กู่ฉิงฉิงลงมือเขียนสูตรของเครื่องปรุงและซุปเบสตามที่ตกลงไว้ให้กับหยางเฟยหลง สูตรทั้งหมดถูกพิมพ์ลงในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่หยางเฟยหลงจัดหามาให้ โดยคอมพิวเตอร์นี้ไม่ต่ออินเทอร์เน็ตและข้อมูลในเครื่องทั้งหมดที่ถูกบันทึกไว้จะได้รับการเข้ารหัส ถ้าจะเปิดดูต้องมีกุญแจหรือรหัสผ่านที่กำหนดไว้ ไม่อย่างนั้นแม้จะได้ข้อมูลไปก็ไม่สามารถเปิดอ่านได้
การใส่รหัสผ่านผิดจำนวนสามครั้งจะส่งผลให้ไฟล์ที่้าเปิดทำลายตัวเองทันที อีกทั้งถ้าอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเปิดไฟล์มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โทรจันที่แฝงตัวติดกับไฟล์จะทำการส่งไอพีแอดเดรสกลับมายังหยางเฟยหลงทำให้ตามตัวได้ว่าไฟล์ถูกอยู่ที่ไหน
กู่ฉิงฉิงนั้นหลังจากพิมพ์ตัวอักษรสุดท้ายลงในโปรแกรมเอกสารเสร็จ เขาก็ได้ยินสายเรียกเข้าจากมือถือของหยางเฟยหลงดังขึ้น เมื่อชายหนุ่มยกขึ้นมาดูว่าใครเป็ผู้โทรเข้ามาและกดรับสาย ใบหน้าจากเดิมที่เฉยชาเปลี่ยนเป็อ่อนโยน เ้าตัวรีบลุกเดินเร็ว ๆ หายเข้าไปในห้องทำงานทันที ไม่ต้องถามก็รู้ได้ว่าคนที่โทรมาเป็ผู้ใด เขาเองรู้สึกแอบสงสารกู่ฉิงฉิงเ้าของร่างที่ไม่รู้ว่าหายไปไหนไม่น้อย
ทั้งที่แต่งงานกันอย่างถูกต้องยังมาเจอสภาพสามีของตัวเอง ให้ความสำคัญและสนใจคนอื่นมากกว่า แถมยังหักหน้าเดินไปคุยกับคนในสายแบบไม่สนตนที่นั่งหัวโด่ เป็ใครจะทนไหวกันล่ะ
โชคดีที่เขาแค่รับเงินมาแสดงบทเมียจำเป็เท่านั้น ไม่มีความรู้สึกรักใคร่เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นการกระทำของหยางเฟยหลงจึงไม่ก่อผลกระทบทางอารมณ์ความรู้สึกกับเขาทั้งสิ้น
เพียงห้านาทีหลังจากหยางเฟยหลงเดินหายไปคุยโทรศัพท์ในห้องทำงาน โทรศัพท์ของเขาก็มีสายเรียกเข้าเช่นกัน เมื่อดูชื่อผู้ติดต่อบนหน้าจอก็พบว่าเป็บุคคลที่เขารอคอยอย่างใจจดจ่อั้แ่เมื่อวาน
" ครับ รอผมด้านล่าง ผมจะลงไปครับ "
ทนายของหยางเฟยหลงติดต่อมา เขากำลังจะได้เงินห้าสิบล้านมา อารมณ์หงุดหงิดที่ตอนแรกต้องเสียสูตรเครื่องปรุงไปสี่สูตรแบบไม่ได้รับเงินตอบแทนค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
กู่ฉิงฉิงตัดสินใจไม่บอกหยางเฟยหลงว่าจะออกไปข้างนอกเพราะไม่อยากขัดจังหวะคู่รักสนทนากันคุยกัน และไม่อยากให้หยางเฟยหลงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องอธิบายว่าตนคือใคร และเข้ามาอาศัยอยู่กับหยางเฟยหลงได้อย่างไร เขาจึงตัดสินใจออกไปพบกับทนายอย่างเงียบ ๆ
เมื่อลงมาถึงชั้นล่างของคอนโด กู่ฉิงฉิงเดินตรงไปที่ยังส่วนสำหรับจัดไว้รับรองแขกของคอนโดที่จัดสรรไว้ให้ผู้มาพบผู้อยู่อาศัยของคอนโดแห่งนี้
