เ้าเมืองกลับใจเรียกตาเฒ่ามาเชิญองค์พระทองคำพี่น้อง
ระยะเวลาเป็หลายเดือนแล้วที่เ้าพระยาโลกเคลื่อนย้ายองค์พระพุทธรูปไม่สำเร็จ เกวียนขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อบรรทุกองค์พระพุทธรูปล้อหักทุกครั้ง ประกอบกับหน้าฝนถนนหนทางเป็หลุมเป็บ่อ เจิ่งนองไปด้วยน้ำ ล้อติดหล่มบ้างไม่สามารถไปถึงแพสำเร็จ ครั้งสุดท้ายก่อนเคลื่อนเกวียนบรรทุกองค์พระพุทธรูปเกิดอสนีสายฟ้าฟาด เสียงคำรามฟ้าร้อง ฝนตกห่าใหญ่ทั้งวันน้ำท่วมถนนหนทางทำให้เป็อุปสรรค ภารกิจต้องหยุดลง รอจนถึงหน้าแล้ง แต่พอถึงหน้าแล้งเกิดโรคระบาดห่าลง ผู้คนล้มตายเป็จำนวนมาก ผู้คนลือว่าการย้ายพระพุทธรูปทำให้เกิดอาเพศ ต่างหวั่นว่าการอัญเชิญพระพุทธรูปครั้งนี้จะไม่ถูกต้องเป็กาลกิณี ประชาชนร้องห่มร้องไห้ หาผู้คนมาชักลากพระพุทธรูปไม่ได้ ทำให้พระยาโลกกลัดกลุ้มใจมาก ถึงกับล้มป่วยลง เรียกอำมาตย์โหรหลวงเข้าประชุม
“ข้ารู้สึกกลัดกลุ้มมากระยะทางจากวัดไปถึงแม่น้ำไม่ถึงห้าสิบเส้น มองเห็นแม่น้ำอยู่ไกลลิบตาแต่ก็ไม่สามารถลากเกวียนอัญเชิญพระพุทธรูปให้ลงแพได้ ทางการได้กำชับให้ส่งพระพุทธรูปให้ถึงพระนครเร็วไว นี่วัดหลวงมหรรพารามคงสร้างเสร็จแล้ว เป็แรมปีแล้วไม่สามารถนำพระพุทธรูปล่องแพลงไปที่พระนครได้ เห็นทีจะไม่ทันตามหมายกำหนดการ “ท่านพระยาโลกพูดพลางไอถี่เสียงดังไม่หยุด
“ไม่รู้เป็เช่นไรวัวควายที่ใช้ให้ลากพากันตื่นวิ่งหนี พอลากไปไม่กี่สิบวา ต้นไม้ก็ถูกฟ้าผ่าล้มมาขวางทาง ทำให้เ้าหน้าที่คุมการชักลากรู้สึกหวั่นใจประหลาดใจอย่างยิ่ง ลือกันว่าเทวดาไม่ยินยอมให้นำพระพุทธรูปไป” โหรประจำเมืองออกความเห็น
“เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้นึกว่าเป็ลางไม่ดี ข้าเองก็รู้สึกเป็กังวลอย่างยิ่ง” เ้าเมืองว่า
“เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว เมื่อจุลศักราช๑๑๙๓ (๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๗๔) ต้นรัชกาลนี้ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ได้ทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์ออกจากวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวัดใหญ่ลงไปยังพระนคร ทรงให้เหตุผลว่าในสมัยพระเ้ากรุงธนบุรีที่เมืองพิษณุโลกถูกทัพพม่าอะแซหวุ่นกี้เผาเมือง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุอุโบสถวิหารไม่ถูกเผาทำลายก็จริง