บทที่ 8 ถูกใส่ร้ายว่าเป็ขโมย
รอจนพระมเหสีจิ่งนอนลง อวิ๋นอินอินจึงได้ล้างหน้าล้างตา เข้านอนบ้าง
ทว่าเมื่อนางหลับตาลง ความทรงจำที่ถูกทุบตีพวกนั้นก็พุ่งเข้ามาในสมอง อวิ๋นอินอินกัดฟันแน่น สาบานในใจว่าตนจะต้องนำทุกการดูถูกเหยียดหยาม เยาะหยัน ทั้งกำปั้น ฝ่ามือ แส้
ทุกสิ่งนี้ คืนกลับไปโดยไม่ตกหล่นแม้แต่อย่างเดียว
ตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง เซวียนเหยียนฟู่มองช่อดอกไม้ที่นำกลับมายังศาลาสวนสน หลายปีมานี้ ผู้ที่บุกเข้ามาสังหารเขามีไม่น้อย แต่ที่พุ่งเข้ามามอบดอกไม้ให้ กลับเพิ่งมีเป็คนแรก ชายหนุ่มยื่นมือไปลูบดอกไม้สีแดงสด ในสมองคิดถึงสาวน้อยที่ร่างกายผอมบางจนน่าใ หากแต่ดวงตากลับกระจ่างใสเหนือคนธรรมดาผู้นั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และคิดถึงยามที่นางร้องไห้ในคุกมืดจนน้ำมูกน้ำตาเปรอะเปื้อนอีกครั้ง
น้ำเสียงเ็ากล่าวอย่างขบขัน “ช่างอัปลักษณ์เสียจริง”
อาต้าเมื่อได้ยินเช่นนี้ ก็คิดว่านายท่านรังเกียจช่อดอกไม้นี้ว่าน่าเกลียด จึงก้าวเข้าไปหยิบช่อดอกไม้บนโต๊ะขึ้นมา
“เ้าจะทำอะไร?”
“โยนดอกไม้ช่อนี้ทิ้งพ่ะย่ะค่ะ นายท่านทรงตรัสว่ามันอัปลักษณ์ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าพูดแล้ว?” เซวียนเหยียนฟู่เหลือบมองอาต้าอย่างไม่พอใจ จากนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า “ดอกไม้นี้ไม่เลว เอาไปใส่แจกันไว้”
อาต้ามีคำว่าไม่เข้าใจเต็มใบหน้า นายท่านไปชอบดอกไม้ั้แ่เมื่อไรกัน? เขาหันกายไปหาแจกันดอกไม้ทันที
ในตอนที่อวิ๋นอินอินอยู่ในยุคปัจจุบัน นางมีฉายาเป็เ้าแห่งความี้เี แต่ก็ต้านทานร่างกายนี้ที่มีนาฬิกาชีวิตไม่ได้ นางมองดูท้องฟ้าด้านนอกที่ยังสลัวเลือนลาง อวิ๋นอินอินคลุมผ้าห่ม ล้มศีรษะหลับลงไปอีกครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง อวิ๋นอินอินก็เลิกผ้าห่มออก ลุกออกจากเตียงอย่างยอมรับชีวิต
ไม่มีปัญญา นาฬิกาชีวิตของร่างนี้แข็งแกร่งเกินไป นางพ่ายแพ้แล้ว
อวิ๋นอินอินทำความสะอาดร่างกายครู่หนึ่งก็ไปหยิบอาหารที่หน้าประตู
มองดูข้าวต้มใสที่จืดชืดสองชาม กับหมั่นโถวลูกเล็กขนาดเท่าฝ่ามือสองลูก นางหมดคำจะพูด สนมเหมยผู้นี้ฆ่านางไม่สำเร็จเลยคิดจะทำให้นางหิวตายอย่างนั้นหรือ
“คนเป็เหล็กแต่ข้าวเป็เหล็กกล้า[1]* ไม่กินแค่มื้อเดียวก็หิวจนโหวงเหวง เอาเถิด อย่างไรก็ถือว่าเป็มื้อเช้า”
หลังจากกินอาหารเช้าเป็เพื่อนพระมารดาแล้ว อวิ๋นอินอินก็หาทางออกมาจากตำหนักอีกครั้ง มองดูพระอาทิตย์ที่ขึ้นสูงบนหัว ดวงตาสาดประกายรอยยิ้มที่เ้าเล่ห์
“เลยเวลาเช้าแล้ว เราก็ควรจะไปถวายบังคมเสด็จอาดีกว่า”
อวิ๋นอินอินกลัวว่าระหว่างทางจะพบกับพวกขององค์หญิงใหญ่เข้า จึงจงใจเลือกเส้นทางสายเล็ก ๆ ที่ปกติไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน แต่น่าเสียดาย คนโชคร้ายเช่นนาง ยิ่งหลีกเลี่ยงก็จะยิ่งได้พบ
ยามที่เห็นอวิ๋นพิ่นถิงที่สวมชุดแดงกุหลาบทั่วทั้งร่างเปล่งรัศมีเย่อหยิ่ง เอาแต่ใจ ถูกกลุ่มคนห้อมล้อมไว้นั้น อวิ๋นอินอินก็อดแอบสบถไม่ได้ “ซวยจริง!”
