จนกระทั่งวันนึงเมื่อปีที่แล้ว..
ปรีลญาที่ตระเวนไปเล่นไฮโลอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ได้เจอกับหนุ่มใหญ่ที่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น เขาเป็พ่อม่ายที่สูญเสียภรรยาจากโรคร้ายไปและไม่มีลูกด้วยกัน ชาวบ้านต่างก็พากันเรียกเขาว่า ‘เสี่ยประธีป’
ประธีปเป็คนทำอาชีพปล่อยเงินกู้นอกระบบและชอบเล่นการพนันมากอีกคนนึง ครั้นพอได้พูดคุยกับปรีลญาในเื่เดียวกันจึงรู้สึกถูกชะตาชอบพอกัน ประหนึ่งเหมือนผีเห็นผี
และทั้งคู่พูดคุยกันเพียงไม่กี่วันปรีลญาก็ได้พาประธีปนั้นเข้ามาอยู่ในบ้าน อยู่กินฉันสามีภรรยากันอีกด้วย โดยไม่ได้สนใจคำติฉินนินทาจากใครเลย เพราะสำหรับปรีลญาแล้วการได้ประธีปมาเป็สามีของตัวเอง ในวัยสี่สิบปลายแบบนี้ ถือว่ามันคือวาสนาของตัวเองมาก เพราะเธอนั้นได้เงินจากประธีปมาใช้จ่ายได้อย่างฟุ่มเฟือย และตระเวนเล่นการพนันได้อย่างคล่องตัวมีความสุข ไม่ต้องเอาหนี้ก้อนนั้นมาโปะก้อนนี้ ไม่ต้องเอาหนี้ก้อนนี้ไปโปะก้อนโน้นเพื่อหมุนเวียนหาทุนไปเล่นการพนันเหมือนเมื่อก่อน แม้สามีเธอจะไม่ได้ให้เงินก้อนใหญ่มากมายอะไรแต่เธอก็ได้รับกับเขามาเรื่อยๆไม่เคยจะขาดมือ และเขาก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลยนอกเสียจากขอให้เธอนั้นพาเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดียวกับเธอก็พอ
ซึ่งปรีลญาไม่ได้คิดเอะใจเลยว่าทำไมสามีที่มีบ้านหลังใหญ่โอ่อ่าผลพลอยจากการเป็เ้าพ่อเงินกู้ ถึงได้อยากมาอาศัยอยู่บ้านหลังเก่าซอมซ่อกับเธอนักหนาเพราะเขาเคยมาค้างที่บ้านกับเธอแค่หนเดียวเท่านั้น นับจากวันแรกที่เขาได้มาที่บ้านหลังนี้เขาก็เริ่มรบเร้าให้เธอพาเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยหลายต่อหลายครั้ง แถมปรนเปรอเงินให้เธอใช้ไม่ขาดมือแบบไม่ต้องร้องขออีกต่างหาก เธอจึงเชื่อสนิทใจเลยว่าเพราะเขาหลงเสน่ห์และชอบจริตที่เธอนั้นแสดงท่าทีอี๋อ๋อล่อตะเข้ยั่วใส่จนหลงหัวปักหัวปำอยู่เป็แน่ เธอจึงตกปากรับคำให้เขามาพักอาศัยอยู่ที่บ้านด้วยได้อย่างตามสบาย
ประธีปที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านด้วยประมาณสองเดือนแรกก็ยังคงดูเป็ลุงเขยใจดีทั่วไป ไม่ได้ดุด่า ไม่ได้ใจร้าย หรือมีพิษมีภัยอะไร เมื่อเขาซื้ออะไรมาให้ภรรยากินเขาก็จะซื้อมาเผื่อแผ่หลานสาวทั้งสองคนด้วย เหมือนรักใคร่เอ็นดูลูกหลานทั่วไป จนเมลดากับมนธิชาให้ความเคารพเขาเหมือนลุงแท้ๆคนนึง แต่พอเข้าสู่เดือนที่สามเท่านั้นแหละ จากลุงเขยผู้น่าเคารพนับถือก็เริ่มออกลายกลายเป็ลุงเขยหัวงูโรคจิตหื่นกาม จนเมลดาและมนธิชาต้องอยู่อย่างหวาดกลัวและระแวง
ซึ่งประธีปจะชอบอาศัยจังหวะลับตาป้าของพวกเธอ เข้ามาเจรจาและยื่นข้อเสนอชั่วช้าและฉาบฉวยให้กับสองพี่น้องยอมมีอะไรกับตัวเอง โดยเสนอเงินก้อนใหญ่และเขาคิดว่าเงินจำนวนนี้จะสามารถหลอกล่อเหยื่อที่ชีวิตลำบากรันทดได้อย่างแน่นอน เพราะถ้าทั้งสองพี่น้องยอมมีอะไรลับหลังป้าตัวเองกับเขา สิ่งที่เมลดาจะได้รับคือเงินอีกก้อนไว้ให้เธอศึกษาเล่าเรียนระดับมหาวิทยาลัยต่อไม่ต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ ส่วนมนธิชาก็จะได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน แต่เื่นี้ต้องเก็บเป็ความลับอย่าให้ใครรู้เป็อันขาด โดยเฉพาะปรีลญาป้าของพวกเธอเอง
แต่มันกลับไม่เป็ตามที่เขานั้นคิดเพราะสองพี่น้องไม่ยอมเล่นด้วย พวกเธอนั้นปฏิเสธเขากลับมาอยู่หลายต่อหลายรอบแถมยัยสองพี่น้องนั้นก็ค่อนข้างจะดื้อหัวแข็งมากกว่าเดิม เมื่อพวกเธอนั้นไม่ยอมคุยกับเขาเลยแถมหลีกเลี่ยงหลบหน้าหลบตา เก็บตัวกันอยู่แต่ในห้องยามที่ป้าของพวกเธอนั้นไม่อยู่บ้าน จนหัวงูหื่นกามอย่างเขาเริ่มโมโหและรู้สึกว่าเสียหน้า จากการโดนดูถูกความเป็ชายตัวเองแบบนี้เป็อย่างมาก จึงเริ่มมีการใช้ถ้อยคำแทะโลมพูดเลียบเคียงเกี้ยวพาราสี และจ้องมองที่หน้าอกและร่างกายส่วนอื่นๆของสองพี่น้องที่กำลังเข้าสู่วัยแรกแย้มจนชวนทำให้เด็กทั้งสองคนรู้สึกกระอักกระอ่วนอึดอัดมากยิ่งขึ้นไปอีก
เมลดาจึงหาจังหวะที่ประธีปไม่อยู่บ้านพามนธิชาไปบอกเล่าเื่นี้ให้ปรีลาฟัง แต่กลับโดนผู้เป็ป้านั้นด่าทอกลับมาด้วยถ้อยคำที่หยาบคายหาว่าหลานทั้งสองคน อคติ เนรคุณ เลี้ยงเสียข้าวสุก ลุงเขาอุตส่าห์มีน้ำใจช่วยจ่ายค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายทุกอย่างภายในบ้านก็เพราะเอ็นดูหลานกาฝากอย่างพวกเธอทั้งสองคน ยังจะมากล่าวหาคนดีๆแบบนั้นอีก แถมตัวปรีลญาเองก็ยังไม่เคยเห็นสามีจะมีพฤติกรรมคุกคามใส่หลานสาวตามที่ได้กล่าวอ้างมาเลยสักครั้งเดียว จึงยิ่งทำให้เธอโมโหหลานสาวทั้งสองคนถึงขั้นลงมือทำโทษโดยการใช้ก้านมะยมฟาดก้นหลานสาวคนละหลายที พร้อมกับสั่งให้อดข้าวมื้อเย็นในวันนั้นไปอีกด้วย
นอกจากเื่นี้จะไม่ได้รับความช่วยและจัดการปัญหาใดๆ แถมยังโดนทำโทษและปรีลญายังกระทำกับหลานร้ายแรงมากขึ้น ถึงขนาดจะเข้าไปแย่งเอาตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลของมนธิชา ตัวที่แม่เธอซื้อให้ไปเพื่อสั่งสอนดัดนิสัยเนรคุณของพวกเธอ ทำให้มนธิชาในตอนนั้นรีบกอดตุ๊กตาตัวโปรดที่เป็ตัวแทนของพ่อและแม่ของเธอเอาไว้แนบอกแน่น เด็กน้อยวิ่งหนีป้ารอบบ้านพร้อมกับร้องไห้ปานจะขาดใจไปด้วย จึงทำให้เมลดาที่สงสารจนร้องไห้ตาม รีบกราบเท้าขอโทษขอขมาป้า ที่กล่าวโทษลุงเขยออกไปแบบนั้นจนป้ายอมหยุดการแย่งชิงตุ๊กตาของมนธิชาไป นับั้แ่เหตุการณ์ในวันนั้นเป็ต้นมา เมลดากับมนธิชาจึงไม่กล้าจะเอ่ยปากเรียกร้องขอความยุติธรรมและความปลอดภัยจากปรีลญาอีกเลย
จนกระทั่ง่พลบค่ำของวันนึง…
ท่ามกลางฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตกลงมาไม่หยุดทั้งปรีลญาและเพื่อนบ้านใกล้เคียง มีธุระให้ต้องกลับดึกเพราะไปทำธุระกันที่อื่นยังไม่ได้กลับมาบ้านกัน ทุกอย่างจึงเป็ใจให้ประทีปใช้จังหวะนี้แอบย่องขึ้นไปบุกคุกคามหลานสาวทั้งสองคน โดยการกระหน่ำทุบประตูห้องของสองพี่น้องหวังจะพังเข้าไปเพื่อปลุกปล้ำ ให้สาแก่ตัณหาที่อัดอั้นอยู่ในกายมานาน คราวนี้แหละ.. หนุ่มกำยำอย่างเขา จะขืนใจสาวน้อยพร้อมกันทั้งสอง เพื่อสนองความ้าหื่นกระหายของตัวเองให้สาแก่ใจ ฝนตกหนักแบบนี้ยัยเด็กหน้าตาดีทั้งสองคนกรีดร้องให้ตายก็ไม่มีใครได้ยินและมาช่วยได้แน่นอน อีกทั้งโทรศัพท์ของสองพี่น้องก็โดนปรีลญานั้นยึดไว้่นี้ เพราะคืนก่อนเขาได้เป่าหูเธอว่าสองพี่น้องนั้นเล่นโทรศัพท์กันดึกๆดื่นๆหัวเราะคิกคักไม่ยอมหลับยอมนอน เขาที่เดินผ่านหน้าห้องมาเลยได้ยินเข้าพอดี ตอนนี้สถานการณ์ของทั้งสองพี่น้องที่ไม่มีเครื่องมือสื่อสาร ไร้ซึ่งหนทางหลบหนีและขอความช่วยเหลือกันได้ จึงทำให้ประธีปกระหยิ่มยิ้มย่องรู้สึกสาแก่ใจยิ่งนักกับยัยเด็กอวดดีถือดีทั้งสองคน จะโดนคนอย่างเขาสั่งสอนซะบ้างว่าการปฏิบัติตัวต่อผู้มีพระคุณอย่างเขานั้นควรจะต้องทำตัวกันอย่างไรบ้าง
“พวกมึงเปิดประตูให้กูเข้าไปเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นถ้ากูเข้าไปเองได้กู จะเอาให้ไม่โตดีเอาแบบไม่ปราณีทั้งสองคนเลยพยศกันดีนักอีพวกเด็กกาฝาก!’
ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!
เมลดาและมนธิชาที่นั่งหลบอยู่ข้างตู้เสื้อผ้าตรงมุมห้องในตอนนี้ ได้แต่กอดกันตัวกลม พร้อมกับร้องไห้สะอื้นเสียงดังสั่นระริกหวาดผวากันไปทั้งตัวด้วย ทุกส่วนในร่างกายของเด็กสาวทั้งสองเหมือนถูกเเข็งไว้ รู้สึกกลัวและเสียขวัญจนขยับไปไหนกันไม่ได้ เฝ้าแต่ภาวนากันในใจว่าให้พวกเธอนั้นปลอดภัยและขอให้ใครก็ได้เข้ามาช่วยพวกเธอที…
ประธีปกระหน่ำทุบใส่ประตูไม่เว้น่ กระแทกใส่จนมันสั่นะเืดังสนั่นหวั่นไหวไม่หยุด ทำให้มนธิชานั้นถึงกับหลับตาปี๋ร้องไห้กอดพี่สาวแน่นมากขึ้นกว่าเดิม เมลดาเองก็ขวัญหนีดีฝ่อมากไม่แพ้กันจึงทำได้แค่โอบกอดน้องสาวไว้แน่น มืดแปดด้านไร้ซึ่งหนทางออกเพราะเธอไม่มีสติมากพอที่จะคิดหาวิธีช่วยเหลือตัวเองกับน้องสาวในตอนนี้ได้เลย เธอทำได้เพียงแค่อ้อนวอนในใจ ให้พ่อกับแม่ที่อยู่บนฟากฟ้าได้ยินเสียงที่อ้อนวอนขอ ได้โปรดช่วยเธอกับน้องด้วยเถอะเพียงแค่นั้นเธอไม่อยากจะนึกถึงเลยว่าเมื่อลุงเขยใจบาปคนนั้นบุกเข้ามาได้เเล้ว สภาพเธอกับน้องสาวจะเป็ยังไงเธอรู้สึกสงสารน้องสาวตัวน้อยของเธอมากเหลือเกิน
ประธีปเปลี่ยนจากการกระหน่ำทุบประตูเป็เริ่มออกแรงถีบบานประตูห้องแล้ว ดีที่ประตูห้องนี้มีทั้งลูกบิดและกลอนล็อคแต่มันไม่ได้แ่าอะไรมาก แต่มันก็ทำให้คนที่จะพังเข้ามาใช้เวลาไปนานแล้วอยู่พอสมควร
“มึงไม่ออกมาดีๆกันใช่มั้ย!? ได้.. ได้.. พวกมึงเจอกูแน่!!!”
ประธีปกระแทกเท้าลงบันไดไปยังชั้นล่างเพื่อหาอาวุธมาช่วยงัดประตูเข้าไป เมื่อเสียงทุบประตูที่หน้าห้องหยุดลง มนธิชาจึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาพร้อมกับปาดคราบน้ำตาออก เธอพยายามหายใจเข้าออกช้าๆเพื่อเรียกสติตัวเองกลับมา ก่อนจะมองซ้ายมองขวาดูรอบๆห้องเพื่อประเมินสถานการณ์คิดหาทางออกจากห้องนี้ไปให้ได้อยู่
เพล้ง!!!!
“อยู่ไหนว่ะ!!?? กูจำได้ว่าเก็บไว้ตรงนี้หนิ!!! อีมินนี่แอบเอาไปเล่นอีกแล้วหรอว่ะ!! อีนังบรรลัยเอ๊ย!!”
ประธีปที่ยังคงหาอุปกรณ์ที่้าไม่เจอกำลังเอะอะโวยวายเสียงดังลั่นอย่างหัวเสียอยู่แถวบรรไดที่ชั้นล่าง ทำให้มนธิชาตัดทางเลือกที่จะใช้วิธีหลบหนีลงไปทางบันไดออกทันที เพราะดูแล้วคงผ่านไปไม่ได้กันแน่นอน ลุงเขยนรกของพวกเธอมันคงยืนดักรออยู่ตรงจุดนั้นไว้แล้วเป็แน่