Lineage Of Monarch (สายเลือดแห่งราชันย์)

    Scene 2: ศาสตราเวท


    ณ ซีกขวาของโลกสีคราม มีที่ตั้งของดินแดนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ “ทวีปไอเรส” หนึ่งในทวีปที่เชื่อว่าเคยเกิดจากมหาเวทแยกดินแดนของราชันย์ผู้โดดเดี่ยวในอดีต มีอาณาจักรไอเรสไตน์เป็นศูนย์กลางของทวีป โดยอาณาจักรไอเรสไตน์ได้เป็นผู้ปกครองทวีปนี้มานานกว่า 500 ปี มีเหล่าเมืองเล็กเมืองน้อยยี่สิบหกเมืองอยู่ใต้อาณัติ และหนึ่งในคือเมืองการากัสแห่งนี้

    เมืองการากัสตั้งอยู่ทางใต้ของอาณาจักรไอเรสท่ามกลางภูเขา และป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ล้อมรอบ มีป่ามัวร์อันลึกลับครอบคลุ่มดินแดนขนาดใหญ่อยู่ข้างๆเมืองทางทิศเหนือ ช่วยเป็นแนวป้องกันจากภัยสงครามมานานนับแต่อดีต
    ที่นี้ห่างจากอาณาจักรไอเรสซึ่งเป็นศูนย์กลางของทวีปไม่ไกลนัก เมืองแห่งนี้จึงกลายเป็นแหล่งพักสินค้าส่งออกขนาดใหญ่ จากอาณาจักรไปทิศใต้ของทวีป หรือจากทิศใต้ของทวีปมาอาณาจักรก็ตาม โดยมีแม่น้ำซอช แม่น้ำสายใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวเมืองเป็นทางสัญจรหลักในการขนส่งสินค้า เมืองการากัสกลายเป็นเมืองที่อาณาจักรไอเรสไตน์ให้การปกครองและดูแลเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นเมืองที่มีเส้นเลือดใหญ่ของทวีปไหลผ่านอยู่
    บริเวณโดยรอบปราสาทไมอา ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองการากัส เป็นที่ตั้งของตึกราบ้านช่องของชุมชน และเป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่วุ่นวายไปมาสมที่ขึ้นชื่อเป็นเมืองพักสินค้า แต่ความวุ่นวายที่เคยเกิดขึ้นทั้งวันในเมืองคงเทียบไม่ได้กับเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว เมื่อประชาชนผู้อาศัยในเมือง ทั้งนักเดินทางต่างวิ่งหนีหาที่หลบภัยกันอลหม่าน จะว่าเหมือนมดแตกรังก็ยังให้ความคล้ายคลึง เหล่าทหารยศใหญ่ยศน้อยก็วิ่งออกมาจากปราสาท เพื่อดูว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ยิ่งสร้างความโกลาหลภายในตัวเมือง
    สาเหตุของความวุ่นวายครั้งนี้ก็คือเสียงระฆังเตือนภัยที่ดังจากเขตกำแพงไปทั่วเมือง เป็นสัญญาณของการถูกบุกรุก แต่คงจะน่าอายกว่านี้ ถ้าทุกคนมาในเมืองมารู้ภายหลังว่าสิ่งที่เข้ามาประชิดประตูเมือง เป็นแค่กลุ่มสัตว์อสูรหมาป่าสิบตัวเท่านั้น ก่อนจะมีบุรุษผมหยิกร่างสูงคอยวิ่งร่อนแจกแจงคำสั่งให้นายทหารไปทั่วเมือง เพื่อแจ้งข่าวความผิดพลาดของสัญญาณกับประชาชน กว่าจะพอหยุดความวุ่นวายในเมืองได้ ก็เล่นใช้เวลาไปร่วมชั่วโมง ถ้าเขาจะคิดแค้นใครก็คงไม่พ้นเด็กชายตัวแสบที่ปั่นหัวเขาเล่นก่อนหน้านี้ รวมถึงต้องกลับไปคิดบัญชีกับไอทหารหน้าโง่สักคนที่ดันทะลึ่งไปตีระฆังสัญญาณเข้า
