บทที่ 20
อันดับหนึ่ง!!
ณ ลานกว้างของยอดเขาไท่ซู่ ผู้คนมากมายหลั่งไหลดั่งคลื่นในมหาสมุทร
“เกือบสิบวันแล้ว อย่าบอกนะว่าเ้าฉู่ซิวนั่นล่วงลับไปในหอเทพสถิตแล้ว?” หญิงอ้วนหน้าสิวพูดอย่างร่าเริง
“ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้นี่ อย่างไรเสีย…ทุกครั้งที่หอเทพสถิตเปิด ก็มีศิษย์ล่วงลับเสมอ” เฉียวิพยักหน้าอย่างครุ่นคิด เซียวอี้เฟิงศิษย์น้องคนที่สอง กับเหรินหงอิงศิษย์น้องหญิงคนที่สามมองหน้ากัน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี
‘ตายได้ซะก็ดี! เ้าขยะ!’
‘เ้าไม่คู่ควรกับตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่เลยสักนิด’
ฉู่เซียวหรานขมวดคิ้วพลางพึมพำในใจ ‘หรือว่าฉู่ซิว จะล่วงลับไปจริง ๆ ?’ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่หายไปนานขนาดนี้!!
“ยังมีความเป็ไปได้อีกอย่างนะ~” เฉียวิตบมือราวกับนึกอะไรออก จนทุกคนพากันมองไปที่เขา
“ฉู่ซิว อาจจะถูกส่งออกมานานแล้ว! เพียงแต่ไม่สามารถปีนขึ้นขอบเขตกงล้อสมุทรได้... เลยไม่มีหน้ามาอยู่ต่อ ป่านนี้คงหนีไปแล้วมั้ง!”
“ก็เป็ไปได้” เซียวอี้เฟิงเห็นด้วย ฉู่เซียวหรานส่ายหน้า นางเคยติดต่อกับฉู่ซิวเขาคือคนที่หยิ่งทะนง นางเชื่อมากว่าถ้าเขาไม่ตายก็ต้องกลับมาแน่ ไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะหนีไปง่าย ๆ เช่นนี้
“เฮอะๆ ศิษย์สายตรงของยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ปีนขึ้นเสาศิลากงล้อสมุทรแต่กลับไม่ติดอันดับอะไรเลย…” หญิงสาวหน้าสิวยิ้มกว้าง ยิ้มเหมือนกบตัวใหญ่ที่ใบหน้ามีแต่ความปิติยินดี
“นี่อาจจะเป็เื่ตลกที่น่าขันที่สุดในประวัติศาสตร์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ก็ได้” เซียวอี้เฟิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
จู่ ๆเสียงระฆังก็ดังก้อง เสียงนั่นดังมาจากหอเทพสถิต ในชั่วพริบตาแสงสีแดงส่องสว่างนับหมื่นลี้...
แดนดินศักดิ์สิทธิ์สั่นะเื
“มีคนเข้าไปในสิบอันดับแรกอีกแล้ว” มีคนร้องอุทานออกมา
ไม่นานนัก
เม้ง ~
เสียงระฆังดังขึ้นเป็ครั้งที่สอง ร่างอวตารของันับพันนับหมื่นปรากฏขึ้นในห้วงนภา พุ่งลงไปทางหอเทพสถิต ...
