ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ ปรากฏขึ้นฉายชัดอยู่ในห้วงความคิด เขาเข้าใจถึงโครงสร้างการทำงาน ฟังก์ชันต่างๆ และวิธีการใช้งานเจเนซิสอย่างละเอียด คู่มือการใช้งานที่มองไม่เห็นถูกถ่ายทอดเข้าสู่สมองของเขาด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที
ในโลกที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและอันตรายรอบด้าน มนุษย์ทุกคนต่างก็พยายามฝึกฝนพลัง แต่ความก้าวหน้าในการควบคุมพลังปราณนั้น แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล มันขึ้นอยู่กับพร์และความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละคน
เย่เจียงเฉินเคยพยายามฝึกฝนพลังปราณมาแล้วในอดีต แต่เขาไม่เคยประสบความสำเร็จเลย เขาไม่มีพร์ และไม่มีความอดทนมากพอที่จะทุ่มเทให้กับการฝึกฝน แต่ในวันนี้ ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เย่เจียงเฉินรู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขาอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ในขณะที่เขากำลังประมวลผลข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาในสมอง เขาก็รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายตนเอง สิ่งนี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและกระดูก แต่ยังทำการ พัฒนาระบบประสาทให้เหนือไปอีกขั้น
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการต่อสู้ เทคนิคการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อน และสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด ถูกอัปโหลดลงในความทรงจำของกล้ามเนื้อของเขาโดยตรง ราวกับว่าเขาผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงมาเป็เวลานาน
“อรุณสวัสดิ์มาสเตอร์” เสียงหนึ่งดังก้องอยู่ในหัวของเขา มันคือเสียงที่นุ่มนวลไพเราะ คล้ายกับเสียงของหญิงสาว
ตอนนี้เย่เจียงเฉินรู้แล้วว่าสิ่งที่อยู่ในร่างกายของเขาคือเทคโนโลยีชีวภาพล้ำสมัย ที่สามารถเพิ่มศักยภาพทางร่างกายของผู้ใช้ให้ถึงขีดสุด
“ให้ฉันเรียกเธอว่าอะไร” เย่เจียงเฉินถามเสียงในหัว
“โดยพื้นฐานแล้ว ฉันถูกตั้งชื่อว่าระบบปฏิบัติการ เจเนซิส โมเดล G3255”
“ชื่อยาวชะมัด เอาเป็ว่าฉันจะเรียกเธอว่าเจ็นแล้วกัน”
“รับทราบ กำลังบันทึกข้อมูล”
เย่เจียงเฉินเผยยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เป็รอยยิ้มที่เขาไม่ได้แสดงออกมานานแล้วนับั้แ่ที่ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังจากอาการเส้นประสาทเสียหาย
ความหดหู่ที่เคยปกคลุมจิตใจของเขา เริ่มจางหายไปอย่างช้าๆ
ในเขตสถาบันทิศบูรพา เสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากหน้าทางเข้าอาคารเรียน กลุ่มอัธพาลสามคนแซวหญิงสาวที่เดินผ่านไปมาด้วยคำพูดหยาบคายและสายตาที่คุกคาม
ชายหนุ่มหัวโจกในเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำ ยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงกลาง ดวงตาของเขาฉายแววกร้าวร้าว ดูเหมือนว่าเหตุการณ์สัตว์อสูรโจมตีเมืองเมื่อไม่กี่วันก่อน จะไม่ได้ทำให้พวกเขาสำนึกผิดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมไปเลยแม้แต่น้อย
“ไอ้บ้านั่นเกือบพาฉันไปตายแล้วไง!”
หัวโจกนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ ที่เขาและพวกพ้องไล่ล่าเย่เจียงเฉินแต่กลับต้องมาเจอกับสัตว์อสูรที่บุกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่จังหวะนั้นพวกเขาเข้าไปหลบในบังเกอร์ได้ทันเวลา จึงสามารถรอดชีวิตกลับมาได้
“พวกนั้นมุงดูอะไรกัน”
หัวโจกเหลือบไปเห็นกลุ่มนักเรียนที่กำลังมุมดูอะไรบ่งอย่าง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พวกเขาจึงตัดสินใจออกไปดู เมื่อพวกเขาแหวกฝูงชนเข้าไปได้ พวกเขาก็ถึงกับผงะด้วยความตกตะลึง
ชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้ามาในรั้วสถาบันอย่างสง่าผ่าเผย คนๆนั้นก็คือเย่เจียงเฉิน... เย่เจียงเฉิน คนพิการที่พวกเขาเคยรังแกและเหยียดหยาม บัดนี้กลับมาเดินได้ด้วยสองขาของตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันอีกต่อไป
“นั่น... เย่เจียงเฉินจริงๆด้วย เขาเดินได้แล้วเหรอเนี่ย?”
“เป็ไปได้ยังไง? ฉันจำได้ว่าเขาพิการไม่ใช่เหรอ?”
“ฉันว่าฉันตาฝาดไปแน่ๆ... หรือว่าเขาไปทำอะไรมา?”
เสียงซุบซิบของนักเรียนดังขึ้นเป็ระยะ ทุกสายตาในบริเวณนั้นจับจ้องไปที่เย่เจียงเฉิน ดวงตาคมเข้มและรอยยิ้มที่สดใสของเขา ชวนให้สาวๆรู้สึกหลงเสน่ห์
ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีล้ำสมัย แขนขาจักรกลนั้นสามารถทดแทนอวัยวะที่สูญเสียไปจากอุบัติเหตุ แต่การใช้งานนั้นจำเป็ต้องมีเส้นประสาทที่ยังสมบูรณ์ เพื่อให้สมองสามารถสั่งการและควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะเทียม ซึ่งนั่นเป็เหตุผลที่เย่เจียงเฉินจึงไม่สามารถเข้ารับการปลูกถ่ายได้ ทว่าในตอนนี้เขากลับเดินได้อย่างคล่องแคล่ว
“อ้าวๆ นั่นมันเพื่อนเย่ไม่ใช่เหรอ?”
ชายหนุ่มหัวโจกเผยรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเหยียดหยาม พวกเขาเดินตรงเข้าไปหาเย่เจียงเฉินด้วยท่าทางที่ไม่เป็มิตร
“คิดว่าขาหายดีแล้ว จะวิ่งหนีพวกฉันพ้นรึไง?”
ชายคนนั้นกำหมัดแน่น เขารอเวลาที่จะระบายอารมณ์ที่อัดอั้นมานานแล้ว เสียงกระดูกข้อนิ้วดังลั่นก๊อบแก๊บ เขาง้างหมัดขึ้นเตรียมสั่งสอนเย่เจียงเฉิน แต่ทว่า ในวินาทีนั้นเอง สีหน้าของเย่เจียงเฉินก็พลันเปลี่ยนเป็เ็า กล้ามเนื้อแขนของเขาเกร็งตัวแน่น จากนั้นหมัดที่เสริมด้วยพลังปราณถูกเหวี่ยงสวนออกไป
ความเร็วของหมัดนั้นรวดเร็วและทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่มีใครคาดคิดว่าเย่เจียงเฉินที่เคยอ่อนแอจะสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขนาดนี้
เสียงปะทะดังสนั่น ใบหน้าของหัวโจกบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป เืสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากจมูก ความรู้สึกที่แล่นผ่านใบหน้าในเวลานั้น ราวกับมีค้อนเหล็กขนาดใหญ่พุ่งเข้าชน ความเ็ปรุนแรงจนเขาแทบจะหมดสติ
คนที่มุงดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่โดยรอบ ต่างยกมือขึ้นปิดปากด้วยความช็อก พวกอันธพาลที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับทำตัวไม่ถูก พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
