หลังจากจบเื่ เมื่อก้าวเขามาในเรือนตัวเอง เว่ยเจียอินรู้สึกโล่งใจพร้อมกับถามมู่ฉงว่า “มู่ฉง ท่านแม่ทิ้งอะไรไว้ให้ข้าบ้าง ? ”
มู่ฉงมองคุณชายของตนที่ต่างออกไปจากเดิม เขานิ่งไปครู่หนึ่งก็หยิบลูกแก้วออกมาและยื่นให้ร่างบาง เว่ยเจียอินมองลูกแก้วด้วยความประหลาดใจ
“ศิลากาล ? ”
มู่ฉงพยักหน้า “ใช่แล้วขอรับ”
เว่ยเจียอินรับศิลากาลมาเก็บไว้ ไม่นานนักทั้งสองก็มาถึงจวนเ้าเมือง ซึ่งจวนเ้าเมืองได้ต้อนรับพวกร่างบางอย่างดี
ในห้อง เว่ยเจียอินนำศิลากาลออกมาไม่นานก็เกิดภาพเว่ยลี่ชิงให้เห็น
“อินอิน แม่ได้สั่งเสียกับมู่ฉงไว้แล้วว่าจะมอบศิลากาลนี้ให้เ้าตอนเ้าอายุสิบหกปี หากเ้ามาเปิดมันในตอนนี้ แสดงว่าแม่ยังไม่อาจกลับไปหาเ้าได้ในเร็ว ๆ นี้” เสียงนุ่มลึกและจริงจังของเว่ยลี่ชิงดังขึ้น
“เ้าเป็ลูกคนเดียวของแม่ และเ้าคือคนที่แม่ห่วงใยที่สุด แม่รู้ดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เ้าต้องลำบากเพราะไม่อาจฝึกฝนได้ แต่ถ้าแม่บอกเ้าว่าเ้าฝึกฝนได้ล่ะ ? แต่ต้องแลกมาด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัด เ้าจะยอมหรือไม่ ? ”
เว่ยเจียอินตกตะลึงไปชั่วขณะ แม่ของเขารู้เื่นี้อยู่ก่อนแล้ว!
“หากเ้าตัดสินใจจะฝึกฝน เ้าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมาน หากเ้าล้มเหลวก็อาจกลายเป็คนเสียสติได้”
“แต่ถ้าเ้าไม่อยากเสี่ยง มู่ฉงจะปกป้องเ้าและเ้าจะมีชีวิตที่สงบสุขไปตลอดชีวิต ชีวิตเป็ของเ้าเองไม่ว่าเ้าจะเลือกเส้นทางไหนแม่จะสนับสนุนเ้าเสมอ”
เว่ยเจียอินแย้มยิ้มเล็กน้อย พร้อมตอบกลับอย่างหนักแน่น “ข้าเลือกจะฝึกฝนแน่นอนขอรับ!”
