สถานที่ที่นางอยู่คือแคว้นอวิ๋น ในทวีปวรยุทธ์ ซึ่งผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้ที่มีวรยุทธ์ขั้น9 และนางรู้จากซ่งจูว่าวรยุทธ์ขั้น9นั้นเป็เพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆเท่านั้น ยังมีอีกหลายสิบขั้นที่เหนือกว่านั้น
เพียงแต่โลกใบนี้แตกออกเป็เสี่ยงๆ ชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยอยู่เหนือทะเลกว้าง ส่วนริมขอบโลกนั้นเป็ที่ที่แร้นแค้นที่สุด เรียกว่าทวีปวรยุทธ์
โลกใบนี้ก็เหมือนกับแผ่นโลกที่ถูกแบ่งเป็วงกลม หากจะไปยังแผ่นโลกในทวีปถัดไปก็ต้องผ่านทะเลกว้างไร้สิ้นสุดเท่านั้น
นอกจากนี้ในแต่ละทวีปก็จะมีการฝึกตนที่แตกต่างกัน อย่างทวีปวรยุทธ์ฝึกได้ถึงขั้น9เท่านั้น หาก้าข้ามชั้นก็ต้องออกจากทวีปวรยุทธ์ไปยังทวีปที่เหนือกว่า เพื่อทะลวงเข้าสู่ขั้นถัดไป
กระรอกน้อยเรียกมันว่า กฎเกณฑ์ของโลก
อ้ายเชียนไม่ได้สนใจเื่นั้น สิ่งที่นางสนใจคือ ทวีปวรยุทธ์มีแคว้นใหญ่เล็กนับร้อย มีไฟาอยู่ตลอดเวลา
อย่างเช่นแคว้นอวิ๋นที่ตระกูลโจวอาศัยอยู่ ด้านซ้ายของพวกเขาคือแคว้นจู ด้านขวาคือแคว้นหง ด้านล่างคือแคว้นอิง
ในสามทางนี้แคว้นอวิ๋นมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นหงสำเร็จ การาสงบเงียบมานับสิบปีแล้ว ส่วนแคว้นอิงเป็พวกรักสงบ หากแคว้นอวิ๋นไม่รุกรานพวกเขา พวกเขาก็ทำเมินไม่สนใจ เนื่องจากแคว้นอิงนั้นใหญ่กว่าแคว้นอวิ๋น
ส่วนแคว้นจูนั้น กับแคว้นอวิ๋นมีความแค้นที่ยากจะเลิกลาระหว่างกัน เป็เื่ความรักความแค้นที่มีมาแต่อดีต
ในความทรงจำของอ้ายเชียน นางมีบ่าวช่างเมาท์อยู่คนหนึ่ง ชอบเอาเื่ราวเ่าั้มาเล่าให้ฟังเสมอๆเพื่อประจบ
แต่เมื่อบิดาหายไป เหล่าบ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์ก็หายไปเช่นกัน ส่วนหนึ่งถูกขายออก ส่วนหนึ่งตาย เนื่องจากคนตระกูลโจวต้องทำทุกอย่างเพื่อยึดอำนาจในตระกูลโจวให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
พอพี่ชายนางหายไปอีกคน พวกเขาจึงได้ฤกษ์ลงมือกับนางที่เป็หญิงบ้าในที่สุด การที่หญิงบ้าคนหนึ่งตายไปอย่างน่าสงสัย ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านข้างนอกนึกอยากมาเกี่ยวข้องด้วย ทำได้เพียงเวทนาอยู่ห่างๆเท่านั้น
บิดาและพี่ชายในชาตินี้ ไม่รู้ว่าพวกเขาหายไปที่ใดแต่นางจะต้องหาข่าวของพวกเขาให้ได้ และเป้าหมายแรกคือการสร้างกองกำลังเล็กๆขึ้นมา และสืบหาข่าวบิดาและพี่ชาย ก่อนที่วรยุทธ์ของนางจะถึงขั้น9และต้องออกเดินทางจากทวีปแห่งนี้
อ้ายเชียนเดินกลับไปที่บ้านไม้ของตน นางไปที่ครัวด้านข้างซึ่งมีเตาถ่าน แท่งจุดไฟ และไม้ฟืนวางไว้อย่างเป็ระเบียบ ก่อนจะเริ่มก่อไฟ