“ไม่เข้ามารึไง?” เย่เจียงเฉินท้าทาย
พวกอันธพาลมองหน้ากัน ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีหางจุกตูด ในเมื่อคนที่แข็งแกร่งกว่าพวกเขายังถูกจัดการในหมัดเดียว แล้วพวกเขาจะไปทำอะไรได้
เย่เจียงเฉินสูดหายใจลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ที่ยังคงพลุ่งพล่านอยู่เล็กน้อย หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ เขาเดินตรงไปยังอาคารเรียนด้วยท่าทีที่สงบ
เมื่อเย่เจียงเฉินเปิดประตูห้องเรียนและก้าวเข้าไป ทุกคนในห้องเรียนต่างหันมามองเขาเป็ตาเดียว บรรยากาศที่เคยจอแจกลับกลายเป็ความเงียบงันในทันที
นักเรียนหลายคนจ้องมองเย่เจียงเฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง พวกเขาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หน้าสถาบันผ่านทางหน้าต่าง และยังคงตกตะลึงกับภาพที่ได้เห็น
“นั่น... นั่นมันเย่เจียงเฉินจริงๆ เหรอ?” นักเรียนหญิงคนหนึ่งซุบซิบกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ
“จัดการหานเฟิงที่เป็นักสู้ฝึกหัดขั้นต้นได้ในทีเดียว หรือว่าเขาจะเป็นักสู้ฝึกหัดขั้นกลาง”
“เป็ไปไม่ได้ ฉันเคยเห็นผลการประเมินเมื่อเดือนก่อน ค่าตรวจวัดพลังปราณของเขาเป็ศูนย์ ไม่มีทางเป็นักสู้ฝึกหัดขั้นกลางแน่” นักเรียนชายอีกคนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ฉันว่าฉันตาฝาดไปแน่ๆ ทำไมเขาถึงดูหล่อจังเลย” นักเรียนหญิงมองเย่เจียงเฉินด้วยความหลงไหล
เย่เจียงเฉินเดินตรงไปยังที่นั่งของตนเองอย่างไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง เขาพยายามทำตัวให้เป็ปกติที่สุด แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงความตึงเครียดและความประหลาดใจที่แผ่ซ่านไปทั่วห้อง
“นายนี่มันสุดยอดจริงๆ เจียงเฉิน!”
เหวินเทาเดินเข้ามาถึงตัวเย่เจียงเฉิน และจับไหล่ของเขาอย่างสนิทสนม
“เมื่อกี้ฉันเห็นทุกอย่างเลยนะ! นายต่อยไอ้หัวโจกนั่นได้สะใจฉันมาก” เหวินเทาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและชื่นชม
เหวินเทารู้ดีถึงความเ็ปและความทุกข์ทรมานที่เย่เจียงเฉินต้องเผชิญกับอาการอัมพาตของเขา และเขาก็เป็คนเดียวที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุนเย่เจียงเฉินมาโดยตลอด
“นายเก่งขึ้นขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย ไปฝึกกับอาจารย์ที่ไหนมางั้นเหรอ” เหวินเทาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เื่มันยาวน่ะ ไว้เดียวฉันจะเล่าให้ฟังทีหลัง” เขาตอบเสียงแ่ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเื่เจเนซิส
“แล้วเื่ขาของนายล่ะ? หายดีได้ยังไง? หมอบอกว่านายไม่มีทางกลับมาเดินได้อีกแล้วไม่ใช่เหรอ?” เหวินเทามองไปที่ขาเย่เจียงเฉินด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
