ท้องฟ้ามืดแล้ว แม้แต่ดวงดาวก็แขวนอยู่บนท้องฟ้า
เซียวสิงเยี่ยนทำอาหารง่าย ๆ สองอย่าง เขาไม่เห็นอันเยว่และกู่หยางมาตลอดช่วงบ่าย จึงอดรู้สึกกังวลนิดหน่อยไม่ได้
“นี่เกิดอะไรขึ้น? อันเยว่แตะต้องของของข้าอีกแล้ว!”
หยูยวนเก็บตัวอยู่ในห้องยาตลอดบ่าย ยามนี้เขาเพิ่งคิดค้นยาพิษตัวใหม่สำเร็จ และในขณะที่เขากำลังคิดจะเปรียบเทียบกับยาพิษตัวก่อน ก็กลับพบว่ายาพิษที่ทำเสร็จก่อนหน้านี้หายไป
“ทำไมพวกเขายังไม่กลับมาอีก?”
เซียวสิงเยี่ยนที่ไม่มีกะจิตกะใจฟังหยูยวนพูดถอนหายใจเสียงต่ำ พลางเฝ้ามองไปยังประตูทางเข้า
สองคนนี้ถือได้ว่าอ่อนแอที่สุดในบ้าน ไม่รู้ว่าพวกเขาไปอยู่ไหนตลอดช่วงบ่าย และอะไรทำให้พวกเขาไม่อยากกลับบ้าน
“สุดท้ายก็แอบขโมยยาพิษของข้าไปจนได้ หากนำไปใช้กับใคร เกรงว่าต้องเกิดเรื่องแน่ ๆ”
หยูยวนเผยสีหน้าเป็นกังวลออกมาอย่างไม่เห็นได้บ่อยนัก เขาเดินออกจากห้องยาไปที่ข้างกายเซียวสิงเยี่ยนด้วยพร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงเฝ้ามองไปข้างนอก เขาก็พึมพำขึ้นมาหนึ่งคำ “เจ้ากำลังรออันเยว่หรือ?”
“อันเยว่พากู่หยางไปด้วย”
“ว่าไงนะ?”
ความสัมพันธ์ระหว่างอันเยว่และกู่หยางกล่าวไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดี ก่อนจะผลิตสบู่ กู่หยางรังเกียจที่จะพูดกับอันเยว่แม้แต่ครึ่งคำ
ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้พวกเขายังออกไปด้วยกัน ทั้งคู่ออกไปตลอดช่วงบ่ายจนป่านนี้ยังไม่กลับ เลี่ยงไม่พ้นที่จะทำให้คนคิดเตลิดไปไกล
“นางคงไม่ได้…”
เซียวสิงเยี่ยนรู้ว่ากู่หยางขาดความเกรงใจต่ออันเยว่ แม้แต่ครั้งก่อนที่เขาลงมือกับนางก็ถือว่าโหดร้ายมาก
หากอันเยว่ขายเขาเพราะความโกรธจริง ๆ เซียวสิงเยี่ยนนั่งไม่ติดแล้วเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จากนั้นก็ตบโต๊ะอย่างแรงแล้วลุกขึ้นยืน
“เสียดายที่ข้าปูบันไดหน้าห้องให้นาง ไป เราไปหาพวกเขากัน!
หยูยวนรู้สึกงงเล็กน้อย เพราะอันเยว่ในยามนี้ นางมีเงินหลายพันตำลึงอยู่ในมือ ไยนางจะสนใจกับเศษเงินสิบยี่สิบตำลึงนั่น
แต่เมื่อนึกได้ว่ายาพิษอยู่ในมืออันเยว่ หยูยวนจึงตัดสินใจที่จะออกไปกับเซียวสิงเยี่ยน
อันที่จริง ยาพิษตัวนี้ยังไม่เคยถูกใช้ และเขาไม่รู้ว่าลักษณะของพิษจะเป็นอย่างไรเมื่อออกฤทธิ์ จึงมีความคาดหวังอยู่บ้าง อย่างน้อยให้อันเยว่ใช้ยาพิษ เขาจะได้เห็นประสิทธิภาพของมัน
ทั้งสองคนเดินจากถนนตะวันตกไปยังถนนตะวันออก แต่ตลอดเส้นทางก็ยังไม่เห็นเงาของอันเยว่และกู่หยาง สุดท้าย พวกเขาได้ยินคนพูดถึงเรื่องเมื่อช่วงบ่ายที่นอกร้าน
“พวกเจ้าได้ยินแล้วหรือยัง? ว่าช่วงบ่ายมีโจรเข้ามาในเมือง”
“ได้ยินแล้ว ตอนนั้นข้ายังเห็นว่าโจรจับตัวคนกลับไปด้วย”
“เหมือนจะเป็นเถ้าแก่ร้านลี่เจี๋ย เช่นนี้คือต้องการขู่กรรโชกหรือเปล่า?”