นางหันศีรษะกลับ รีบจ้ำอ้าวย้อนกลับไป เตรียมจะเปลี่ยนอีกเส้นทาง
“อวิ๋นอินอิน!”
องค์หญิงใหญ่ อวิ๋นพิ่นถิงที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคน เห็นเงาร่างผอมแห้งเล็ก ๆ ที่คุ้นเคยแต่ไกล จึงเอ่ยปากส่งเสียงเรียกครั้งหนึ่งทันที แต่ร่างนั้นราวกับไม่ได้ยิน มุ่งหน้าไปต่อ ทำให้ใบหน้าที่งดงามของอวิ๋นพิ่นถิงบึ้งตึงลงอย่างช่วยไม่ได้
“อวิ๋นอินอิน ข้าบอกเ้าให้หยุด!”
เสียงะโนี้ทำให้อวิ๋นอินอินหยุดฝีเท้าลง ราวคิดว่าองค์หญิงใหญ่ผู้นี้เรียกใครกัน? นางเหม่อไปครู่หนึ่งจึงนึกขึ้นมาได้ว่า โอ้ ชื่อของตนเองตอนนี้คืออวิ๋นอินอินนี่
อีกนิดเดียวก็เกือบลืมว่าตัวเองเป็ใคร…
ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่เต็มใจที่จะไปสนใจคนพวกนี้ แต่ในเมื่อไม่มีหนทางอื่น ก่อนที่ตนจะกอดขาท่อนใหญ่นั้นไว้ได้ อวิ๋นอินอินเข้าใจดีว่าตนยังต้องรับมือกับพวกเขาด้วยตัวเองไปก่อน
อวิ๋นอินอินหมุนกายไป ก้มศีรษะลงเหมือนเช่นองค์หญิงเก้าในอดีต ไม่ส่งเสียง แต่ก็ไม่เดินเข้าไปหา รอให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาหาตน
เมื่อวานหลังจากอวิ๋นพิ่นถิงได้ยินว่านังโง่คนนี้บุกเข้าไปในตำหนักของเซ่อเจิ้งหวาง นางยังอดไม่ได้ที่จะดีใจ เพราะหากนังโง่คนนี้ถูกเสด็จอาสังหารไปเสีย เช่นนั้น ตนเองก็จะกลายเป็องค์หญิงที่ประสูติจากพระมเหสี เข้ารับการคัดเลือกพระชายาที่แคว้นต้าโจว
แต่ดูนางตอนนี้ไม่เพียงไม่ถูกฆ่า แต่กลับยังสวมอาภรณ์ใหม่ทั้งตัว หญิงสาวก็อดกริ้วโกรธขึ้นมาจากหัวใจไม่ได้
นางยื่นมือขาวละเอียดเรียวยาวที่เล็บทาสีแดงไปจับเสื้อผ้าของอวิ๋นอินอิน ถามด้วยน้ำเสียงไม่เป็มิตรว่า “เ้าคนโง่ เสื้อผ้าของเ้าเอามาจากที่ใดกัน? แล้วนี่เมื่อวานเ้าออกมาจากตำหนักของเซ่อเจิ้งหวางได้อย่างไร?”
อวิ๋นอินอินเงยหน้าขึ้นเหลือบมองอวิ๋นพิ่นถิง หญิงตรงหน้ามีสันจมูกตั้งตรง ใบหน้ารูปแตงเปล่งประกายขาวเนียนละเอียด ริมฝีปากอวบอิ่ม รูปร่างอรชรสมบูรณ์ เกล้าผมเป็ทรงดอกท้อที่ฉูดฉาด ประทินโฉมอย่างประณีต เป็หญิงงามที่มีมากเสน่ห์นางหนึ่ง
เทียบกับน้องสาวของนางอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวแล้วมีบุคลิกที่เร่าร้อนเพิ่มขึ้นมา อีกทั้งยังมีท่าทางเอาตนเองเป็ใหญ่ ดูถูกองค์หญิงนางอื่น
ซึ่งก็ใช่ นางเป็องค์หญิงใหญ่ เสด็จแม่ของนางคือสนมเหมยผู้ครองความเป็ใหญ่ในตำหนักหลัง นางย่อมมีต้นทุนให้เย่อหยิ่ง
“เ้ามองอะไรกัน ข้าถามเ้านะ เป็ใบ้ไปแล้วหรือ?”
