“ถ้ารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถกลับไปเป็เหมือนอย่างวันนั้นได้เธอจะทำยังไงต่อไปนะ”
หิมะหยุดตกไปได้สักพักแล้วตอนที่มินาโยะเดินออกมาจากตัวบ้าน เหลือทิ้งไว้เพียงเกล็ดหิมะที่ทับถมและปกคลุมไปทั่วท้องถนนกับตัวอาคารที่บ่งบอกว่าในที่สุดฤดูหนาวก็เริ่มต้นอย่างจริงจังเสียทีเด็กสาวสูดเอาอากาศเย็นเข้าปอด ร่างบางในชุดคลุมยูนิฟอร์มสีแดงสดสั่นสะท้าน เธอไม่ชอบอากาศหนาวมันทำให้สภาพร่างกายของเธอด้านชาแถมกลิ่นของอากาศในหน้าหนาวยังชวนให้นึกถึงเื่ราวเก่าๆที่เด็กสาวไม่อยากจำ
กลิ่นคาวเืกับหิมะที่ร่วงโรยลงมาจากบนฟ้า…
มันไม่ใช่ความจริงเลยเด็กสาวมักจะเตือนตัวเองแบบนี้เสมอเวลาที่เธอฝันถึงเื่ราวแปลกๆเกี่ยวกับคนที่เธอไม่รู้จักในสถานที่ที่ไม่รู้จัก และทิวทัศน์รอบข้างที่เธอไม่เคยเห็น ความฝันนั้นเกิดขึ้นวนเวียนและฉายในหัวของเธอซ้ำๆมาได้สักพักแล้วเด็กสาวไม่ได้เล่าให้ใครฟัง เนื่องด้วยกลัวว่าคนเ่าั้จะหาว่าเธอบ้าแล้วก็จะบอกให้เธอลืมๆมันไปซะเพราะว่ามันเป็แค่ความฝันแม้ลึกๆแล้วเด็กสาวจะรู้สึกได้ว่ามันช่างเหมือนจริงเลยก็ตาม
ความกังวลเกี่ยวกับฝันประหลาดนั้นกระเจิงหายไปเมื่อเธอตระหนักได้ว่ามีใครอีกคนกำลังยืนรออยู่หน้ารั้วบ้าน แผ่นหลังของเด็กหนุ่มร่างสูงเ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเข้มโผล่พ้นขอบรั้วชุดยูนิฟอร์มสีแดงสดเช่นเดียวกับเธอดูโดดเด่นขึ้นเมื่อมีหิมะขาวโพลนของทิวทัศน์รอบข้างเป็ฉากหลังเด็กหนุ่มไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าเธอกำลังเดินไปหาเขาเช่นเดียวกับที่เด็กสาวไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าเขามารอเธออยู่ตรงนี้ได้สักพักแล้วก่อนที่เธอจะเดินออกจากบ้านมา
“อรุณสวัสดิ์ โทวะ”
เสียงใสเอ่ยทักออกไปอย่างเคยชิน มันกลายเป็กิจวัตรประจำวันไปเสียแล้วที่เด็กหนุ่มจะต้องมายืนรอเธออยู่หน้าบ้านเพื่อมารับไปโรงเรียนพร้อมกัน
แต่คราวนี้ต่างออกไปเล็กน้อยเมื่อคนถูกทักสะดุ้งเฮือก เก็บมือถือที่เคยเพ่งอยู่ก่อนหน้านี้ลงใส่กระเป๋าอย่างว่องไวก่อนที่ั์ตาสีมรกตสดใสคู่นั้นจะหันมาสบตากับเด็กสาวเครื่องหน้าคมคายบนใบหน้าขาวซีดของเขาแทบกลืนไปกับหิมะสีขาวที่เป็ฉากหลัง
“อรุณสวัสดิ์”
ฮิวาตาริ โทวะ เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงตื่นใ
ถ้าจะมีเด็กชายชั้นมอต้นคนไหนที่โด่งดังที่สุดในเมืองนี้ก็คงเป็เด็กหนุ่มตรงหน้าเธอนี่ล่ะโทวะเป็เด็กชายที่เกิดมาในครอบครัวที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ แม้พ่อที่เป็นักบินอวกาศนานๆจะได้กลับบ้านสักครั้งและแม่ที่มัววุ่นอยู่แต่กับกิจการทางบ้านจะไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเท่าไหร่แต่ทั้งหมดก็ดูรักใครกลมเกลียวกันดีตระกูลฮิวาตาริได้ชื่อว่าเป็ตระกูลที่ร่ำรวยและโด่งดังที่สุดในเมืองฮิคาริและทายาทผู้สืบทอดตระกูลเพียงคนเดียวก็คือเขาเด็กหนุ่มรูปงามที่มีใบหน้าคมคายผิวขาวเผือก มันสมองชาญฉลาด มีมารยาทและวางตัวดีมินาโยะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าไปสนิทกับเขาได้ยังไง
“มีเื่อะไรรึเปล่า?”
