“เสี่ยวหยวน จะไป้าอีกแล้วหรือลูก” เสียงของผู้หญิงวัยสามสิบที่กำลังง่วนอยู่กับการดูแลเด็กน้อยอีกสองคน ซึ่งกำลังคลอเคลียนางไม่ห่าง “รีบไปรีบกลับนะลูก”
“ขอรับท่านแม่ วันนี้ข้าแค่ขึ้นไปดูแปลงเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรมากขอรับ เดี๋ยวข้าจะรีบกลับนะขอรับ”
“วันนี้พ่อเ้าคงกลับมาด้วย”
“ทราบแล้วขอรับท่านแม่ เดี๋ยวข้ามานะขอรับ”
เด็กชายวัยสิบขวบหันกลับไปมองมารดาที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดแจงสิ่งต่างๆ โดยมีเ้าสองแฝดคนละฝากำลังวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ เขาก็เดินขึ้นไปยังเนินเขาหลังบ้านที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลเท่าไรนัก โดยมีเป้าหมายคือแปลงผักและแปลงมันที่เขาเพิ่งจะค้นหาพันธุ์ได้เมื่อไม่นานมานี้
ผ่านไปกว่าสิบปีแล้วั้แ่เขาลืมตาดูโลก แม้ว่าเขาจะลืมหลายๆ อย่างไปบ้าง แต่ก็ยังมีความทรงจำส่วนใหญ่ของชาติที่ผ่านมาอยู่ และที่สำคัญที่สุดก็คือเขามีพ่อแม่ที่รักเขามากๆ และยังมีน้องแฝดหญิงชายอีกหนึ่งคู่ ที่ถึงแม้จะอายุเพียงแค่หกขวบ แต่ก็เป็เด็กดีไม่ดื้อไม่ซน ทั้งยังเชื่อฟังเขามากๆ จนบางครั้งก็มากเสียกว่าการที่ทั้งสองจะเชื่อฟังท่านพ่อท่านแม่เสียด้วยซ้ำ
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา...
พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลจากความเจริญมากเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมายนัก เนื่องจากท่านพ่อที่เป็บัณฑิตซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับงานเขียนไม่น้อย จึงสามารถขายความรู้เป็สิ่งยังชีพได้
ส่วนท่านแม่เองก็ผิดออกไปจากสามัญสำนึกอยู่พอสมควร เพราะในตอนที่เขายังเป็เด็กน้อย ได้มีหลายครั้งที่เขาได้เห็นถึงพลังและฝีมือการต่อสู้ของท่านแม่ที่เกินไปกว่าสามัญสำนึกมากจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร มีครั้งหนึ่งที่มีคนพยายามปล้นท่านพ่อตอนที่กลับมาจากขายงานเขียน กลับกลายเป็ว่าท่านแม่สามารถจัดการคนเ่าั้นับสิบๆ คนได้ในไม่กี่สิบอึดใจ มันเป็อะไรที่ตื่นตาตื่นใจมาก สำหรับคนที่ได้มาเกิดใหม่พร้อมกับความทรงจำเดิมอย่างเขา
ยิ่งเป็คนที่ใฝ่ฝันที่จะไปเกิดใหม่ในต่างโลกมานับครั้งไม่ถ้วน
ทั้งยังมีครอบครัวธรรมดาๆ ที่รักกันอย่างจริงใจในฝันแล้วด้วย...
มันเป็ชีวิตใหม่ที่เขาอยากมีมันมาทั้งชีวิต!
