นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๒๓ ผู้บงการนักฆ่า

            บทที่ 23 ผู้บงการนักฆ่า 

            สี่ปีก่อนฉางหมิงติดตามองค์ชายหกกลับเมืองหลวง 

            ระหว่างทางถูกลอบสังหารขบวนเดินทางแตกกระจาย ตอนที่ถูกช่วยไว้ มีเขาคนเดียวที่ยังมีสติอยู่ครบประคององค์ชายหกที่บาดเจ็บสาหัสเข้าไปขอความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้านในตำบลเล็กๆแถบตีนเขาเขตส่านซี

            จากนั้นหลังฟื้นขึ้นมาเขาก็พบว่าตนเองกับองค์ชายถูกองครักษ์พากลับเมืองหลวงได้หลายวันแล้วยามนั้นองค์ชายยังไม่ฟื้น ส่วนเขาพักรักษาตัวอยู่ในที่พักของหัวหน้าองครักษ์

            จำได้ว่าวันแรกที่เขาฟื้นฮองเฮาก็เสด็จมาเยือนถึงที่ นางถามไถ่ถึงอาการของเขาอย่างห่วงใยท่าทางเปี่ยมเมตตาจนเขาซาบซึ้ง จากนั้นฮองเฮาก็เริ่มสอบถามเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น

            ไม่คิดว่าการที่เขารู้เรื่องผู้ที่อยู่เบื้องหลังของมือสังหารเหล่านั้นจะถูกฮองเฮาส่งตัวเขาออกจากวัง ภายหลังมารับรู้ว่าตนเองกำลังจะถูกขายให้พ่อค้าทาสเขาถึงกับอาละวาดขอพบองค์ชายหก แต่กลับไม่เป็นผล

            สุดท้ายเขาพลั้งมือฆ่าหัวหน้าพ่อค้าทาสตายถูกจับขังคุก จากนั้นก็ถูกเนรเทศไปเรื่อยๆ ถูกซื้อตัวผ่านพ่อค้าทาสไปอีกหลายคนสุดท้ายก็มาจบที่พ่อค้าคนกลางในเมืองเป่ยชางพ่อค้าคนนี้ลักลอบส่งตัวเขาเข้ามาในพิภพร้อยสังเวียนกลายเป็นสุนัขให้พวกเศษสวะใช้หาเงินบนสนามประลอง

            สามปีที่เขาต้องดิ้นรนบนสนามประลองปางตายมาก็นับไม่ถ้วน ยามนั้นเขานึกถึงพี่ชายตาบอดท่านนั้นในเมืองหนานจิงอยู่ตลอดคำพูดที่ได้ฟังจากพี่ชายท่านนั้น เขาจดจำทุกคำ จากนั้นจึงปิดตาตัวเองหวังเพิ่มประสาทสัมผัสในการรับรู้ และใช้มันเอาชนะคู่ต่อสู้บนสังเวียนมาไม่น้อย

            ตอนที่เขาได้ยินว่ามีคนต้องการไถ่ตัวตอนนั้นเขาเพียงเหยียดมุมปากเย้ยหยัน กี่คนแล้วที่ต้องการไถ่ตัวเขาสุดท้ายก็แค่สนุกปากพูดกันไปอย่างนั้น

            แท้จริงเปิดสังเวียนไถ่ตัวคนก็เพื่อให้ผู้ชมได้ตื่นเต้นเพราะเป็นสังเวียนเดียวที่สองฝ่ายไม่ต้องมีจำนวนเท่ากัน ที่สำคัญคือไร้กฎการได้เห็นคนถูกรุม คงเป็นเรื่องสนุกสำหรับพวกเขา

            ดังนั้นถ้าใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาถึงสังเวียนที่สองเขานี่แหละจะฆ่ามันเสีย เมื่อก่อนเขาถึงกับคาดหวังให้คนไถ่ตัวสุดท้ายก็แค่ละครฉากหนึ่ง ไม่ได้คิดจะไถ่ตัวเขาจริงๆ ฉะนั้นหลายครั้งที่ผ่านมาทุกคนล้วนแต่ตายศพไม่สวยในรอบที่สองนี้ทั้งนั้น...