เย่เจียงเฉินยิ่งอึดอัดมากขึ้น เขาไม่รู้ว่าจะอธิบายเื่นี้ให้เหวินเทาเข้าใจได้อย่างไร มันเป็เื่ที่เหลือเชื่อและเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ ในขณะที่เค้ากำลังคิดหาคำพูดกลบเกลื่อน เสียงหวานใสเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เจียงเฉิน... หานเฟิงได้ทำร้ายนายรึเปล่า ฉันเป็ห่วงมากเลยนะ”
เย่เจียงเฉินหันกลับไป เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าเป็ห่วง หญิงสาวคนนั้นคือเสี่ยวเหม่ย ดอกไม้งามประจำห้อง ที่ใครๆ ต่างก็หลงใหลในความสวยและจิตใจดีของเธอ แต่เย่เจียงเฉินกลับจ้องมองเสี่ยวเหม่ยด้วยสายตาที่เ็าและไม่แสดงความรู้สึกใดๆ
“ไม่ใช่เื่ของเธอ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความห่างเหิน
คำตอบของเย่เจียงเฉินทำเอาคนทั้งห้องอึ้งกันเป็แถบ ไม่มีใครคาดคิดว่าเย่เจียงเฉินจะพูดจาหยาบคายกับเสี่ยวเหม่ยเช่นนี้
ในสายตาของคนส่วนใหญ่ เสี่ยวเหม่ยเป็คนจิตใจดี อ่อนโยน และมีน้ำใจ พวกเขาไม่เคยเห็นเธอแสดงท่าทีที่ไม่ดีกับใครเลย แต่เย่เจียงเฉินกลับรู้ดีว่านั่นเป็เพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น ภายใต้ใบหน้าที่สวยงามและรอยยิ้มที่แสนหวาน ซ่อนไว้ซึ่งจิตใจอันน่ารังเกียจ
เสี่ยวเหม่ยชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความใและไม่เชื่อ ราวกับว่าเธอถูกตบหน้าอย่างแรง เธอไม่เคยถูกใครพูดจาแบบนี้ใส่มาก่อน โดยเฉพาะจากเย่เจียงเฉินที่เคยเป็คนเงียบๆ และไม่กล้าแสดงออก
“ฉันก็แค่ถามด้วยความเป็ห่วงเท่านั้นเองนะ”
เสี่ยวเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย พยายามทำท่าทีว่าถูกทำร้ายจิตใจ
บรรยากาศภายในห้องเรียนเปลี่ยนเป็อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
ชายหนุ่มคนหนึ่งลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง พลางทำสีหน้าไม่พอใจ
“เย่เจียงเฉิน! นายพูดจาแบบนี้กับเสี่ยวเหม่ยได้ยังไง!” เขาะโด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง
เขาเดินตรงมาหาเย่เจียงเฉิน ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เสี่ยวเหม่ยถามนายเพราะความเป็ห่วง นายไม่มีสิทธิ์มาพูดจาหยาบคายกับเธอแบบนี้!”
เสี่ยวเหม่ยที่เห็นมีคนมาปกป้อง แกล้งทำเป็ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา
ทุกสายตาในห้องมองมาที่เย่เจียงเฉินราวกับเขาเป็ปีศาจร้าย ถึงอย่างนั้นเย่เจียงเฉินก็ไม่ได้สนใจ
ทางด้านชายหนุ่มที่ออกตัวปกป้องอยากเข้าไปซัดหน้าเย่เจียงเฉินให้รู้แล้วรู้รอด แต่หลังจากย้อนนึกถึงสถาพที่น่าอนาจของหานเฟิง เขาก็พยามข่มโทสะแล้วหันไปปลอบใส่เสี่ยวเหมยแทน
เหวินเทาเข้ามากระซิบข้างหูเย่เจียงเฉินด้วยความเป็ห่วง
“ทำไมนายถึงปฏิบัติกับสาวงามประจำห้องแบบนั้นล่ะ นายรู้ไหมว่าใครๆ ก็ชอบเธอทั้งนั้น”
เย่เจียงเฉินถอนหายใจ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“เหวินเทา... ผู้หญิงบางคนอาจสวยเพียงภายนอก แต่ภายในนั้นน่ารังเกียจกว่าที่นายคิด”
เหวินเทาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาไม่ค่อยอยากเชื่อคำพูดของเย่เจียงเฉินเท่าไหร่นัก เพราะเขาไม่เคยเห็นเสี่ยวเหม่ยแสดงท่าทีที่ไม่ดีกับใครเลย