หลัวผู่เยว่ถูกพากลับเรือนด้วยสภาพสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ตัวสั่นตลอดเวลา น้ำตาไหลนองหน้าไม่ขาดสาย เฉินซือเยว่ใจนไม่สามารถประคองสติไว้ได้ยามเห็นสภาพบุตรีเพียงคนเดียว ใจของคนเป็แม่แตกสลายร่ำไห้ไม่ต่างจากลูกสาว
หลี่ซูเซียนคุกเข่าโขกศีรษะสำนึกผิดจนหน้าผากช้ำเขียว พร่ำคำขอโทษไม่ขาดปากต่อทุกคนในเรือน ทั้งที่ไปด้วยกันแต่ตนนั้นแค่เจ็บตัวเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งที่ตนรู้แก่ใจแท้ๆว่าชะตาหลัวผู่เยว่เป็ยังไง ยังชะล่าใจกระทำการไม่ยั้งคิดเช่นนี้ได้อีกใช้ไม่ได้เลยจริงๆ ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวรู้สึกผิดจากใจจริง วิ่งเต้นส่งจดหมายไปยังบ้านเดิมเพื่อหาทางชดใช้ให้แก่ครอบครัวนี้
การกระทำอันเลวร้ายของหลัวซั่วชิ่งรู้กันไปทั่วในจวนสกุลหลัวจากปากของหลัวสุ่ยิ คุณชายใหญ่สกุลหลัวได้บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับผู้กระทำว่าเป็ฝีมือของสหายร่วมอุดมการณ์ของหลัวซั่วชิ่ง สาเหตุคาดว่ามาจากการตกลงกันไม่ลงตัวจึงนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างที่เห็น ผู้กระทำตัวจริงอย่างอี้หย่งเพ่ยซานกลายเป็เพียงพยานในเหตุการเท่านั้น
ด้านประมุขสกุลหลัวและฮูหยินรองมารดาของหลัวซั่วชิ่งปวดใจระคนเจ็บแค้น บุตรชายยังมีชีวิตอยู่แต่สภาพไม่สมประกอบซ้ำยังอัปลักษณ์จนน่าสะอิดสะเอียนนั่นต่างจากตายตรงไหน กระนั้นก็ยังไร้ซึ่งสิ่งปลอบขวัญให้ผู้ถูกกระทำแม้แต่คำขอโทษบิดามารดาอย่างหลัวเฉิงไห่และหูรั่วหรันก็ยังไม่มีให้หลัวผู่เยว่เลยแม้แต่ครึ่งคำ
ช่างเป็บิดาที่ไร้ความเป็ธรรมโดยแท้
“มาทำอันใดอยู่ตรงนี้?” อันจื่อเทาหลุดจากภวังค์ความคิดเมื่อััได้ถึงเสื้อคลุมมาพร้อมวงแขนแกร่งคู่เดิม ดวงตาคู่งามละสายตาจากเกร็ดหิมะที่โปรยปรายไม่มีทีท่าจะหยุดนอกศาลากลางทะเลสาปหันกลับเผชิญหน้ากับคนมาใหม่
“มาสูดอากาศ” มือขาวกระชับเสื้อคลุมพลางลูบไล้ขนนุ่มไปมาให้ความรู้สึกเพลิดเพลินยิ่ง “เสื้อคลุมตัวนี้….”
“เสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาว เห็นแล้วนึกถึงเ้าจึงนำมาเป็ของฝาก” มือใหญ่กระชับเสื้อคลุมให้มิดชิดมากขึ้น ดวงตาคมพินิจมองด้วยสายตาสื่อความหมาย ช่างเหมาะกันโดยแท้
“ข้าดูเ้าเล่ห์เพียงนั้น?” คนงามขำหนึ่งคำรบเอ่ยถามทีเล่นทีจริง
“ผิดแล้ว”หลัวเจิ้งเหยียนส่ายศีรษะมุมปากยกสูงขึ้นจนกลายเป็รอยยิ้มกว้างแสนสบายตายื่นมือไปจัดปอยผมที่ล่วงล่นลงระใบหน้างามทัดใบหู “งดงามต่างหาก”
คำตอบที่ได้รับทำคนฟังชะงักไปพร้อมกับความรู้สึกคันยุบยิบในใจแต่เพียงเวลาไม่นานก็กลับมาเรียบเฉยดั่งเดิม ว่ากันตามจริงอี้หย่งเพ่ยซานก็งดงามจริงๆ สวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวอันล่ำค่าหายากยิ่งขลับให้คุณชายหน้าหยกผู้นี้น่ามองขึ้นไปอีก นับว่าหลัวเจิ้งเหยียนตาถึงไม่น้อย
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ร่างเนื้อของตนอันจื่อเทาจึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าขบขันตัวเอง
“ขอบคุณ” ประโยคธรรมดากับรอยยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยก็ทำคนมองใจเต้นโครมครามแล้ว ั้แ่รู้จักคนผู้นี้มานี่นับว่าเป็ครั้งแรกที่อี้หย่งเพ่ยซานยิ้มกว้างขนาดนี้ ซ้ำรอยยิ้มนี้ยังมอบให้ตนเพียงคนเดียวในยามนี้ เสื้อคลุมขนจิ้งจอกที่สู้อุตส่าห์ได้มาอย่างยากเย็นนับว่าคุ้มค่าแล้ว
“เ้าชอบก็ดีแล้ว” มือใหญ่ละจากช่อผมในคราแรกเลื่อนลงมายังปลายผมก่อนก้มลงจุมพิตผมช่อนั้นแ่เบา สายตาเหลือบมองสบประสานกัน เ้าของเส้นผมมองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากคิ้วเรียวของคนมองมาไม่เลิกขึ้นหลัวเจิ้งเหยียนคงคิดว่าคนผู้นี้ไม่รู้สึกอะไรแล้วเสียอีก
นับว่าเป็สัญญานที่ดีใช่หรือไม่
“ให้ของมีค่าแก่ข้าเช่นนี้ข้าไม่มีสิ่งใดคืนเ้านะ” อันจื่อเทาขยับกายอย่างเป็ธรรมชาติร่างโปร่งพิงเสาใกล้ๆทอดสายตาไปยังหิมะด้านนอกตามเดิม
“ไม่จำเป็ต้องคืนสิ่งใด”
“ใจดีป่านนั้นเชียว”
“เ้าพึ่งรู้หรือว่าข้ามีจิตใจดีเพียงใด”
“ใช่"หลัวเจิ้งเหยียนหลุดขำกับคำตอบตรงไปตรงมาของอีกฝ่าย ก่อนกายแกร่งจะขยับเข้าหาทั้งยังยังถือวิสาสะโอบรอบเอวบางขยับริมฝีปากเข้าจรดใบหูขาว
“มีเ้าอยู่ข้างกายของมีค่าใดๆก็มิอาจเทียบเท่าได้”
พลั๊ก!!
“โอ๊ยย!”
หลัวเจิ้งเหยียนรู้สึกถึงแผ่นดินไหวก่อนร่างจะถลาไปจนถึงอีกฝั่งของศาลา ใบหน้าหล่อเหลาเหรอหรามองคนอีกฝั่งด้วยความไม่เข้าใจ “เ้า…..ถีบข้าทำไม?”
“แล้วเ้ากัดหูข้าทำไม?"
“……”
.
.
.
“เฮียมีเื่กับพ่อพระรองหรอครับ?” หลี่ซูเซียนยื่นหน้ามากระซิบถามเมื่อโต๊ะอาหารค่ำในวันนี้เกิดบรรยากาศแปลกๆขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ จะว่าทั้งโต๊ะอาหารก็ไม่ถูกเท่าไหร่เพราะนอกจากพ่อพระรองที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับแล้ว คนที่เหลือก็ปกติดีทุกคน โดยเฉพาะเฮียของเขาที่ดูเหมือนจะเจริญอาหารกว่าหลายวันที่ผ่านมา
“ก็ไม่นี่” ตอบคล้ายไม่ใส่ใจก่อนตักข้าวเข้าปากอีกคำหางตากลับชำเรืองมองคนข้างกายอย่างแเี หึ เด็กน้อยเอ้ย