            ฉางหมิงยื่นข้อมือให้ผู้พิทักษ์ปลดโซ่เขาอยู่ด้านในได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นสตรี ฮึ!เดียวนี้ถึงกับหลอกสตรีลงสังเวียนแล้วหรือ ต่อให้เป็นสตรีแล้วอย่างไรฉางหมิงก็ไม่ไว้ชีวิต

            เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับเด็กสาวนางนั้นดวงตาทั้งสองของเขาถูกปิดสนิท สิ่งที่ได้ยินจึงกระจ่างชัด

            "เป็นเจ้า... ฉางหมิง"

            ฉางหมิงชะงัก สตรีนางนี้ถึงกับรู้จักข้า!?

            ความอยากรู้ทำให้ฉางหมิงยกมือขึ้นถอดผ้าปิดตาออกตรงหน้าคือสตรีวัยเยาว์นางหนึ่ง ที่คาดผ้าปิดหน้าสีแดงไว้ครึ่งล่างเขารู้จักนางหรือ ไม่เคยกระมัง

            หลินหลานหรูเห็นสีหน้าฉางหมิงคล้ายกำลังสงสัยในตัวนางจึงพูดว่า "เจ้าจำข้าไม่ได้หรอก แต่นายของเจ้า เจ้าคงจำได้กระมัง"

            ฉางหมิงเงยหน้าขึ้นไปบนที่นั่งผู้ชมกวาดตามองหนึ่งรอบก็เห็นคนผู้หนึ่งในเสื้อคลุมสีดำที่กำลังมองเขาอยู่เช่นกันใบหน้าโดดเด่นภายใต้หมวกเสื้อคลุม เขาจำได้

            องค์ชาย...

            ฉางหมิงพลันรู้สึกจุกในอกจมูกก็แสบร้อนขึ้นมา ทว่ายังไม่ใช่เวลาเหมาะที่จะมาซาบซึ้งบุญคุณเวลานี้เขากวาดตามองหลินหลานหรูอีกครั้ง ก็เอ่ยเสียงเบากับนางว่า"สังหารผู้พิทักษ์ก่อน"

            ฉางหมิงย่อมรู้กฎถ้าสังหารผู้พิทักษ์ได้แล้ว ความหายนะจะเข้ามาเยือนทันที

            ขณะเดียวกันผู้พิทักษ์ที่ต้องขึ้นสังเวียนก็ก้าวออกจากประตูกรงเหล็กจากนั้นก็มีสตรีนางหนึ่งบนที่นั่งผู้ชมกระโดดลงมาสตรีนางนี้ปิดหน้าด้วยผ้าโปร่งสีขาวไม่ต่างจากหลินหลานหรูที่ข้างเอวยังห้อยป้ายสีเงินเอาไว้

            เมื่อผู้ชมได้เห็นสตรีที่เพิ่งชนะมาร้อยสังเวียนเมื่อไม่กี่วันก่อนตอนนี้ได้กลายเป็นคู่ต่อสู้ของหลินหลานหรูแล้วก็ส่งเสียงฮือฮาเสริมทัพความแข็งแกร่งให้ฝ่ายนั้นขึ้นมา

            หลินหลานหรูมองสตรีผู้มาใหม่นี้รอบกายอีกฝ่ายแผ่ไปด้วยจิตสังหารที่ไม่ธรรมดายังมีผู้พิทักษ์หน้าโหดยืนอยู่อีกผู้หนึ่ง พวกเขาจะรุมนางคนเดียวใช่หรือไม่