    แสงจากคบเพลิงที่ประดับอยู่หน้าบ้าน และบนเสาตามท้องถนน ต่างพลิ้วไหวเล็กๆไปกับสายลมอ่อนๆ เพื่อต้อนรับยามค่ำคืนอันมืดมิด เหมือนทุกๆวันที่เคยผ่านมา เปรียบเสมือนเหตุการณ์ได้เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากความวุ่นวายจากเหตุสุดวิสัยตอนพลบค่ำ
    มีอาคารสองชั้นหลังเล็กๆตั้งอยู่ในซอยเปลี่ยว เต็มไปด้วยวัสดุแปลกตาที่กองพะเนินอยู่ข้างอาคารสามสี่กองใหญ่ ยังดีที่เว้นว่างเหลือเป็นทางไว้เดินสะดวกนิดๆ รอบบริเวณอาคารไม่มีบ้านเรือนเคียงหลังสักหลังอยู่ใกล้ ทำให้เหลือพื้นที่บริเวณรอบๆยังดูเหลือกว้างมาก หากเทียบกับย่านการค้าโซนเดียวกันที่เต็มไปด้วยอาคารติดๆ เป็นกลุ่ม
    เสียงฟืนปะทุดังครั้งแล้วครั้งเล่าดังมาจากหลังอาคาร มีควันไฟสีขาวบ้างสีดำบ้างสลับกันลอยออกมาจากปล่องไฟทั้ง 6 ปล่อง ที่โผล่เหนือหลังคาชั้นสอง ซึ่งดูจะมีเยอะกว่าบ้านของชาวบ้านช่องอื่นทั่วไปหน่อย
    อุณหภูมิที่มากกว่าปกติ ให้ความรู้สึกอบอ้าวอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนที่มาอยู่ที่นี่นานๆ คงจะหน้ามืดหรือไม่ก็ไม่อยู่กับร่องกับรอยแน่หากไม่ชิน
    เสียงเปิดประตูจากด้านนอกเข้ามาทำให้ชายหัวโล้นร่างท้วมแต่มีกล้ามเนื้อเด่นชัดตรงแขนต้องง้วนกับการล้างมือที่เปื้อนเขม่าควันหลังร้าน แล้วรีบหยิบผ้าขี้ริ้วใกล้ตัวมาเช็ดที่มือ ก่อนออกมาต้อนรับ
    เขาต้องเข้ามาโผล่ที่หลังเคาน์เตอร์เพื่อชะโงกดูว่าใครเข้ามาในร้าน หลังจากลูกน้องในร้านทุกคนต่างพากันหนีกลับบ้านหลังจากได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยระฆัง ซึ่งทำให้เขาดูอารมณ์เสียไม่น้อย
    เด็กชายตัวเล็กสะพายกระเป๋าเป้คนหนึ่ง เดินไปเดินมาอยู่ที่ผนังวางโชว์อาวุธนับครึ่งร้อยด้านข้างเคาน์เตอร์ ทั้งที่ปากหาววอดๆ แต่ตากลับจ้องอยู่ที่อาวุธหลายอันที่วางเป็นระเบียบอยู่ส่วนเดียวแทบไม่กระพริบ ซึ่งแตกต่างจากสภาพห้องที่ระเกะระกะด้วยสิ่งของมากมาย
    “ถึงเวลานอนแล้วมั้งไอหนู ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณระฆังหรือไง”
    ชายหัวโล้นเอ่ยคำแรกหลังจากเห็นว่าใครเป็นผู้มาใหม่ โดยที่มือยังคงถูกับผ้าขี้ริ้วไปมา ดูไม่น่าสะอาดขึ้นเอาซะเลย
    ปากที่อ้ากว้างเพราะความง่วงงับอย่างรวดเร็วเพราะเสียงทักทายที่ทำให้สะดุ้ง เด็กชายหันมามองหน้าชายหัวโล้นก่อนครั้งหนึ่ง ก่อนมีทีท่าเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
    “สวัสดีตอนค่ำครับคุณลุง ไม่ทราบว่าที่นี้คือร้านค้าอาวุธเชอร์แมนหรือเปล่าครับ อ้อ ไม่ต้องห่วงเรื่องระฆังนะครับ ผมได้ยินมาว่ามีคนแกล้งตีเล่น”
    ประโยคสุดท้ายเด็กชายยังเอามือมาป้องปากพูดเสียงเบา เหมือนกับกลัวความลับรั่วไหลออกมานี่แหละ
