หลังกลับไปแล้ว จ้าวเสวี่ยสวินแค่ติดหวัดลมเล็กน้อย ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง หลิวปังกับหลิวเจียวต่างมาเยี่ยมแสดงความห่วงใยที่ตำหนักอิ๋งเมิ่ง มีเพียงเซี่ยงอวี่คนเดียวที่ไม่มาหา
เสวี่ยสวินอัดอั้นตันใจ หลังแยกจากคราวก่อนก็ไม่ได้พบหน้ากันหลายวันแล้ว ทว่าเซี่ยงอวี่ไม่มอบโอกาสให้ตนได้อธิบายมาตลอด ดังนั้นนางจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายไปหาเขาที่ค่ายทหารเอง
ครั้งนี้นางสวมชุดกระโปรงผ้าไหมยาวระพื้นสีชมพูกลีบบัวประดับแถบผ้าดิ้นขององค์หญิง แม้จะงดงามจับใจ ทว่ากลับทำให้เซี่ยงอวี่ยิ่งรับรู้ถึงฐานะความแตกต่างราวฟ้ากับดินระหว่างพวกเขาทั้งสอง!
“พี่ใหญ่เซี่ยง...” เสวี่ยสวินเอ่ยเรียกเขาเสียงแผ่วเบา กลัวว่าคนในดวงใจจะไม่ยอมพูดกับตนอีกแม้แต่ประโยคเดียว
“ถวายบังคมองค์หญิง ยามนี้เซี่ยงจี๋ยังมีกิจทหารติดตัว เชิญพระองค์ตามสะดวกพ่ะย่ะค่ะ”
“พี่ใหญ่เซี่ยง ข้ารู้ว่าท่านกำลังโกรธข้า แต่สวินเอ๋อร์ไม่ได้ตั้งใจจะหลอกท่านจริงๆ แค่อยากใกล้ชิดท่านมากขึ้นอีกนิด ใกล้ขึ้นอีกเรื่อยๆ เหมือนอย่างตอนเด็กๆ ปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง…” เสวี่ยสวินเม้มริมฝีปากกล่าวคำด้วยเสียงน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ในที
“เซี่ยงจี๋เป็นเพียงทหารธรรมดาสามัญคนหนึ่ง มิกล้าใฝ่สูงคบหาสนิทสนมกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์แห่งแคว้นจ้าว องค์หญิงโปรดเสด็จกลับไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” เซี่ยงอวี่สีหน้าแน่วแน่เด็ดขาด แววตาหนักแน่นมั่นคง ตั้งแต่ต้นจนจบสายตาไม่มองมาที่ร่างเสวี่ยสวินแม้แต่น้อย
เสวี่ยสวินเห็นเซี่ยงอวี่ไร้เยื่อใยเช่นนี้ ในหัวใจก็แสนเจ็บปวด นัยน์ตาใสกระจ่างดุจระลอกคลื่นยามสารทคลอหยาดน้ำ ถ้อยคำมากมายจ่ออยู่ตรงริมฝีปากแล้วแท้ๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เอ่ยไม่ออก ได้แต่กลับตำหนักอย่างเศร้าหมอง
ทว่านางกลับมองไม่เห็น เซี่ยงอวี่ที่หันหลังจากไปแอบกำหมัดแน่นอยู่นานแล้ว เส้นเอ็นบนแขนขึ้นสีเขียวปูด อยากจะพูดถ้อยคำยากเอื้อนเอ่ยในใจแต่ก็เลือกระงับมันไว้
เหตุใดสวรรค์ต้องเล่นตลกกับเขาเช่นนี้ด้วย!
ในใจเซี่ยงอวี่ไม่ยินยอม เขาคือทายาทผู้สืบทอดแคว้นฉู่ ตอนแคว้นฉู่ถูกแคว้นฉินทำลายในปีนั้น จ้าวอ๋องจ้าวจยาเองก็หนีไม่พ้นมีส่วนเกี่ยวข้อง! ตั้งแต่เด็กเขาก็ตั้งปณิธานแล้วว่าสักวันหนึ่งจะเหยียบเมืองเสียนหยางของแคว้นฉินให้ราบเป็นหน้ากลอง ในเวลาเดียวกันเขาก็จะทำให้คนที่มีส่วนร่วมทำลายแคว้นฉู่ต้องชดใช้ด้วยเลือด!
