เหมันต์พยายามตั้งใจฟัง และจดจำคำแนะนำของลุงแองเจลโล่เอาไว้เพื่อเป็วิทยาทาน
ลุงแองเจลโล่รู้สึกดีใจที่เห็นชายหนุ่มสนใจด้านออกแบบภายใน ดังนั้นเขาจึงให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ไม่มีปิดบัง รวมทั้งยังชวนให้เหมันต์ไปร่วมงานกับเขาได้ หากเรียนด้านออกแบบภายในจบเรียบร้อยแล้ว
เซร่ารู้สึกได้ว่าวันนี้ชายหนุ่มดูอารมณ์ดีและสดใส เพราะปกติเวลาอยู่ที่โรงเรียน เขามักทำหน้าตาเคร่งขรึม ไม่ค่อยยิ้มแย้มกับใคร
แต่วันนี้เขากลับพูดจาช่างคุยและยิ้มแย้มมากกว่าเวลาที่อยู่ที่โรงเรียนเสียอีก
ตอนที่คุณเหมันต์อยู่กับออยเฟ่ย์เขาอาจจะเป็แบบนี้ก็ได้....
เป็เพราะเราไม่เคยเห็นคุณเหมันต์จู๋จี๋กับออยเฟ่ย์รึเปล่านะ.
เราถึงแปลกใจที่คุณเหมันต์ช่างคุยได้มากขนาดนี้.....
เซร่ามองหน้าเหมันต์ที่กำลังพูดคุยอย่างยิ้มแย้มกับลุงของเธอด้วยความประหลาดใจ
เธอรู้สึกเขาดูเหมือนกับชายหนุ่มธรรมดาๆ ทั่วไป ไม่เหมือนเวลาที่อยู่ภายในโรงเรียนที่ต้องวางมาดประธานนักเรียนตลอดเวลา
หลังจากจบการรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ท่านทูตได้พูดจาคุยกับลุงแองเจลโล่และป้ารีสซักครู่ ก่อนที่ลุงและป้าของเซร่าจะขอตัวกลับเพื่อไปทำธุระอีกที่หนึ่งต่อ
“ถ้างั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“กลับแล้วรึคะ คุณเหม?”
“อืม ฉันมีประชุมตอนบ่ายน่ะ”
“เซร่า เดินไปส่งเหมันต์สิลูก บอกให้เ้าไคขับรถไปส่งด้วย”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ ผมกลับเองได้ครับ”
“ให้เธอกลับเองได้ยังไง เสียชื่อท่านทูตจากญี่ปุ่นหมด” ท่านทูตไม่ยอมให้เหมันต์ปฏิเสธ
“เอ่อ..ขอบคุณครับ” เหมันต์โค้งขอบคุณอย่างสุภาพ
“งั้นฉันขอตัวไปจัดการเื่เอกสารก่อนนะ โชคดีล่ะพ่อหนุ่ม”
ท่านทูตอมยิ้ม ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องทำงาน เพื่อเตรียมงานสำหรับการประชุมตอนเย็น
“ขอบคุณสำหรับวันนี้มากๆ เลยนะ มิยาเกะซัง”
“ไม่เป็ไรค่ะ ถ้ามันเป็ประโยชน์กับคุณ ฉันก็ดีใจด้วยค่ะ” หญิงสาวส่งยิ้มสดใสให้ชายหนุ่ม
“ถ้าไม่มีเธอ ฉันก็ไม่รู้จะปรึกษาใครเกี่ยวกับการเรียนด้าน Interior desing ได้เลย” เหมันต์เสยผมที่ลงมาปรกด้านหน้าขึ้นไป ก่อนจะยิ้มให้กับเซร่า ทำให้หญิงสาวรู้สึกเขินเล็กน้อย
“วันนี้คุณก็ได้สิ่งที่้ากลับไปเยอะนะคะ” เซร่าพูดยิ้มๆ
“ใช่ คำแนะนำของคุณแองเจลโล่มีค่ามาก ก็เหลือแค่ตัวฉันที่ต้องพยายามเพื่อให้เรียนต่อด้านนี้ได้เท่านั้นล่ะ” เหมันต์พูดพร้อมกับสีหน้าหม่นลงเล็กน้อยเมื่อเอ่ยประโยคหลัง