จากนั้นก็เดินไปบริเวณข้างบ้าน ซึ่งซ่งจูทำให้กลายเป็แปลงมันไปแล้ว นางเลือกมันขึ้นมาต้นหนึ่ง นำหัวมันมาโยนใส่กองไฟและรอมันสุก
อาหารง่ายๆเช่นนี้ทำให้คนมองดูปวดใจ ซ่งจูจึงอดเอ่ยไม่ได้
‘เ้านาย ข้าสามารถทำอาหารให้ท่านได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าทำให้มันสุกแบบส่งๆอย่างที่ท่านทำ’
อ้ายเชียนไม่ได้สนใจ ชาติก่อนตอนฝึกทหารนางกินอาหารแย่ๆจนชินแล้ว หลังจากเข้าร่วมงานวิจัยก็ยังกินแต่อาหารแท่งสำเร็จรูปของทหารเหมือนเดิม กินเพื่ออยู่โดยแท้จริง
‘ไม่ต้องสนใจเื่ไร้สาระมากนัก เ้าสอนข้าฝึกตนก่อนดีกว่า’ อ้ายเชียนปรายสายตาดุมองกระรอกน้อย นางเขี่ยมันออกจากกองไฟเมื่อได้ที่ หลังจากรอจนเย็นแล้วก็บิกินอย่างไม่เสียดายเศษที่เหลือ
‘เ้านาย...’ ซ่งจูรู้สึกปวดใจ แต่ก็นึกทึ่งในความมุ่งมั่นและขยันขันแข็งของเ้านาย ทำให้มันรู้สึกภูมิใจที่เลือกหญิงผู้นี้เป็นาย
‘เอาล่ะ ข้าจะช่วยสอนเคล็ดวิชาให้ท่านสองอย่าง หนึ่งเพื่อฝึกร่างกาย สองเพื่อฝึกพลังปราณ นี่เป็สิ่งที่เ้านายเก่าของข้าเตรียมไว้ให้ท่านเช่นกัน’
เมื่อกล่าวจบด้านข้างกระรอกน้อยก็มีม้วนตำราวางอยู่สองม้วน อ้ายเชียนที่ละมือจากมันเผามาแล้ว เดินไปตักน้ำล้างมือ ก่อนจะมาหยิบม้วนตำรากางออก
นางวางม้วนตำราทั้งสองเอาไว้บนชานระเบียง ก่อนจะขมวดคิ้วมอง ภาษาสละสลวยที่อ่านยากๆนี้ มีรูปแบบที่แตกต่างจากภาษาจีนยุคปัจจุบัน จนนางต้องทำความเข้าใจอยู่นาน
สำหรับตำราเคล็ดวิชาฝึกกายนั้นไม่ยาก เพราะมันวาดรูปสัญลักษณ์ที่คุ้นตาออกมา12แบบ เป็ท่าร่างทั้ง12เพื่อให้ฝึกฝนออกกระบวนท่า
ท่าทางเ่าั้นางสามารถทำได้อย่างลื่นไหล กระทั่งไม่ผิดแม้แต่น้อย เพราะมันคือ ‘มวยไท่หยาง’ ซึ่งชาติที่แล้วเป็หนึ่งในวิชาที่นางเคยเรียน ยังมีท่วงท่าประยุกต์อีกมากในยุคที่นางจากมา แต่การที่ได้เรียนรู้ต้นฉบับแท้จริงของมวยไท่หยางก็ช่วยให้ท่าร่างของนางดูดีและแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ ถือว่ามีประโยชน์
ส่วนอีกตำราหนึ่ง มีเขียนข้อความไว้เพียงประโยคเดียวที่ทำความเข้าใจได้ยากยิ่ง เมื่อเห็นเ้านายฝึกวิชาเสริมพลังกายเสร็จแล้ว กลับมองไปที่ตำราวิชาฝึกปราณนิ่งๆ ซ่งจูจึงเอ่ยแนะนำขึ้นมา
‘เ้านายการฝึกตนบนโลกใบนี้ ใดใดล้วนอาศัยความเข้าใจ วิชาฝึกปราณท่านต้องนั่งฌานเพื่อทำความเข้าใจ’
เมื่ออ้ายเชียนได้ยิน นางก็ลองนั่งลงบนพื้นหญ้าหน้าบ้านโดยไม่รังเกียจความสกปรกแม้แต่น้อย ลมหายใจของหญิงสาวสงบลงอย่างรวดเร็ว
ร่างทั้งร่างราวกับกลมกลืนไปกับธรรมชาติ ทำให้ซ่งจูที่มองดูอยู่อุทานในใจอย่างดุเดือด ดูเหมือนเ้านายของมันจะเป็ยอดอัจฉริยะ!!