แต่ก็ชำรุดทรุดโทรมไปตามอายุ บ้านเมืองร่วงโรยไปตามอายุ วิหารรกร้าง ราษฎรเมืองพิษณุโลกพากันโศกเศร้าร้องไห้เป็อันมาก เงียบเหงาสงัดกันทั้งเมืองเหมือนศพลงเรือน ั้แ่นั้นมาฝนก็แล้งไปถึงสามปี เมื่อพระพุทธชินสีห์ประดิษฐานลงแพถึงพระนคร กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพก็ทรงประชวรพระโรคมานน้ำได้ปีเศษก็เสด็จต” ท่านอำมาตย์โหรหลวงออกความเห็น
“ที่เ้าเล่ามาจะบอกอะไรข้า เหตุการณ์อัญเชิญพระพุทธรูปลงไปยังพระนครเมื่อครั้งนั้นกับครั้งนี้จะเปรียบเหมือนกันว่าเป็ลางไม่ดี แล้วเกิดเหตุไม่สู้ดี” ท่านเ้าเมืองพูดไปไอขากเสลดออกจากคอบ่งบอกอาการไข้ไม่ปกติ
“หรือว่าการอัญเชิญครั้งนี้ยังขาดพิธีอัญเชิญฤกษ์ดีเคล็ดอะไร เ้าทำให้ข้านึกถึงท่านตานักรบพเนจรที่บอกกล่าวทำนายไว้อย่างแม่นยำ” ท่านเ้าเมืองพูดต่อ ทำให้โหรประจำเมืองนิ่งเงียบ ทั้งหมดนิ่งหาทางออกไม่ได้
“ท่านตานักรบพเนจรทำนายไว้เช่นไรหรือเ้าข้า”
“ทำนายไว้ว่าการอัญเชิญพระพุทธรูปจะเต็มไปด้วยอุปสรรคภารกิจจะไม่สำเร็จ ข้าว่าให้ตามตัวท่านตานักรบพเนจรมาปรึกษาอีกที เ้าจงเป็ธุระตามหาตาเฒ่าให้ข้าโดยเร็วไว” ท่านเ้าเมืองสั่ง
ไม่นานนักท่านอำมาตย์หลวงและพวกทหารก็ตามตาเฒ่าแพงมาจนได้ จนพบท่านเ้าเมือง
“เ้าไปติดตามตาแก่นักรบพเนจรมาได้อย่างไร” พระยาโลกถามเ้าพนักงานอย่างสงสัย
“ไปถามตาแช่มจึงไปตามตัวมาได้ขอรับ” เ้าพนักงานตอบ
ไม่ช้าทหารนำตัวเ้าแพงเดินมาตรงหน้าท่านเ้าเมือง
“เป็ไปได้ไง ทำไมท่านตาแก่นักรบพเนจรจึงกลายเป็ตาเฒ่าฤาษีชีปะขาวได้ เป็คนเดียวกันจริงหรือ” ท่านเ้าเมืองถาม
“ไม่ผิดตัวหรอก หลังจากที่ได้เจอท่านข้าก็บวชเป็ชีปะขาว เพื่อศึกษาธรรม และเวทย์มนต์คาถาให้แตกฉาน เพราะข้ารู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าต้องได้ใช้ประกอบพิธี ก็ทำนายบอกท่านแล้วว่าจะเกิดอุปสรรคไม่สามารถเชิญพระพุทธรูปลงแพได้แน่นอน” เ้าแพงในร่างฤาษีชีปะขาวตอบ
“มิอาจเชื่อก็ต้องเชื่อในการชักลากพระครั้งนี้เราเกิดอุปสรรคมากไม่สามารถอัญเชิญพระพุทธรูปลงแพได้ ฟ้าฝนวิปริต ่น้ำหลากเดือนสิบเอ็ดนี้ยังมีพายุฝนกระหน่ำได้ ทำให้ถนนหนทางเปียกแชะล้อเกวียนตกหล่ม เกิดสายฟ้าฟาดลงต้นไม้ข้างทาง ต้นไม้ใหญ่ล้มขวางไว้ หากรอจนถนนแห้งเลย่น้ำหลาก กระแสน้ำอ่อนไม่สามารถส่งแพไปยังพระนครได้” ท่านเ้าเมืองว่า