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมากมายถึงความรู้ความคิดที่มาจากความทรงจำเดิม พยายามใช้ชีวิตเป็เพียงแค่เด็กธรรมดาๆ ในโลกใบใหม่
แต่สุดท้ายแล้วสองสามปีหลังมานี้ อะไรหลายๆ อย่างก็จะยิ่งยากขึ้น ดินแดนในแถบนี้จู่ๆ ก็ประสบภัยแล้งอย่างต่อเนื่องถึงสามปีซ้อน หมู่บ้านที่เคยสงบร่มเย็นรอบๆ หุบเขาแห่งนี้ ก็ค่อยๆ ประสบกับความอดอยากมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น
จนจากเขตบ้านนอกที่อยู่กันอย่างสงบร่มเย็น เริ่มมีคนหนุ่มสาวที่แห่กันออกไปทำมาหากินในเมือง บ้างก็มีการผันตัวไปเป็โจรก็มี ไม่ว่าจะไม่ได้ชอบความวุ่นวายมากมายเท่าไรนัก แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจที่ลงมือทำอะไรบางอย่าง เพื่อที่จะรักษาชีวิตสงบสุขเอาไว้ให้ได้
ถึงพวกเขาห้าคนพ่อแม่ลูกจะไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อสังคมโดยรอบเริ่มเดือดร้อน ความขุ่นมัวเหล่านี้ก็มากพอที่จะทำให้ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งจิตตกได้ง่ายๆ
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก่อนที่จะเข้าหน้าหนาวไม่กี่วัน เขาถึงได้ตัดสินใจที่จะใช้ความรู้เดิมที่พอมีเื่พืชพรรณ เพื่อเสาะหาบางอย่างที่พอจะตอบสนองความ้าอาหารพื้นฐานได้บ้าง
มันเทศ
คือสิ่งหนึ่งที่เขาสามารถสามารถคาดหวังได้บ้าง จากปกติที่ปลูกข้าวฟ่างอยู่เป็ประจำในที่ดอน และปลูกข้าวในที่ลุ่มน้ำ แต่ด้วยความแห้งแล้งหรือเพราะอะไรก็ไม่อาจจะทราบได้ อยู่ๆ ก็ปลูกพวกนี้ไม่ค่อยได้ผลเสียอย่างนั้น
หลังจากหาจนพบและตรวจสอบพันธุ์จนรู้แล้วว่ามันเทศบนเขาที่มีอยู่ไม่มาก ก็ยังมีหลากหลายสายพัน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วพวกมันก็ยังเป็พืชโตเร็ว และเริ่มเก็บเกี่ยวได้ใน่สี่เดือนขึ้นไปจนถึงห้าเดือน
แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเฉพาะมันที่เขาปลูกตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปได้สองเดือนกว่าๆ ก็มีหัวลงดินพร้อมเก็บในไม่ช้า ทั้งๆ ที่ก็เพิ่งจะเข้า่ฤดูใบไม้ผลิตอนปลายยังไม่เข้าฤดูร้อนเลยด้วยซ้ำ
แต่ไม่ว่าจะด้วยเพราะอะไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดก็คือเขามันใจแล้วว่า แม้จะเป็คนอื่นๆ ก็สามารถปลูกมันเทศพวกนี้ได้เช่นกัน เพราะขนาดเ้าตัวเล็กทั้งสองที่แค่อยากตามมาเล่นด้วย แล้วทดลองปลูกแบบไม่ได้ยกแปลงเสียด้วยซ้ำ ก็ยังงอกเงยดีจนตอนนี้เถามันแผ่กระจายไปทั่วแล้ว
ซึ่งก็หมายความว่ามันเป็สิ่งที่คนอื่นๆ เองก็สามารถนำไปปลูกได้เช่นเดียวกัน
แต่นั่นก็ต้องรอไปจนถึงปีหน้าโน่นเลยกว่าที่จะเริ่มกระจายให้คนในหมู่บ้านใกล้ๆ ได้เริ่มเพาะปลูกกันเอง
แต่ก็นั่นแหละเื่นั้นมันยังไกลออกไปมาก สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือปัจจุบัน และวันนี้เขาตั้งใจว่าจะลองเก็บมันที่หัวโตพอกลับมาบ้านสักไม่กี่หัว เพื่อให้ท่านพ่อที่ติดตามกองคาราวานของหมู่บ้านลงไปขายงานเขียนด้วย ได้ลองชิมตามที่เขาได้คุยโม้เอาไว้เสียยกใหญ่ ถึงก่อนหน้านี้เขาได้ลองกินมันเผาหัวเล็กๆ ไปแล้วหัวหนึ่งจากต้นพันธุ์ที่เขาหาเจอ แต่นั่นก็ยังเป็เื่ที่มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้