ถึงโทวะจะทำสีหน้านิ่งจนดูไร้อารมณ์อยู่ตลอดเวลาแต่คราวนี้เด็กสาวจับสังเกตได้ชัดเลยล่ะว่าเขามีเื่กังวลใจที่ผิดปกติจนเกินไป
“อา... มาโมรุไม่สบายอีกแล้วน่ะ”
เหตุผลที่เพื่อนสนิทในกลุ่มอีกคนไม่สบายจนทำให้เด็กหนุ่มกังวลใจจนแสดงออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดทางสีหน้าดูเป็เื่ที่ออกจะเชื่อไม่ลงอยู่เสียหน่อยแม้ในความเป็จริงแล้ว ั้แ่ที่รู้จักกันมา มาโมรุจะไม่เคยป่วยเลยสักครั้งก็ตามมีแต่โทวะนี่แหละที่เข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่าใครเพื่อนถึงขั้นที่ต้องมีหุ้นในโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อสร้างชั้นพิเศษสำหรับรักษาตัวเด็กหนุ่มโดยเฉพาะ
“นี่ก็ขาดเรียนจะครบอาทิตย์อยู่แล้วนะ มาโมรุเป็อะไรมากหรือเปล่า?”
“หมอนั่นไม่ได้บอกอะไร ส่งเมลมาให้แค่ว่าช่วยลาอาจารย์ให้หน่อย”โทวะบอกสั้นๆ
“ไปเยี่ยมไหม?”
“ไว้หลังเลิกเรียนแล้วกัน”
แล้วเด็กหนุ่มก็พาเธอเดินออกมา
ทั้งคู่เดินไปตามถนนที่ว่างเปล่ายามเช้าของเมืองฮิคาริเงียบสงบและขาวโพลนไปด้วยหิมะที่ปกคลุมตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายไปตลอดสองข้างทางพวกเขาเดินผ่านศาลเ้าประจำเมืองที่ถัดไปหน่อยก็จะเป็บ้านของมาโมรุมินาโยะแอบมองเข้าไปตามทางอย่างเคยชินบ้านไม้หลังใหญ่ข้างศาลเ้าเงียบสงบต่างไปจากทุกวันเด็กสาวกังวลใจเกี่ยวกับอาการของมาโมรุเช่นเดียวกับโทวะที่ดูเหมือนจะเงียบตลอดทางที่เดินไปโรงเรียน
โรงเรียนชิโรไดริที่พวกมินาโยะเรียนอยู่เป็โรงเรียนประจำเมืองที่อาศัยการสอบเป็เกณฑ์ในการเลื่อนชั้นและแบ่งห้อง ถึงจะแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมเด็กหัวดีอย่างโทวะถึงได้ลำดับตกลงมาอยู่ห้องบีเช่นเดียวกับเธอและมาโมรุแต่ความดีใจที่พวกเธอจะได้อยู่ด้วยกันเป็ปีที่เจ็ดติดต่อกันทำให้มินาโยะลืมเื่นั้นไปเสียสนิทเด็กสาวตื่นเต้นกับการได้เป็เด็กมอต้นมากเสียจนไม่ได้สนใจความผิดปกติเ่าั้เลย
ที่ชิโรไดรินี้แบ่งการบริหารงานออกเป็สามฝั่ง นั่นคือแผนกประถมแผนกมัธยมต้น และแผนกมัธยมปลาย จะถูกแบ่งแยกการบริหารงานออกจากกันอย่างชัดเจนโดยเฉพาะเขตพื้นที่ของแต่ละแผนกที่จะไม่อนุญาตให้นักเรียนต่างแผนกเข้าถึงกันได้แม้จะอยู่ภายใต้รั้วโรงเรียนเดียวกันดังนั้นการได้เลื่อนชั้นและข้ามแผนกเป็การเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นมากๆสำหรับพวกเด็กๆที่จบการศึกษามาจากแผนกประถมซึ่งนับเป็ส่วนมากจนเกือบจะเรียกได้ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เลยที่จะได้เลื่อนขึ้นสู่แผนกมัธยมต้นน้อยมากจริงๆที่จะมีเด็กนักเรียนใหม่จากต่างถิ่นย้ายเข้ามาซึ่งห้องของเด็กสาวนั้นเป็ข้อยกเว้น