เสียงระฆังดังขึ้นเป็ครั้งที่สาม ร่างเงาของนกเฟิ่งหวงนับร้อยนับพันปรากฏขึ้น ส่งเสียงร้องและเต้นระบำอยู่เหนือหัวั ราวกับกำลังแสดงความยินดีกับใครบางคน
ภาพอัศจรรย์ที่ไม่ธรรมดา ยิ่งใหญ่ตระการตา อลังการงานสร้างเช่นนี้ ทำให้ลานกว้างไท่ซูที่เคยอึกทึกครึกโครม กลับเงียบกริบในพริบตา
ผู้คนนับแสนต่างพากันเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปยังหอเทพสถิต มองไปยังห้วงอากาศอันไร้ขอบเขตนั้น
“นี่...นี่มันอะไรกัน” ผู้เฒ่าหวงทำฝูเฉินหล่นจากมือ คงความสงบเยือกเย็นไม่อยู่อีกต่อไป
โม่เฟยเหยียนริมฝีปากแดงสดเผยอเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง…
เสียงระฆังดังสามครั้ง บ่งบอกถึงการปรากฏตัวของศิษย์ที่มีพลังดุจปีศาจ พอนางกำลังจะใช้ญาณทัศนะสำรวจดู
เม้ง~
เสียงระฆังดังขึ้นเป็ครั้งที่สี่ ร่างอวตารของราชันศักดิ์สิทธิ์แปดองค์ในยุคโบราณปรากฏขึ้นในห้วงอากาศ แบ่งกันตั้งอยู่ทั้งแปดทิศ ล้อมรอบหอเทพสถิต พลังของราชันศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านออกมา ควบคุมพื้นที่และกาลเวลา ปากพึมพำคาถาลึกลับอย่างไม่หยุดหย่อน
ซูหรูเสวี่ยที่เดิมทีถูกเพื่อนร่วมสำนักห้อมล้อม เหมือนดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาว เงยหน้ามองท้องฟ้า ใบหน้างามตกอยู่ในภวังค์เพราะความตกตะลึง
นี่...นี่มันเหตุการณ์อัศจรรย์ระดับไหนกัน!
เม้ง~
เสียงระฆังดังขึ้นเป็ครั้งที่ห้า สายน้ำแห่งกาลเวลาทอดยาวข้ามยุคสมัยอันเก่าแก่ ร่างอวตารของขอบเขตกึ่งจักรพรรดิองค์หนึ่ง ไหวตามกระแสน้ำลงมา เหยียบย่างบน์และโลก ก้าวเดินพร้อมดอกบัวผลิบาน ใบหน้าของเขาเลือนรางแต่สวมเสื้อคลุมสีขาว ผมดำยาวปลิวสยาย ลอยล่องงดงาม
พลังกดดันอันมหาศาลกดทับลงบน์และโลก ผู้คนนับแสนคุกเข่าก้มหน้าลงด้วยความเคารพ...
“ไท่ซู่จื่อรุ่นที่เจ็ด ขอบเขตกึ่งจักรพรรดิ!”
โม่เฟยเหยียนที่ยืนมองอยู่ตกตะลึงไปเมื่อนางจำได้ว่านั่นเป็ใคร ก็รีบก้มหัวลงในทันที
แต่ทำไม? เสียงระฆังดังห้าครั้ง? ร่างอวตารของขอบเขตกึ่งจักรพรรดิปรากฏ เฟ้นหาบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้ถูกเลือก...
หรือนี่คือโชคชะตาของแดนศักดิ์สิทธิ์!
ร่างเงาของขอบเขตกึ่งจักรพรรดิยืนอยู่กลางอากาศ เท้าของท่านราวกับเหยียบย่ำทั้งฟ้าและดิน แขนเสื้อสะบัดไหวไปมา
เมื่อขอบเขตกึ่งจักรพรรดิเอ่ยวาจา ์และแผ่นดินต่างชื่นชม เสียงร่ายคาถาลอยล่องไปทั่ว ต้นไม้เหี่ยวแห้งนับพันลี้ได้ผลิบาน ดอกไม้ผลิบานแล้วก็ร่วงโรยกลับสู่วงจรที่มิอาจเลี่ยง...
ในรัศมีพันลี้ตัวอักษรสีทองโบราณที่ดูเรียบง่ายปรากฏขึ้น ราวกับตัวตนของเทพโบราณเป็คนหวัดพู่กัน ตัวอักษรแต่ละตัวล้วนงดงามวิจิตรส่องประกายอยู่บนหอเทพสถิต
ในขณะนี้
คนทุกผู้ที่อยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่ ไม่ว่าจะมีขอบเขตสูงแค่ไหน ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลสักเพียงใด ล้วนมองเห็นตัวอักษรสีทองโบราณที่เต็มไปด้วยพลังที่มิอาจประเมินค่านี้
ภายในตำหนักศักดิ์สิทธิ์
ไท่ซู่จื่อลุกขึ้นยืนในพริบตาก็มาถึงยอดเขาไท่ซู่ นางอยู่กลางอากาศด้วยเท้าเปล่า มองหอเทพสถิตด้านล่าง มุมปากเผยรอยยิ้มที่งดงามตราตรึงใจ
“ทำลายขีดจำกัดแต่โบราณได้…”
“ทำได้ดี!”