“ยิ่งไปกว่านั้นหากต้องมีพิธีอัญเชิญให้ถูกต้องเทพยดาก็จะปกปักษ์รักษาคุ้มครองทั้งคนทั้งพระพุทธรูป” ตาเฒ่าแพงย้ำ
“ท่านอำมาตย์โหรหลวงทักท้วงข้า เล่าว่าท่านสมเด็จพระบวรราชเ้ามหาศักดิพลเสพทรงอัญเชิญพระพุทธชินสีห์ลงไปยังพระนครไม่นานก็ต” ท่านเ้าเมืองกล่างทั้งไอเสียงแตกแหบเพราะพิษไข้
“ท่านจึงกลัวจะเอาชีวิตไม่รอด” ตาเฒ่าแพงเสริมต่อ
“ท่านตาอย่าว่าข้าเช่นนั้นเลย ช่วยแนะนำข้าด้วยเถิด ข้าบกพร่องอะไรในพิธีอัญเชิญ ตอนนี้ข้าตัดสินใจให้ท่านตากำหนดทำพิธีการต่างๆ ให้”
“ข้าบอกแล้วท่านคงจำไม่ได้ว่าพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์นี้มีองค์พี่อยู่ ถ้าหากจะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปจะต้องนำองค์พี่ไปด้วยกัน จะพรากจากกันมิได้”
“แล้วองค์พี่อยู่ที่ใดเล่า”
“องค์พี่อยู่ในอุโบสถในวัดไม่ห่างไกลกันนักดอก ข้าจะนำท่านไปรู้จักเอง ท่านจงเชื่อใจข้า ให้ข้าทำพิธีอัญเชิญครั้งนี้ นำองค์พี่ไปด้วย”
ท่านเ้าเมืองจึงตกลงให้ท่านชีปะขาวทำพิธีให้ ท่านตาชีปะขาวจึงนำท่านเ้าเมืองไปอุโบสถวัดป่าหลวงประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น แต่หลังจากท่านเ้าเมืองได้เห็นพระพุทธรูปองค์พี่ในอุโบสถถึงกับอุทานว่า “ท่านตาชีปะขาวจะบ้าแล้วหรือ พระพุทธรูปปูนปั้นใหญ่หน้าตักกว้างหกศอกกว่า สูงเจ็ดศอก หนักปานนั้น จะนำพาหนะใดแบกลงแพได้ ล้อมิตกหล่มดังที่เคยเป็มาหรือ” ท่านเ้าเมืองรู้สึกคลางแคลงใจ
“ท่านเ้าเมืองจงวางใจข้า ขอท่านเตรียมแพบก และท่อนซุงไม้สักลำต้นตรงกลมเสมอกันทั้งท่อน ยาวสักเจ็ดศอกห้าต้น หากนำท่อนซุงเป็ล้อ ก็สามารถรับน้ำหนักพระทั้งองค์ได้สม่ำเสมอ ไม่ตกหล่ม แต่ตาต้องขอนำท่อนซุงมาทำพิธีก่อน” ท่านชีปะขาวมั่นใจว่าหากนำท่อนซุงมาเป็ล้อแทนล้อเกวียนล้อรถกลิ้งไปตามพื้น น้ำหนักองค์พระจะเฉลี่ยไปตามท่อนซุง น้ำหนักเฉลี่ยท่อนซุงที่กดลงพื้นดินจะน้อย ทำให้ล้อไม่หักโค่นหรือตกหล่มได้
เมื่อถึงเวลายกพระพุทธรูปต่างก็สงสัยว่าทำไมพระพุทธรูปปูนปั้นองค์นี้ถึงสำคัญมาก ทั้งที่ดูช่างไร้ค่า ถ้าหากจะหาพระพุทธรูปที่ดูดีกว่านี้ที่โลกคงไม่ยาก แต่เ้าแพงก็ไม่อาจเปิดเผยเนื้อในองค์พระว่าเป็เนื้อทองคำ เพราะได้สัญญากับช่างมั่นไว้มิให้ใครรู้ความลับในองค์พระ หรือชาวเมืองรู้ว่าเป็เนื้อทองคำเหลืองอร่ามสวยงามจะรู้สึกเสียดาย ท่านเ้าเมืองเกณฑ์ชายฉกรรจ์หลายสิบคน ทำรอกเครื่องทุ่นแรงยกองค์พระ ลงแพบกได้ ต่อจากนั้นรอจนข้างขึ้นพระจันทร์เต็มดวงในวันขึ้นสิบห้าค่ำ น้ำขึ้นเต็มตลิ่งเสมอฝั่ง แล้วเข็นแพไปลงที่แม่น้ำ ท่านเ้าเมืองสั่งให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ในบริเวณใกล้เคียงทั้งฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสี ให้สวดปริตรพุทธมนต์มหามงคลทำสัจกิริยาธิษฐานอาราธนาเทพยาดาให้ช่วยการนั้น ส่วนพิธีพราหมณ์ก็ให้ดำเนินพร้อมกัน ท่านชีปะขาวทำพิธีปลุกเสกจนนำพระพุทธรูปทั้งสองลงแพได้ ่ที่ทำพิธีพุทธาภิเษกนั้นเกิดอาทิตย์ทรงกลดตลอดจนถึงการเคลื่อนแพออกจากฝั่ง น่าอัศจรรย์ใจยิ่ง การล่องแพ่เดือนสิบอาศัยน้ำหลากน้ำในแม่น้ำยมลงต่อแม่น้ำเ้าพระยาไหงแรงส่งแพให้ไหลจากเหนือลงใต้สู่พระนคร ท่านชีปะขาวหาได้ลงแพร่วมกับเ้าหน้าที่ไม่ เพียงแต่โบกมืออำลากับท่านเ้าเมืองที่ลงแพไปด้วย ท่านเ้าเมืองเมื่อมองไปทางแม่น้ำแล้วหันหลังกลับมาท่านตาชีปะขาวก็หายลับไป ไปครั้งนี้มีสองแพ แพหนึ่งเป็แพพระพุทธรูปปูนปั้นนำหน้า ส่วนแพหลังเป็แพพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์น้อง แน่นอนท่านเ้าเมืองต้องอยู่ที่พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์เพื่ออัญเชิญไปวัดหลวงในพระนครตามที่ได้รับมอบหมาย
“ไม่น่าเชื่อว่าเราสามารถนำพระพุทธรูปทั้งสองลงแพได้สำเร็จทั้งที่เราพยายามกันเป็ปีก็ไม่สำเร็จ” หัวหมื่นคนสนิทท่านเ้าเมืองว่า
“ท่านตาชีปะขาวคงมีอภินิหาร” ท่านเ้าเมืองบอก
“แล้วท่านจะอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นเข้าพระนครดอกหรือ” โหรหลวงคนสนิทถาม
“คงไม่เอาเข้าพระนครกระมัง หากนำเข้าพระนครคงขายขี้หน้าเ้าหน้าที่ในวัง แลโดนต่อว่านำของไม่มีค่าเข้าวัดหลวง พระนครทำไมกัน หากแต่ว่าพระพุทธรูปปูนปั้นหาที่ไหนก็มี” หัวหมื่นให้ความเห็น
“แล้วจะทำอย่างไรเล่าเพราะรับปากกับท่านตาชีปะขามแล้ว ข้าต้องทำตามสัญญา” ท่านเ้าเมืองว่า
“หากจะนำพระพุทธรูปปูนปั้นไปถึงพระนครจะเป็ภาระเปล่าๆ สู้นำไปให้วัดตามหัวเมืองมิดีกว่าหรือ เมื่อแพไปพักค้างแรมตามหัวเมืองใด หากวัดใด้าพระพุทธรูปปูนปั้นเป็องค์ประธานก็ถวายให้วัดนั้นเลยดีกว่า ไม่ต้องลำบากนำไปถึงเมืองหลวง” หัวหมื่นเ้าหน้าที่ติดตามท่านเ้าเมืองลงแพไปด้วยว่า
“ถ้ามีมีโอกาสแวะวัดตามท่าน้ำหัวเมืองค่อยว่ากันอีกที” ท่านเ้าเมืองว่า