            ก่อนหน้านั้นหลินหลานหรูงัดทุกกระบวนท่าออกไปแล้วแม้จะพยายามให้เสียกำลังภายในน้อยที่สุด แต่ก็เสียไปมากกว่าที่คาดไว้โดยเฉพาะสตรีนางนี้ที่เป็นนักสู้จากผู้ชมคงจดจำกระบวนท่าและลูกไม้ของหลินหลานหรูหมดแล้ว

            "น้องสาวกระบวนท่าของเจ้าน่าอัศจรรย์นัก ไม่คิดว่าคนตัวเล็กๆอย่างเจ้าจะซ้อนเขี้ยวเล็บไว้มากถึงเพียงนี้ สู้มาเกือบสิบรอบหากเจ้ายังไม่เหนื่อยก็คงงัดไม้ตายออกมาหมดแล้วกระมัง"

            หลินหลานหรูเชิดหน้าขึ้นนางไม่สนใจสตรีนางนี้ การประลองได้เริ่มขึ้นแล้วฉางหมิงบอกว่าให้กำจัดผู้พิทักษ์ก่อน สตรีนางนี้ก็เอาไว้ทีหลังเถิด

            เสวี่ยเฟิ่งที่ด้านบนไม่ได้ละสายตาไปจากสังเวียนประลองห้าวซือเองก็เคร่งเครียด นัดแนะไว้แล้วว่าอีกเดี๋ยวหลินหลานหรูกำจัดผู้พิทักษ์ได้เขาจะให้สหายลงไปชิงตัวคน

            ยามนี้บนสนามประลองเป็นไปอย่างเคร่งเครียดหลินหลานหรูคนเดียวรับมือสองทาง ส่วนฉางหมิงนั้นยืนอยู่เฉยๆซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด

            หลินหลานหรูเหนื่อยแล้วนางยังกำจัดผู้พิทักษ์ไม่ได้ ตอนนี้หากฉางหมิงขยับ จะกลายเป็นว่าเขากบฏคิดช่วยหลินหลานหรูทันที เพราะเขาจะขยับก็ต่อเมื่อผู้พิทักษ์ใกล้จะล้มหรือเสียเปรียบเท่านั้นซึ่งดูไปแล้ว ผู้พิทักษ์แข็งแกร่งยิ่งกว่าหิน มากกว่าจ้าวมู่อวิ๋นเสียอีกกลับเป็นหลินหลานหรูที่อ่อนแรงลงเรื่อยๆ

            หลินหลานหรูถูกฝ่ามือของผู้พิทักษ์ซัดจนถอยไปหลายจั้งหวิดจะตกลานประลองเพียงเฉียดฉิว

            จากนั้นก็ตามมาอีกสองฝ่ามือเป็นผู้พิทักษ์และนักสู้จากฝั่งผู้ชมลงมือพร้อมกันหลินหลานหรูเห็นรอยยิ้มบนแววตาของสตรีนางนั้นถึงได้รู้ว่าฝ่ามือนี้คือท่าไม้ตายของอีกฝ่าย

            ผู้ชมด้านบนเองก็ลุ้นเห็นหลินหลานหรูยืนอยู่กับที่ ก็ตกใจพูดว่า "นางยืนรอความตายหรือไรรีบหลบสิ!" เป็นผู้ชมบางคนเดือดร้อนแทนนาง

            แท้จริงแล้วหลินหลานหรูได้เคลื่อนกำลังภายในอยู่เงียบๆทันทีที่คู่ต่อสู้ทั้งสองคนส่งฝ่ามือเข้ามาพร้อมกันหลินหลานหรูก็รับพลังมหาศาลนี้ไว้คนละฝ่ามือ

            การกระทำนี้ของหลินหลานหรูบ้าบิ่นสุดๆ

            หลินหลงอวี้บนชั้นที่สี่ถึงกับลุกขึ้นยืน

            เสวี่ยเฟิ่งพลันใจกระตุกได้ยินห้าวซือพูดว่า "หากนางไม่มั่นใจ นางจะไม่รับฝ่ามือนั้น"