“ศิษย์สายตรงของยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ฉู่ซิว”
“ปีนขึ้น เสาศิลากงล้อสมุทร ชั้นที่ 99 อยู่ในอันดับที่ 1 ของ เสาศิลากงล้อสมุทร”
“พร์ เทพกลาง”
“ความเฉลียวฉลาด เทพ??(ระบุไม่ได้)”
“ความมุ่งมั่น เทพบน”
“จิตใจ เทพ??(ระบุไม่ได้)”
“พลังต่อสู้ เทพ??(ระบุไม่ได้)”
“สามารถเป็ผู้เข้าชิงตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้”
ในชั่วขณะถัดมา บนเสาศิลากงล้อสมุทรชื่อที่ครองอันดับหนึ่งมานานนับหมื่นปี ถูกแทนที่อย่างรวดเร็ว
ที่ส่วนบนสุด
ตัวอักษรโบราณสีทองที่ใหญ่กว่าด้านล่างถึงสิบเท่า ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
[ฉู่ซิวครองอันดับหนึ่งเสาศิลากงล้อสมุทรปีถึงชั้น 99]
ภาพอวตารทั้งหมดในอากาศค่อย ๆ จางหายไป และขอบเขตกึ่งจักรพรรดิก็หายไปด้วยเช่นกัน ท่านได้มองไปยังทิศทางด้านล่างดูเหมือนจะยิ้ม แต่แล้วก็หายเข้าไปในกระแสแห่งกาลเวลา ไปจากยุคสมัยนี้ จาก์และแผ่นดินผืนนี้
ความเงียบปกคลุม หลังจากผ่านไปสองสามลมหายใจ
เย่ ~
เสียงฮือฮาดังกึกก้องราวกับคลื่นั์ ราวกับเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น
น่าทึ่ง! น่าทึ่งอย่างที่สุด!
ชั้นที่ 99
กงล้อสมุทร ถึงกับมีผู้ไต่ระดับขึ้นไปถึงชั้นที่ 99
ทำลายขีดจำกัด...
แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์สั่นะเื...
แสงเรืองรองหมื่นลี้ ัศักดิ์สิทธิ์โผบินกลางนภา นกเฟิ่งหวงร่ายรำ ขอบเขตกึ่งจักรพรรดิก้าวข้ามกระแสแห่งกาลเวลามาเขียนอักษรด้วยพระองค์เอง...
เกียรติยศเช่นนี้!!
โอ้ ์ของข้า!! นี่มันลูกศิษย์ระดับใดกัน!!
ฉู่ซิว คือใคร? ฉู่ซิว อยู่ที่ไหน?
ฉู่ซิว ~
บนลานกว้าง ผู้คนนับแสนคนะโเสียงดังสนั่น จนเมฆหมอกแยกตัวออก พวกเขาตื่นเต้น ดีใจ ดวงตาแดงก่ำ เพราะการมีตัวตนเช่นนี้ ปรากฏขึ้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา ช่างเป็เกียรติยศเสียนี่กระไร
ฉู่ซิวคือศิษย์พี่ใหญ่ และศิษย์สายตรงของยอดเขาอวิ๋นเซี่ยหรือ? อย่าบอกนะว่าเป็เขาผู้นั้น...
ริมฝีปากอันงดงามของฉู่เซียวหรานเผยอเล็กน้อย สายตาเหม่อลอย ในใจทั้งดีใจ ทั้งตกตะลึง... เขาไต่ขึ้นไปถึงยอดได้ เขาทำได้อย่างไรกัน!!
สาวหน้าสิวอ้าปากกว้าง ราวกับจะกลืนทารกได้ทั้งตัว สิวบนใบหน้าะเิออก พุ่งน้ำเหลืองน่าขยะแขยง
จินตนาการได้ไม่ยาก ว่าตอนนี้นางช็อกมากเพียงใด
คนที่เมื่อครู่ยังเยาะเย้ยอยู่เลย ชั่วพริบตากลับไต่ขึ้นไปถึงยอด กลายเป็ผู้ท้าชิงบุตรศักดิ์สิทธิ์? ราวกับถูกโชคชะตาตบหน้าเอาจริงๆ...