ดวงตาฟีนิกส์สีน้ำตาลอ่อนสวยสอดส่ายสายตามองหาเป้าหมายและพบเพียงชายวัยกลางคนในชุดสูทสีกรมท่า มีใบหน้าและบุคลิกเหมาะสมกับการเป็ทนายความมองมาทางเขาเช่นกัน ชายคนนั้นพินิจมองเขาครู่หนึ่งเมื่อแน่ใจว่าเขาคือเป้าหมายที่นัดไว้วันนี้จึงลุกขึ้นอย่างไม่ช้าไม่เร็ว สาวเท้าเดินเข้ามาหาอย่างว่องไว ท่าทีที่ไม่ประจบสอพลอและไม่เ็าทำให้เขาถูกใจทนายคนนี้
" สวัสดีครับทนายจาง "
" สวัสดีครับคุณชายกู่ ไม่ทราบว่าเราจะคุยเื่สัญญากันที่นี่หรือสะดวกที่อื่นครับ "
'ที่นี่' เขาคิดว่าทนายจางกล่าวถึงห้องพักในคอนโดนี้ แต่เผอิญตอนนี้เ้าของห้องคงไม่สะดวกรับแขกเนื่องจากติดสาย 'สำคัญ' เขาจึงตัดสินใจไปคุยเื่เงิน ๆ ทอง ๆ ที่อื่นจะดีกว่า
" ไปที่อื่นแล้วกันครับ ผมว่าเราไปคุยเื่สัญญากันที่ห้องอาหารส่วนตัวของโรงแรมอาเทน่าดีกว่าครับ คุยไปกินไป ตอนนี้ผมชักหิวแล้วด้วย "
" ได้ครับคุณชายกู่ "
เขาและทนายจางเดินออกไปจากคอนโดแห่งนี้ด้วยกัน และเลือกเดินทางไปยังโรงแรมอาเทน่าโดยใช้รถยนต์ที่ทนายจางเป็คนขับมาเนื่องจากเขาไม่มีรถส่วนตัวเป็ของตนเอง พอคิดถึงเื่ความสะดวกสบายของการเดินทางในอนาคต เื่รถยนต์คงต้องจัดใส่ไว้ใน MUST BUY LIST เสียแล้ว
==============
หยางเฟยหลงที่กำลังรับสายจากเพื่อนั้แ่วัยเด็กอย่างเจี้ยนเหยาหยาที่โทรมาต่อว่าการที่เขาแต่งงานแล้วไม่ยอมเชิญจนถูกงอน เื่ไม่เห็นความสำคัญ ทำได้แต่ปลอบอีกฝ่ายจนสงบและอารมณ์ดีขึ้น
ชายหนุ่มยอมรับว่ารู้สึกเกินเลยกับอีกฝ่าย แต่ว่าความรู้สึกนี้มันก็เป็ของ่วัยเด็กและหลังจากที่เจี้ยนเหยาหยาตัดสินใจไปเรียนต่อทางด้านดนตรีที่ต่างประเทศ ความรู้สึกนี้ก็ถูกแช่แข็งและไม่เติบโตไปมากกว่านี้ เขาเองก็ไม่แน่ใจว่า ถ้ากลับมาอยู่ใกล้ชิดกันอีกรอบ ได้ใช้เวลาด้วยกันแบบสมัยก่อนตอนที่เจี้ยนเหยาหยายังไม่ไปเรียนต่อ ความรู้สึกนี้จะเติบโตขึ้นอีกครั้งหรือไม่ แต่จนถึงวันนี้ ณ ตอนนี้ เจี้ยนเหยาหยาก็ยังคงพื้นที่พิเศษในใจเขาอยู่เสมอ
" ขอโทษที่ไม่ได้บอกนะหยาหยา ไว้กลับมาจะชดเชยให้ "
" อื้ม ฉันนึกว่านายลืมฉันไปแล้วเสียอีก "
" ฉันจะลืมได้ยังไงกัน คิดมากไปแล้ว "
" อื้ม อย่าลืมที่พูดนะ ตายล่ะ ผู้จัดการมาตามแล้ว ฉันไปก่อนนะอาหลง ไว้คุยกันใหม่ "
" อื้ม ไว้คุยกันใหม่ "
จากนั้นสายก็ตัดไป เขาไม่เคยตัดสายของเจี้ยนเหยาหยาก่อน และมักจะรอให้อีกฝ่ายตัดสายไปก่อนทุกครั้ง และเป็แบบนี้เสมอมาั้แ่ไหนแต่ไร
เมื่อวางโทรศัพท์ลง หยางเฟยหลงนั่งนิ่งบนเก้าอี้ ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะออกมาจากห้องทำงาน และก็ต้องแปลกใจแต่กลับพบแต่ความเงียบแบบที่เหมือนห้องพักนี้ไร้คนอื่นอยู่นอกจากตน