“คุณยังไม่คุยกับคุณพ่อของคุณหรือคะ?” เซร่าเอียงคอเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ
“บ้านของฉันน่ะ การเรียนต่อด้านอื่นที่ไม่ใช่พ่อเป็คนกำหนดคงเป็เื่ยาก โดยเฉพาะคนที่เป็ลูกชายคนโตแบบฉันด้วยสิ” เหมันต์มีสีหน้าขรึมลง แววตาที่มีประกายเมื่อครู่เริ่มหม่นลง
“แต่ถ้าคุณได้ลองพยายามดู...มันอาจจะไม่ยากอย่างที่คุณคิดก็ได้นะคะ” เซร่าปลอบใจเขา
“ถ้ามันง่ายแบบนั้นก็ดีสิ” เหมันต์ทำเสียงในลำคอเล็กน้อย พร้อมกับเหม่อมองไปรอบๆ สถานทูตที่ถูกออกแบบไว้เป็อย่างดีเยี่ยม ศิลปะแนวโกธิคช่างดูโรแมนซ์ยิ่งนัก
“เฮ้อ...ช่างเถอะ ฉันเอาเื่มารบกวนใจเธอเปล่าๆ น่ะ”
เหมันต์ตัดบทอย่างไม่้าให้หญิงสาวตรงหน้าต้องมารับรู้เื่ของเขา ประจวบกับที่รถของสถานทูตมาจอดพอดี
“รถมาแล้ว ถ้างั้นฉันกลับก่อนนะ”
“ค่ะ..อ๊ะ! คุณเหมคะ..” เซร่าร้องเรียกเหมันต์ ก่อนที่เขาจะขึ้นรถ
“ถ้าหากว่า....มีเื่อะไรไม่สบายใจ ก็ปรึกษาฉันได้นะคะ”
เซร่าลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยปากบอกเหมันต์อย่างเกรงๆ แม้เธอจะรู้ดีว่าไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดจาแบบนี้ได้ แต่สีหน้าที่ดูหม่นหมองของเขาทำให้เธอรู้สึกอยากจะช่วยเหลือเขายิ่งนัก
“ถ้าหากว่า....ฉันมีเื่ที่ไม่สบายใจ ฉันจะนึกถึงเธอเป็คนแรกเลยนะ มิยาเกะซัง”
เหมันต์นิ่งคิดซักครู่ก่อนจะบอกออกมา เขาส่งยิ้มให้กับเซร่า พร้อมกับโค้งหัวให้ ก่อนจะขึ้นรถไป
เซร่ามองตามท้ายรถที่ออกจากสถานทูตด้วยความรู้สึกที่หัวใจพองโตอย่างประหลาดกับประโยคสุดท้ายที่เหมันต์บอกเธอ
“เ้าเหม!!!!!!!! แกหายไปไหนมา!!!”
มาร์คัสตวาดเสียงดังลั่นใส่เหมันต์ที่เพิ่งเดินกลับเข้าบ้านหลังจากที่การประชุมเสร็จสิ้นลงไปเรียบร้อยแล้ว
เหมันต์หยุดยืนนิ่งตรงด้านหน้าพ่อของเขา หลังจากที่เขาไปหาเซร่าที่สถานทูต เหมันต์รู้ตัวดีว่า เขาไม่สามารถกลับมาจากสถานทูตได้ทันเวลาที่เข้าประชุม ดังนั้นเขาจึงเตรียมใจพร้อมรับสถานการณ์แบบนี้เอาไว้ก่อนแล้ว
“ผมไปหาเพื่อนมาครับ” เหมันต์ตอบด้วยเสียงเรียบๆ
“ไปหาเพื่อน!!!! เพื่อนแกมันสำคัญกว่าการประชุมวันนี้รึไง หา!!!!”
“แกก็รู้ว่า การประชุมวันนี้ จะมีการเตรียมการให้เลือกรองประธานบริษัท โดยที่ฉัน้าให้แกเข้าร่วม เพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่า ลูกชายของฉันจะมาบริหารบริษัทแทนฉันในอนาคต แต่แกกลับ......”
