที่คอยสอดส่องดูแลด้านหลังให้
วัตถุทรงพลังนั้นพุ่งเข้ากระแทกกับถ้วยชาใบหนึ่งที่ลอยมาได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ถ้วยชาแตกสลายเป็นผุยผง แต่วัตุชิ้นนั้นก็ลอยคว้างกลับไปยังที่มา หายลับเข้าไปในดงไม้ หลิวหนิงเทียนส่งสายตาไปขอบคุณวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินที่อยู่ในชุดผ้าคลุมสีดำคราหนึ่ง
“ไว้เจอกันในสนามรบ ครั้งนี้ฝากไว้ก่อน ฮา ฮา”
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่พูดพร้อมกับพุ่งจากไปด้วยวิชาตัวเบาที่ว่องไวนั้น มันเคลื่อนไหวไม่กี่ครั้งก็บรรลุถึงประตูใหญ่ ขยับตัวอีกครั้งหนึ่งก็หายลับไปจากจักษุ
การโหมโรงของศึกใหญ่เริ่มขึ้นแล้ว ครั้งต่อไปต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบ
ศึกระหว่างมารและมนุษย์กำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง