บนเรือนไม้ไผ่ พลอยกวักมือเรียกน้องชายเข้ามาในห้อง ก่อนจะค้นเสื้อตัวใหม่ที่หลวมโครกให้กับนิล เธอคิดว่าไม่เป็ไร เพราะเด็กตัวเล็กนัก อีกหน่อยก็คงใส่ได้ แต่จะตัดเสื้อให้เพิ่มอีกสักตัวสองตัวคงไม่เกินกว่าความสามารถ
"มาเถิดพ่อนิล เช็ดตัวให้แห้งแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย" เด็กหญิงบอกน้องชาย ก่อนจะส่งเสื้อและผ้านุ่งผืนใหม่ให้
"ขอรับ" นิลรับมาก่อนจะเปลื้องผ้าแลเปลี่ยนเป็ชุดใหม่ พลอยเองก็ผลัดผ้านุ่งออกเช่นกัน เปลี่ยนเป็ผ้าแถบสีเก่าและนุ่งโจงกระเบนสีซีด เห็นเช่นนี้แล้วคงมิมีใครคิดว่าเธอนั้นเป็คุณน้ำคุณหนูมาจากที่ใด
"คุณพี่พลอยจะทำกระไรให้น้องกินหรือขอรับ" นิลเอ่ยเสียงใส เขาอยากรู้มากจนเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่ไหว ต้องแอบถามพี่สาวก่อนในที
"ยังไม่บอก เดี๋ยวพ่อนิลจะไม่ตื่นเต้น" พลอยยิ้มเ้าล่ห์ ปล่อยให้เ้าตัวแสบงุนงงปนอยากรู้
"น้องอยากรู้จะแย่แล้วนะขอรับ" นิลทำแก้มป่อง จนพลอยอดใจไม่ไหวเอานิ้มจิ้มแก้มพองๆของน้องชาย
"เช่นนั้นก็ดูวิธีการทำของพี่ ไว้พี่จะเฉลยทีหลัง" เด็กหญิงจูงมือน้องชายออกไปจากห้องก่อนจะหยุดอยู่ที่โรงครัว
"ก็ได้ขอรับ" นิลโล่งใจขึ้นแล้ว เขานั่งลงกับพื้นไม้ไผ่พลางมองพี่สาวที่อธิบายเกี่ยวกับอาหารมื้อนี้ทีละขั้นตอนอย่างช้าๆ
"วัตถุดิบหลักของวันนี้คือปลา เรามาขอดเกล็ดผ่าเอาไส้ปลาออกกันก่อนเถิด" พลอยนำปลาออกมาจากข้อง ทุบหัวปลา ก่อนจะใช้พร้าขอดเกล็ดปลาอย่างเชี่ยวชาญบนเขียง ร่างกายของแม่พลอยนั้นจดจำประสบการณ์การทำอาหารได้อย่างดีนัก เช่นเดียวกับพลอยรดาที่ขอดเกล็ดปลาบ่อยยามที่เข้าป่าทำภารกิจ เื่นี้จึงไม่ยากสำหรับเธอ
"เหตุใดเกล็ดปลาจึงมากมายนักขอรับ" น้องชายนั่งกอดเข่าแล้วเอียงคอถามเธออย่างสงสัย ปลาตัวใหญ่มีเกล็ดเยอะทำให้กินยาก ตอนอยู่ในป่าไม่ได้ขอดเกล็ด เขาจึงต้องแกะเนื้อกินอย่างระมัดระวัง
"ปกติของปลาจ้ะพ่อนิล มีเกล็ดเอาไว้ป้องกันอันตราย" พลอยอธิบายพลางเอาปลาอีกตัวออกมาทุบหัวอย่างเืเย็น แม้จะดูน่ากลัวนักสำหรับเด็ก แต่สำหรับพลอยรดาที่ฆ่าคนมาแล้ว นี่เป็เื่เล็กมากเลยทีเดียว
"ในน้ำมีอันตรายด้วยหรือขอรับ" เ้าตัวยุ่งยังคงสงสัย เขาไม่เคยเห็นสัตว์ร้ายในน้ำเลยแม้แต่อย่างเดียว พลอยหัวเราะออกมาก่อนจะนึกถึงคำร่ำลือที่ว่า จังหวัดนคร์แลพิจิตรนั้นมีจระเข้มากนักในสมัยโบราณ เธออาจจะต้องระวังตัวเองและน้องชายเล็กน้อย
"มีสิ ปลานั้นนอกจากจะกินพืชน้ำ ยังกินปลาด้วยกันเองด้วยหนา ไหนจะกุ้ง หอย ปู ล้วนแล้วแต่กินกันเองทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าใครแข็งแรง ใครอ่อนแอ เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็กหรือไม่" พลอยยกประโยคเปรียบเปรยขึ้นมา ไม่ใช่เพียงแค่ในน้ำ หากแต่ทั้งโลกนี้ ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมตกเป็เหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่านัก
"มิเคยขอรับ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก หากน้องอยู่ในน้ำ จะมีปลาใหญ่มากินน้องหรือไม่ขอรับ" นิลเอ่ยตัวสั่น แล้วเช่นนี้เขาจะกล้าลงไปว่ายน้ำได้อย่างไร!
"พ่อนิลรู้จักทะเลหรือไม่" พลอยพาลนึกไปถึงมหาสมุทรอันเวิ้งว้างที่มีสัตว์ทะเลมากมายกว่าแม่น้ำนัก สัตว์บางชนิดมีขนาดและสายพันธุ์ที่เกินกว่าเธอจะจินตนาการได้ จนในโลกปัจจุบันเธอยังสงสัยว่ายังคงมีสัตว์ทะเลบางอย่างที่ไม่ถูกค้นพบ
"คือสิ่งใดขอรับ น้องมิเคยได้ยิน" เ้าตัวเล็กเอ่ยกับพี่สาว
"เป็แหล่งน้ำเหมือนแม่น้ำ แต่น้ำเค็มนัก มีกุ้งหอยปูปลาเช่นกัน แต่ทะเลนั้นกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เป็สถานที่ที่สวยงาม น้ำสีฟ้า แต่ก็มีปลาอันตรายที่กินคนด้วยหนา ชื่อว่าปลาฉลาม เอาไว้สักวัน พี่จักพาออเ้าไปชมทะเล" พลอยสาธยายเกี่ยวกับทะเลให้นิลฟัง จะว่าไป เธอก็รู้สึกอยากกินปลาหมึกขึ้นมาตงิดๆ หากยุคนี้มีร้านกับข้าวตามสั่งมีของทะเลก็คงดี ไลน์* แพนด้า* แกร๊* เหล่าไรเดอร์ส่งอาหารที่เป็เหมือนเพื่อนซี้ของเธอ เหตุใดจึงไม่ตามมาเกิดใหม่ด้วยกันเลย!
"น้องมิอยากไปขอรับ มีปลากินคนด้วย น้องกลัว" เด็กชายโถมตัวเข้าหาพี่สาวและกอดเสียแน่น ทะเลอันใดกัน ที่อันตรายเช่นนั้นเขามิอยากไป!
"แต่วิวสวยแลอาหารทะเลอร่อยนัก พ่อนิลมิอยากลองฤๅ" พลอยหันไปทางนิลที่ส่งสายตาออเซาะอยู่ข้างๆแล้วเอ่ยเย้ยยิ้มเป็เชิงหยอกเย้า
"ถ้าอาหารอร่อยก็อยากไปขอรับ" นิดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมา
"เ้าพ่อตัวจ้อยจะกละ" พลอยหัวเราะเบาๆก่อนจะจูบลงที่หน้าผากของเด็กชายอย่างรักใคร่
"ก็น้องชอบฝีมือทำอาหารของคุณพี่พลอยนี่ขอรับ" เ้าตัวดียังคงตะล่อมเอาใจพี่สาว ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก นี่สินะการได้เลี้ยงเด็ก แม่ของเธอจึงได้กล่าวอยู่เสมอว่าความสุขที่สุดของเธอคือการที่ได้เลี้ยงพลอยตอนเล็กๆนั่นเอง
"จ้า พี่รู้แล้ว เอาล่ะ ขอดเกล็ดปลาเสร็จ พี่จักล้วงไส้ปลาและลอกหนังออกให้เหลือแต่เนื้อ" ไม่ว่าเปล่า พลอยผ่าท้องเอาไส้ปลาออกมาก่อนจะเอาไปล้างน้ำให้สะอาดและลอกหนังปลาออกอย่างเบามือ
"ต้องลอกหนังด้วยรึขอรับ" นิลทำตาโตเพราะไม่เคยเห็นใครลอกหนังปลามาก่อน
"ใช่จ้ะ เรามิใช้หนัง" พลอยเอ่ยยิ้มบาง แต่มือก็ยังคงทำงานไปด้วยไม่ได้หยุดแม้สักวินาทีเดียว