            เป็นอย่างที่คาด ผู้พิทักษ์นายนั้นพร้อมกับนักสู้จากฝั่งผู้ชมจู่ๆ ก็ถูกพลังของหลินหลานหรูสะท้อนกลับลอยกระเด็นไปกองกันอยู่กลางสังเวียน แม้จะยังทรงตัวยืนได้ แต่ก็บาดเจ็บภายในสาหัส

            หลินหลานหรูเหยียดยิ้มน้อยๆ"นี่คือพลังของวิชามาร ที่ข้าฝึกมาอย่างยากลำบากเชียว"

            สตรีนักสู้ผู้ได้รับฉายาไร้พ่ายชนะร้อนสังเวียนเพียงไม่ถึงครึ่งปี ยามนี้กระอักเลือดแววตาที่มองหลินหลานหรูจึงยิ่งเข้มขึ้น พูดว่า"ลมปราณของเจ้าถึงกับมีสองสาย!"

            "มิหนำซ้ำยังเป็นวิชาสองแขนงที่ไม่มีทางเข้ากันได้"ผู้พิทักษ์พูดพลางกุมหน้าอกที่ได้รับบาดเจ็บ"ศาสตร์โบราณเน้นการบ่มเพาะพลังทิพย์กว่าสามพันปีมีแค่พรรคมารชั้นสูงเท่านั้นที่สืบทอดกันอยู่ไม่คิดว่าจะยังมีโอกาสได้เห็น"

            เพียงแต่เดิมทีศาสตร์นี้ก็เป็นวิชาต้องห้ามหากนำมาฝึกในยุคสมัยนี้ ผลที่ออกมาเกรงจะเป็นโทษมากกว่าประโยชน์ ตามหลักแล้วพื้นฐานร่างกายของคนในยุคสมัยนี้ยากจะหาคนที่ร่างกายเหมาะสมฝึกแล้วยังมีชีวิตอยู่ต่อได้

            แต่กับหลินหลานหรูนั้นต่างออกไปนางที่ตอนเด็กถูกเหลยเมี่ยวถ่ายทอดจิตมารให้ จากนั้นนางก็ให้เฉิงอิ้นผนึกไว้ผ่านมาหลายปีร่างกายของนางย่อมเติบโตและคุ้นชินกับพลังนี้ทว่านางใช้เวลาแค่สามปีบ่มเพาะพลังทิพย์ตอนที่ฝึกวิชามารสูงสุดแปดขั้นเท่านั้นจิตมารของเหลยเมี่ยวก็ยังอยู่ แต่พลังทิพย์ไม่มีทางแข็งแกร่งได้

            "พูดผิดแล้ว พลังทิพย์ของข้าแค่ยืมผู้อื่นมาใช้เท่านั้น" พลังทิพย์ครึ่งหนึ่งของอู่เทียนไฉ่อยู่ในตัวนางไม่เช่นนั้นนางคงไม่สามารถรับฝ่ามือของสองคนนี้ได้

            ยามนี้ผู้พิทักษ์ใกล้พ่ายแล้วฉางหมิงจึงขยับ

            จู่ๆ เขาก็วิ่งไปหาหลินหลานหรูแต่ใครจะคิดว่าเขากลับคว้ามีดที่หลินหลานหรูจู่ๆ ก็ส่งออกไปท่วงท่าของคนทั้งสองสอดรับประสานกันได้ทันจังหวะ จากนั้นฉางหมิงก็พลิกตัวกลับแล้วสังหารผู้พิทักษ์ในพริบตา

            "กบฏแล้วเปิดค่ายกลผู้พิทักษ์!" มีผู้ชมคนหนึ่งตะโกนขึ้น

            ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายในสังเวียนตามกฎ หากผู้พิทักษ์ถูกฆ่าไม่ว่าจะสาเหตุใด จะเรียกคนลงมือว่ากบฏจากนั้นก็จะเปิดค่ายกลผู้พิทักษ์ ดังนั้นใครก็ตามที่อยู่ในเขตค่ายกลจะถูกผู้พิทักษ์สังหารสิ้นทั้งหมด