มันไม่ได้รู้เลยว่า เนื่องจากสมองของอ้ายเชียนนั้น ทำงานได้มากกว่ามนุษย์ทั่วไปถึง5% จึงมีความเข้าใจในเื่เหล่านี้ได้ง่าย และไวกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก
ทางด้านอ้ายเชียน เมื่อนั่งสมาธิแล้วท่องประโยคในตำราซ้ำไปซ้ำมา เพียงสามรอบนางก็เริ่มเข้าใจวิธีฝึกลมปราณ เพียงห้ารอบนางก็สามารถรับรู้ถึงพลังปราณ
พลังปราณรอบๆตัวนางคล้ายกระเพื่อมตอบรับ เมื่อนางดึงดูดพวกมัน ชักนำเข้ามาในร่างกาย เมื่อท่องประโยคอีกสิบรอบ จึงสามารถนำพลังปราณไปยังจุดตันเถียนได้อย่างคล่องแคล่ว
ขณะที่ท่องไปได้หนึ่งร้อยรอบพอดี หญิงสาวก็รู้สึกถึงบรรยากาศรอบกายหนักอึ้ง รู้สึกราวกับฟ้าดินกำลังถล่มลงมา ดั่งมีบางอย่างค่อยๆย่นระยะเข้ามาบีบอัดร่างกายให้แหลกเหลว
นางไม่มีทางยอมแพ้กับความรู้สึกอึดอัดนี้ เพียงท่องบทที่101 ร่างกายของนางก็เบาสบายพร้อมเสียงดัง ปัง! เมื่อเพ่งพิศดูจะเห็นว่าจุดตันเถียนของนางถูกหลอมขึ้นมา ดูมีพลังมากยิ่งขึ้น
ซ่งจูที่คอยจับตามองเ้านายสาวอ้าปากค้างอยู่กับที่ เมื่ออยู่ๆนางก็เกิดบรรลุจากการก้าวเท้าเข้ามาในขั้นฝึกวรยุทธ์ บรรลุระดับ1
ยังไม่พอ หลังจากที่นางท่องประโยคอีก3รอบก็สามารถบรรลุได้อีก3ระดับ
อ้ายเชียนยังคงท่องต่อไป แต่นางกลับรู้สึกว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะฝึกต่อ นางจึงเลิกท่องและออกจากสมาธิ สิ่งแรกที่เห็นคือกระรอกน้อยที่อ้าปากค้างตาตั้ง ยืนอยู่บนชานเรือน
“มีอะไรหรือ” นางเอ่ยเรียกซ่งจูอย่างแปลกใจ เมื่อยืนขึ้นก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นมาก
อ้ายเชียนไม่รอช้า ลองออกกำลังด้วยกระบวนท่าฝึกร่างกายที่เรียนมา พบว่าขณะที่หมัดนางแหวกอากาศมีเสียงดัง ปัง! พลังปราณถูกส่งออกไปจนลมพัดหลังคาหญ้าแห้งกระพือ
‘เ้านาย ท่าน ท่าน...ท่านเป็ผู้ฝึกวรยุทธ์ระดับสี่แล้ว’ เสียงซ่งจูเอ่ยอย่างตื่นเต้น เหมือนมันเพิ่งจะกลับมามีสติหลังจากตื่นใอยู่นาน
“น่าเสียดายไม่สามารถทะลวงถึงขั้น5ได้ทันทีเลย” อ้ายเชียนเพียงเสียดายที่ยังไม่สามารถปลดล็อกพื้นที่เพิ่มได้เท่านั้น
‘เ้านายนี่มันเร็วมากพอแล้ว ท่านเป็อัจฉริยะ ไม่สิ! ความเร็วระดับปีศาจด้วยซ้ำ ท่านรู้มั้ยว่าท่านใช้เวลาไปกี่วัน’
“กี่วัน” อ้ายเชียนเอียงคอสงสัย นางรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปไม่ถึงวันด้วยซ้ำ
‘ท่านใช้เวลาเพียงสิบวันเท่านั้น!! สิบวันเพื่อ4ระดับเลยนะเ้านาย ท่านมันปีศาจ!!’
