เขมจิราถึงกับลมหายใจสะดุด เมื่อได้ยินคำพูดที่ออกมาจากบ้านของเมฆา แม้จะแสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใย ทว่ากลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ถูกต้อง
“นายจะสื่ออะไรกันแน่เมฆา” เธอถามออกไปตรงๆ
“เธอก็รู้ว่าฉันหมายความว่าอะไร อย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้ดีกว่า” ท่าทีของเมฆาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือฉับพลัน
เขมจิรายังคงนิ่งเงียบ
“เรื่องของเราถึงจะจบลงไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ฉันยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีนะ ไม่เคยลืมได้เลยสักวันเดียว” เขาเอ่ย
“มันไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น”
“อย่าโกหกสิเขม เธอก็รู้ว่าฉันมาก่อนทักษ์เสียอีก พวกเราทั้งสองคนต่างมีใจให้กัน”
เขมจิรานึกย้อนกลับไปถึงช่วงวัยมหาลัยอีกครั้ง ก่อนที่จะได้รู้จักกับทักษ์ เขมจิรารู้จักเมฆามาก่อน ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรีหรืออะไรก็ตามแต่ ทว่าเรื่องราวของพวกเขากลับจบลงทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มเสียด้วยซ้ำ
“นายคงลืมไปแล้วหรือไงว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเรากันแน่ อีกอย่างเรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องเอ่ยถึงอีก”
“ทำไมจะไม่มีประโยชน์! ฉันยังรู้สึกผิดทุกครั้งที่ทำให้เธอต้องมาแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น รู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องเข้ามาอยู่ในตระกูลเทวราช ฉันเองก็พยายามแก้ไขเรื่องราวที่ผ่านมาอยู่นะเขม”
“นายแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้วเมฆา ทุกอย่างมันเกิดขึ้นหมดแล้ว และอีกอย่างฉันก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรทั้งนั้น”
“เธอไม่รู้สึกเสียใจจริงๆ งั้นเหรอ ไม่รู้สึกเสียใจที่พวกเราต้องแยกจากกันเหรอ” เขาถามเสียงสั่น
“เมฆา นายเป็นคนเลือกที่จะไปเอง ฉันไม่ได้บังคับอะไรนายทั้งนั้น”
เขมจิราเอ่ยย้ำเตือนความทรงจำอีกฝ่าย แน่นอนว่าทั้งสองคนเคยเริ่มชอบพอกัน แต่เมฆากลับเลือกที่จะไปเรียนต่อเพื่อทำให้คุณย่าช่อม่วงพอใจ แทนที่จะพูดคุยถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคน
“และตั้งแต่ที่ฉันได้แต่งงานเข้าตระกูลเทวราช ฉันก็ไม่ใช่เพื่อนของนายอีกต่อไปแล้ว ความรู้สึกเหล่านั้นที่เคยเกิดขึ้นฉันไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจเลยสักครั้งเดียว”
“ไม่เอาน่าเขม ไม่พูดแบบนั้นสิ” เขากุมมือเธอไว้ทั้งสองข้าง
“ฉันรู้ว่าเธอยังโกรธเรื่องในอดีตอยู่ แต่ตอนนี้มันถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะกลับมารื้อฟื้นความทรงจำอีกครั้ง ตอนนี้ฉันมีทุกอย่างแล้ว คุณไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้วนะ”
“นี่นายเป็นอะไรกันแน่ ที่จู่ๆ กลายเป็นแบบนี้เพราะได้ตำแหน่งประธานบ้านั่นใช่ไหม” เขมจิราตำหนิอีกฝ่าย ทั้งที่ปกติเขามักจะเว้นระยะห่างเอาไว้เสมอ ไม่มีท่าทีล่วงเกินเช่นนี้เกิดขึ้น