            นี่คือหายนะที่ฉางหมิงรู้ล่วงหน้าเช่นกันคนที่งงจึงเป็นหลินหลานหรูผู้ไม่รู้กฎ

            พริบตาเดียวผู้ชมด้านบนก็เริ่มชุลมุน ต่างคนต่างรีบหาทางออกเพื่อเอาชีวิตรอด

            "ข้าบอกแล้ว"ห้าวซือพลันหัวเสีย

            เดิมทีการไถ่ตัวคือเรื่องลวงผู้คนน่าจะเอะใจตั้งแต่ให้ผู้พิทักษ์ขึ้นประลองแล้ว เพราะถ้าหากหลินหลานหรูอยากชนะจะต้องฆ่าผู้พิทักษ์ เช่นนั้นพวกเขาก็ยกกฎมากล่าวอ้างว่าหลินหลานหรูเป็นกบฏได้กล่าวโดยสรุปคือ ตั้งแต่เริ่มหลินหลานหรูก็ถูกกำหนดให้แพ้แล้ว

            หลินหลานหรูยังงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็มีฝ่าเท้าของสตรีที่กระอักเลือดนางนั้นตามมา "น้องสาว ช่างหัวพวกเขาเถอะการประลองของเจ้ากับข้ายังไม่จบ วันนี้ข้าจะเอาชนะเจ้าแล้วกู้ชื่อเสียงของข้ากลับมา!"

            บ้าไปแล้ว คนอื่นกำลังหนีแต่เจ้ากับอยากสู้กับข้าให้รู้ชนะ

            คราวนี้พละกำลังของอีกฝ่ายมากขึ้นตามแรงฮึกเหิมหลินหลานหรูที่เสียพลังไปมากรับมือไม่ทัน จังหวะที่นางกำลังจะตกจากขอบสนามประลองที่ด้านบนชั้นสี่ก็มองเห็นบุรุษใบหน้าเฉยชาผู้หนึ่งกำลังพลิกตัวกระโดดลงมา

            ทว่าเท้าของนางได้ตกขอบสนามประลองไปแล้วเขาผู้นั้นยังคิดจะสู้กับนางอีกหรือ

            เสวี่ยเฟิ่งเห็นหลินหลานหรูกำลังจะตกที่ขอบสนามมีเหล็กแหลมฝังอยู่ ห้าวซือแม้ให้สหายลงไปแล้วแต่กลับสู้ติดพันอยู่กับสตรีที่ปิดใบหน้าด้วยผ้าขาวนางนั้นส่วนฉางหมิงต้องรับมือกับผู้พิทักษ์สองคนที่เฝ้าประตูกรงเหล็กซ้ำร้ายทางเข้าด้านบนแต่ละด้านของโถงสังเวียนที่หนึ่งร้อยนี้ ก็เริ่มได้ยินเสียงเกราะเหล็กของผู้พิทักษ์ชั้นจำนวนมากดังใกล้เข้ามา

            ห้าวซือมีแต่ต้องพาเสวี่ยเฟิ่งรีบออกไปแต่เจ้าหนุ่มผู้นี้ใช่บาดเจ็บสาหัสอยู่หรือไม่แม้แต่แรงของเขายังรั้งอีกฝ่ายไม่อยู่พริบตาเดียวเสวี่ยเฟิ่งก็เคลื่อนไหวรวดเร็วไปช่วยหลินหลานหรูแล้วเขาเลยจำใจต้องกระโดดลงไปที่สนามประลองด้วย

            เสวี่ยเฟิ่งใช้วิชาตัวเบาชิงตัดหน้าบุรุษที่กระโดดลงมาจากชั้นสี่เข้าไปรับตัวหลินหลานหรู นางจึงหวิดพ้นจากเล็กแหลมขึ้นสนิมเหล่านั้นมาได้

