วันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา13.50 น.
ทีปกรค่อย ๆขยับเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นช้า ๆแสงสว่างจากด้านนอกกระทบเข้าตาที่ไม่ได้ใช้งานมาหลายวันทำให้เจ้าตัวเป็นอันต้องหลับตาปี๋อีกครั้งจิตวิญญาณและร่างกายที่เคยเบาสบายเมื่อครู่เริ่มมีความรู้สึกเจ็บปวดเข้ามาแทนที่ ลำคอแห้งผากเหมือนมีผงทรายเกาะอยู่เต็มไปหมดจึงทำให้ไอออกมา
“ตื่นสักที นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว”เสียงแปลกหูทำให้ทีปกรหรี่ตามองหาด้วยความสงสัยแล้วก็พบกับเจ้าของเสียงซึ่งเป็นผู้หญิงวัยกลางคนผมซอยสั้นกำลังชะโงกเข้ามามองหน้าของตนเมื่อเห็นชุดสีขาวโพลนทั้งชุดก็เดาได้ไม่ยากว่าผู้ที่พูดเป็นนางพยาบาล แต่แปลกตรงที่ประโยคทักทายผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาฟังแล้วแปลกหูพิกล
“ฉันชื่อสรเป็นพยาบาลที่ดูแลเธอตั้งแต่ย้ายเข้ามาหิวน้ำไหมล่ะ”พยาบาลทำหน้าบึ้งตึงพูดขวานผ่าซากพร้อมทั้งยื่นน้ำที่เทไว้เต็มแก้วให้โดยไม่รอคำตอบ“กินซะ”
‘ตื่นมาก็เจออะไรวะเนี่ยถ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้องทำก็ได้นะ’ ทีปกรได้แต่คิดในใจมองพยาบาลไม่วางตาและพยายามพยุงตัวเองขึ้นทั้งที่ร่างกายยังเจ็บอยู่พร้อมทั้งยื่นมือไปรับน้ำนั้นจากพยาบาล
“ขอบคุณครับ”ทีปกรพยายามพูดออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้ง
“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกมันเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องทำ ส่วนหน้าที่ของเธอ…” จู่ ๆ พยาบาลก็หยุดพูดไปชั่วขณะปล่อยให้คนไข้ด้านหน้าดื่มน้ำไปหลายอึกใหญ่ ๆ จนหมดแก้วความรู้สึกที่มีผงทรายอยู่ในลำคอก็กลับโล่งขึ้นอีกครั้งความสงสัยมากมายก็เริ่มผุดขึ้นมาในหัว
“ตอนนี้กี่โมงแล้วครับ”พยาบาลชี้ไปยังนาฬิกาทรงกลมที่แขวนอยู่บนผนังฝั่งปลายเตียง“อ๋อโทษทีครับเมื่อกี้ผมไม่เห็น แล้ว…” ยังไม่ทันที่ทีปกรจะถามจบพยาบาลทำหน้าไม่สบอารมณ์เอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกพยาบาลที่อยู่ข้างเตียงแล้วก้าวเท้ายาว ๆ ออกจากห้องไปโดยไม่สนใจคนไข้ที่อยู่ด้านหลังอีกเลย