    คำตอบที่กลายเป็นคำถามของเด็กชายดวงตาใสซื่อทำให้ชายหัวโล้นแปลกใจไม่น้อย เพราะชนชั้นล่างอย่างเขามักได้ยินคำพูดสุภาพแบบนี้ไม่บ่อยนัก ไอตัวเล็กข้างหน้าอาจเป็นลูกผู้ดีตีนแดงของคนในเมืองสักคน แต่หากดูจากสภาพเครื่องแต่งกายที่เปื้อนฝุ่นจนกลายเป็นสีน้ำตาลดูสกปรกทั้งตัว ก็ต้องปฏิเสธความคิดที่ออกมาจากหัวเหม่งๆ ของเขาทันที
    “เอ่อ ... เสียใจ ข้าว่าเจ้ามาผิดที่แล้ว”
    “แต่ผมเห็นป้ายชื่อร้านบนประตู”
    เด็กชายไม่พูดเปล่า เขายังชี้นิ้วไปประตูทางเดินที่เขาเดินเข้ามา
    “เจ้าเดินเข้ามาผิดซอย”
    “ตรงทางเดินก็มีป้ายชื่อร้านติดตรงเสา”
    “คงเป็นบ้านหลังข้างๆ”
    “ซอยนี้มีบ้านหลังนี้หลังเดียว”
    ภาพผู้ใหญ่หัวโล้นกำลังยืนเถียงกับเด็กตัวกะเปี๊ยก ถ้าใครมาเห็นคงจะรู้สึกตลกอยู่ไม่น้อย
    มือที่ถือผ้าขี้ริ้วของชายหัวโล้นต้องขึ้นเอามาถูกับศีรษะจนปัญญากับไอตัวเล็กข้างหน้า เขาไม่อยากให้เด็กชายอยู่ที่ร้านเพราะมันไม่เหมาะกับร้านขายอาวุธร้านของเขาที่มีแต่ผู้ใหญ่เข้ามา โดยเฉพาะในยามวิกาลหลังเสียงสัญญาณเตือนภัย
    แต่ถึงไม่อยากให้อยู่ เขาก็ไม่ต้องการไล่เด็กชายอย่างกับหมูกับหมา
    “พ่อแม่ เจ้าอยู่ไหน”
    “ผมมาคนเดียวครับ”
    “นี้ไม่ใช่ร้านขายของเล่นของเจ้าหรอกนะ”
    “ผมรู้ ผมอ่านหนังสือเป็น ป้ายมันเขียนว่า ร้-า-น-ข-า-ย-อ-า-วุ-ธ”
    “แต่ข้าไม่ขายอาวุธให้เด็ก มันผิดกฎหมาย”
    “ในเมืองการากัสเรายังไม่มีกฎนี้หรอกนะครับ”
    “…”
    ชายหัวโล้นยอมรับว่าเด็กคนนี้ดูฉลาดเกินวัย แต่ความฉลาดก็ไม่ได้เป็นเหตุที่ทำให้เด็กชายยังยืนเถียงปาวๆ อยู่ในร้านได้
    เขากำลังจะหาคำพูดมาอ้างอีกครั้ง แต่กลับถูกขัดด้วยท่าทีของเด็กชาย
    เด็กชายยกมือขึ้นไปห้ามตรงหน้าชายหัวโล้น มีแหวนตราสัญลักษณ์บางอย่างอยู่ตรงที่นิ้วโป้ง ส่วนอีกมือหนึ่งที่ว่างอยู่ก็ค้นไปที่กระเป๋าเป้ด้านข้าง แล้วหยิบสิ่งของข้างในขึ้นมาโชว์
    ‘แหวนสัญลักษณ์รูปใบไม้ คนในตระกูลกูเรียน’
    ความคิดในหัวที่แวบมาจากชายหัวโล้นทำให้เข้าแอบสะอึกน้ำลายเล็กน้อย หวังว่าตาคงไม่ฝาด
    “ใครว่าผมมาซื้อ ผมมาขายต่างหาก”
    มีดสั้นขนาดประมาณ 20 เซนติเมตร ถูกโชว์ให้เห็น ตัวใบมีดสีดำทึบยาวน้อยกว่าด้ามถืออยู่นิดหน่อย ให้ความรู้สึกเหมือนสิ่งของที่ไหม้จากกองเพลิง แต่ยังน่าสนใจ มีลักษณะปลายแหลมโค้งเป็นรูปได้สัดส่วน ดูคล้ายเขี้ยวของสัตว์อสูรขนาดยักษ์
    ใจจริงเด็กชายไม่ได้หวังที่จะขายมัน แค่ต้องการตัดความน่ารำคาญของลุงหัวโล้นตัวใหญ่นี่ออกไปจึงจำเป็นต้องพูดคำว่า ‘ขาย’ ออกมาแทนที่คำว่า ‘ประเมินราคา’