            พอได้กลิ่นกายที่คุ้นเคยหลินหลานหรูก็กอดเสวี่ยเฟิ่งไว้แน่น ซบหน้ากับแผ่นอกกว้าง แล้วไม่มองสิ่งใดอีก

            "น้องหก เจ้าเองหรอกหรือ"บุรุษบนชั้นสี่ที่กระโดดลงมานั้นที่แท้คือองค์ชายรองเขาแค่รับคำร้องขอของหลินหลงอวี้ให้ลงมาช่วยคนเท่านั้นอีกอย่างเขาเองก็เห็นว่าสตรีนางนี้ฝีมือไม่ธรรมดา หากดึงมาเป็นพวกได้วันหน้านางย่อมช่วยเขาทำงานใหญ่ได้แน่

            แต่ไม่คิดว่าสตรีนางนี้จะเป็นคนของน้องหก

            เสวี่ยเฟิ่งไม่ได้เงยหน้ามององค์ชายรองตั้งแต่แรกแล้วตอนนี้เขากำลังก้มมองหลินหลานหรูที่กำลังซบอกเขาอยู่ ดูท่านางจะอ่อนแรงมากสู้มานานเกือบห้าชั่วยาม จะไม่ให้เหนื่อยได้อย่างไรรู้เช่นนี้ใจของเขาถึงกับรู้สึกปวดแปลบขึ้นมา

            แม้แต่ยามตอบพี่ชายเสวี่ยเฟิ่งก็ไม่ได้ละสายตาไปจากหลินหลานหรู "อืม พี่รองสบายดีหรือไม่"

            เจิ้งเสวี่ยหมิงชะงักเป็นครั้งแรกที่น้องหกเมินเขาเพราะสตรีนางเดียว จึงพูดหยั่งเชิงแต่เจตนาก่อกวนว่า"ส่งนางให้ข้า"

            เป็นดังคาด...

            เสวี่ยเฟิ่งถึงกับเงยหน้าขึ้นมองแววตาวาวโรจน์ราวกับมีไฟสุมอยู่ในนั้น

            ฮึ!ลูกพยัคฆ์ตนนี้ถึงกับมีความรักเสียแล้ว เจิ้งเสวี่ยหมิงนึกในใจ

            "เช่นนั้นเจ้าก็อย่าหวังจะได้ออกไปจากที่นี่" เจิ้งเสวี่ยหมิงพูดองค์ชายรองผู้เรียกได้ว่าเป็นเทพสงครามมาเกิดหากเขาคิดจะขวางน้องชายที่ยามนี้ใบหน้าซีดเซียวแล้ว อีกฝ่ายจะขยับปีกบินได้หรือ

            เสวี่ยเฟิ่งพองขนดั่งพยัคฆ์ทันทีเขาส่งหลินหลานหรูให้ห้าวซือ ทว่าสายตานางทำให้เขารู้สึกอ่อนยวบไปทั้งใจ

            ในแววตาของนางกำลังบอกเขาว่า 'ข้าไม่อยากจากท่าน' เช่นนี้แล้วเขาแทบห้ามใจตัวเองไม่ไหวบทนางจะน่ารักเอาใจ ก็ทำได้ดีทีเดียว แต่มันไม่ถูกเวลา!

            หลินหลานหรูไม่มีแรงต่อต้านแล้วแม้ไม่อยากทิ้งเสวี่ยเฟิ่งไว้ แต่นางก็ไม่อาจอยู่เป็นภาระให้เขา จึงทำตัวว่าง่ายเข้าใจเจตนาของเขา แล้วพูดว่า "ข้าจะรอท่านที่คฤหาสน์สกุลซือ"