มาร์คัสตวาดเสียงดังด้วยความโกรธและเว้นวรรคหยุดเพื่อหายใจ ในขณะที่เหมันต์ยืนนิ่งเงียบพยายามเก็บอารมณ์และไม่พูดจาใดๆ ออกมา
“ต่อไปนี้ วันหยุดสุดสัปดาห์ แกต้องไปบริษัทกับฉัน ห้ามแกไปไหนมาไหนตามใจแกทั้งสิ้น!!!”
มาร์คัสสั่งเหมันต์เสียงเข้มด้วยความโกรธ คำพูดนั้นทำให้เหมันต์ตกตะลึง เพราะไม่คิดว่าพ่อของเขาจะจำกัดเสรีภาพของเขาขนาดนี้
“คุณคะ.....”
“เธอเงียบไปเลย!!!”
มาร์คัสหันไปตวาดใส่ภรรยาของเขาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้วย ทำให้แม่ของเหมันต์หยุดชะงักไป
“ฉันไม่สนใจว่าแกจะมีกิจกรรมอะไร แต่ต่อไปนี้ทุกอาทิตย์แกต้องไปเรียนรู้งานที่บริษัทกับฉัน เข้าใจมั้ย!!!”
มาร์คัสหันไปบอกเหมันต์เสียงเข้ม และจ้องมองเขาเขม็ง
“ถ้าเข้าใจแล้วก็ไปได้”
มาร์คัสไล่เหมันต์ให้ออกไปจากห้อง เพราะเขายังโกรธเหมันต์อยู่ แต่เนื่องจากเขา้าให้เหมันต์เป็ผู้สืบทอดบริษัท มาร์คัสจึงพยายามสงบสติอารมณ์ไม่ลงมือทำร้ายเหมันต์
“ผมไม่ไป”
เหมันต์ตัดสินใจพูดออกมาหลังจากที่นิ่งไป มาร์คัสและแม่ของเขาพากันมองด้วยความแปลกใจ
“แกว่าอะไรนะ?”
“ผมจะไม่ไปบริษัทกับพ่อ และผมก็จะไม่เรียนต่อด้านบริหาร” เหมันต์บอกกับมาร์คัสเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ผมจะเรียนต่อด้าน Interior และผมจะไม่สืบทอดกิจการต่อจากพ่อ”
เหมันต์ยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจสีหน้าที่เริ่มเปลี่ยนไปของมาร์คัส
“ผมไม่ชอบงานบริหารบริษัท ผมชอบด้านออกแบบภายใน และผมยื่นใบเรียนต่อด้าน Interior ไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปผมคงไม่มีเวลาที่จะไปช่วยงานของพ่อ เพราะผมต้องศึกษาการเรียนด้านออกแบบภายใน ดังนั้น....”
เพียะ!!!!!!!!!!
แกร๊ง!!! เปรี๊ยะ!!
“เ้าโง่!!!”
หน้าของเหมันต์สะบัดไปตามแรงตบของมาร์คัสที่ฟาดฝ่ามือลงไปอย่างแรง ก่อนที่เขาจะพูดจนจบประโยคด้วยความโกรธถึงขีดสุด
แว่นตาของชายหนุ่มกระเด็นตกลงสู่พี้นหินอ่อน กระทบอย่างแรงทำให้เลนส์ของแว่นแตกทันที
“ทำไมแกถึงได้โง่แบบนี้!!!!!!!!”
มาร์คัสกำมือแน่น พร้อมกับยกมือเตรียมฟาดซ้ำไปที่ใบหน้าของเหมันต์
“อย่าค่ะ!!!”
กญิดาวิ่งเข้าไปกั้นกลางระหว่างเหมันต์กับมาร์คัส พร้อมกับกอดตัวเหมันต์ ทำให้มาร์คัสชะงักและยั้งมือเอาไว้
“หลีกไป กญิดา!!! เธอก็ได้ยินที่มันพูดแล้วนี่!! มันไม่ยอมเรียนตามที่ฉันสั่ง ฉันจะสั่งสอนมัน”
“ไม่ค่ะ!!”