เนื่องมาจากว่า่เริ่มต้นฤดูการศึกษาใหม่ห้องของมินาโยะมีนักเรียนใหม่ย้ายเข้ามาทั้งคู่เป็เด็กชายที่มีบุคลิกแตกต่างกันอย่างเหลือเชื่อและดูเหมือนจะเป็เพื่อนสนิทกันมาก่อนในขณะที่หนึ่งในสองเข้ากับเพื่อนร่วมห้องได้ดีมากราวกับว่าเรียนมาด้วยกันอย่างยาวนานอีกคนกลับไม่สุงสิงกับใครเลยเด็กหนุ่มคนที่สองมักจะมาเข้าเรียนเมื่อกริ่งดังและหายตัวไปทันทีที่กริ่งบอกหมดเวลาคาบเรียนดังขึ้น
วันนี้ก็เป็อีกหนึ่งวันที่เด็กสาวมาถึงห้องเรียนและพบกระเป๋านักเรียนของเขาวางอยู่บนโต๊ะโล่งๆมินาโยะรู้มาสักพักแล้วว่าเด็กหนุ่มมักจะมาโรงเรียนเช้ากว่าใครและหายตัวไปอยู่ที่ไหนสักแห่งโดยที่จะไม่ยอมกลับเข้าห้องจนกว่ากริ่งจะดัง
ที่นั่งของโทวะอยู่ด้านหลังนักเรียนใหม่คนนั้นและที่นั่งว่างเปล่าของมาโมรุก็อยู่ด้านหลังโทวะอีกที ทั้งสามคนนั่งติดกระจกเวลาส่วนใหญ่ในคาบเรียนจะต้องมีคนหนึ่งเอนหัวพิงกระจกหลับอีกคนก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ส่วนอีกคนก็ฟุบหน้าหมอบอยู่กับโต๊ะ มีหนังสือเรียนในคาบนั้นๆวางอยู่บนหัว
“เอกสารอะไรเยอะแยะเชียว”
มินาโยะหันมาถามโทวะที่เริ่มรื้อเอากระดาษเอสี่ปึกใหญ่ออกมาจากกระเป๋า
“รายงานประชุมเื่งานประเพณีน่ะ” โทวะว่า
“จริงสิ! โทวะเป็คณะกรรมการด้วยนี่นา” เด็กสาวพูดเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้“เดือนหน้าสินะ งานประเพณี ตื่นเต้นจัง... ฉันล่ะอยากให้ถึงไวๆเสียที”
“ฉันล่ะอยากให้มันจบไวๆมากกว่า พวกคณะกรรมการน่ะเตรียมงานจนหัวปั่นไปหมดแล้ว”
เด็กหนุ่มเปรยขึ้นอย่างรำคาญใจพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตาอ่านกระดาษปึกใหญ่ในมือ
งานประเพณีเป็กิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองฮิคาริ และเป็อีเว้นท์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับชีวิตเด็กนักเรียนชั้นมัธยมขึ้นไปนี่เป็ปีแรกที่ทั้งคู่จะได้เข้าร่วมในเทศกาลนี้ พูดง่ายๆมันก็เหมือนเป็งานกีฬาสีที่มีการออกร้านและประชุมวิชาการรวมๆอยู่ในเทศกาลเดียวกันโดยกิจกรรมทั้งหมดจะถูกจัดขึ้นถึงสามวัน ไฮไลต์อยู่ที่การแข่งขันฟุตบอลประเพณีในวันสุดท้ายโดยมีผู้เข้าร่วมในงานประเพณีได้แก่โรงเรียนชิโรไดริทั้งแผนกมัธยมต้นและมัธยมปลายโรงเรียนมัธยมชายทามามุชิ และโรงเรียนมัธยมสตรีนามิทามะ
มินาโยะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ในฐานะสมาชิกชมรมคาราเต้เช่นเดียวกับโทวะแต่เด็กหนุ่มข้างตัวเธอพ่วงตำแหน่งประธานชั้นปีซึ่งจะต้องเป็หนึ่งในคณะกรรมการจัดงานร่วมด้วยพักหลังๆโทวะเลยดูจะเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิมเป็สองเท่าเด็กสาวเคยถามเขาว่าทำไมถึงไม่ปฏิเสธการเป็คณะกรรมการแต่เธอกลับได้รับคำตอบกลับมาสั้นๆว่า ‘ก็มันน่าสนุกดี’
ผลก็คือ โทวะกลายเป็พวกที่หมกมุ่นอยู่กับอะไรสักอย่างซึ่งมินาโยะคาดว่าก็คงจะเป็กำหนดการการจัดงานที่จะมีขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี่แหละเพราะเป็กิจกรรมใหญ่จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนชั่วโมงเรียนเพื่อให้มีเวลาในการทำกิจกรรมชมรมหลังเลิกเรียนมากยิ่งขึ้นบางชมรมอย่างเช่นชมรมบาสเก็ตบอลออกไปเก็บตัวและฝึกซ้อมการแข่งนอกสถานที่ยังไม่รวมถึงการแย่งชิงสนามฝึกซ้อมของชมรมต่างๆที่มีอย่างจำกัดจำเขี่ยใน่ฤดูหนาวอีกแค่คิดเธอยังเหนื่อยแทนแล้วเลย
แต่เด็กสาวก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้มากเพราะเธอไม่ได้บริหารเวลาได้ดีอย่างโทวะหรือรู้เื่งานมากไปกว่าเขาเลยทำได้แค่นั่งอยู่ข้างๆตอนที่โทวะกำลังมีสมาธิกับการอ่านรายงานการประชุมนั่งมองเพื่อนร่วมห้องที่เริ่มทยอยมาถึงห้องมากขึ้นเมื่อใกล้ถึงเวลาเรียนนานๆจะหันมามองเด็กหนุ่มบ้างเผื่อเขา้าความช่วยเหลือแล้วก็หันไปสนใจคนในห้องอีกครั้ง
มินาโยะมีเพื่อนไม่มากนักตลอดเวลาที่ผ่านมาเพื่อนสนิทของเธอมีแค่โทวะกับมาโมรุเด็กสาวจำเหตุการณ์ตอนที่พบทั้งคู่ไม่ได้ รู้แค่ว่าพวกเธอสามคนอยู่ด้วยกันมานานแล้วั้แ่ขึ้นชั้นประถมโทวะเป็เด็กที่มีร่างกายอ่อนแอโดยเฉพาะ่หน้าฝนและมักจะชอบหาเื่ทะเลาะกับมาโมรุผู้ซึ่งหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลาเป็ประจำครั้งหนึ่งทั้งคู่ทะเลาะกันหนักมากด้วยเื่ไม่เป็เื่ว่าด้วยมาโมรุใส่พริกหยวกลงในกล่องอาหารกลางวันของโทวะแทนที่จะเป็แครอทของโปรดของเขา(คนทำข้าวกล่องให้โทวะคือมาโมรุ)แล้วโทวะก็ไม่ยอมแตะข้าวกล่องมื้อกลางวันวันนั้นเลย ท้ายสุดโทวะไข้ขึ้นเพราะไม่ได้กินข้าวแล้วมาโมรุก็ต้องแบกเขากลับบ้าน ทั้งคู่ทะเลาะกันเื่ข้าวกล่องไปตลอดทางส่วนมินาโยะก็ร้องไห้เพราะไม่ชอบที่พวกเขาทะเลาะกันแล้วเธอต้องกลายเป็คนแบกกระเป๋าให้ทั้งคู่