" กู่ฉิงฉิง "
เขาลองส่งเสียงเรียกดู แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ หรือว่าจะขึ้นไปนอนพัก เท้าของชายหนุ่มก็ก้าวเดินขึ้นไปยังชั้นสองที่เป็ส่วนห้องนอน แต่กลับไปไม่พบ
' หายไปไหนกัน '
ก่อนจะตัดสินใจกดโทรศัพท์ออกไป แต่กลับพบว่าไม่สามารถติดต่อได้ เขาพยายามต่อสายอีกหลายรอบแต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม จนรู้สึกไม่หงุดหงิด
หยางเฟยหลงไม่ชอบสถานการณ์แบบนี้ที่สุด พลันนึกได้ว่าวันนี้ทนายจางจะมาจัดการเื่สัญญาการแต่งงานเื่มอบเงินจำนวนห้าสิบล้านให้กับกู่ฉิงฉิง เขาจึงต่อสายตรงไปยังทนายจางทันที แต่ผลลัพธ์คือไม่สามารถติดต่อได้เช่นเดียวกับกู่ฉิงฉิง
' เกิดอะไรขึ้น? ไปอยู่ที่ไหน? ทำอะไรกัน? '
มาตรวัดความไม่พอใจของหยางเฟยหลงพุ่งขึ้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อแถมยังรวดเร็วอีกด้วย ในขณะเดียวกันทางฝั่งของกู่ฉิงฉิงกลับตรงกันข้ามกลับ เต็มไปด้วยความยินดี เมื่อปากกาถูกจรดและทิ้งลายเซ็นไว้บนเอกสารทั้งหมด เงินจำนวนห้าสิบล้านก็วิ่งมาเข้ากระเป๋าของตนเป็ที่เรียบร้อย ข้อความแจ้งว่ามีเงินเข้าจากธนาคารทำให้กู่ฉิงฉิงอยากจะจัดงานฉลองแสดงความขอบคุณต่อหยางเฟยหลงซึ่งกลายเป็หนึ่งในผู้สนับสนุนในเส้นทางการหาเงินของเขาขึ้นมาเลยทีเดียว
ด้วยความยินดีที่ได้รับเงิน กู่ฉิงฉิงจึงตัดสินใจสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะเพื่อฉลองกับทนายจางที่จัดการเื่สัญญาให้พร้อมกับขอบคำปรึกษาเื่กฎหมายการร่วมลงทุนไปในตัวสำหรับแผนการเป็ชูก้าร์แดดดี้สำหรับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่เขาจะลงทุนในอนาคต ทนายจางเห็นว่านายหญิงน้อยของตระกูลหยางขอคำปรึกษาก็ตั้งใจทำงานให้สมกับเงินเดือนอย่างยิ่ง ให้คำปรึกษาเป็อย่างดีและยังบอกอีกว่า ถ้าสนใจโครงการไหนสามารถนำมาปรึกษาได้อีกต่างหาก อย่างไรตระกูลหยางก็จ้างสำนักงานของเขาเป็ฝ่ายจัดการกิจกรรมทุกอย่างเื่กฎหมายอยู่แล้ว กู่ฉิงฉิงยิ่งคุยยิ่งถูกคอกับทนายจางเนื่องจากลูกชายของทนายจางก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาและกำลังสนใจทำธุรกิจบางอย่าง ทนายจางเหมือนกำลังดีดลูกคิดวางแผนเสนอเื่ราวของบุตรชายในใจ ก่อนจะพูดเปรยแบบโยนหินถามทางขึ้นมากับกู่ฉิงฉิง
" ลูกชายของลุงจางสนใจเปิดบริษัทอะไรหรือครับ "
กู่ฉิงฉิงเปลี่ยนสรรพนามจากทนายจางเป็ลุงจางอย่างสนิทสนมเสียแล้ว
" เห็นว่าเป็บริษัทไอที กำลังหาผู้ทุน แต่รายละเอียดลุงก็ไม่รู้แน่ชัด ไอ้เื่เทคโนโลยีสมัยใหม่พรรณนี้ลุงก็ไม่รู้ลึก มากนักหรอก "