หลังจากที่เธอแล่และสับเนื้อปลาเป็ชิ้นเล็กๆแล้ว เรืองก็โผล่่พรวดเข้ามาในโรงครัวพอดีพร้อมกับของในมือ เธอวางห่อใบตองสองห่อลงข้างๆพลอยแล้วเอ่ยว่า
“พี่กลับมาแล้วจ้ะแม่พลอย นี่แป้งแลน้ำตาลปึกจ้ะ” หญิงสาวกล่าวพลางมองดูเนื้อปลาสับละเอียด
“พอดีเลย ข้ากำลังจะทำตำเนื้อปลาอยู่เทียว ต้องใช้แป้งด้วยจ้ะ” พลอยยิ้มให้กับเรืองที่มองเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“จะตำเนื้อปลาหรือจ๊ะ ให้พี่ตำเถิด สูตรอาหารอันใดกันรึนี่ แปลกประหลาดจริงเทียว” เรืองหยิบครกมาก่อนจะกวาดเอาลาบปลาใส่ลงในครกจนพูน
“เดี๋ยวก็รู้จ้ะพี่” พลอยยังคงมิเฉลย ทำให้ทั้งเด็กแลผู้ใหญ่สงสัยมากขึ้นจนถึงขีดสุด
“ตำละเอียดเพียงใดจ๊ะ” เรืองหันหน้าไปถาม โดยที่คนอายุน้อยกว่าก็เอ่ยตอบกลับมาว่า
“เอาให้ละเอียดจนเนียนไปเลยจ้ะ ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย บดๆบ้างสลับกับตำ”
เวลาผ่านไปราวห้าบาท เรืองพบว่าเธอไม่สามารถตำได้ไหวอีกแล้ว เด็กสาวเริ่มเหงื่อตกและมองไปทางพลอยเพื่อถามว่าเหตุใดจึงยังไม่ให้หยุดตำ
“แม่พลอย พี่เมื่อยมือไปหมดแล้วหยุดตำได้หรือยังจ๊ะ” เรืองส่งเสียงโอดครวญ
“ได้ที่แล้วจ้ะพี่เรือง ต่อไปเอาถ้วยมาตักเนื้อปลาผสมแป้งแล้วพักไว้ในถังน้ำนะจ๊ะ” เธอกล่าว และเรืองก็รีบทำตามอย่างไม่รีรอ
“ยุ่งยากมิใช่เล่นเลยหนา” มือก็ตักเนื้อปลาไป ปากก็พร่ำบ่นไปด้วย แต่พลอยไม่ได้สนใจเธอหันไปมองวัตถุดิบต่อไปที่เธอจะต้องใช้ในการทำ
“ต่อไปเอาพริกไปคั่วจ้ะพี่ แล้วก็เอาไปตำ พ่อนิลปิดจมูกเอาไว้ เดี๋ยวจะจามเอาได้” เธอส่งผ้าให้น้องชายก่อนจะมองดูเรืองคั่วพริกแห้ง ไอพริกลอยคละคลุ้งแสบหน้าแลจมูกไปหมด พลอยจามออกมาหลายที ก่อนจะเสร็จเรียบร้อย
“เสร็จแล้วทำกระไรต่อจ๊ะ” เรืองสำลักไอพริก ในที่สุดขั้นตอนสุดแสนจะทรมานนี้ก็จบสิ้นเสียที
“คั้นน้ำมะขามเปียกแลกรองด้วยผ้าขาวบางจ้ะ จากนั้นต้มให้เดือด ใส่น้ำตาลปึก พริกแห้งที่ตำไว้และน้ำปลาลงไปจ้ะ” พลอยบอกขั้นตอนที่เหลือในคราวเดียว เรืองทำตามอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และในที่สุดน้ำจิ้มมะขามเปียกก็ออกมาเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อย เรืองใช้ช้อนตักแกงตักมาชิม ก็ร้องออกมาด้วยความใ
