มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 1 บทที่ 30 สังเกตในความมืด

            หลังจากรอให้หลี่อวิ๋นอี้สิ้นสุดการสนทนาลับมองไปรอบด้านอย่างหลบซ่อน เจียงเฉิงเยว่จึงรีบถอยหลังหนึ่งก้าวดึงหญิงสาวตรงหน้าอย่างสนิทสนมและแนบเนียนมาซ่อนตัวอยู่หลังหินประดับหลังจากหลี่อวิ๋นอี้ไม่พบความผิดปกติใดจึงเดินจากไปตามปกติ

           จากนั้นเจียงเฉิงเยว่กลับคืนสติ เขามองหญิงสาวตรงหน้าแล้วบอก“ขออภัย...เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไร?”

           หญิงสาวนำถุงหอมที่ปักอย่างวิจิตรงดงามชิ้นหนึ่งในมือส่งให้ตรงหน้าอย่างเขินอายพลางกล่าว“กลิ่นหอมนี้เรียกว่า ‘ไขกระดูกกิเลน’ กลิ่นนี้สกัดจากชะมดกับใบสะระแหน่ กลิ่นหอมนี้จะช่วยกระตุ้นให้สมองปลอดโปร่งเมื่อครู่ฝ่าบาททรงเมาสุราอาจรู้สึกไม่สบาย...หากฝ่าบาทไม่นึกรังเกียจ...”

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง คิดไม่ถึงว่าการที่ตนเองตอบแบบส่งๆกับนางไปสองสามประโยคจะทำให้เกิดกระแสลมเช่นนี้...การที่สตรีสมัยใหม่มอบถุงหอมให้กับบุรุษนั้นมีความหมายคลุมเครือเป็นอย่างมาก

           เมื่อเห็นหญิงสาวมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเจียงเฉิงเยว่พลันลำบากใจขึ้นมา รับดีหรือไม่? แม้จะมีความคลุมเครืออยู่ทว่าสุดท้ายความคลุมเครือก็เป็นเพียงความคลุมเครือหากไม่รับ...จะทำให้หญิงสาวที่รวบรวมความกล้าอับอายหรือไม่กัน? แต่ว่าหากรับ...หากมีครั้งแรกแล้วหากผู้คนจำนวนมากต้องการส่งให้ตนจะทำอย่างไร? นี่ไม่ใช่ว่าเขาหลงตัวเองเพราะร่างที่ครอบครองอาศัย ณ ตอนนี้อยู่ในสถานะใดเขาย่อมรู้เขาพลันนึกถึงวัตถุดิบที่นักพรตจากสำนักชิงเฟิงผู้นั้นส่งให้เมื่อสองสามปีก่อนซึ่งถูกหลี่อวิ๋นหังหาข้ออ้างปฏิเสธ เด็กคนนั้นมีนิสัยแปลกๆบางครั้งแสดงความเป็นเจ้าของตนอย่างแข็งกร้าว...

           เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงเฉิงเยว่จึงทำได้เพียงยิ้มพร้อมกล่าวขอโทษ“ทำให้ความปรารถนาดีของคุณหนูต้องผิดหวังแล้วเพียงแต่ข้าไม่ชอบพกถุงหอมติดตัวมาแต่ไหนแต่ไร...”

           ใบหน้าของหญิงสาวถอดสีในชั่วพริบตา ก่อนเปลี่ยนเป็นขาวซีด

           เจียงเฉิงเยว่รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาข้ออ้างนี้ยังมีความไม่ใส่ใจอยู่เล็กน้อยอย่างที่คาดไว้ ไม่ต้องกล่าวถึงอย่างอื่นจะอธิบายอย่างไรถึงกลิ่นหอมจางๆที่ติดอยู่ตามปลายเสื้อและเส้นผมของเขาในตอนนี้กันเล่าบอกว่าไม่ชอบพกถุงหอมอย่างนั้นหรือ?

           หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขายิ้มอีกครั้งแล้วกล่าว “แต่ไหนแต่ไรมาข้าชอบที่จะใช้ ‘กลิ่นสาลี่กับผลเซียนอวี๋’ เป็นกลิ่นในการอบร่ำหยกกลิ่นนี้ช่างหนักแน่น ไม่เหมาะที่จะผสมกับกลิ่นหอมอื่นปกติแล้วข้าจึงไม่พกถุงหอมติดตัวอีก ขออภัย...”

           ในที่สุดเขาหาทางลงได้ ใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นจึงกลับเป็นปกติเล็กน้อยรีบรับถุงหอมกลับมา จากนั้นถวายคำนับ “ฝ่าบาททรงกล่าวเกินไปแล้วเป็นการล่วงเกินของข้าที่ไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน”

           เจียงเฉิงเยว่พยักหน้าพร้อมยิ้มให้นางหลังจากนั้นพูดอีกสองประโยคแล้วจากไปด้วยข้ออ้างว่าจะกลับไปในงานเลี้ยง

           ย้อนกลับมาในงานเลี้ยง หลี่อวิ๋นซินเมาไปกว่าครึ่งจนหน้าดำหน้าแดงบรรยากาศยิ่งร้อนแรงขึ้น เมื่อเห็นเจียงเฉิงเยว่กลับมาเขาพูดด้วยรอยยิ้ม“เสด็จพี่...เหตุใดถึงไปนานเช่นนี้เล่า? คิดจะหนีจากการพนันเหล้าหรือ?สมควรโดนลงโทษ สมควรโดนลงโทษ”ขณะที่พูดกลับดึงขุนนางกลุ่มหนึ่งที่ติดพันเหล้าเริ่มโห่ร้องให้เขาดื่ม

            เจียงเฉิงเยว่ปวดศีรษะอย่างไม่รู้จบขอละเว้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อหลบหนีไม่ได้จึงดื่มไปครึ่งถ้วย จู่ๆเขารู้สึกเหมือนว่ามีบางอย่างผิดปกติเขามองหาโดยรอบเป็นเวลานานกลับไม่เห็นหลี่อวิ๋นหังเจียงเฉิงเยว่ตกใจรีบผินหน้าไปด้านหลัง ข้าราชบริพารที่คอยรับใช้เข้าใจความหมายจึงยื่นหูมาด้านหน้า

            เจียงเฉิงเยว่ถาม“องค์ชายห้าเล่า?”