แต่ถึงอย่างนั้นแม้เขาจะรบเราให้ท่านแม่ช่วยจ้างคนมาพรวนดินยกแปลงที่เนินหลังบ้าน ซึ่งไกลออกไปไม่มากนัก ท่านแม่ก็ยังตามใจอย่างเคย และยอมว่าจางคนในหมู่บ้านขึ้นมาทำให้ตามที่เขา้า
“แห้งจัง...” ร่างเล็กๆ ของเด็กชายวัยสิบขวบบ่นออกมาเบาๆ ในตอนที่สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ตามที่เขาเคยฝึกอยู่เป็ประจำ แต่อากาศก็แห้งมากจริงๆ ขนาดว่าตอนนี้เพิ่งจะเช้าตรู่อยู่ “ถ้าฝนตกบ้างก็คงจะดีนะ”
เผิงหยวนบ่นกับตัวเองคนเดียวเบาๆ ไม่ว่าจะผ่านไปสิบปีแล้วสำหรับโลกใบใหม่ แต่คนที่เกิดและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ฝนแปดแดดสี่มาทั้งชีวิต กลับต้องมาอยู่ในแผ่นดินที่อากาศแห้งที่ปกติก็แห้งมากอยู่แล้วเนื่องจากเป็เขตที่ห่างไกลทะเล แต่สองสามปีมานี้กลับแย่กว่าเก่า เพราะแม้แต่ฝนต้นฤดูใบไม้ผลิก็ยังไม่ตกลงมาเลยด้วยซ้ำ ทำให้หลังจากที่หิมะละลายไปที่แถบนี้ทั้งหมดอากาศก็ค่อยๆ แห้งลงแห้งลง...
“ถึงสักที” หลังจากที่เดินมาเกือบเค่อ* ในที่สุดเด็กชายก็เดินมาถึงแปลงมันขนาดห้าไร่เศษ มันอาจจะดูเหมือนมากเกินไปสำหรับเด็กตัวเล็กๆ ที่ลำพังแปลงมันของเขสที่ลงมือปักชำจากเถามันมาเองกว่าหนึ่งไร่ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวได้ แล้วก็ยังมีอีกเกือบๆ สี่ไร่ที่เพิ่งปักชำลงไปใหม่จากเถาเดิมที่แผ่ออกไปจนเกือบเต็มพื้นที่ ซึ่งเพิ่งจะปักลงไปใหม่ได้ไม่ถึงเดือนเลย แต่ก็ยังสามารถที่จะไล่ตามทันส่วนที่สองน้องน้อยขึ้นมาทำเล่นๆ ไว้
ไม่รู้ว่าเป็เพราะดินแห้งแล้งหรือว่าเพราะอะไร โดยปกติก็มักจะมีหญ้าขึ้นบ้างประปรายให้ต้องวุ่นวายถอนทิ้ง ไม่อย่างนั้นสำหรับดินแห้งๆ ที่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยแบบนี้ดีไม่ดีผลิตที่ได้อาจจะเหลือแค่ไม่ถึงสามในสิบส่วน
แต่ที่แถบนี้โดยเฉพาะส่วนของที่เป็แปลงที่ถูกยกเป็ร่องขึ้น ไม่มีแม้แต่หญ้าสักต้น ทั้งๆ ที่เถามันแผ่ออกจนเต็มพื้นที่ไปหมดจนต้องพยายามยกและหาไม้มาปักเพื่อให้มันไม่ออกมาจากร่องมันที่ยกไว้
“แปลกดีแฮะทำไมดินที่รากมันถึงได้ดูชื้นๆ ปุ๋ยก็ไม่ได้ใส่เลยสักนิดนี่หว่า” เผิงหยวนยังคงบ่นกับตัวเองเบาๆ ในระหว่างที่กำลังเลือกหัวมันขนาดที่พอเหมาะไปใส่ในตะกร้าที่วางอยู่ใกล้ๆ โดยที่เหลือกหัวเล็กๆ ไปราวยี่สิบหัวสำหรับการลองทำมันหนึบ และหัวใหญ่ๆ อีกสามหัวที่ตั้งใจจะเอาไปให้ท่านแม่ทำกับข้าวกินดู ซึ่งเขาก็ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เด่นชัดขึ้นของผืนดิน
“...!”
ซึ่งในตอนที่เขากำลังพยายามคิดหาเหตุผลอยู่นั้นเอง จู่ๆ ความทรงจำหนึ่งก็หวนกลับมา จนทำให้ร่างเล็กล้มลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่กับพื้น!!
“นี่มันอะไรกัน!!”
............................
*เค่อ = 15นาที