“แม่พลอย! แกงกระไรนี่ รสดีนัก แต่มันจักหวานไปหรือไม่จ๊ะ” เรืองทำตาโตราวไข่ห่าน เธอชิมน้ำจิ้มสูตรเด็ดของพลอยแล้วรู้สึกติดใจขึ้นมาทันที
“มิใช่แกงดอกจ้ะ เป็น้ำราด เรามาต้มเนื้อปลากันเถอะ พี่เรืองต้มน้ำเดือดจ้ะ” พลอยอธิบายให้แก่บ่าวของเธอ ซึ่งเรืองก็ไม่รีรอ รีบต้มน้ำจนเดือด ก่อนจะหันมาหาพลอยอย่างรอคอย
“เดือดแล้วจ้ะแม่พลอย” หญิงสาวเอ่ย
“เอาช้อนแกงค่อยๆตักใส่ฝ่ามือแล้วปั้นเป็ลูกกลมๆ หย่อนใส่ลงไปเลยจ้ะ พ่อนิลก็ช่วยได้หนา” พลอยสาธิตให้ดูเป็ตัวอย่าง ก่อนที่เ้านิลจะขอลองทำดูบ้าง มือน้อยๆของเขาปั้นลูกกลมๆจากเนื้อปลาแล้วหย่อนลงในหม้อน้ำเดือด
“ขอรับ น้องขอทำบ้าง” เขากล่าวกับพี่สาวด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา
“เสร็จแล้วเอาขึ้นแช่น้ำเย็นเลยจ้ะพี่” เมื่อต้มมาได้สักระยะ พลอยก็บอกเรืองให้ตักลูกชิ้นทั้งหมดขึ้นมาแช่ในน้ำปกติ แม้ว่าแท้จริงจะต้องใช้น้ำเย็น แต่ในยุคที่ไม่มีน้ำแข็งเช่นนี้ น้ำธรรมดาก็พอทดแทนกันได้
“มันคือกระไรกันจ๊ะ ลูกกลมๆนี่” เรืองเอ่ยถาม
“ลูกชิ้นปลาจ้ะ ลองชิมดูเถิด ทำมากมายเสียเพียงนี้” พลอยตักน้ำจิ้มราดลงไปบนลูกชิ้นก่อนจะสาธิตวิธีกินให้ทุกคนดู และทุกคนก็ไม่รอท่า รีบจ้วงอาหารเข้าปากโดยไม่รีรอ
“อร่อยมากเลยขอรับ น้องชอบ” นิลลุกขึ้นะโซึ่งเขาก็ถูกสายตาดุๆของพลอยปรามเอาจนต้องลงนั่งอีกครั้ง เด็กน้อยเคี้ยวตุ้ยแลชมไม่ขาดปาก นี่แล ไม่ว่ายุคไหน ลูกชิ้นก็เป็ของโปรดปรานของเด็กๆเสมอ
“จริงจ้ะแม่พลอย แม่พลอยได้สูตรนี้มาจากที่ใดกันจ๊ะ เราลองขายดูดีหรือไม่ รสชาติเยี่ยงนี้ ผู้ใดก็ต้องชอบเป็แน่” ยิ่งลองชิมเธอยิ่งหยุดกินไม่ได้ เธอคิดว่าอาหารชนิดใหม่นี้น่าจะเป็ที่นิยมแน่นอน เธอจึงเสนอความคิดให้กับพลอย
“ทำขายได้รึจ๊ะ จักมีคนซื้อรึ” พลอยแปลกใจ เพราะมันมิใช่สิ่งที่ทำยากเลย ใครๆก็ทำได้
“ได้สิแม่พลอย กล้วยปิ้งยังมีคนซื้อเลย” เรืองเอ่ยขำขัน ของที่ต้องทำยุ่งยากปานนี้ หากไม่ทำกินบนเรือนขุนนาง ก็คงจักหาที่ใดไม่ได้แล้ว
“ถ้าเช่นนั้นต่อไปนี้เราจับปลามาทำลูกชิ้นนี้แล้วขายทุกวันก็คงพออยู่ได้ ” พลอยได้ยินเช่นนั้นก็ตัดสินใจทันที ปลาสองตัวเธอทำลูกชิ้นได้ถึงสี่สิบกว่าลูก เห็นทีเธอคงต้องจับปลาให้มากขึ้น เพื่อที่จะนำไปขาย