“สมกับเป็ลูกของแม่ หากเ้า้าปลดผนึก แม่ได้รวบรวมสมบัติที่ต้องใช้เอาไว้ให้เ้าแล้ว”
เว่ยลี่ชิงบอกว่า นางได้ฝากสมบัติล้ำค่าเ่าั้ไว้กับ “เ้าสำนักเสวียน” แห่งสำนักศึกษาเทียนหยี
“เ้าเพียงแต่เดินทางไปยังสำนักศึกษาตงหลงแล้วบอกชื่อของแม่ เ้าสำนักเสวียนจะรู้ว่าควรทำเช่นไร”
“ขอบคุณขอรับ...ท่านแม่” ร่างบางกล่าวอย่างแ่เบา
ในที่สุดแสงจากลูกแก้วก็ค่อย ๆ ดับลงและสลายเป็ผุยผงปลิวหายไปในอากาศ
……
สามวันต่อมา
ตระกูลหวังก็ได้ส่งสมบัติล้ำคืนกลับมา แม้บางอย่างจะถูกใช้ไปแล้ว แต่พวกเขาก็นำสมบัติที่มีมูลค่าเทียบเท่ามาแทน
"อย่างน้อยพวกเขายังรู้จักคืนของ" เว่ยเจียอินเห็นสมบัติเหล่าก็กล่าวขึ้น จากนั้นเขาก็ยิ้มและเริ่มรีบคิดถึงคนในจวนแห่งนี้
ผู้าุโมีคือท่านตา เว่ยเฉียนซาน ท่านยาย หลิวเม่ยหลิง และท่านอา เว่ยหนานหลง ท่านพ่อของพี่ ๆ ทั้งสี่
พี่ชายใหญ่ เว่ยอี้หาน เก่งด้านการต่อสู้โดยเฉพาะดาบ
พี่หญิงรอง เว่ยซินหนิง มีพร์ด้านการสร้างอาวุธ ปัจจุบันเป็นักหลอมอาวุธระดับสอง
พี่หญิงสาม เว่ยซินอัน เชี่ยวชาญด้วยการหลอมโอสร
ส่วนพี่ชายสี่ เว่ยอี้หลาน ฝาแฝดของพี่หญิงสาม แม้ร่างกายจะอ่อนแอมาั้แ่เกิดมีพร์สูงในด้านการวาดยันต์ ตอนนี้เป็นักวาดยันต์ระดับสามแล้ว
"ไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนต่างพูดว่าลูกหลานจวนกั๋วกงต่างเป็ยอดคน" เว่ยเจียอินพึมพำออกมา
ยามพลบค่ำ
เว่ยเจียอินเดินเข้าไปในห้องเห็นชายชราที่ใบหน้าซีดเซียว หายใจอ่อนแรง และไม่ได้สติอยู่บนเตียง
“อินอินมาเยี่ยมท่านตาเหรอลูก? ”
“ท่านตาดีขึ้นบ้างไหมขอรับ”
หลิวเม่ยหลิงยิ้มและพูดว่า "ก็ยังทรงตัวเหมือนเดิม”
เว่ยเจียอินยื่นมือไปจับชีพจรของผู้เป็ตา ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น หลิวเม่ยหลิงมองหน้าเว่ยเจียอินด้วยความแปลกใจแล้วถามว่า “มีอันใดหรือ ? ”
“ท่านตาถูกพิษ” เว่ยเจียอินพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ห๊ะ ?” หลิวเม่ยหลิง เว่ยซินอัน และหลิวป๋อพ่อบ้านใหญ่ต่างก็ตกตะลึง หนุ่มน้อยที่ไม่สามารถฝึกฝนได้ วันนี้กลับบอกว่าท่านตาของตัวเองถูกพิษ ดังนั้นก็บ่งบอกว่าหมอยอดฝีมือดีระดับสี่พูดผิด ?