“ช่วงนี้การค้าของนางอู้ฟู่มาก ยากจะรับรองได้ว่าผู้อื่นเห็นแล้วจะไม่อิจฉาตาร้อน”
……
คนกลุ่มหนึ่งกระซิบกระซาบกัน สิ่งนี้ยิ่งทำให้เซียวสิงเยี่ยนไม่สามารถเดินต่อไปได้อีก เมื่อเดินไปข้างหน้าอีกสองก้าวก็เห็นล้อรถเข็นตกอยู่ไม่ไกลจากร้าน แน่นอนว่าเซียวสิงเยี่ยนจำได้ว่านี่คือรถเข็นของอันเยว่
โจรที่สมควรตาย หรือว่าโจรเหล่านี้จะจับอันเยว่และกู่หยางไปจริง ๆ?
“หยูยวน เจ้ากลับไปรอที่บ้าน ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ”
เซียวสิงเยี่ยนพูดจบและกำลังจะลุกขึ้น แต่หยูยวนกลับจับเขาไว้เสียก่อน “เดี๋ยว อย่าร้อนใจไป”
“จะไม่ให้ข้าร้อนใจได้อย่างไร? ปกติคนอย่างกู่หยางก็พูดจาโผงผางอยู่แล้ว ยังดีที่อยู่ร่วมกับเราได้ แต่อยู่ข้างนอกเขาต้องเสียเปรียบแน่นอน ประกอบกับมีตัวหายนะอย่างอันเยว่อยู่ด้วย หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริง นางต้องผลักกู่หยางออกไปเป็นโล่กำบังแน่ ๆ”
หยูยวนคิดจะโต้แย้งสองคำ แต่ทุกคำพูดของเซียวสิงเยี่ยนนั้นมีเหตุผล และไม่ให้โอกาสเขาโต้แย้งได้เลย
บนภูเขา ณ เวลานี้ อันเยว่เพิ่งปลุกกู่หยางและประคองเขาให้นั่งพิงกำแพง เพื่อจะได้รู้สึกสบายตัวมากขึ้น
“หากมิใช่เพราะข้าดึงดันหยุดนางไว้ เราก็ไม่ต้องเจอเรื่องมากมายเช่นนี้ ข้าทำให้เจ้าพลอยติดร่างแหไปด้วย อีกเดี๋ยวหากโจรมาจับพวกเราไป เจ้าจงหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อให้เจ้าผลักทุกอย่างมาที่ข้าก็ไม่เป็นไร”
อันเยว่บอกอย่างตั้งใจ บุรุษตรงหน้าคือสามีของนาง ในฐานะภรรยานางจำเป็นต้องรับผิดชอบในส่วนที่ภรรยาพึงกระทำ มิเช่นนั้น อนาคตนางคงไม่สามารถสู้หน้า
ตราบใดที่ยังไม่ได้หย่า ความรับผิดชอบจึงยังมีอยู่ และอันเยว่ก็ไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบแบบนั้น
“อย่า…”
“เจ้า ออกมานี่!”
ก่อนที่กู่หยางจะพูด ประตูห้องขังก็ถูกเปิดออก ตรงประตูทางเข้ามีโจรคนหนึ่งชี้นิ้วมาที่อันเยว่ เมื่อเห็นอันเยว่ยังนิ่งไม่ขยับ นางก็พุ่งเข้ามากระชากอันเยว่ทันที
“เจ้าเบาหน่อยสิ ขาข้าหักอยู่นะ!”