แต่กลับคิดไม่ถึง ที่แท้สตรีที่ตนหลงรัก...คือบุตรสาวของจ้าวอ๋อง!
สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งคนจริงแท้ แค่เพียงเซี่ยงอวี่นึกถึงความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียบ้านเมืองไป ก็อยากให้ตอนนั้นเขาตัดสินใจไม่มาสืบเรื่องที่เมืองซิ่นตูนี่เหลือเกิน!
หากไม่มา เขาย่อมไม่มีทางตกหลุมรักเสวี่ยสวิน หากไม่หวั่นไหว ย่อมไม่มีทางเกิดสถานการณ์ลำบากใจเช่นวันนี้…
…
แม้ร่างกายจ้าวเสวี่ยสวินจะปลอดภัยดี ทว่าบาดแผลบนตัวจางเอ่อร์กลับค่อนข้างสาหัสรุนแรง
มือสังหารเหล่านั้นไม่ออมมือแม้แต่น้อย อีกทั้งจางเอ่อร์ยังแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน เสียเลือดไปมาก ซ้ำบาดแผลยังมีร่องรอยการติดเชื้อ
หมอหลวงบอกว่าถ้าจัดการรักษาไม่เหมาะสม อาจมีโอกาสทิ้งเชื้อเป็นโรคเรื้อรังได้ ช่วงหลายวันนี้จางเอ่อร์จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในหอเถาหราน โดยมีอาซิ่นผู้ติดตามรับใช้ดูแลอยู่ข้างๆ
จ้าวเมี่ยวหลานได้ข่าวว่าจางเอ่อร์บาดเจ็บ ตัวนางที่ปกติไม่เคยแม้แต่จะไปห้องเครื่อง ถึงขั้นลงมือตุ๋นน้ำแกงไก่ส่งมายังหอเถาหรานด้วยตนเอง ไหนเลยจะรู้ว่ากลับถูกปฏิเสธอยู่นอกประตู
“กระหม่อมอาซิ่นขอขอบคุณในน้ำพระทัยอันดีงามขององค์หญิงหลานแทนคุณชาย เพียงแต่ยามนี้คุณชายพักผ่อนแล้ว เกรงว่าไม่อาจรับรององค์หญิงได้” อาซิ่นก้มศีรษะลงอย่างถ่อมตัว กล่าวแสดงความขอบคุณ
เมี่ยวหลานฟังแล้วสีหน้าก็บัดเดี๋ยวเขียวบัดเดี๋ยวแดง แต่กลับบันดาลโทสะไม่ได้
ที่จริงเวลานี้เสวี่ยสวินอยู่ในหอเถาหรานก่อนนานแล้ว ครั้งนี้หากไม่ได้ญาติผู้พี่เสี่ยงชีวิตช่วยเหลือไว้ เกรงว่าตนคงกลับสวรรค์แดนประจิมไปเป็นที่เรียบร้อย
ด้วยเหตุนี้เสวี่ยสวินกับเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์จึงเคี่ยวยามาให้ และดูแลอยู่ข้างกายจางเอ่อร์ด้วยตนเองเพื่อแสดงความขอบคุณ สิ่งนี้ทำให้เขาเพลิดเพลินใจเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องของเซี่ยงอวี่คอยรบกวนใจเสวี่ยสวินอยู่ตลอด จางเอ่อร์เห็นนางใจลอยไม่อยู่กับตัวระหว่างป้อนยา คนฉลาดเช่นเขาย่อมรู้ดีว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร จึงแกล้งพูดหยอกล้อนาง “สวินเอ๋อร์ เจ้าจะป้อนยาเข้าจมูกข้าทำอันใด”
เสวี่ยสวินช้อนตาขึ้นมองจางเอ่อร์ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน ทว่าไม่ทันระวัง ยาน้ำจึงหกกระจายเต็มตัวเขา