หลิวเม่ยหลิงยิ้มด้วยความเมตตา และถามเว่ยเจียอินอย่างใจเย็น “อินอิน เ้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านตาถูกพิษ ? ”
เว่ยเจียอินหันมองหน้าผู้เป็ยาย แม้เขาจะรู้ดีว่ายายของเขาคงไม่เชื่อ
เว่ยเจียอินจึงพูดออกไปตามตรง ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่นั้นเขาไม่สนใจ เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาจะปลูกท่านตาของเขากลับมาให้ได้
"ข้าอ่านเจอในตำราของรับ ท่านตาถูกพิษจิติญญาที่หายาก พิษนี้ทำลายพลังจิต ถ้าใช้สมุนไพรที่ช่วยบำบัดพลังจิต หรือหาผู้ที่มีพลังจิตแข็งแกร่งมาช่วยบำบัดก็จะสามารถฟื้นฟูได้"
แม้เ้าของร่างบางจะไม่สามรถฝึกวิชาได้ แต่ชอบศึกษาหาความรู้เป็อย่างมาก จึงมีความรู้พอตัว ซึ่งคนในจวนก็รู้เื่นี้ดี แต่เพราะไม่มีพลังปรานความรู้ของเขาจึงนำมาใช้จริงไม่ได้
หลิวเม่ยหลิงฟังแล้วยิ้มบาง ๆ แล้วพูดขึ้นว่า "เด็กดีของยาย"
“ฮูหยิน คุณชายเล็ก อาหารเย็นพร้อมแล้วขอรับ" พ่อบ้านหลิวพูดขึ้น
ในระหว่างมื้ออาหาร เขาก็สังเกตคนในจวนกั๋วกงไปด้วย
ท่านอารองของเขาไม่เพียงแต่มีบุคลิกอ่อนโยนและสง่างาม ดูเหมือนเข้าหาง่าย แต่ไม่ชอบให้ใครล้ำเส้น
ส่วนพี่ชายใหญ่ยิ่งน่าทึ่งกว่า แม้เส้นลมปราณถูกทำลายและไม่สามารถฝึกฝนได้ ไม่มีร่องรอยของความสิ้นหวังเลย
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสังเกตเห็นว่าพี่ชายใหญ่ยังมีร่างกายที่พิเศษอย่างยิ่ง ไม่แปลกใจที่เขาประสบความสำเร็จั้แ่อายุยังน้อย
มาถึงพี่ชายสี่ ท่าทางเหมือนเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อ แต่แท้จริงแล้วเขาเป็คนที่ระแวดระวังที่สุดในตระกูลและเข้าถึงยาก ในมื้ออาหารนี้เขาพูดน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเอาแต่ฟังและสังเกตผู้อื่น
มองเพียงครั้งเดียว เว่ยเจียอินก็รู้ได้ทันทีว่าพี่ชายสี่เป็คนที่มีจิตใจซับซ้อนที่สุดในตระกูล
ทว่าในตอนที่ทุกคนกำลังจะลุกไป เว่ยเจียอินกลับรั้งเขาเอาไว้
“พี่ชายใหญ่”
“อินอิน เ้ามีเื่อะไรหรือ ? ”
เว่ยอี้หานมองเขาด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน
“ข้าอยากไปนั่งเล่นที่เรือนของพี่ชายใหญ่ ไม่ทราบว่าท่านจะต้อนรับหรือไม่ขอรับ ? ”
เว่ยอี้หานยิ้ม “ยินดีอย่างยิ่ง”
“งั้นเราไปกันเถอะ”
เว่ยอี้หานนำทางพาเว่ยเจียอินเดินไปยังเรือนของเขา
ไม่นานนัก เว่ยอี้หานก็พาเว่ยเจียอินเดินผ่านป่าไผ่เล็กๆ จนมาถึงเรือนของเขา
“ั้แ่เส้นลมปราณของข้าถูกทำลาย ข้าก็ย้ายมาอยู่ในเรือนไผ่นี้ เพื่อสงบจิตใจและหาหนทางใหม่ให้ตัวเอง”
ในเรือนไผ่ของเว่ยอี้หานมีตำรามากมาย แสดงให้เห็นว่าเขากำลังพยายามค้นหาเส้นทางชีวิตใหม่จริง ๆ
ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะหินในลานบ้าน