“ฉันยอมรับว่าที่เธอพูดมาเป็นความจริง ฉันต้องยอมก้มหัวให้กับทักษ์มาตลอดหลายปี ต้องยอมทนมองเธอกับเขาเดินเคียงคู่กัน มันทรมานมากเลยรู้ไหม”
“ฉันเป็นพี่สะใภ้ของนายนะ!” เขมจิราตะคอกใส่เมฆาเป็นครั้งแรก ไม่นึกเลยว่าเขาจะเป็นแบบนี้ไปได้ “ทุกอย่างมันจบไปตั้งนานแล้วเมฆา”
“มันไม่จบหรอก ตอนนี้ฉันมีอำนาจมากพอที่จะควบคุมทุกอย่างไว้ในมือ ขอเพียงแค่เธอเอ่ยปากว่าต้องการอะไร ฉันก็สามารถหามาให้ได้หมดทุกอย่าง”
เมฆาเอ่ยคำสารภาพแสนหวานออกมา ทุกถ้อยคำเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อยากจะบอกเธอมานานแสนนาน เขารู้ว่าตัวเองในอดีตเลือกทางเดินที่ผิดพลาด เลือกที่จะปล่อยมือของเขมจิราไป และก็ต้องทนทุกข์ทรมานเห็นเธอมีความสุขกับผู้ชายคนอื่น
เขาถูกกรรมตามสนองตลอดหลายปีที่ผ่านมา
แต่ตอนนี้มันถึงเวลาแล้วที่จะทวงคืนทุกอย่างกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ทุกอย่างที่เป็นของเขา
“ไม่ต้องสนใจคำพูดของใครทั้งนั้น แม้แต่คนในตระกูลเทวราช ถ้าหากใครทำให้เธอไม่พอใจก็แค่บอกฉัน ฉันจะจัดการให้ทุกอย่าง”
“ที่นายทำไปทั้งหมดก็เพื่ออำนาจใช่ไหม” เขมจิราถามตรงประเด็น
เมฆาตรงหน้าคล้ายกับว่าคนไม่รู้จัก
“ใช่ ที่ฉันยอมก้มหัวมาตลอดหลายปีก็เพื่ออำนาจ เธอก็รู้ว่าอยู่ที่นั่นห้ามอ่อนแอเด็ดขาด ฉันไม่เหมือนน้องสาวที่มีคุณย่าคอยให้ท้าย ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่มีพ่อแม่คอยปกป้องนะเขม ฉันต้องพยายามทุกอย่างก็เพื่อตัวเอง”
เขาเริ่มอธิบายให้เธอเข้าใจถึงการกระทำในอดีต
“ต้องปกป้องคนที่ฉันรัก แต่ฉันก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน ผิดที่เลือกจะทิ้งเธอไป ต้องข่มใจตัวเองเอาไว้ไม่ให้เธอรู้ว่าคิดถึงเธอมากแค่ไหน”
เขมจิราไม่อยากจะฟังคำแก้ตัวของผู้ชายคนนี้ นี่มันผิดไปหมด ผิดทุกอย่าง ตลอดสองชีวิตที่ผ่านมาเธอไม่เคยเอะใจกับการกระทำของเขาเลยสักนิดเดียว
เพราะสองชีวิตก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ตำแหน่งประธานบริษัทมาครอบครอง
คนที่ได้ดูแลตำแหน่งนั้นคือเธอ...
หลังจากที่ทักษ์จากไป เขมจิราไม่ได้ทำอะไรให้คุณย่าช่อม่วงไม่พอใจ ยังคงอยู่ในตระกูลเทวราชต่อไป อีกฝ่ายเล็งเห็นว่าเธอมีศักยภาพมากพอที่จะดูแลบริษัทชั่วคราว ขณะที่บัลลังก์เริ่มเติบโตขึ้น จนกระทั่งสามารถบริหารงานได้ เขมจิราถึงได้ลาออกจากตำแหน่ง
เธอไม่เคยรู้มาก่อนเขาคิดจะครอบครองบริษัทนี้
“ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอกเมฆา”
“ทำไมล่ะ เธอสนใจสายตาของคนอื่นงั้นเหรอ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ตอนนี้ฉันมีเส้นสายในบริษัทมากมาย ถ้าหากเธอกลัวว่าลุงวศินกับป้ารานีจะไม่พอใจ ฉันจะปิดปากทั้งสองคนนั้นเอง อีกอย่างครอบครัวของป้ากระรัตก็ไม่มีค่าอะไรอยู่แล้ว แค่พวกเราส่งเขาไปต่างประเทศก็เพียงพอแล้ว”
“แล้วแม่กับน้องสาวนายล่ะ” เธอแกล้งถาม อยากรู้ว่าเขาจะจัดการกับน้องสาวอย่างไร