“หรอครับ” คนถามเกาศีรษะแกร็กๆแต่ก็ต้องซูดปากเมื่อดันไปสะกิดถูกแผล กระนั้นก็ยังมองสองคนที่ให้อารมณ์ต่างกันสุดขั่วแล้วได้ข้อสรุปในใจเสร็จสรรพ เป็ข้าคิดมากไปเองหรือนี่
“ทำไมสำรับมื้อนี้รสชาติต่างไปจากทุกทีนะ"ม่อหวังฟันที่หายหน้าหายตาไปนานจู่ๆก็เอ่ยขึ้นกลางวงพลางเขี่ยผัดผักที่รสชาติต่างไปจากเดิม ไม่ใช่ว่าไม่อร่อย แต่มันแค่ไม่อร่อยเท่าเดิม
“อาม่ออย่าเสียมารยาทสิ” จ้าวหย่าหวังปรามคู่หูให้เลิกปากพร่อยโดยการยัดเนื้อตุ๋นเข้าปากคนช่างพูดคำใหญ่ เล่นเอาคนไม่ทันตั้งตัวตาเหลือกเพราะเนื้อติดคอ เดือดร้อนคนนั่งใกล้อย่างหลัวเจี้ยนฮ่าวต้องรินน้ำรินชาให้จ้าละหวั่น
“เล่นอะไรของพวกเ้ากัน!” หนึ่งวาจาเหมือนกดปุ่มหยุดทุกเหตุการณ์วุ่นวายบนโต๊ะอาหาร ม่อหวังฟันนั่งตัวตรงแหน่วหลังจากกลืนเนื้อลงคอแล้ว มีจ้าวหย่าหวังคอยลูบๆตบๆหลังให้ไม่ห่าง
“ข้าผิดไปแล้วขอรับศิษย์พี่” เห็นสภาพหูลู่หางตกของศิษย์น้องทั้งสองแล้วตำหนิต่อไม่ลง หลัวเจิ้งเหยียนจึงทำได้เพียงถอนหายใจก่อนลุกออกไปด้วยไม่อยากเอาความรู้สึกส่วนตัวมาลงกับใคร
“ข้าทำศิษย์พี่โกรธหรือไม่นะ?” ม่อหวังฟันบ่นพึมพำมองตามหลังบุคคลในประโยคจนลับสายตาแล้วจึงหันกลับมาขอความคิดเห็นจากคนที่เหลือ
“เพราะความปากมากของเ้า” ไม่ว่าเปล่ามือหนายังจัดการดีดหน้าผากคนช่างพูดไปที เรียกใบหน้าบูดบึ้งพร้อมทั้งเสียงเหอะเสียงดังจนคนมองหลุดขำด้วยความเอ็นดู
“เอ่อ…ข้าว่าเรารีบทานข้าวกันดีกว่านะเ้าคะ” หญิงสาวเพียงคนเดียวโปรยยิ้มหวานห้ามการวิวาทแปลกๆให้หยุดลงก่อนทั้งสองจะทำมากกว่าสาดวาจาใส่กัน
หวานไม่เกรงใจเยาวชนเลยนะพวกนาย
“เ้าสองคนนอกจะมากินข้าวฟรีแล้วยังมีหน้ามาตำหนิรสชาติอีกนะ” คนงามท้าวคางละสายตาจากอีกทิศทางมองสองสหายที่หายไปกว่าเดือน พอโผล่หน้ามาอีกทีก็ไม่พ้นมาขอกินข้าวฟรีเหมือนเดิม
“ตำหนิที่ไหนข้าแค่สงสัยจึงถามดู” ไม่สำนึกแล้วยังลอยหน้าลอยตากินต่อได้อีกนะ เชื่อเขาเลยเ้าคนแซ่ม่อ
“ฝีมือข้าไม่อาจเทียบกับท่านพี่และท่านแม่ได้ เกรงว่าต่อไปคงทำศิษย์พี่ทั้งสองผิดหวังแล้วขอรับ” คนอายุน้อยสุดเอ่ยแทรกหลังจากเงียบอยู่นาน ั้แ่พี่สาวกลับมาในสภาพนั้นท่านแม่ก็ไม่เป็อันทำอันใดเอาแต่นั่งเฝ้าหลัวผู่เยว่ทั้งวัน งานครัวบางมื้อจึงเป็หน้าที่ของหลัวเจี้ยนฮ่าวยามที่เลี่ยงชิงละมือจากการดูแลทั้งพี่สาวและมารดาตนไม่ได้ หลัวเจี้ยนฮ่าวจึงอาสาเป็คนรับผิดชอบในด้านนี้เอง
ไม่ใช่แค่งานครัว งานทุกอย่างในเรือนทุกคนจะแบ่งกันทำตามความสันทัด หากถามว่าทำไมไม่หาบ่าวรับใช้มาเพิ่ม? นั่นเป็เพราะอันจื่อเทาไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น กว่าเดือนเศษๆที่ขาดหลัวผู่เยว่ไปจึงต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองไปก่อนจนกว่าจะหาบ่าวรับใช้ที่ไว้ใจได้ได้
“ช่างเถอะๆรสมือเ้าก็พอใช้ได้ไม่ได้แย่อะไร ข้าพูดมากเองแหละเ้าอย่าใส่ใจเลย” ตบบ่าปุๆปลอบใจเด็กน้อยที่แวะเวียนไปฝึกวรยุทธที่สำนักบ่อยๆยามว่างจากการร่ำเรียนจนอาจารย์ถูกใจรับเป็ศิษย์ในอีกคนเรียบร้อยแล้ว
“ก็รู้ตัวนี่” ปากว่ามือคีบกับข้าวป้อนให้ถึงปาก
“เสี่ยวจ้าว!เ้าจะเลิกกัดข้าสักวันได้ไหมห้ะ?!” อีกคนแม้วาจาจะออกไปทางไม่ชอบใจทว่าก็ยอมอ้าปากรับไปโดยง่าย
เ้าพวกนี่แม่ง…..
“เฮียครับไล่เขาไปเปิดห้องเลยดีมั้ย” หลี่ซูเซียนผู้ได้รับผลกระทบจากบรรยากาศสีชมพูอมม่วงกระซิบถาม ความอยากอาหารหายวับไปอย่างกับไม่เคยมี อิ่มไปโดยปริยาย
“อิจฉาเขารึไง”
“ที่ไหนกันล่ะ ผมแค่ไม่อยากเป็ส่วนเกิน” พึมพำพลางตักของหวานเข้าปาก “จะว่าไปวันนี้ดูเฮียอารมณ์ดีจังนะครับ มีเื่อะไรดีๆหรอ”
สังเกตมาสักพักแล้วั้แ่เริ่มตั้งโต๊ะ เหมือนเฮียจะอารมณ์ดีแปลกๆบรรยากาศรอบตัวก็ดูสดใสขึ้นมานิดหน่อยเกือบๆเท่าเม็ดถั่วเขียว ต้องมีเื่ดีแน่ๆเลย
“อิ่มแล้วก็กินของหวานไป เผือกไม่อร่อยหรอก”
“แหนะ มีกลบเกลื่อน” สลดที่ไหนล่ะ ดูเ้าตัวจะพอใจยิ้มไม่หุบเลยนะที่แกล้งเขาได้
แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว หลังจากเหตุการณ์นั้นเ้าเด็กเกรียนรู้สึกผิดอยู่มากทีเดียว นอกจากวิ่งเต้นจัดกาเื่ในเรือนให้บ่อยครั้งที่อยู่ว่างๆเ้าตัวจะเหม่อลอยแววตาที่มองไปยังหลัวผู่เยว่ยังเจื่อปนความรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยเลย วันนี้กลับมากวนบาทาได้สภาพจิตใจคงดีขึ้นมาหน่อยแล้วสินะ
มื้ออาหารแสนวุ่นวายในรอบหลายวันผ่านพ้นไปแล้ว หลังจากเก็บกวาดเรียบร้อยและพูดคุยต่ออีกสองสามประโยคทุกคนก็แยกย้ายกันกลับทางใครทางมัน
่นี้เหมือนคุณชายใหญ่สกุลหลัวจะมีธุระติดพัน ั้แ่วันเกิดเื่เ้าตัวก็ไม่โผล่หน้ามาที่นี่อีกเลย เวลาหลี่ซูเซียนมาทั้งขาไปและกลับจึงมีเพียงคนสนิทของหลัวสุ่ยิมารับส่งแทน
ก็ไม่แปลกอะไร อยู่ในเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบคนปกติที่เห็นอะไรแบบนั้นรับไม่ได้ก็ไม่แปลก
หลังจากตรวจความเรียบร้อยในเรือนเสร็จก็ปาเข้าไปดึกดื่นยังต้องมานั่งจุดไฟต้มน้ำให้ตัวเองอาบอีก ครั้นจะนอนทั้งอย่างนั้นก็เกรงจะไม่สบายตัว ด้วยนิสัยรักสะอาดที่ติดมาจากโลกก่อน ปกติอากาศหนาวๆแบบนี้แค่เช็ดตัวแล้วค่อยนอน แต่วันนี้อันจื่อเทารู้สึกอยากแช่น้ำอุ่นๆผ่อนคลายความตรึงเครียดตลอดหลายวันสักหน่อย หลายวันมานี้มีเื่ให้คิดมากมายจนล้าไปทั้งกายใจแล้ว วันนี้ถือโอกาสผ่อนคลายนำนิสัยเดิมกลับมาใช้เสียเลย
อันจื่อเทานำสุราไปอุ่นมาหนึ่งกาวางไว้ข้างถังน้ำใบใหญ่ห้อมล้อมไปด้วยอายร้อนคละคลุ้งผสานดอกแมกโนเลียที่นำมาโรยไว้เพื่อใช้กลิ่นของมันในการผ่อนคลายความเมื่อยล้าที่สะสมมาหลายวัน
อาภรณ์หลายชั้นถูกนำไปพาดไว้กับฉากกั้น จากนั้นเ้าของร่างขาวเนียนจึงก้าวลงน้ำ อุณหภูมิกำลังดียิ่งเพิ่มความสุนทรีในการผ่อนคลาย สุราอุ่นๆถูกรินใส่จอกก่อนนำมาจรดริมฝีปากสูดดมกลิ่นหอมเพื่อเพิ่มอรรถรสแล้วค่อยๆละเมียดชิมรสอย่างไม่เร่งรีบ
นานๆครั้งก็ไม่เลวเท่าไหร่ละนะ
********************