            เสวี่ยเฟิ่งพยักหน้า

            หลินหลานหรูเห็นเพียงแผ่นหลังของเสวี่ยเฟิ่งค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆ ตอนนี้ทางออกด้านบนถูกผู้พิทักษ์ชั้นปิดล้อมหมดแล้วเหลือเพียงทางออกเดียวคือด้านล่าง ตรงประตูกรงเหล็กของสังเวียนประลองประตูที่ผู้พิทักษ์ลากนักสู้ที่บาดเจ็บหรือล้มตายออกทางนี้

            นางได้ยินเสวี่ยเฟิ่งพูดว่า 'พี่รอง' เช่นนั้นอีกฝ่ายคงจะยั้งไมตรีสายเลือดไว้อยู่กระมังอีกอย่างที่ข้างกายเสวี่ยเฟิ่งยังมีฉางหมิงอยู่ เช่นนั้นนางก็วางใจ ปล่อยให้ห้าวซือพาออกจากพิภพร้อยสังเวียนอย่างว่าง่าย

             

            จ้าวมู่อวิ๋นยืนสั่งทหารให้ตรวจค้นคลังสมบัติของเหล่าพ่อค้าที่มีรายชื่ออยู่ในกระดาษแผ่นนั้นขององค์ชายสาม

            ไม่นานก็มีนายทหารวิ่งออกมารายงานว่า"ใต้เท้า พบหีบเงินแล้วขอรับ"

            จ้าวมู่อวิ๋นถึงกับขมวดคิ้วเรื่องนี้จะง่ายเกินไปหรือไม่ "พ่อค้าต้าถู่ผู้นั้นอยู่ที่ใด"

            "เรียนใต้เท้าข้าน้อยคุมตัวเขาไว้ในห้องโถงด้านหน้าขอรับ"

            จ้าวมู่อวิ๋นเดินตรงมาที่ห้องโถงโดยการนำของนายทหารคนเมื่อครู่สิ่งแรกที่ได้ยินจากคนข้างในคือ "พวกข้าถูกใส่ร้ายทุกวันสามีข้าอยู่แต่ในเรือน น้อยนักจะออกไปข้างนอกจะไปขโมยเงินของทางการมาได้อย่างไร พวกท่านเข้าใจผิดแล้วต้องมีผู้ใดใส่ร้ายสามีข้าแน่นอน ใต้เท้า..."

            ผู้ช่วยคนสนิทของจ้าวมู่อวิ๋นที่อยู่ข้างในจึงพูดขึ้นว่า"พวกข้าตรวจพบเงินทั้งหมดเจ็ดหีบแล้วล้วนแต่มีเครื่องหมายประทับตราจากราชสำนัก แต่กลับไม่มีหนังสือลงนามครอบครองพวกเจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร"

            บุรุษเพียงหนึ่งเดียวในบ้านถึงกับเงียบกริบถูกภรรยาทุบตีให้เปิดปากพูด ให้บอกพวกทหารว่าเขาถูกใส่ร้าย "ฮูหยิน..."

            เขาจะบอกได้อย่างไรในเมื่อเงินนั้นเขาก็ได้มาโดยไม่สุจริตจริงๆ เป็นเขาที่หลายปีมานี้สมคบคิดกับขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งยักยอกเงินหลวงออกมาทีละน้อย เพียงแต่บนเงินมีตราของทางการประทับอยู่ดังนั้นจึงใช้จ่ายไม่สะดวก เก็บไว้นานวันเข้าก็เพิ่มพูนถึงเจ็ดหีบหลายวันก่อนกำลังหาทางนำออกไป ไม่คิดว่าวันนี้จะเกิดเรื่อง

            จ้าวมู่อวิ๋นได้ยินน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนจากปากพ่อค้าผู้นั้นไม่ปฏิเสธสักนิดว่าถูกเข้าใจผิด เดิมทีเขาคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะปฏิเสธแต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้เค้นให้เปิดปากก็คงสาวไปถึงตัวองค์ชายหกไม่ได้ดังนั้นจึงหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู ไม่คิดเข้าไปข้างในอีกเพียงสั่งให้นายทหารขนหีบเงินเหล่านั้นออกไป