“เรื่องนี้เธอไม่ต้องห่วง ฉันจะคุยกับแม่และช่อฟ้าเอง แน่นอนว่าแม่คงไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว เธอเองก็รู้ว่าแม่ชอบคุณมากขนาดไหน ส่วนช่อฟ้าฉันจะคุยให้รู้เรื่องเอง ปัญหาทุกอย่างจะถูกจัดการให้เรียบร้อย”
“ไม่มีทางหรอก ถ้าฉันกลับไปกับนาย ช่อฟ้าก็คงเอาเรื่องของพวกเราไปบอกคุณย่าช่อม่วงอยู่ดี นายแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้หรอกนะเมฆา”
“ทำไมจะไม่ได้”
“นายจะทำอย่างไร” เขมจิรารู้สึกไม่ไว้ใจอีกฝ่ายขึ้นมา ทั้งแววตาและท่าทางของเขาตอนนี้คล้ายจะเปลี่ยนเป็นคนละคน
“ถ้าฉันได้ขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไปของตระกูลล่ะ”
แน่นอนว่าคนเก่าก็ต้องไม่มีอยู่
เขมจิราเข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เธอแค่อยากจะรู้วิธีการของเขา แต่ไม่นึกเลยว่าสิ่งที่เมฆาจะทำต่อจากนี้นั้นอันตรายเกินไป
“นายบ้าไปแล้วเหรอเมฆา!” เขมจิราตะคอกใส่เขาอีกครั้งหนึ่ง รีบสะบัดมือของเขาออกไปทันที ทว่าอีกฝ่ายกลับจับแน่นไม่ปล่อย
“ใช่ ฉันมันบ้าไปหมดแล้ว ทุกอย่างก็เพื่อเธอนะ!” เมฆาสวนคืน
“ไม่ใช่ ถึงต่อให้จะไม่มีฉันทุกอย่างก็ยังจะเป็นแบบเดิมต่อไป นายคงจะพยายามไต่เต้าขึ้นมาเพื่อตำแหน่งและอำนาจพวกนี้อยู่ดี”
เขมจิราผิดหวังมาก ไม่เคยคิดเลยว่าคนที่เธอไว้ใจจะกลายเป็นคนเช่นนี้
“นายไม่ได้รู้สึกพอใจกับทุกอย่างที่มี ถึงต่อให้จะกลายเป็นผู้นำคนต่อไป นายก็จะยังคงไม่พอใจ ต้องขวนขวายสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองต่อไปเรื่อยๆ”
“ไม่จริง ฉันจะหยุดแล้ว ขอแค่มีเธออยู่ข้างๆ”
“พอได้แล้วเมฆา”
เขมจิราเอ่ยเสียงเข้มแกมเด็ดขาด แฝงไปด้วยความเยือกเย็น แววตาที่เคยมองเขาด้วยความเคารพนับถือหายไป ไม่หลงเหลือความรู้สึกอะไรอีกแล้ว
“อย่าทำให้ฉันผิดหวังในตัวนายไปมากกว่านี้เลย เรื่องทรัพย์สินของตระกูลเทวราชฉันไม่สนใจทั้งนั้น ส่วนเรื่องในวันนี้ก็ขอให้จบลงแค่นี้ ฉันจะทำเหมือนกับว่าไม่เคยได้ยินอะไรทั้งนั้น”
เขมจิราเลือกที่จะเดินออกมาด้านนอก ไม่อยากจะใกล้ชิดกับเพื่อนคนนี้อีกต่อไป ทว่ากลับถูกรั้งข้อมือเอาไว้ และถูกสวมกอดจากด้านหลัง พร้อมได้ยินคำพูดขอโทษพร่ำเพรื่อมากมายจากชายคนนั้น คนที่เธอเคยคิดว่าเขาเป็นเพื่อนที่แสนดีมาโดยตลอด
โดยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีสายตาอำมหิตคู่หนึ่งจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสองคนด้วยความเกรี้ยวโกรธดั่งพายุ คล้ายจะกระชากวิญญาณของใครบางคน
“พี่-”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”
เรวัชบอกน้องชายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แต่กลับสัมผัสได้ถึงร่องรอยของการสะกดกั้นอารมณ์มากมาย ดวงตาเข้มขึ้นอย่างน่ากลัว เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุ้บๆ หากยังอยู่ที่นี่ต่อไปเขาคงได้ฆ่าทั้งสองคนนั้นแน่
เขาไม่รอช้ารีบขับรถออกไปจากที่แห่งนี้อย่างไม่กลัวตาย ทิ้งให้น้องชายมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดต่อไป