The Last Archivist พลิกบันทึกจุดจบสยบพระเจ้า

    บทที่ 5 กินข้าว


            ธานหยุดคิด แล้วมองไปที่สมุนไพรที่วางอยู่บนโต๊ะสลับกับมองดูข้อความ [ไม่พบสัญญาณ] บนหน้าจอด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความลนลานเป็๞ความเฉียบคม เขาพึมพำกับความว่างเปล่าว่า 


            "ถ้าฉันไปเชียงใหม่ตอนนี้ ฉันอาจช่วยรินได้แค่ชั่วคราว แต่เราทั้งคู่จะตายในวันรุ่งขึ้นเพราะไม่มีพลัง”


            คำว่าพลัง…นี่และปัญหาไม่ใช้ว่าเขามีวิธีเข้าสู่สภาวะต้นกำเนิดแล้วจะสร้างรากฐานมานาขึ้นมาได้เลย สมุนไพรที่ว่างอยู่บนโต๊ะมันก็แค่พืชธรรมดาที่ยังไม่ได้รับมานา 


            แล้วตอนนี้ละ โลกเป็๞ยังไง? เขาคิดวุ่นอยู่ในหัว จนเสียงดัง ตี๊ด...ตี๊ด… ตี๊ด… ดึงสติเขากลับมา


    “เวรอะไรอีกละ”


            เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอสั่นไหวอย่างรุนแรงในฝ่ามือเสียงสัญญาณ Cell Broadcast แผดร้องโทนสูงสลับจังหวะอย่างเร่งเร้า เมื่อพบกับข้อความแจ้งเตือนที่บังทับทุกอย่างไว้ด้วยพาดหัวตัวหนาว่า


            [ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน: การประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร]


            เนื้อหาที่ถูกบีบอัดอยู่ในกรอบข้อความสั้นกระชับนั้น เย็นเยียบและเด็ดขาดจนเขาแทบหยุดหายใจ เมื่อกวาดสายตาอ่านรายละเอียดที่ถูกส่งตรงถึงมือถือทุกเครื่องในวินาทีนั้น:


            การควบคุมพื้นที่: "ห้ามบุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในเวลาที่กำหนด (Curfew) ๻ั้๫แ๻่เวลา 21.00 น. ถึง 05.00 น. ของวันรุ่งขึ้น"


            การควบคุมการสื่อสาร: "ระงับการแพร่ภาพและกระจายเสียงของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทุกช่องทาง รวมถึงการควบคุมเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อความสงบเรียบร้อย"


            การจำกัดสิทธิ: "ห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ๻ั้๫แ๻่ 5 คนขึ้นไป โดยเ๯้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมีอำนาจเต็มในการตรวจค้นและควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยโดยไม่ต้องมีหมายศาล"


            การให้อำนาจทหาร: "ให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการละเมิดคำสั่งตามกฎอัยการศึกนี้โดยทันที"


            ห้องเงียบสนิท…


            ธานเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง แรงสั่นของเครื่องยังติดอยู่ที่ข้างขา แต่สีหน้าเขานิ่งสนิท เขาผลักประตูเดินออกจากห้อง


            กลิ่นควันบุหรี่ที่คุ้นเคยลอยเตะจมูกเป็๞อย่างแรก ลุงชาติ นั่งหย่อนใจบนเก้าอี้พลาสติกที่วางเบียดทางเดินหน้าห้อง แกอัดนิโคตินเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะพ่นออกมาเป็๞ทางยาว ไม่ได้สนใจเสียงเตือนภัยที่แผดร้องอยู่ในกระเป๋าเสื้อแม้แต่น้อย


            "ธาน... จะออกไปข้างนอกเรอวะ? เขาว่ามีประกาศกฎอัยการศึกกันแล้วนะมึง" ลุงชาติเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแบบคนไม่ทุกข์ร้อน สำหรับคนที่ผ่านการปฏิวัติมาไม่รู้กี่ครั้งในชีวิต กฎอัยการศึกก็แค่ชื่อเรียกของวันหยุดที่ออกจากบ้านไม่ได้เท่านั้น


            ธานไม่ตอบ เขาเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินผ่านไป ในจังหวะที่ก้าวเท้า น้ำที่นองอยู่บนพื้นปูนขัดมันก็กระเซ็นติดขากางเกง


            ที่ทางเดินฝั่งตรงข้าม เสียงแหลมปรี๊ดของ ป้าสม ดังลอดออกมาจากมุ้งลวดห้องถัดไป แกกำลังยืนเท้าสะเอวด่ายายแม้นเ๹ื่๪๫น้ำจากกระถางต้นไม้ที่ไหลมาเลอะหน้าห้องแกเหมือนทุกวันที่เคยเป็๞


            "ยายแม้น! ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่ารดน้ำให้มันระวังหน่อย เห็นไหมเนี่ย พื้นเปียกจนคน จะลื่นล้มตายอยู่แล้ว! สมองน่ะมีไว้กั้นหูหรือไง!"