จางเอ่อร์ยิ้มอ่อนโยน น้ำเสียงติดจะอ่อนใจ “คราวนี้ดีเสียนี่กระไร กระทั่งอาภรณ์ข้าก็ได้ดื่มยาด้วยแล้ว”
เวลานี้เสวี่ยสวินค่อยคลี่ยิ้มออกมา รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาช่วยเช็ดซับให้อีกฝ่าย
สองคนพูดคุยหัวเราะกันในห้อง มีช่วงเวลาเบิกบานใจอย่างหาได้ยาก
ทว่าหลังจากจ้าวเมี่ยวหลานได้ยินทั้งหมดนี้แล้ว นัยน์ตาที่เคยใสกระจ่างพลันฉายโทสะรุนแรง ภายในใจยิ่งเคียดแค้นชิงชังจ้าวเสวี่ยสวิน
…
ลมวสันต์สิบลี้ ดอกฉยง[1] โปรยปราย ทั่วทุกหนแห่งมองเห็นบุปผาบานสะพรั่งสวยสด พันดอกหมื่นดอกสุดแสนงดงาม เสริมให้แคว้นจ้าวอันเรืองรองมลังเมลืองมีบรรยากาศเคลิบเคลิ้มเปี่ยมอารมณ์สุนทรีย์แห่งบทกวีเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งเพ่ยกงหลิวปังกับหลิวเจียวอยู่ในวังจ้าว ได้เพียรแสดงไมตรีผูกมิตรต่อองค์หญิงสวินไม่ขาด ทว่าอีกฝ่ายลับนิ่งเฉยไม่ตอบสนองใดๆ ทั้งคู่ก็จนปัญญา ได้แต่ต้องขอตัวลากลับอำเภอเพ่ย
ส่วนจางเอ่อร์เองนั้น อี้ฝานลูกน้องคนสนิทก็ส่งจดหมายเร่งมาหลายครั้งแล้ว ภารกิจสำคัญมากมายของทางฉางซานจำเป็นต้องให้เขาจัดการด้วยตนเอง ดังนั้นจางเอ่อร์จึงจำเป็นต้องทูลลาจ้าวอ๋องแล้วเช่นกัน
จางเอ่อร์จะกลับฉางซาน จ้าวเสวี่ยสวินกับเซี่ยงอวี่ย่อมไปส่งและบอกลากันที่หน้าประตูวัง ไปคราวนี้นานหลายปี ไม่รู้จะได้พบหน้ากันอีกเดือนใดปีใด…
เสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์รู้ใจกันพูดคุยถูกคอ ย่อมอาวรณ์ตัดใจไม่ลง หมื่นพันคำพูดบัดนี้กลายมาเป็นเพียงหนึ่งวาจา “ถนอมกายด้วย”
ขณะกำลังบอกลานั้นเอง เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์กลับวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน สีหน้าร้อนรนกังวลใจ ก่อนตะโกนขึ้น “องค์หญิง แย่แล้ว! แย่แล้วเพคะ!”
เสวี่ยสวินขมวดคิ้วงามโดยไม่รู้ตัว เรื่องที่ทำให้เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ตื่นตระหนกได้เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่นอน “เป็นอะไรไป เรื่องใดกันทำให้เจ้าร้อนรนเช่นนี้”
“เป็นองค์ชายรองเพคะ! หลังองค์ชายรองออกไปเที่ยวเล่นนอกวังกลับมาก็ไข้ขึ้นสูงไม่ลด หมอหลวงวินิจฉัยว่าทรงติดกาฬโรคเพคะ!”
“อะไรนะ! กาฬโรค!”
ครั้นเสวี่ยสวินได้ยินข่าวประหนึ่งฟ้าผ่าลงมากลางวันแสกๆ นี้ เท้าก็เซถอยหลังอย่างควบคุมไม่อยู่ ใบหน้างามพริ้มเพราพลันถอดสีซีดเผือด ภาพเบื้องหน้าดับวูบ เกือบจะเป็นลมหมดสติไป
เชิงอรรถ
^ ดอกโป๊ยเซียนขาว