เว่ยอี้หานชงชาิญญาให้เขาลิ้มลอง ขณะที่เว่ยเจียอินจิบชาก็คิดว่าจะเริ่มต้นพูดเื่ที่้าอย่างไร
เว่ยอี้หานที่เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นก่อน “เ้ามีสิ่งใดจะเอ่ยก็พูดออกมาได้เลย”
คำพูดนี้เว่ยเจียอินจึงตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ “ไม่ทราบว่าพี่ชายใหญ่เคยได้ยินเื่ ร่างิญญาโดยกำเนิด หรือไม่ ? ”
“หืม ? ” เว่ยอี้หานขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า “ไม่เคย”
เว่ยเจียอินอธิบาย “ร่างิญญาโดยกำเนิดคือร่างที่ได้รับพรจากฟ้าดิน เหมาะสมกับการฝึกฝนโดยธรรมชาติ หากได้วิชาที่เหมาะสม แม้แต่ตอนดื่มน้ำ กินข้าว หรือหลับ ก็สามารถฝึกฝนได้”
เว่ยอี้หานประหลาดใจ “ยังมีร่างแบบนี้ด้วยหรือ ? หากมีคนที่มีร่างแบบนี้จริง เขาย่อมฝึกฝนได้ดีและ รวดเร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า”
"ใช่แล้วขอรับ" เว่ยเจียอินพยักหน้า พลางยิ้มให้เขา “พี่ใหญ่ ท่านคือผู้ที่มีร่างิญญาโดยกำเนิด”
“อะไรนะ ? ”
เมื่อยินเช่นนี้ สีหน้าของเขาก็แสดงความใออกมา
“ใช่แล้วขอรับ” เว่ยเจียอินพยักหน้า
แต่สีหน้าของเว่ยอี้หานกลับกลายเป็ขมขื่นในทันที
“แล้วอย่างไรเล่า มีร่างิญญาโดยกำเนิดแล้วยังไง ? ”
เขาถอนหายใจเบาๆ “ร่างิญญาโดยกำเนิดเช่นนี้ หากอยู่ในตัวของข้าในตอนนี้ ก็เป็เพียงของที่สูญเปล่าเท่านั้น...”
“จะเป็เช่นนั้นไปได้อย่างไร ? ” เว่ยเจียอินกล่าว
เว่ยอี้หานเป็คนฉลาด เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เขาก็เข้าใจในทันที และมองเว่ยเจียอินด้วยความตื่นเต้น
“เ้าความหมายอย่างไร... เ้าสามารถรักษาเส้นลมปราณของข้าได้หรือ ? ”
เว่ยเจียอินพยักหน้า “ขอรับ แต่ต้องรอจนกว่าข้าจะเริ่มฝึกฝนได้เสียก่อน”
“เ้าก็สามารถฝึกฝนได้ ? ” เว่ยอี้หานประหลาดใจอีกครั้ง
“ใช่แล้วขอรับ ข้าถูกผนึกเส้นลมปราณเอาไว้ และท่านแม่ได้ข้อความฝากมู่ฉงให้ข้า นางบอกว่าได้ทิ้งทรัพยากรไว้ให้ข้าแล้ว หากทำลายผนึกนี้ได้ก็เริ่มต้นฝึกฝน”
“จริงหรือ เหตุใดเื่นี้พวกข้าถึงไม่รู้มาก่อน ? ”
“เื่นี้ข้าเองก็พึ่งรู้ขอรับ เพราะไปเจอจดหมายที่ท่านแม่ที่เอาไว้ที่ห้องหนังสือ ในลูกแก้วบอกว่าท่านแม่ฝากสิ่งของเ่าั้ไว้ที่เ้าสำนักเสวียนแห่งสำนักศึกษาตงหลง พี่ใหญ่ท่านพาข้าไปพบเ้าสำนักเสวียนหรือไม่ขอรับ ? ”
เว่ยอี้หานเผยรอยยิ้มบาง “แน่นอนว่าได้ ข้าเองก็ไม่ได้ไปพบอาจารย์นานแล้ว”
“งั้นวันพรุ่งนี้ เราไปพบเขาได้หรือไม่”
เว่ยอี้หานยิ้ม “ได้เลย”
เว่ยเจียอินยิ้มกว้างออกมา หลังจากพูดคุยกับเว่ยอี้หานเสร็จ เขาก็ขอตัวกลับเรือน
เว่ยอี้หานมองแผ่นหลังของน้องชายคนเล็กที่ค่อย ๆ หายลับไป พร้อมรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้า
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าเ้าไม่ใช่เว่ยเจียอินคนเดิม แต่ข้ากลับชอบเ้าที่เป็อยู่ตอนนี้มากนัก”