    ชายหัวโล้นนิ่งไปสักพักหลังจากเห็นว่าเด็กชายหยิบอะไรออกมา เขาถึงกับลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าก่อนหน้านี้เขาเห็นแหวนที่มีรูปใบไม้ สัญลักษณ์ของตระกูลกูเรียน 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ของเมืองการากัส
    ผ้าขี้ริ้วที่ถืออยู่นานถูกปาทิ้งไปข้างหลังราวกับชายหัวโล้นรับความสกปรกของมันไม่ได้ ของที่วางระเกะระกะอยู่บนเคาน์เตอร์ถูกรวบทิ้งลงไปบนพื้นด้วยแขนข้างเดียว เหลือที่ว่างเพิ่มขึ้นอีกหน่อยพอให้วางอะไรได้เบาะผ้าขนาดเท่าฝ่ามือ สภาพโทรมๆ ถูกเอามาวางบนเคาน์เตอร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ พอดีกันกับที่มีแว่นตาปรากฎอยู่บนหน้าช่ายหัวโล้น ที่น่าแปลกคือเขาไปเอามาจากไหน
    “ให้ข้าดูหน่อย”
    ชายหัวโล้นจ้องหน้าไปที่เด็กชายอย่างกับเด็กอยากได้ของเล่น
    เด็กชายยื่นมีดสั้นไปวางไว้ที่เบาะรอง หลังจากนั้นเขาก็มองซ้ายมองขวา แล้วก็เดินไปหยิบโล่ที่วางกองรวมกับอาวุธต่างๆ ตีงมุมห้องมาไว้ที่พื้นหน้าเคาน์เตอร์ เพื่อที่ขึ้นไปเหยียบเพิ่มความสูงให้กับตัวเอง จะได้มองด้วยถนัดถนี่ขึ้น
    ชายหัวโล้นเริ่มเอานี้มาเกาที่คาง ราวกับคนกำลังใช้ความคิด ตาทั้งสองก็จ้องไปที่มีดสั้นแทบไม่กระพริบ บางทีก็เปลี่ยนกริยาบท ถือมีดสั้นขึ้นไปข้างบนเหนือศีรษะด้วยมือสองข้าง แหงนหน้ามองอยู่อย่างนั้นสักพัก บ้างก็กอดอกยืนมองมีดสั้นอยู่ห่างๆ เป็นนาที
    เด็กชายดูให้ความสนใจท่าทีแปลกๆ ของชายหัวเหม่งอยู่นาน เพราะคิดว่ามันตลกดีในที่เห็นชายหัวโลนร่างใหญ่มาจดๆ จ้องๆ กับมัดเล่มเล็กหนึ่งเล่ม
    สองคนกับหนึ่งความเงียบ คนหนึ่งดูมีดสั้นอีกคนดูท่าทางตลกคนคนที่ดูมีดสั้นอีกต่อ พวกเขาอยู่แบบนี้มาพักใหญ่
    “เฮ้อ”
    เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของชายหัวโล้นทำลายบรรยากาศความเงียบลง
    “ได้อะไรไหมครับคุณลุง”
    ดวงตาแห่งความหวังจ้องไปที่คนร่างท้วม พร้อมกับตั้งคำถาม ผิดกับเด็กที่อ้าปากหาวตอนเข้ามาในร้านอย่างเห็นได้ชัด
    “ข้ายังไม่ค่อยมั่นใจนัก”
    “ให้เจ้าของร้านที่เขาเก่งกว่าคุณลุงมาดูดีกว่ามั้งครับ”
    เด็กชายพูดประชดประชัน หลังจากที่เขาไม่เห็นว่าได้อะไร นอกจากกลั้นขำท่าทางตลกๆอยู่ตั้งนาน
    “ข้านี่แหละเจ้าของร้าน”
    ชายหัวโล้นพูดเสียงเข้ม มองลอดผ่านแว่นมาที่เด็กหนุ่มสายด้ายสายตาดุ
    “อาจยังให้ความเห็นอะไรไม่ได้นัก เพราะมีดสั้นเล่มนี้ยังไมได้ถูกปลดผนึก ข้าไม่อาจฟันธงได้ทั้งหมดว่ามันมีดี หรือคุณสมบัติอย่างไร แต่พอมั่นใจถึงแปดในสิบว่ามีดสั้นเล่มนี้เป็นศาสตราเวท ถึงจะเป็นศาสตราเวทระดับต่ำที่ไม่ถึงกับหายากก็เถอะ ข้าสามารถรับซื้อได้หากเจ้ายังต้องการขาย”
    ‘ศาสตราเวทริเริ่ม’