“ตั้งสิบวัน” นางไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่ายังเร็วไม่พอ ไม่เห็นน่าใเลย หากนางสามารถเลื่อนขั้น4ระดับได้ในวันเดียวสิ ถึงจะน่าใ
‘เฮ่อ...สามัญสำนึกของท่านช่าง..’ ซ่งจูอดบ่นไม่ได้เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ตื่นเต้นแม้แต่น้อย แต่เขาก็พอจะเข้าใจเพราะรู้ดีว่านางมาจากโลกที่แตกต่าง
“แต่ข้ารู้สึกว่ายังไม่สามารถฝึกต่อไปได้ มันเหมือน...เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม”
‘การเลื่อนขึ้นระดับห้านั้นก็คล้ายกับการทะลวงขั้น ไม่ได้ง่ายดายปานนั้น ด้วยร่างกายไร้โชคชะตาของเ้านาย ข้าคิดว่าต้องใช้ผลท้อช่วยจึงจะเลื่อนระดับขั้นห้าได้’ ซ่งจูเอ่ยแนะนำ
“ไร้สาระ ข้าต้องรอไปถึงเมื่อไหร่กัน” อ้ายเชียนขมวดคิ้วไม่พอใจ
‘ราวๆ1ปี ผลท้อ์พันปีก็น่าจะสุกแล้ว ไม่ถึงด้วยซ้ำ ราว330กว่าวัน’
“ไร้สาระ การฝึกฝนไม่ได้ยากเย็นเกินกว่าความพยายาม ในเมื่อเ้าบอกว่าตอนนี้ข้ายังทะลวงไม่ได้ แปลว่าเงื่อนไขยังไม่พอ ดังนั้นข้าก็ต้องหาประสบการณ์บ้าง” ว่าแล้วร่างของเด็กหญิงก็หายไปจากโลกใบเล็ก
ซ่งจูได้แต่บ่นตามหลัง
‘เ้านาย ท่านจะทำอะไร ท่านต้องระวังตัวอย่าหาเื่’
เสียงซ่งจูที่ดังเข้าหูไม่ได้ทำให้อ้ายเชียนสนใจ สิ่งที่นางอยากลองก็คือ...ความสามารถในการหาโชควาสนาที่ซ่งจูเคยบอก นางไม่รู้ว่ามันใช้ยังไง
ขณะที่คิดอยู่นั้น อยู่ๆก็มีลมจากด้านหลังพัดพาจนผมสีดำน้ำหมึกของนางปลิวกระจาย ผมที่ถูกรวบเป็หางม้าผูกผ้าเอาไว้ปลิวไปตามลม
ใบไม้มากมายพัดผ่านตัวนางไป ก่อนที่จะรู้สึกตัวอ้ายเชียนก็ยื่นมือขวาออกไป นางรู้สึกเหมือนมีบางอย่างคล้ายกับหนังสัตว์ติดอยู่กับมือ
เมื่อนางดึงมือกลับมา พบว่าเป็แผนที่หนังสัตว์แผ่นหนึ่ง
หากมองไปด้านหลังไม่ไกล จะพบว่ามีชายคนหนึ่งาเ็สาหัสนอนอยู่ แต่เพราะเขาสวมใส่ชุดสีดำจึงทำให้อ้ายเชียนมองไม่เห็น ร่างกายเขาได้รับาเ็อย่างหนักราวกับคนตายไปแล้ว...และอีกไม่นานเขาตายแน่ๆ แต่สายตาเคียดแค้นกลับมองตามแผนที่ซึ่งหลุดมือไป
ส่วนอ้ายเชียนที่ไม่รู้อะไร เมื่อได้แผนที่มาก็ต้องปิดปากร้องอย่างดีใจ ้านั้นเขียนว่า ‘แผนที่สุสานของเซียนา’