เฉียวิมึนงง ‘บ้าเอ๊ย! ฉู่ซิวเก่งขนาดนี้เชียวหรือ?’ เซียวอี้เฟิงกับเหรินหงอิง ใยิ่งกว่าใครทั้งหมด ไม่อาจเชื่อสายตาตัวเอง
พวกเขารู้ดีที่สุด ว่าศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาเป็อย่างไร
เขาจะไต่ขึ้นไปถึงยอดได้อย่างไร?
เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน!! ตอนนี้พวกเขารู้สึกเหมือนตัวเองเสียสติไปแล้ว เห็นภาพหลอน
ณ ยอดเขาไท่ซู
ไท่ซูจื่อยิ้มมุมปาก มองไปยังร่างที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองด้านล่าง ในลมหายใจ ดวงตาอันเจิดจ้ามีโลกนับพันเกิดดับอยู่ในนั้น...
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเป็ผู้ที่เข้าใจเจตจำนงแห่งกระบี่ดั้งเดิม”
ยอดเขาอวิ๋นเซี่ย หอประชุมใหญ่ของเ้าสำนัก
ฉีเิเตี๋ยนั่งอยู่บนบัลลังก์ดอกบัว ราวกับตุ๊กตาแกะสลัก จ้องมองท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอย ริมฝีปากสีแดงเผยอเบาๆ “ศิษย์ชั่วผู้นี้ ฝ่าฝืนกฎ์งั้นหรือ…”
“เป็ไปไม่ได้ เหตุใดพร์ของเขาจึงเป็ เทพกลาง…”
“พร์ของเขาสูงขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?”
คิดไปถึงตรงนี้… ใบหน้าที่สวยงามดุจเทพธิดาของเฉียวเิเตี๋ยขึ้นสีแดงระเรื่อในใจปรากฏรสชาตินับพัน ที่แท้ความก้าวหน้านี้นางก็มีส่วนร่วมด้วย...
ต่อให้ฉู่ซิวอยู่ที่นี่ ก็ต้องยอมรับความดีความชอบของท่านอาจารย์
หากมิใช่ท่านอาจารย์สั่งสอนอย่างเต็มที่ ศักยภาพของ ฉู่ซิวในตอนนี้ก็ยังคงน่าสงสารอยู่ในขั้นมนุษย์ธรรมดา...
“ศิษย์ชั่วนี่สมควรตาย!” นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะหยิบตุ๊กตาฟางนั่นขึ้นมาแทงสักหลาย ๆ ที เพื่อระงับจิตใจที่กำลังหวั่นไหวในตอนนี้
ท่ามกลางแสงสีทอง
ฉู่ซิวมองรางวัลทั้งสามชิ้นที่ลอยอยู่ตรงหน้า แล้วก็ตกอยู่ในปัญหาการตัดสินใจเลือก
ชิ้นแรกคือคัมภีร์โบราณสีทอง : ช่วยให้เข้าใจกายาศักดิ์สิทธิ์โบราณได้เล็กน้อย
ชิ้นที่สองคือแท่งหยกฉวนกงที่สามารถถ่ายทอดวิชาโบราณได้ : คาถาเก้าอักขระหรืออักขณะลับทั้งเก้า/อักขระลับสิงจื่อ (ระดับ:ระบุไม่ได้??)
ชิ้นที่สามคือสมบัติล้ำค่าใน์ที่มีรูปร่างคล้ายผลอสรพิษ แผ่ความเย็นเยียบไม่มีที่สิ้นสุดแต่กลับลุกโชนด้วยเปลวไฟสีขาว: ผลเพลิงเหมันต์ คุณภาพเทวะ
เสียงหวานที่คอยบอกยามเลื่อนชั้นได้บอกเขาว่า จากสามชิ้นนี้เลือกได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น
ฉู่ซิวไม่อยากเลือก เขาอยากได้ทั้งหมด!
แต่พอคิดอีกที ก็ยอมละทิ้งความคิดอันตรายนี้ไป ยังไงเขาก็ยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเครื่องมืออันทรงพลังของขอบเขตจักรพรรดิอยู่ดี...
“เอ่อ… แล้วข้าควรจะเลือกอันไหนดี” ฉู่ซิวขมวดคิ้วดูเหมือนตอนนี้เขาจะพบกับความหนักใจเข้าให้แล้ว!