            เสียงยายแม้นบ่นงึมงำโต้กลับมาพอให้ได้ยิน


            ขณะที่ห้องริมสุดทางเดิน ป้าศรี กำลังยืนขวางประตูหน้าห้องจ้องหน้าผัวที่เพิ่งกลับมาในสภาพสะลึมสะลือ


            "แล้วนี่ไปไหนมาทั้งคืน? โทรศัพท์มีไว้ประดับบารมีเหรอไง ถึงไม่รับสาย! รู้ไหมว่าข้างนอกเขาประกาศอะไรกันบ้างแล้ว!"


            เสียงก่นด่า เสียงหัวเราะจากรายการทีวี และกลิ่นกับข้าวที่ลอยโชยมาตามทางเดิน ทุกอย่างดู… 


            สำหรับธาน... บางครั้งความสงบก็มีราคาที่ต้องจ่าย


            เขาก้าวลงบันไดจากชั้น 4 เดิน ไปถึงชั้นล่าง แสงแดดแย้งตาของเทียงวัน เขาเดินไปร้านข้าวเ๯้าประจำ


            "ป้า กระเพรากุ้งพิเศษ ไข่ดาวสอง" 



            ป้าพรที่กำลังง่วนอยู่กับหน้าจอโทรทัศน์ที่ไร้สัญญาณมีแต่เสียงซ่าาา…ออกมา แกไม่ได้ถามอะไรให้มากความ เดินไปหน้าเตาเปิดแก๊สหยิบไม้กวักจุ่มน้ำล้างกระทะ ถ้าคุณถามถึงอนามัย ป้าแก่คงได้แต่บอกว่าเชื่อโรคมันโดยไฟเผาตายไปแล้ว 


            ป้าพรโยนกุ้งสดห้าหกตัวลงกระทะที่น้ำมันเริ่มส่งควันขาว เสียงฉ่าน้ำและน้ำมันผสมกันในกระทะ แกควงตะหลิวมืออย่างคล่องแคล่ว พลิกกุ้งที่เริ่มเปลี่ยนจากสีใสเป็๞สีส้มอมชมพูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสาดพริกกระเทียมตำหยาบตามลงไป แล้วคว้าขวดน้ำปลาซอสปรุงรสเหยาะลงไปเสียงดัง ฉ่า...กลิ่นฉุนกึกพุ่งขึ้นมาจนคนแถวนั้นต้องเบือนหน้าหนีปิดท้ายด้วยใบกะเพราสีเขียวสดโยนลงไป

              

            ที่เตาข้างๆ ป้าพรตอกไข่ไก่สองฟองลงในถ้วยก่อนจะเทพรวดลงกระทะ ขอบไข่ขาวเริ่มเปลี่ยนเป็๞สีน้ำตาลทองกรอบเกรียม แกวักน้ำมันร้อนราดซ้ำจนไข่แดงเริ่มสุก ก่อนจะตวัดตะหลิวช้อนไข่พลิกด้านอย่างชำนาญ 


            ไม่นาน จานกระเบื้องสีขาวขุ่นก็วางตรงหน้า กลิ่นใบกะเพราหอมแรงตัดกับสีความมันของไข่ดาวสีน้ำตาลทองกรอบเกรียม


            ธานมองควันที่ลอยกรุ่นขึ้นจากจานข้าว ก่อนจะตักเข้าปากคำแรก รสชาติเผ็ดร้อนที่คุ้นเคยเตือนเขาว่า ไม่ว่าโลกข้างนอกจะประกาศกฎอะไรออกมา ท้องที่หิวโหยก็ยังมีกฎของมันเองเสมอ... และนี่อาจจะเป็๞มื้อสุดท้ายที่เขาได้กินแบบไม่ต้องระแวงหลังอย่างจริงๆ จังๆ