แพอัญเชิญองค์พระพุทธรูปล่องตามแม่น้ำยมลงมาเรื่อยผ่านหัวเมืองต่างๆ เช่นพิจิตร นคร์ ที่นคร์ จนถึงสามโคกปทุมธานี ต่างปฏิเสธที่จะรับพระพุทธรูปปูนปั้น บางวัดขณะที่ชักลากพระพุทธรูปขึ้นจากแม่น้ำเกิดอสุนีสายฟ้าฟาด ทำให้เชือกขาด คนชักลากเกิดความกลัว เ้าอาวาสรู้สึกท้อจึงยกเลิก บ้างว่าชักลากขึ้นแม่น้ำยากลำบากมาก ต่างปฏิเสธที่จะรับเพราะเห็นเป็พระพุทธรูปปูนปั้นไม่มีค่าเท่าพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ เป็แรมเดือนแพทั้งสองที่อัญเชิญทั้งพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์และพระพุทธรูปปูนปั้นล่องตามลำน้ำเ้าพระยาสู่พระนคร องค์พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ถูกอัญเชิญขึ้นที่ท่าพระชักลากสู่วัดมหรรณพาราม วรวิหาร
“ท่านได้อัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานที่วัดหลวงมหรรณพารามแห่งนี้ แต่ก็ล่วงเลยเวลานัดไม่ทันงานฉลองพระอุโบสถที่สร้างใหม่ ถึงอย่างไรก็ดีก็นับว่าทำตามพระบัญชาได้” กรมหมื่นอุดมรัตนราษีผู้สร้างวัดว่า
“เนื่องจากถนนหนทางยังไม่สะดวก การเดินทางลำบากมีอุปสรรคมาก จึงล่าช้ากว่าที่กำหนดมาก” ท่านเ้าเมืองว่า
“นั่นแหละนี่ล่วงเลยมาไม่ทันกำหนดเวลาที่พระอุโบสถหลังใหม่สร้างเสร็จ ในหลวงจึงมีพระบัญชาให้สร้างพระพุทธรูปหินปูนก่ออิฐเป็พระประธานในพระอุโบสถวัดหลวงนี้ แต่ถึงอย่างไรเมื่อทรงทราบว่าจะมีพระพุทธรูปเมืองเหนือมาถึง จึงมีพระราชดำรัสโปรดเกล้าให้สร้างวิหารใหม่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์นี้” กรมหมื่นอุดมฯท่านว่า
“แต่ว่านอกจากพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์องค์นี้ ยังมีพระพุทธรูปปูนปั้นอีกองค์ที่ข้าพเ้านำลงมาด้วย ซึ่งล่องแพตามกันมา หวังว่าท่านจะรับไว้ด้วย” ท่านเ้าเมืองว่า
“ที่วัดมหรรณพารามแห่งนี้มีพระพุทธรูปปูนก่ออิฐในพระอุโบสถอยู่แล้ว นอกเหนือจากนี้ยังต้องสร้างวิหารใหม่ให้พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์อีกต่างหาก แลไม่มีวิหารเปล่าหลงเหลืออีกเลย จึงไม่สามารถรับไว้ได้”
“หรือท่านรับไว้ แล้วอัญเชิญไปวัดอื่นก็ได้ วัดหนแห่งใดก็ได้ตามใจท่านเถิด มิต้องเป็ภาระของเรา นับั้แ่ล่องแพลงมาไม่มีวัดใดอยากรับพระพุทธรูปปูนปั้นไว้เลย”
ท่านกรมหมื่นฯมองหน้าท่านเ้าเมืองคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า