“โทวะ”
เสียงใสเอ่ยเรียกอยู่ตรงกรอบประตู โทวะหันไปมองตามเสียงนั้นได้ไวกว่าที่มินาโยะจะรู้สึกตัวเสียอีกว่ามีใครเรียกเขาเด็กหนุ่มวางเอกสารลงบนโต๊ะ เดินไปหาคนเรียกที่อยู่นอกห้องอย่างว่องไวมินาโยะมองตาม ส่งยิ้มให้เด็กสาวอีกคนที่ยืนรอโทวะอยู่ตรงประตูนั้น
เด็กสาวส่งรอยยิ้มตอบกลับมาก่อนที่ทั้งคู่จะยืนคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เื่มาโมรุน่ะ...”
โทวะเดินจูงมือเด็กสาวออกไปจากประตูห้องทันทีที่ได้ยินหัวข้อเื่ทั้งคู่หยุดคุยกันอยู่ตรงระเบียงทางเดินที่ซึ่งเด็กหนุ่มมั่นใจว่าคนในห้องจะไม่ได้ยิน
มินาโยะถอนหายใจด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายเหตุผลได้พลางเบือนหน้าหนีเด็กสาวทำอะไรไม่ได้นอกจากทิ้งตัวอยู่บนที่นั่งของตัวเองเธอรู้สึกว่ามีช่องว่างที่ไม่อาจแทรกเข้าไปได้ระหว่างคนทั้งคู่มินาโยะรู้จักเด็กสาวคนนั้นมานานพอๆกับที่รู้จักกับโทวะและมาโมรุเธอคนนั้นสนิทกับเด็กชายทั้งคู่ และดูเหมือนจะรู้จักกันมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว
ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น แต่ความจริงที่ว่า นานะจังรู้จักกับโทวะและมาโมรุมาก่อนเธอเหมือนจะเป็เื่จริง บ้านของนานาโกะเป็ศาลเ้าหรือก็คือศาลเ้าที่อยู่ข้างบ้านมาโมรุนั่นแหละไม่แปลกถ้าเด็กสาวจะมาคุยกับโทวะเื่อาการของมาโมรุ มินาโยะไม่ชอบเลยที่เธอกลายเป็คนแปลกหน้าเวลาที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันแต่ถ้าจะให้เข้าไปรวมกลุ่มกับสองคนนั้น เธอยอมนั่งอยู่เฉยๆตรงนี้เสียดีกว่า
มินาโยะถอนหายใจด้วยความรู้สึกบางอย่าง
ถ้าโทวะเป็เด็กหนุ่มที่ป๊อบที่สุดในแผนกมัธยมต้น ฝ่ายเด็กผู้หญิงก็คงจะเป็นานะจัง
เพราะเธอเป็เด็กสาวที่สวยมากๆ ใบหน้าเรียวยาวรูปไข่ผมสีน้ำตาลยาวเป็ลอนกับั์ตาสีมรกตเช่นเดียวกับโทวะบนเครื่องหน้าอ่อนหวานทำให้เธอดูน่ารักน่าทะนุถนอมน้ำเสียงของเธอกังวานใสสมกับที่เป็เอสของชมรมคอรัสผลการเรียนของเธอยอดเยี่ยมติดหนึ่งในห้าของระดับชั้น ไม่มีใครจะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากไปกว่าเด็กสาวยิ่งมายืนอยู่ข้างโทวะแล้วยิ่งรู้สึกได้
ไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย...