“อะไรวะเนี่ยตื่นมาก็เจอพยาบาลหน้าเหวี่ยง” ทีปกรบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ตื่นแล้วเหรอคะคนไข้” เสียงใส ๆทักทายพร้อมการปรากฏตัวของพยาบาลสาว “ว้าว!คนไข้ดูสดใสกว่าตอนที่หลับอยู่นะคะเนี่ย รู้ไหมคะว่าหลับไปตั้งสองวันแหนะญาติของคนไข้ก็มาเฝ้าทุกวันเลย นี่ก็เพิ่งออกไปได้สักครู่เอง จะให้โทร.ตามไหมคะ”
“เอ่อ…” ทีปกรขมวดคิ้วมองพยาบาลสาวที่เพิ่งเดินเข้ามา“อะไรวะเนี่ย”
“อะไรนะคะคนไข้ เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“เอ่อ… ผมแค่งง ๆเมื่อกี้ตอนที่ผมฟื้นขึ้นมามีพยาบาลอีกคนเอาน้ำมาให้ผม แล้วเขาก็กดปุ่มนี้”เจ้าตัวชี้ไปยังปุ่มกดเรียกพยาบาลที่อยู่บนหัวเตียง
“พยาบาลอีกคนเหรอคะ ลักษณะเป็นยังไงคะคนไข้”
“ผมสั้น ๆ ดูแล้วน่าจะสัก 40 ปลาย ๆ ได้มั้งครับผมไม่มั่นใจ แต่เขาบอกชื่อผมอยู่นะครับ ชื่ออะไรนะ สอสอ อะไรสักอย่าง” ทีปกรทำท่าคิดหนักจนพยาบาลสาวพูดแทรกเข้ามา
“พี่สรเหรอคะ”
“ใช่เลยครับแต่เขาดูอารมณ์เสียยังไงก็ไม่รู้นะครับ”
“ต้องขอโทษแทนพี่พยาบาลเมื่อครู่ด้วยนะคะคนไข้ช่วงนี้มีผู้ป่วยเยอะอาจจะยังไม่ได้กินข้าวค่ะเอ่อ…แล้วช่วงห้าโมงเย็นคุณหมอจะเข้ามาตรวจอาการอีกครั้งนะคะเดี๋ยวพยาบาลจะติดต่อกับญาติคนไข้ให้ คนไข้ต้องการอะไรเพิ่มเติมไหมคะ”
“ผม…”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ”พยาบาลสาวรีบพูดตัดบทและเดินย่นคิ้วออกไปจากห้องทันที
“หะ!!! พยาบาลที่นี่อะไรวะเนี่ย จะมาก็มาจะไปก็ไป”
“แก ฉันว่าคนไข้ห้องเมื่อกี้พูดแปลก ๆ”พยาบาลสาวยังคนย่นคิ้วยืนเท้าแขนบนเคาน์เตอร์คุยกับเพื่อนพยาบาลที่นั่งอยู่ด้านใน
“แปลกอะไรอีกยัยนก” เพื่อนพยาบาลด้านหลังเคาน์เตอร์ละสายตาจากเอกสารที่กองอยู่ตรงหน้า
“ไม่ให้แปลกได้ไงล่ะคนไข้บอกว่าตื่นมาเจอพี่สรเอาน้ำมาให้ แล้วก็กดปุ่มเรียกเราที่สำคัญไปเหวี่ยงใส่คนไข้อีก ฉันขอโทษแทบไม่ทันเลยล่ะ”
“จะเป็นไปได้ยังไงพี่สรลากลับบ้านไม่ใช่เหรอ พยาบาลคนอื่นรึเปล่า”
“นี่ยัยฉัตร หวอดเรามีแค่พี่สรคนเดียวที่ซอยผมสั้นแล้วคนไข้ก็บอกเองว่าชื่อสร แถมนิสัยขี้เหวี่ยงยังตรงเป๊ะคนไข้เพิ่งฟื้นขึ้นมาจะรู้ได้ยังไงว่าพี่สรนิสัยยังไง”
“เออจริง หรือว่าแกไม่ได้ลาแล้วคนไข้คนนี้พี่สรดูแลตั้งแต่แรกนี่ แกไม่อยากทิ้งงานหรือเปล่า”นกพยักหน้าตามคำพูดของฉัตร
“ก็เป็นไปได้นะแกพี่สรก็เคยทำแบบนี้อยู่บ่อย ๆ”
“นี่ยัยนก แกต้องโทร.หาญาติคนไข้ปะ”
“จริงด้วย ลืมสนิทเลย”
“รีบเลยย่ะ มัวแต่สงสัยอะไรไม่เข้าท่า”