" ลูกชายของลุงชื่ออะไรครับและมีเบอร์ติดต่อไหมครับ ผมสนใจเื่ลงทุน ผมกำลังหาธุรกิจสตาร์ตอัปน่าสนใจที่กำลังสร้างตัว แล้วลองลงทุนดูอยู่ครับ "
กู่ฉิงฉิงบอกจุดประสงค์ของตนเองออกมาตามตรง อย่างไรเสียถ้าเขาได้ติดต่อและดูรายละเอียดว่ามันน่าสนใจเขาก็จะเจียดเงินไปลงทุนให้ลูกชายลุงจางสักหน่อย จุดประสงค์เพื่อผูกใจทนายจางและหาแหล่งรายได้ให้ตนเอง นับได้ว่าเป็การยิงเกาทัณฑ์รอบเดียวได้วิหกถึงสองตัว
" ลูกชายของลุงชื่อ จางจิ่ง จบจากมหาวิทยาลัย B บริษัทของลูกชายลุงชื่อ หัวเป่า "
กู่ฉิงฉิงรู้สึกเหมือนถูกดาวหางวิ่งชน ก้อนเงินก้อนทองหล่นลงมาทับจากฟ้า ไม่คิดเลยว่าค่าโชคดีประจำตัวเขาจะมากขนาดนี้ ธุรกิจแรกที่เขาสนใจมันก็ทำท่าจะรุ่งเสียแล้ว
หัวเป่า ชื่อบริษัทไอทีในนิยายที่เป็สตาร์ทอัพโด่งดังในเื่ของแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมออนไลน์ สร้างรายได้มหาศาลต่อปีถึงหลักพันล้าน แต่ประวัติการก่อตั้งกิจการและการฝ่าฟันอุปสรรคของหัวเป่าเรียกได้ว่าโชกเืเลยทีเดียว
แรกเริ่มเดิมที จางจิ่ง นำบ้านและที่ดินไปจำนองกับธนาคารได้ทุนมาหลักสิบล้านแต่ว่ามันยังไม่เพียงพอต่อการดำเนินการของบริษัท แค่ค่าอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ก็ไม่พอเสียแล้ว ทำให้จางจิ่งต้องวิ่งวุ่นหาเงินทุนเข้ามาเพิ่ม แต่ในยุคนี้ที่ไลฟ์สตรีมยังไม่เป็ที่รู้จักและนิยม ทุกคนคุ้นชินกับแอพพลิเคชั่นเอฟ แอพพลิเคชั่นไอ ที่ได้แค่โพสข้อความกับ รูปภาพ ทำให้ธุรกิจแบบใหม่นี้ยังไม่มีใครให้ความสนใจลงทุน จนแล้วจนรอดเมื่อหมดหนทาง จางจิ่งจึงต้องไปกู้เงินจากบรรดาพวกปล่อยเงินกู้นอกระบบ ซึ่งรู้อยู่ว่าดอกเบี้ยแพงระยับแทบจะนับกันเป็รายวัน และพวกนี้เหมือนฉลามกับหมาบ้าที่ตามกัดตามทวงเงินไม่ปล่อย ทั้งยังทำด้วยวิธีการที่รุนแรง
แม้จะได้เงินทุนมาจัดตั้งและดำเนินการสำเร็จก็ยังประสบปัญหาเื่กิจการยังไม่เป็ที่รู้จักแต่ดอกเบี้ยกับยอดหนี้ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเขาไม่สามารถหาเงินไปชำระหนี้ได้ตามเวลาที่ตกลงจนผัดผ่อนเรื่อยมา จนกระทั่งโดนพวกที่ตนไปกู้ยืมเงินนอกระบบไม่พอใจคิดว่าจางจิ่งนั้นจะเบี้ยวเงินจำนวนมหาศาลจึงมาตามทวงถึงบริษัท ทำลายข้าวของ ทำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง ยิ่งทำให้สถานการณ์ของของบริษัทเรียกได้ว่าดิ่งลงเหว ทำท่าจะปิดตัวล้มละลาย จางจิ่งที่หมดทั้งเงิน ทั้งกำลังใจ และหมดไฟในการต่อสู้ สุดท้ายตัดสินใจฆ่าตัวตายหนีหนี้ไม่ให้เป็ภาระของครอบครัวโดยการะโแม่น้ำฆ่าตัวตายที่สะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่ง
กลางดึกคืนนั้นในขณะที่ขาข้างหนึ่งของจางจิ่งก้าวออกไปในอากาศแล้ว มือขาวเนียนได้รูปมือหนึ่งก็มาคว้าจับเ้าตัวเอาไว้ก่อนที่จางจิ่งจะตกลงไปด้านล่าง แล้วลากกลับเข้ามา แต่จางจิ่งที่ตัดสินใจตายก็อาละวาดดิ้นไปมาพร้ะโกนอบ่างบ้าคลั่งให้ปล่อยตนเองให้ตายไปเสีย จางจิ่งที่อาละวาดเหมือนคนบ้าจึงโดนตบที่ใบหน้าด้วยแรงที่มากจนใบหน้าหันไปด้านข้าง ปากด้านในตกมีเืซึมจากมุมปากและถูกดุด่าจนได้สติและร้องไห้โฮออกมาแบบไม่อายผู้คน
เมื่อจางจิ่งสงบสติอารมณ์ลงคนที่เข้ามาช่วยชีวิตจึงซักถามปัญหาและได้ให้ช่วยเหลือทางด้านการเงิน จางจิ่งจึงนำเงินที่ได้มาไปใช้หนี้ที่พอกพูนและมีเงินเหลือพอสำหรับดำเนินการของบริษัทใหม่อีกครั้ง
จางจิ่งที่ผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ หลายอย่างในชีวิตมา เทพีแห่งโชคก็เหมือนจะส่องแสงลงมาที่จางจิ่ง เนื่องจากเพียงไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากได้รับการช่วยชีวิตจากบุคคลผู้นั้น แพลตฟอร์มการไลฟ์สตรีมของจางจิ่งก็ได้รับความนิยมเป็อย่างมาก จนกระทั่งสร้างรายได้มหาศาลและนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ
จางจิ่งที่ประสบความสำเร็จไม่เคยลืมบุญคุณคนที่ช่วยชีวิตและช่วยเหลือเขาในวันที่ตกต่ำที่สุด เขาคืนเงินพร้อมทั้งมอบหุ้นในบริษัทให้อีก 10% โดยไม่รับเงินลงทุนใด ๆ และที่สำคัญจางจิ่งนั้นหลงรักและไล่ตามจีบผู้มีพระคุณผู้นั้น แต่ก็ไม่สมหวังเนื่องจากผู้มีพระคุณมีคนที่มีใจให้อยู่แล้ว จางจิ่งจึงได้แต่เป็หนึ่งในบรรดาตัวประกอบชายผู้หลงรักนายเอกในนิยาย
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้คิดว่าคงพอจะเดาได้ว่าคนที่ช่วยจางจิ่งในคืนนั้นเอาไว้คือใคร
นายเอกของนิยาย 'เจี้ยนเหยาหยา' นั่นเอง
คืนนั้นเจี้ยนเหยาหยากลับมาจากซ้อมดนตรีที่กำลังจะเปิดการแสดงและขับรถผ่านเส้นทางสายนั้นพอดิบพอดีแบบโชคชะตาบันดาล เผอิญดวงตาประหนึ่งกล้องจับภาพความเร็วสูง มองเห็นในความมืดดีประหนึ่งมีไนต์วิชั่นจึงสังเกตเห็นจางจิ่งที่กำลังจะปลิดชีพตนเองทันเวลาท่ามกลางความมืดมุมอับของสะพาน
สรุปคือหลังจากคืนนั้นเจี้ยนเหยาหยาได้ทั้งผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ พ่อของผู้ติดตามซึ่งก็คือทนายจางที่เป็ทนายประจำตระกูลหยาง ทนายจางคอยช่วยเหลือเจี้ยนเหยาหยาทุกอย่างเนื่องจากซาบซึ้งในบุญคุณที่เจี้ยนเหยาหยาได้ช่วยชีวิตบุตรชายคนเดียวของตนรวมถึงช่วยเหลือบริษัทของลูกชายไว้อีกด้วย
สองพ่อลูกจางเป็หนึ่งในแรงที่ผลักดันให้เจี้ยนเหยาหยาขึ้นเป็นายหญิงประจำตระกูลหยางได้อย่างสง่างาม
ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ชีวิตนี้ ณ ตอนนี้ เขา กู่ฉิงฉิง ขอฉกตัวนำโชคไปก่อนล่ะนะ เพราะเหตุการณ์ที่จางจิ่งฆ่าตัวตายเกิดขึ้นหลังจากนี้หนึ่งปี่ที่เจี้ยนเหยาหยากลับมาใหม่ ๆ
่นี้ยังเป็่ที่จางจิ่งน่าจะกำลังเริ่มก่อตั้งบริษัทและดำเนินการหาคนลงทุน เขานี่แหละจะเป็ต้นขาทองคำให้จางจิ่งเกาะเอง และนั่งนับเงินสบาย ๆ ในภายหลัง
" ผมสนใจอย่างมากเลยครับ รบกวนฝากคุณลุงแนะนำผมให้รู้จักกับลูกชายของคุณลุงหน่อยได้ไหมครับ จะได้คุยรายละเอียดกันการลงทุนกัน "
ทนายจางได้ฟังก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ตัวเขานั้นแม้จะเปิดสำนักทนายความแต่ว่าก็ไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า มีเงินทองมากมายแบบพวกคุณหนูคุณชายของตระกูลใหญ่ จัดว่าแค่เป็ชนชั้นกลางที่มีอันจะกินเท่านั้น ใจจริงเขาก็อยากช่วยบุตรชายในการออกเงินเปิดบริษัทให้แต่บุตรชายบอกว่าจำนวนเงินที่ต้องใช้ให้ฟังคร่าว ๆ เขาก็จนปัญญาในเื่นี้ พอได้ยินว่าคุณชายกู่ตรงหน้าสนใจในกิจการของลูกชายที่กำลังสร้างตัวเขาย่อมยินดีแนะนำบุตรชายของตนเองและคุณชายกู่ให้รู้จักสนิทสนมกัน
" ยินดี ยินดี คุณชายกู่นัดได้วันเวลามาได้เลยครับ ผมจะบอกเ้าลูกชายให้ "
" งั้นผมเช็ก่เวลาแล้วจะติดต่อลุงจางอีกทีนะครับ จะได้นัดทานอาหารไปคุยรายละเอียดไปด้วยแบบวันนี้ "
" ได้ ได้ ได้ ผมขอขอบคุณคุณชายกู่แทนเ้าลูกชายของผมมากนะครับ "
คนอายุมากก้มหัวขอบคุณเขาปลก ๆ จนเขารู้สึกละอายใจ
" อย่าก้มหัวให้ผมเลยครับ อายุจะสั้นเปล่าๆ อย่างไรผมก็สนใจหาธุรกิจทำเงินเหมือนกัน ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย "
กู่ฉิงฉิงกล่าว พร้อมกับยิ้มออกมา
แกร่ก ปึง!
เสียงประตูของห้องอาหารส่วนตัวถูกเปิดเข้ามาด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติสักหน่อย จนกู่ฉิงฉิงและทนายจางแปลกใจว่าพนักงานดูแลที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีจะกระทำเื่เสียมารยาทขนาดนี้เชียวหรือ
เสียงเปิดประตูที่ดังผิดปกติส่งผลให้ทั้งกู่ฉิงฉิงกับทนายจางหันไปมองที่ประตูพร้อมกันก่อนที่ทั้งคู่จะมีกิริยาอาการผงะใ
" ท่านประธาน! / หยางเฟยหลง! "
ชายหนุ่มเ้าของชื่อที่ถูกคนทั้งสองเรียก เดินเข้ามาเงียบ ๆ แผ่รังสีว่ากำลังไม่สบอารมณ์อย่างหนัก ไม่รู้ว่าไปกินรังแตนที่ไหนมาและใครเป็คนเอารังแตนให้กิน หรือว่าจะทะเลาะกับเจี้ยนเหยาหยา?
ทนายจางรีบลุกขึ้นจากเอี้ กุลีกุจอดึงเดินไปดึงเก้าอี้อีกตัวข้างกู่ฉิงฉิงให้เ้านายโดยตรงของตนนั่งลงก่อนจะกดกริ่งเรียกพนักงานและสั่งให้เคลียร์อาหารที่กินไปแล้วออกและสั่งมาเพิ่มใหม่ พร้อมกับขอชุดจานชามมาเพิ่มด้วยอีกหนึ่งชุด
" รู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องมันเย็นไปหน่อยไหมครับ "