            ต่อจากนั้นก็ยังมีจวนพ่อค้าอีกหลายสิบคนที่เขาพบเงินของทางการจำนวนมากรวมๆ แล้วแม้ไม่มากเท่าเงินที่หายไป แต่ก็มากพอให้สร้างเขื่อนได้จนแล้วเสร็จ

            ทว่าจ้าวมู่อวิ๋นไม่ได้โง่ที่จะมองเบื้องหลังของเรื่องนี้ไม่ออกเลยแม้จะยังไม่รู้ว่าเงินของจริงไปอยู่ที่ใด ช่วงนี้เขาก็แค่ไหลตามน้ำหาเงินมาทดแทนให้การเดินงานสร้างเขื่อนไม่หยุดชะงักจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนทั้งเมืองก็พอ

            เงินที่ได้มาทั้งหมดนี้เพียงมองก็รู้ว่าไม่ได้มาจากที่เดียวกัน สีที่หมองไปของก้อนเงินตราประทับที่ไม่สม่ำเสมอ ก็บอกชัดแล้วว่าผลิตขึ้นในปีที่ต่างกัน

            ตกลงเป็นผู้ใดที่เล่นตลกกับเขาอยู่

            "ใต้เท้าจะให้ขนเงินทั้งหมดนี้ไปไว้ที่ใดขอรับ"

            จ้าวมู่อวิ๋นกำลังจะตอบแต่หยุดชะงักไว้ก่อน เมื่อเห็นผู้ช่วยคนสนิทที่เขาให้อีกฝ่ายไปสืบเรื่องของสตรีที่อยู่กับองค์ชายหกในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น

            "ใต้เท้า" อีกฝ่ายคารวะก่อนรายงานว่า "ใต้เท้า แท้จริงแล้วสตรีนางนั้นเป็นญาติห่างๆของคหบดีซือขอรับ นางชื่อจื่อเหวิน มาจากตระกูลคหบดีในเมืองฟูโจวคนที่ติดตามนางมาก็มีแค่สาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวหลันระหว่างทางพวกนางบังเอิญพบองค์ชายหก จึงได้ติดตามมาด้วยกันขอรับส่วนตอนนี้พวกนางพักอยู่ในคฤหาสน์สกุลซือ"

            "ไม่มีความสัมพันธ์อื่นหรือ"ตอนแรกจ้าวมู่อวิ๋นคิดนำเงินทั้งหมดไปไว้ในคลังเก็บสินค้าของคหบดีซือแต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำ เป็นไปได้ว่าองค์ชายหกอาจเข้าหาคุณหนูจื่อผู้นั้นแล้วสมคบคิดกับซือหม่าตั๋วอีกทีดังนั้นเขาจึงหันไปสั่งกับนายทหารคนเมื่อครู่ให้นำเงินทั้งหมดไปไว้ในเขตที่พักขององค์ชายสาม

            จากนั้นก็ฟังผู้ช่วยคนสนิทรายงานว่า"ข้าน้อยไม่แน่ใจนัก แต่ตอนเข้าเมืองมา ดูเหมือนองค์ชายหกจะให้ความสนิทสนมกับสาวใช้ที่ชื่อเสี่ยวหลันเป็นพิเศษขอรับ"

            จ้าวมู่อวิ๋นพยักหน้ารับรู้ก่อนปล่อยให้ผู้ช่วยคนสนิทไปทำงานต่อ

            น่าแปลกที่องค์ชายหกผู้หยิ่งผยองจะให้ความสนใจสาวใช้ต่ำต้อยนางหนึ่งได้แต่กลับเมินเฉยคุณหนูจื่อที่ลูกน้องรายงานว่างดงามผุดผาดนัก

            ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองสีท้องฟ้าด้านบนอีกเดี๋ยวฟ้าก็จะสว่างแล้ว เขายังมีที่ที่หนึ่งต้องไป

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน