ตอนที่ 12 การยุยงให้ผิดใจกัน สุดท้ายแล้วก็เป็ไปตามคำพูดที่เคยกล่าวว่าเขาช่างโง่เขลานัก
ในคุกมืดอันอับชื้น
เย่เฉินผมเผ้ายุ่งเหยิง สภาพน่าสังเวชสุดจะบรรยาย
มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดีว่าตลอดสามวันที่ผ่านมานี้ เขาผ่านมันมาได้อย่างไร
ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครมาเยี่ยมเยือน ราวกับเขาถูกทุกคนทอดทิ้งไปเสียสิ้น
ในใจของเขาอันแน่นไปด้วยความแค้น เกลียดชังกู้ฉางเกอจนอยากจะห้ำหั่นเขาให้เป็พันชิ้น
แต่ในตอนนี้เขากลับตกตะลึงยิ่งนัก
เพราะได้พบเห็นผู้ที่เกลียดชัง และไม่อยากพบเจอมากที่สุดในตอนนี้
“เย่เฉินถูกกักขังไว้ที่นี่ตลอด่เวลาที่ผ่านมาตามคำบัญชาของนายท่านขอรับ”
ศิษย์ผู้หนึ่งเดินนำทางพร้อมกล่าวรายงาน
กู้ฉางเกอเดินตามหลังเข้ามาด้านในอย่างช้าๆ
“เข้าใจแล้ว เ้าไปได้”
กู้ฉางเกอแสดงสีหน้าเรียบเฉยพลางพยักหน้าเล็กน้อย รอจนศิษย์ผู้นั้นออกไป
ก่อนจะเริ่มมองสำรวจสภาพของเย่เฉินในตอนนี้อย่างสบายอารมณ์
เห็นได้ชัดว่าการถูกกักขังภายในสามวันนี้ เย่เฉินคงผ่านวันเวลาไปอย่างยากลำบากมิน้อย
เพื่อที่จะพยายามเอาใจเขาอย่างเต็มที่
สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนถึงกับไม่ยอมแม้แต่มอบน้ำสักหยดให้กับเย่เฉิน
ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตที่เคยรุ่งโรจน์กลับต้องมาอยู่ในสภาพอเนจอนาถเช่นนี้ ช่างน่าสมเพชนัก
แต่แน่นอนว่ากู้ฉางเกอเองก็ไม่ได้รู้สึกสงสารเขาเลยแม้แต่น้อย
เพราะถ้าเย่เฉินมีพลังความสามารถจริง เขาคงไม่ปล่อยให้ตนมีชีวิตรอดไปได้แน่
สิ่งแรกที่เย่เฉินจะทำก็คงเป็การกำจัดเขาให้สิ้นซาก แม้แต่เถ้ากระดูกก็จะไม่ปล่อยให้เหลือร่องรอย
“กู้ฉางเกอ เ้ามาทำอันใดที่นี่”
เย่เฉินะโถามเสียงดัง รู้สึกได้ถึงเจตนาร้ายจากกู้ฉางเกอ
เขาคิดไปโดยสัญชาตญาณว่ากู้ฉางเกอตั้งใจจะมาฆ่าเขา
“ข้ามาที่นี่ แน่นอนว่าก็เพื่อมาพบเ้า”
“โอ้ ไม่สิ ข้ามาเพื่อพบอาจารย์ของเ้าต่างหาก”
กู้ฉางเกอยิ้มบางอย่างไม่ใส่ใจ
พร้อมทั้งกล่าวเปิดเผยความลับของเย่เฉินออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“จะ...เ้าหมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่เ้าพูด”
สีหน้าของเย่เฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย หัวใจเต้นระรัวพลันเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นในใจ
กู้ฉางเกอรู้ได้อย่างไรว่าเขายังมีอาจารย์อยู่ผู้หนึ่ง
ความลับนี้นอกจากเขาแล้วก็มิมีผู้ใดรับรู้
ในเสี้ยววินาทีนั้น เขารู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง
ราวกับว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากู้ฉางเกอ เขาก็ปราะบางราวกับมดปลวกที่มิอาจปกปิดความลับอันใดได้อีก
“เลิกเสแสร้งเสียเถิด สีหน้าเช่นนี้ของเ้าในตอนนี้คิดว่าจะหลอกใครได้” กู้ฉางเกอยิ้มเยาะ ก่อนจะกล่าวต่อ
“ท่านผู้าุโคิดจะซ่อนตัวไปตลอดเช่นนี้หรือ มัวแต่เล่นซ่อนแอบเช่นนี้ช่างไม่เหมาะสมกับการเป็ผู้าุโผู้มากบารมีเสียเลย”
ขณะพูด เขาก็เอาแต่จ้องมองไปที่แหวนในมือของเย่เฉินอย่างไม่ละสายตา
ท่าทางเช่นนี้ทำให้ใจของเย่เฉินดิ่งวูบลงไปในทันที
กู้ฉางเกอไม่เพียงแต่รับรู้ถึงการมีอยู่ของอาจารย์ แต่ยังรู้ถึงสถานที่ซ่อนตัวของอาจารย์อีกด้วย
“เหตุใดคุณชายกู้ต้องลำบากมาตามเหนื่อยยากกับเศษเสี้ยวิญญาเช่นข้าด้วยเล่า”
ในตอนนั้นเอง เสียงถอนหายใจแ่เบาก็ดังขึ้นจากแหวนของเย่เฉิน
เสียงนั้นไพเราะราวกับทำนองจากสรวง์ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกจนปัญญา
ทันใดนั้นแสงสีแดงพลันสว่างวาบขึ้นเบื้องหน้า
ร่างในอาภรณ์แดงอันเลือนรางพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ
“ท่านอาจารย์”
สีหน้าของเย่เฉินแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่คาดคิดว่าอาจารย์ของตนจะยอมปรากฏตัวออกมาเองเช่นนี้
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวไม่สบายใจอยู่ลึกๆ
“โอ้ ที่แท้ท่านผู้าุโก็มีรูปลักษณ์เช่นนี้นี่เอง”
กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ
เขานึกว่าจะเป็อาจารย์ผู้เฒ่า แต่ที่ไหนได้ดันกลับกลายเป็อาจารย์สาวผู้งดงามเสียอย่างนั้น
สวมอาภรณ์สีแดง วงหน้าประดับด้วยดวงตาสีชาด รูปโฉมงดงามไร้ที่ติ
เขาอดที่จะนึกชมในใจไม่ได้
โชควาสนาด้านความรักของเย่เฉินนี่ช่างไม่เลวเลยเสียจริง
อาจารย์ของเ้าช่างงดงามนัก แต่ว่าอีกไม่นานนางก็จะกลายเป็คนของข้าแล้ว
“มิทราบว่าคุณชายกู้มาที่นี่ด้วยเหตุอันใด”
เยี่ยนจีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบาเย็นเยียบ การที่นางยอมปรากฏตัวก็เป็เพราะอับจนปัญญา
ในเมื่อกู้ฉางเกอล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของนางแล้ว ก็คงมีวิธีบีบบังคับให้นางออกมาได้อย่างแน่นอน
เช่นนั้นนางจึงเลือกปรากฏตัวออกมาเองเสียดีกว่า
“ก็มิมีเื่อันใดเป็พิเศษ เพียงแค่ได้ยินว่าเย่เฉินมีผู้ทรงพลังคอยหนุนหลังอยู่ ข้าก็เลยอดสงสัยมิได้ จึงอยากเห็นว่าเป็ผู้ใดก็เท่านั้น”
กู้ฉางเกอตอบออกไปอย่างเป็ธรรมชาติ
อย่างน้อยภายนอกก็ไม่มีใครมองออกถึงเจตนาที่แท้จริงของเขา
ทั้งเยี่ยนจีและเย่เฉินก็มิใช่ข้อยกเว้น
ไม่ว่าอย่างไรเย่เฉินก็มั่นใจว่ากู้ฉางเกอมีเจตนาร้าย
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นและอาฆาต
ส่วนเยี่ยนจีเองก็มองไม่ออกถึงเจตนาที่แท้จริงของกู้ฉางเกอ จึงทำได้เพียงเฝ้าระวังอยู่ในใจเท่านั้น
“เช่นนั้นตอนนี้คุณชายกู้ก็ได้เห็นแล้ว ข้าเป็เพียงหญิงอ่อนแอผู้หนึ่ง มิอาจเรียกว่าเป็ยอดคนได้” เยี่ยนจีเอ่ยตอบด้วยเสียงเย็น
“สามารถสั่งสอนเย่เฉินผู้โง่เขลาเช่นนี้ให้มีความสำเร็จถึงขั้นนี้ได้ ท่านผู้าุโก็อย่าถ่อมตัวนักเลย”
“เื่ราวอย่างมณีอันล้ำค่าถูกฝังกลบในโคลนตมก็มีมาอย่างช้านาน วิหคเลือกขอนไม้ เช่นเดียวกับอำมาตย์ที่ย่อมเลือกนาย”
“การที่ท่านผู้าุโอยู่ข้างกายเย่เฉินเช่นนี้ มิเป็การลดคุณค่าของตนเองหรอกหรือ”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยท่าทีสบายๆ พร้อมแฝงรอยยิ้มที่ดูจริงใจ
เขาลองแอบทดสอบดูอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อคิดจะลงมือแย่งชิงแหวนมาจากเย่เฉิน ก็พลันเกิดความรู้สึกถึงภัยอันตรายขึ้นมา
ในใจแอบสบถด่าดวงชะตาที่ไม่เป็ใจ
แต่ภายนอกก็มิได้เผยความรู้สึกใดออกมา
“กู้ฉางเกอ เ้ากล่าวหาว่าใครเป็ผู้โง่เขลากัน...”
คำพูดนี้ทำเอาเย่เฉินโกรธจัดจนหน้าดำคล้ำ
กู้ฉางเกอกลับกล้าหน้าด้านหน้าทนมาแย่งชิงตัวอาจารย์ของเขาไปอย่างต่อหน้าต่อตา
เขาผู้นี้ช่างไร้ยางอายยิ่ง
แต่อีกด้านหนึ่ง เย่เฉินก็รู้สึกหวั่นวิตกไม่น้อย
เพราะในตอนนี้อาจารย์คือเสาหลักที่พึ่งพิงได้เพียงหนึ่งเดียวของเขา
หากอาจารย์ทอดทิ้งเขาไปจริงๆ จะเกิดอันใดขึ้น
เขาแทบไม่กล้าจะคิดจินตนาการ
คำพูดของกู้ฉางเกอนั้นทำให้เยี่ยนจีถึงกับชะงักไป
ถึงแม้ว่าเย่เฉินจะดูทึ่มทื่อและโง่เขลาไปบ้างในบางครั้ง แต่นางก็เห็นว่าเขามีความอดทน มุ่งมั่น และไม่ยอมแพ้
อีกทั้งเขายังเป็ผู้ปลุกให้เศษเสี้ยวิญญาของนางฟื้นขึ้นมา นางจึงมิอาจทิ้งเขาเพียงเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ
กู้ฉางเกอพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร
“ยุยงให้แตกแยกงั้นหรือ”
เยี่ยนจีมีสีหน้าแปรเปลี่ยน ก่อนจะเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของกู้ฉางเกอได้อย่างรวดเร็ว
แต่ถึงแม้ว่านางจะมองเขาออก แต่ใช่ว่าเย่เฉินจะมองออกเช่นกัน
สุดท้ายแล้วก็เป็ไปตามคำพูดที่กู้ฉางเกอกล่าว เขาช่างโง่เขลานัก