    เด็กชายยืนคิดครู่หนึ่ง จึงเอื้อมไปหยิบมีดสั้นบนเบาะรองมาไว้ที่กระเป๋าเป้เหมือนเดิม เขาเลือกที่เก็บไว้ก่อนค่อยตัดสินใจอีกครั้ง อีกอย่างนี้เป็นครั้งแรกที่มีศาสตราเวทติดตัว
    “ผมว่าจะเก็บเอาไปคิดสักคืนสองคืน”
    “เจ้าหนู เจ้าไม่รู้เหรอว่าแค่ศาสตราเวทระดับต่ำสุดมีมูลมากค่าเท่าไหร่”
    “นั่นแหละครับ ถึงต้องคิดเยอะๆ”
    เด็กชายตอบกลับอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ต้องนึก
    “ฮะ ... ฮะ ฮ่าๆๆ ก็คงต้องแล้วแต่เจ้าแล้วหละ แต่อย่างน้อยถ้าเจ้าคิดจะขายถามหาข้าก่อนแล้วกัน”
    เสียงหัวเราะชอบใจพ่นออกมาจากปากใหญ่ๆ ของชายหัวโล้น ในสายตาของเขาเด็กคนนี้ฉลาดไม่เบา ส่วนเรื่องซื้อศาสตราเวท เกิดเจ้าหนูคนนี้อยากขายขึ้นมาจริงๆ ก็คงต้องคิดหนักสักหน่อย เพราะราคาคงไม่ใช่น้อยๆ
    “คุณลุงจะโกหกผมก็ได้หนิ”
    คำถามที่ออกมาดื้อๆ ของเด็กชาย ถึงกับทำให้ชายหัวโล้นหันมามองเขาอีกครั้ง
    “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ยอมขายให้ข้าหรอก หากบอกว่านี่เป็นแค่อาวุธธรรมดาๆ ข้าคิดว่าเจ้าคงสัมผัสอะไรได้บางอย่างจากมัน ต่อให้ข้าอยากได้ศาสตราเวทนั่นด้วยการคิดโกง เจ้าก็คงไม่ยอมอยู่ดี ถ้าคิดไม่ผิดเจ้าแค่มาที่นี้เพื่อยืนยันว่าความคิดของเจ้าที่มีต่อมีสั้นเล่มนั่นถูกต้อง ต่อให้ไม่ช้าหรือเร็วเจ้าก็จะรู้อยู่ดีว่ามีดสั้นในกระเป๋าเจ้ามันพิเศษ อีกอย่างการโกงเด็กตัวกะเปี๊ยกอย่างเจ้าไม่ใช่วิสัยคนอย่างข้า”
    ชายหัวโล้นร่ายคำพูดยาวด้วยสีหน้าอย่างภาคภูมิใจ แต่ในใจลึกๆ ได้แค่คิดว่าใครจะไปกล้าโกงตระกูลกูเรียน เหล่าตระกูลใหญ่ในเมืองนี้ต่างห่าง
    ในความคิดของเด็กชายชื่นชมชายหัวโล้นอยู่ไม่น้อย กับการแสดงออกที่ชัดเจนว่าไม่คิดโกงเขา ถึงท่าทางจะแปลกนิดหน่อยก็เถอะ
    เด็กชายยิ้มตาหยีท่าทางอารมณ์ดีเมื่อได้ยินคำตอบของชายหัวโล้น เขากระโดดลงจากโล่ที่เอามาทำฐานเหยียบ แล้วเดินไปที่ประตูร้าน
    ก่อนจะเปิดประตูเพื่อเดินออกจากร้าน เขาหันมาพูดคุยกับชายหัวโล้นอีกครั้ง
    “อ้อ เนื่องจากคุณลุงเป็นคนดีผมจะบอกความลับให้ว่าใครเป็นคนตีระฆังสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้วุ่นไปทั้งเมือง”
    ชายหัวโล้นหันมาฟังคำตอบถึงแม้ไม่เกี่ยวกับศาสตราเวทแล้วก็ตาม
    “คนที่ตีระฆังเป็นผู้ชายผมหยิกสีเทา ตัวสูงๆหน่อย ถืออะไรไม่รู้ยาวๆ ติดตัวตลอด เห็นว่าชื่อเรฟ อะไรสักอย่างนี้แหละ”
    ประโยคหลังๆ เด็กชายเอามือมาป้องปากทั้งสองข้าง ทำเหมือนตัวเองกระซิบทั้งๆ ที่พูดเสียงดังเท่าเดิม พอพูดจบเขาก็เดินจากออกร้าน
    ‘ไอคนนี้สินะ ต้นเหตุที่ทำให้ลูกน้องข้าหนีกลับบ้านกันหมด’

    ชายหัวโล้นจำข้อมูลของคนชื่อเรฟเอาไว้ในใจ หวังว่าถ้าเจอสักวันต้องคิดบัญชีครั้งนี้คืนให้สาสม