“จำได้ว่ามีวัดหลวงสร้างใหม่ชื่อวัดโชตินาราม ที่นั่นยังมีวิหารว่างเปล่าอยู่ น่าจะอัญเชิญไปที่นั่นได้ แลที่นั่นก็เป็วัดหลวงเช่นกัน”
“เป็มาอย่างไรเล่าช่วยขยายความหน่อย”
“เป็วัดหลวงเช่นกันแต่อยู่ติดท่าน้ำแถบชานเมือง ท่านพระยาโชฎึกราชเศรษฐีท่านเ้าสัวบุญมาได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาถวายเป็วัดหลวง อีกอย่างอยู่ติดท่าน้ำชักลากองค์พระขึ้นก็สะดวก” ท่านกรมหมื่นแนะนำ
“ห่างจากที่นี่ไกลไหมท่าน”
“ไม่ไกลมากท่านต้องล่องแพลงไปอีกไม่เกินชั่วยาม หากแต่ข้าจะนำทางท่านล่องแพไป”
“หากแต่ว่าเป็วัดหลวงมีศักดิ์ศรีเท่ากันกับวัดนี้ข้าพเ้าก็วางใจ” ท่านเ้าเมืองถอนใจเฮือก
“ทำไมหรือท่าน”
“ท่านตาชีปะขาวผู้เฒ่าเมืองเหนือว่าพระพุทธรูปทั้งสององค์เป็พี่น้องกันกับองค์นี้ให้ข้าพเ้าเชิญมาไว้ด้วยกัน”
“ทั้งที่เป็เนื้อต่างกัน องค์หนึ่งเป็ทองสัมฤทธิ์ อีกองค์หนึ่งเป็ปูนนะหรือ ไม่อยากเชื่อ” กรมหมื่นทำหน้าสงสัย
“ถามท่านตาชีปะขาวคนนำพาพระพุทธรูปมาเท่าไรก็ไม่ยอมบอก บอกแต่ว่าถึงเวลาก็เกิดปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์รู้ทั่วกัน ท่านจักเป็ธุระช่วยอัญเชิญพระพุทธรูปปูนปั้นขึ้นประดิษฐานก็ขอขอบใจท่านอย่างยิ่ง”
“ได้ เราจะให้เ้าหน้าที่นำแพล่องพาท่านไปที่วัดโชตนารามในวันรุ่งขึ้นนะ ล่องลงไปอีกไม่นานก็ถึง”
ที่ใกล้ท่าน้ำวัดโชตินาราม... “นั่นท่านตาชีปะขาวรออยู่นี่” ท่านเ้าเมืองอุทานขึ้นเมื่อแพเข้าใกล้ท่าน้ำ เห็นท่านตาชีปะขาวยืนอยู่บนฝั่งต้อนรับ แต่เมื่อไปแพเทียบท่าน้ำ ท่านตาชีปะขาวค่อยๆ ลับตาหายไป พระพุทธรูปปูนปั้นจึงถูกอัญเชิญไปวัดพระยาไกร หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดโชตินาราม แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ห้า วัดโชตนารามกลายเป็วัดร้าง ฝรั่งชาวเดนมาร์ก อดีตกัปตันเรือหลวง” ทูลกระหม่อม” ในรัชกาลที่ห้าขอเช่าสร้างท่าเรือและโรงเลื่อย วัดร้างจึงหายไปกลายเป็” อิสต์เอเชียติก” ของฝรั่ง องค์พระถูกขนย้ายไปยังวัดสามจีน หรือชื่อใหม่คือวัดไตรมิตรฯ แต่ขณะนำขึ้นพระวิหารโดยใช้รอก เกิดอุบัติเหตุลวดสลิงขาด ทำให้องค์พระตกกระแทกพื้นอย่างแรง เผยให้เห็นองค์พระพุทธรูปทองคำเนื้อทองคำบริสุทธิ์น้ำหนักห้าตันเศษใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนองค์น้อง” ที่วัดมหรรณพาราม พระร่วงทองคำมีเนื้อทองคำแค่หกสิบเปอร์เซ็นต์ องค์พระทั้งคู่ถอดได้เก้าส่วนเหมือนกัน