อันเยว่เอ่ยอย่างช่วยไม่ได้ คนคนนั้นทำเหมือนไม่ได้ยินแล้วลากอันเยว่เดินไปข้างหน้า
ยังดีที่นางได้รักษาตัวมาหนึ่งเดือนเศษและดีขึ้นแล้ว รวมกับอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รุนแรงมาก
อันเยว่ถูกลากมายังสถานที่ที่ดูเหมือนจะเป็นห้องโถงด้านหน้า มันดูค่อนข้างกว้าง มีเก้าอี้สองสามตัวอยู่ด้านข้าง ทั้งหมดคลุมด้วยหนังสัตว์
ตำแหน่งบนสุดว่างเปล่า พี่ใหญ่ของพวกนางไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน
“พวกเจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม?”
อันเยว่พยายามไม่ให้ขาข้างที่หักของตัวเองโผล่ออกมาข้างนอก มิเช่นนั้น หากถูกกระแทกอีกครั้งนางอาจทนไม่ไหว
“ข้าว่าฆ่านางทิ้งก็สิ้นเรื่อง!”
“เป็นสตรีที่ชั่วร้ายจริง ๆ!”
“ฆ่านางไม่ได้ ที่นางยังมียาถอนพิษ”
……
อันเยว่ยังไม่ทันเอ่ย คนเหล่านี้ก็เริ่มแสดงความเห็นกันแล้วว่าควรฆ่าอันเยว่ดีหรือไม่
นางอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ ด้วยความสามารถที่มีจำกัดของนาง แม้แต่จะคัดค้านก็ยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับการปกป้องตัวเอง
เกรงว่าต่อไปคงลงเอยด้วยคำกล่าวที่ว่าเขาเป็นคนมีอำนาจชี้ต้นตายชี้ปลายเป็น ส่วนนางก็เป็นเนื้อบนเขียง นางกวาดสายตาหวาดกลัวไปยังใบหน้าของทุกคน และพบว่าพวกเขาเต็มไปด้วยไอสังหาร
แต่เดี๋ยวก่อน!
เมื่อครู่นางได้ยินว่าอะไรนะ? ยาถอนพิษหรือ?
“พวกเจ้าหมายถึงยาถอนพิษอะไร?”
บางทีนี่อาจเป็นหนทางรอด อันเยว่แตะเอวของตัวเอง ขวดเล็ก ๆ ที่บรรจุยาพิษขวดนั้นตอนนี้ว่างเปล่า ไม่รู้ว่าเมื่อครู่นางได้สาดยาพิษใส่ใครไปในตอนที่ทำอะไรไม่ถูก
คงไม่ได้…
“ยังจะแกล้งโง่อีก ก็ในเมืองฮวาตู เจ้าใช้ยาพิษกับพี่ใหญ่ของเรา ตอนนี้นางยังนอนบนเตียงอยู่เลย”
“คนอย่างเจ้า ต่อให้ฆ่าเจ้าตายก็ไม่สาสมกับความโกรธแค้น!”
“แค่เจ้ามอบยาถอนพิษให้เรา ข้าจะคิดหาวิธีไว้ชีวิตเจ้า”
คนเหล่านี้พูดเองเออเองเก่งจริง ๆ อันเยว่ยิ่งทุกข์ใจ นางมียาพิษก็จริง แต่นางจะไปรู้ได้อย่างไรว่าใช้อะไรเป็นยาถอนพิษ?
บางทีแม้แต่หยูยวนเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช้อะไรเป็นยาถอนพิษ เช่นนี้แล้วจะให้นางส่งมอบออกไปได้อย่างไร?
“ทุกท่าน ข้าว่าพวกเจ้าโปรดให้โอกาสข้าสักครั้ง ถึงแม้ข้าจะไม่มียาถอนพิษอยู่กับตัว แต่ข้ารู้จักคนที่สามารถถอนพิษ”
“เจ้ากำลังหาข้ออ้างเพื่อคิดหนีออกไปล่ะสิ ข้าจะฆ่าเจ้าซะ และให้เจ้าถูกฝังไปพร้อมกับพี่ใหญ่ของเรา!”
คำพูดนี้โหดเหี้ยมมาก และเป็นการกำหนดโทษให้นาง!