เมื่อมองดูท่าทางข่มขู่ผู้คนของอวิ๋นพิ่นถิง ในใจของอวิ๋นอินอินพลันมีแผนการหนึ่งขึ้นมา บางที หญิงตรงหน้าอาจช่วยให้นางไปหาเสด็จอาผู้หล่อเหลาได้
เด็กสาวก้มหน้าลง แสดงท่าทีที่หวาดกลัวและวิตกอย่างมากออกมา
อวิ๋นพิ่นถิงเห็นนางเป็เช่นนี้ก็หัวเราะเยาะ “เ้าหวาดกลัวถึงเพียงนี้ไปทำไม? หรือว่าเสื้อผ้าบนร่างของเ้าขโมยมากัน?”
อวิ๋นอินอินยังคงก้มหน้า สั่นร่างกายอย่างถูกเวลา ทำให้อวิ๋นพิ่นถิงเชื่อมั่นในความคิดของตน
“ที่แท้เสื้อผ้าของเ้าก็ขโมยมาจริง ๆ นี่เ้ากล้าขโมยของในตำหนักของเสด็จอา ช่างกล้าเหลือเกิน”
“องค์หญิงเพคะ เพราะต้าโจว้าเลือกพระชายา ท่านจึงต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเสด็จอามาโดยตลอดไม่ใช่หรือ เพคะ? บ่าวเห็นว่าครั้งนี้คือโอกาส” นางกำนัลนางหนึ่งขยับเข้ามากระซิบเสียงเบาที่ข้างกายของอวิ๋นพิ่นถิง
อวิ๋นพิ่นถิงมองอวิ๋นอินอินนิ่ง ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นพยักหน้าให้นางกำนัล
“มาจับตัวองค์หญิงเก้าไว้ส่งไปที่เซ่อเจิ้งหวาง”
สิ้นคำสั่งนั้น ก็มีนางกำนัลตัวน้อยสองนางเข้ามาจับแขนของอวิ๋นอินอินไว้ทั้งซ้ายและขวา จากนั้น ภายใต้การนำของอวิ๋นพิ่นถิง พวกเขาก็เดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักของเซ่อเจิ้งหวางอย่างเอิกเกริก
ทางด้านเซวียนเหยียนฟู่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เตรียมพร้อมจะออกไป หากแต่ผู้ดูแลฉีพลันก้าวเข้ามารายงานอย่างร้อนรน
“นายท่าน องค์หญิงใหญ่เสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ นางตรัสว่าจะมาคารวะนายท่าน”
อาต้าที่อยู่ด้านข้างหัวเราะร่า “สองวันนี้ช่างประหลาดเสียจริง เหล่าองค์หญิงที่ปกติเห็นนายท่านเป็ต้องหลบต้องหนี กลับพากันมาคาราวะทีละคนสองคน”
เซวียนเหยียนฟู่กล่าวอย่างเ็า “ให้นางไสหัวไป ข้าไม่มีเวลา”
“พ่ะย่ะค่ะ” ผู้ดูแลฉีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็กล่าวต่ออีกว่า “เอ่อ… องค์หญิงใหญ่ทรงกุมตัวองค์หญิงเก้ามาด้วยพ่ะย่ะค่ะ นางตรัสว่าองค์หญิงเก้าขโมยของในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางไป”
เซวียนเหยียนฟู่เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเดินไปทางตำหนักหลัก
ผู้ดูแลฉีเห็นผู้เป็นายเปลี่ยนทิศทาง ในใจก็เข้าใจว่านายท่านจะไปพบพวกองค์หญิงใหญ่ จึงรีบเร่งฝีเท้ากลับไป นำตัวบรรดาองค์หญิงใหญ่และพวกไปยังตำหนักหลัก
เซวียนเหยียนฟู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ลี่ฮวา[2]*สลักรูปั สวมอาภรณ์ยาวลายจันทร์เสี้ยวปักรูปัทองคำตัวใหญ่เช่นเคย หากแต่สีจันทราไม่ทำให้บรรยากาศรอบตัวของเขาดูอบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย ทว่าเทียบกับความเ็าของเมื่อวานแล้ว มันยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามเข้ามาอีกด้วย
ยามนี้มือข้างหนึ่งของเขากุมแก้วผลึกไว้ใบหนึ่ง นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ เคลื่อนไหวไปตามขอบแก้ว ในความสบาย ๆ เผยความเ็าที่น่าขนลุกออกมา
ไม่ทันได้ดื่มชาถึงสองอึก ผู้ดูแลฉีก็นำคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา
แม้จะมีจำนวนมาก แต่เพียงเซวียนเหยียนฟู่เงยหน้าขึ้น เขาก็จดจ้องไปยังร่างผอมบางร่างนั้นได้ทันที
[1] คนเป็ธาตุเหล็ก ข้าวก็คือเหล็กกล้า สื่อความหมายก็คือ ข้าวสำคัญยิ่ง ไม่อาจขาดไปแม้แต่มื้อเดียว
[2] ไม้ลี่ฮวา คือ ไม้ของต้นสาลี่