“เหม ลูกขึ้นไปข้างบนก่อนไป”
กญิดาหันไปสั่งเหมันต์ที่ยืนนิ่งเสียงเข้ม เหมันต์มองหน้าแม่ของเขาด้วยความแปลกใจ เพราะแม่ของเขามักปกป้องคิมหันต์ตลอด น้อยครั้งมากที่จะออกโรงปกป้องเขา
“ไปสิ!!!”
กญิดาย้ำเสียงดุ ทำให้เหมันต์เดินออกจากตรงนั้นไป โดยมีเสียงของมาร์คัสโวยวายตามหลัง แต่แม่ของเขายึดตัวมาร์คัสเอาไว้
“คุณไม่มีสิทธิ์อะไรไปบังคับลูกให้เรียนตามที่คุณ้านะ มาร์คัส” ภรรยาของมาร์คัสขึ้นเสียงใส่มาร์คัสด้วยความไม่พอใจ
“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์? มันเป็ลูกผม ผมจะให้มันเรียนอะไร มันก็ควรทำตามที่ผม้าสิ” มาร์คัสเสียงแข็งไม่แพ้กัน
“ตาเหมไม่ชอบ คุณไม่ควรไปบังคับเขา ตาเหมโตแล้ว ให้เขาเลือกเรียนในสิ่งที่เขา้าบ้างสิ”
“ไม่ได้!!! คนที่จะสืบทอดกิจการของผมต้องเป็เ้าเหม ดังนั้นมันต้องเรียนตามที่ผมสั่ง”
“คุณบังคับตาเหมมา 18 ปีแล้ว คุณจะไม่ยอมปล่อยให้ลูกตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเองบ้างเลยหรือคะ” กญิดาถามมาร์คัสกลับด้วยน้ำเสียงขมขื่น
กญิดารู้ตลอดเวลาว่า เหมันต์คงอึดอัดที่ต้องทำตามทุกสิ่งทุกอย่างที่สามีสั่ง แต่ในเมื่อเหมันต์เลือกที่จะทำตาม เธอจึงไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรลูกชายคนโตของเธอได้มาก
ซึ่งตรงกันข้ามกับคิมหันต์ที่มักจะทำอะไรตามใจตัวเอง และไม่สนใจว่าจะโดนมาร์คัสตบตีมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเธอจึงมักช่วยเหลือลูกชายคนเล็กมากกว่าคนโต
แต่เมื่อเหมันต์ตัดสินใจที่จะไม่ทำตามสิ่งที่มาร์คัสบงการ เธอก็พร้อมที่จะช่วยเหลือเขาเช่นเดียวกับคิมหันต์
“....……….”
มาร์คัสนิ่งอึ้งไปกับคำพูดของกญิดาภรรยาของเขา เพราะเขารู้ดีเช่นกันว่าเขาบังคับเหมันต์มาตลอด
ชายหนุ่มนั้นเป็เหมือนความหวังของเขาทั้งหมด เพราะคิมหันต์ไม่เคยสนใจในสิ่งที่เขาบอกเลยแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นเขาจึงรักและลำเอียงลูกชายคนโตมากกว่าคนเล็ก
มาร์คัสมองหน้าภรรยาของเขาด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก เนื่องจากว่าตระกูลของเขานั้น มักจะถูกสั่งสอนให้ทำตามคำสั่งแบบนี้มาั้แ่บรรพบุรุษ
ดังนั้นการที่เหมันต์้าที่จะเรียนไปในด้านอื่นและไม่ทำตามคำสั่งของเขา ก็เป็เหมือนการแหกกฎของตระกูล ซึ่งเป็สิ่งที่เขายอมไม่ได้
“ยังไงผมก็ไม่ยอมเด็ดขาด”
มาร์คัสบอกกับภรรยาของเขาอย่างดื้อดึงก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไป โดยมีสายตาของกญิดาที่มองตามด้วยความอ่อนใจในความดื้อดึงของมาร์คัส และเหลือบมองขึ้นไป้า ก็ประสานสายตากับลูกชายคนเล็กของเธอ ที่ยืนแอบฟังอยู่เช่นกัน