‘นั่นไงล่ะ เรด’
เสียงหนึ่งกระซิบอยู่ข้างหู
‘ไหน’
อีกเสียงลอดผ่านเข้ามา
‘ก็เด็กที่นั่งอยู่คนเดียวตรงเสาชิงช้านั่นไง’
ร่างบางสะดุ้งเฮือก ไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวมองรอบตัวเสียงประหลาดนั่นดังก้องอยู่ในหัวเธอราวกับมีคนที่มองไม่เห็นมากระซิบอยู่ข้างหูมินาโยะตัวแข็งทื่ออยู่บนที่นั่ง ั์ตาสีฟ้าใสเบิกโพลงกว้าง มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินเสียงนั้นในขณะที่ผู้คนรอบข้างไม่มีใครสนใจเธอเลย
เสียง... ที่คุ้นเคยยิ่งกว่าภาพในความฝันเมื่อเช้า
“ไม่...”
เด็กสาวพึมพำ พยายามจะร้องขอความช่วยเหลือจากโทวะที่ยืนอยู่หน้าห้องแต่ภาพตรงหน้ากลับเลือนพร่าลงไปเรื่อยๆพร้อมกับเสียงในหัวที่ดังชัดขึ้นเพื่อนร่วมห้องที่อยู่รอบตัวกลายเป็เพียงภาพวาดที่กำลังจางหายไปกับหมอกควันสีขาวขุ่นมินาโยะไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
‘ดอกไม้นี่ฉันให้เธอ...’
ใครบางคนพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่แสนโหยหาและชวนให้คิดถึงก่อนเสียงนั้นจะถูกกลบทับด้วยพายุหิมะและเสียงเดิมที่ดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างชัดเจน
‘ถูกทิ้งไว้สินะ’
‘ก็สมควรอยู่หรอกนะที่จะโดนทิ้งไว้’
ทิวทัศน์รอบตัวเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเด็กสาวลืมตาขึ้นมาอีกครั้งสิ่งที่เธอเห็นอยู่ในตอนนี้คือภาพของสวนสาธารณะที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์และตัวเธอในสมัยเด็กที่นั่งร้องไห้อยู่แทบเท้าของเธอเองเด็กสาวเฝ้ามองเหตุการณ์นั้นอย่างตะลึงงัน มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเธอเมื่อสมัยเด็กและอาจเกี่ยวข้องกับความทรงจำที่ขาดหายไปสิ่งเดียวที่เด็กสาวไม่รู้คือว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอในตอนนี้กันแน่!
‘หายไปเสียเถอะ...’
มีเด็กหนุ่มในชุดขาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ฝ่ามือของเขายื่นตรงออกมาหาราวกับจะไขว้คว้าเธอเอาไว้
‘…ต่อให้เธอจะจำฉันไม่ได้เลยก็ตาม’
น้ำเสียงที่แสนโหยหานั่นดังมาจากที่ที่ไกลแสนไกล
ปัง!
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเลือนหายไปจากสายตาเด็กสาวรู้สึกว่าตัวเองถูกฉุดให้ลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยแรงกระชากจากคนตรงหน้าทิวทัศน์ในห้องเรียนกลับคืนสู่สายตาอีกครั้งพร้อมกับเสียงในห้องที่เงียบลงทันใดสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เธอ ใครบางคนฉุดร่างของเธอขึ้นเขาคนนั้นมองมาที่เธอด้วยสายตาคมดุไม่ใช่โทวะที่เข้าถึงตัวเธอได้ทันก่อนที่สติของเด็กสาวจะหลุดลอยไปแต่กลายเป็ใครอีกคนที่เธอไม่คาดคิดว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่ห้องเรียนได้ในเวลาแบบนี้
“อาฮิราวะคุง?”
“เธอเป็ใครกันแน่?”
“ปล่อยมือยัยนั่นเดี๋ยวนี้เลยนะ อาฮิราวะ ชินจิ”