           ข้าราชบริพารกล่าว “องค์ชายห้าไปตามหาฝ่าบาทเมื่อครู่...ฝ่าบาทไม่ได้พบหรอกหรือ?”

            เจียงเฉิงเยว่ตอบ“ไม่นะ...แล้วเขาในตอนนี้ล่ะ?”

            ข้าราชบริพารกล่าวอีกครั้ง“องค์ชายห้ากลับมาและบอกว่าไม่สบาย จึงไปเรียนองค์ชายรองกลับพระราชวังไปก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            เจียงเฉิงเยว่“...”

           .............................

            ช่วงเวลากลางคืนเจียงเฉิงเยว่อาบน้ำเสร็จแล้วหลังจากใช้กลอุบายเก่าเพื่อส่งข้าราชบริพารออกไปจึงใช้เคล็ดวิชาล่องหนวิ่งไปหาหลี่อวิ๋นหังที่วังหลินเฉวียน

           หลี่อวิ๋นหังฝึกฝนบนเขาฉีหวนตั้งแต่เล็กจึงไม่ชอบให้คนมากมายมารับใช้แม้ว่าในวังจะไม่ดีเท่าวิหารหลิงเซียวแต่การมีคนมากมายรับใช้ก็เป็นความโอ่อ่าที่จำเป็นต่อผู้มีสถานะองค์ชายการส่งพวกเขาไปด้วยใบหน้าเย็นชานับว่าไม่ใช่เรื่องยากโชคดีที่หลี่อวิ๋นหังส่งข้าราชบริพารออกไปด้วย ไม่เช่นนั้นเงาร่างคนผู้หนึ่งที่ปรากฏในอากาศอาจทำให้พวกเขาตกตะลึงหนัก

           เจียงเฉิงเยว่พลิกตัวเข้าไปในวิหารของวังหลินเฉวียนบังเอิญเป็นสถานที่ที่หลี่อวิ๋นหังชอบอยู่และอ่านหนังสือที่นั่นเสมอทว่าวันนี้กลับมืดมิดไร้แสงสว่าง ไม่พบเงาของผู้ใด

           เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนนี้อีกฝ่ายยังคงนั่งรอเขาอยู่อย่างเชื่อฟัง...หัวใจของเจียงเฉิงเยว่พลันกระตุกเมื่อนึกได้ว่าอาหังบอกหลี่อวิ๋นซินว่ารู้สึกไม่สบาย หรือว่าจะป่วยจริง? คิดถึงตรงนี้เขาไม่อาจทนรอได้อีกต่อไปจึงรีบลุกขึ้นเข้าไปในห้องนอนของหลี่อวิ๋นหังอย่างคุ้นเคยเป็นดังที่คาด เข้ามาแล้วเหลือเพียงแสงกลางคืนสลัวๆอีกฝ่ายถูกปกคลุมด้วยผ้าห่มผืนบาง นอนหลับอย่างสงบโดยนอนตะแคงแล้วหันหลังให้ประตู

           เจียงเฉิงเยว่ปิดประตู จากนั้นย่องเท้าเดินเข้าไปใกล้ก่อนนั่งข้างเตียงยกผ้าห่มผืนบ้างเบาๆ เริ่มถอดรองเท้าออกแล้วเข้าไปอย่างว่องไว

           หลี่อวิ๋นหังไม่ขยับแม้แต่น้อย ราวกับว่าหลับสนิท

           เจียงเฉิงเยว่นอนอยู่ด้านข้างมองแผ่นหลังเขาลังเลอยู่เป็นเวลานานจึงอดใจไม่ได้ที่จะลุกขึ้นแล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้จากนั้นยื่นมือไปลูบหน้าผากต้องการสำรวจว่าอีกฝ่ายเป็นไข้หรือไม่ก่อนถามด้วยเสียงนุ่ม“อาหัง...ไม่สบายตรงไหนหรือ?”

           ร่างกายของหลี่อวิ๋นหังแข็งทื่ออยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นหันกลับมานอนราบสบตากับเจียงเฉิงเยว่โดยไม่พูดอะไร เจียงเฉิงเยว่มองใบหน้าที่สงบหัวใจกลับหนักอึ้งอย่างไม่มีเหตุผลเขารับรู้โดยสัญชาตญาณว่าบรรยากาศผิดปกติอยู่เล็กน้อย เป็นเวลานานหลี่อวิ๋นหังจึงกล่าวอย่างเฉยเมย “เสด็จพี่...ต่อไปท่านไม่จำเป็นต้องมาที่นี่อีก”

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึง

           หลี่อวิ๋นหังกล่าว“ค่ายกลที่ข้าวาดตอนนี้ยับยั้งพลังหยินชั่วร้ายในช่วงคืนเดือนดับได้ไม่มีปัญหาเสด็จพี่มีหยกคู่เพลิงสุวรรณอยู่ในมือจึงไม่ต้องกลัวข้าไม่จำเป็นต้องรบกวนเสด็จพี่กดทับค่ายกลให้อีกแล้ว”

            เจียงเฉิงเยว่“...”

           ทั้งสองคนไร้คำพูดอยู่เป็นเวลานานเจียงเฉิงเยว่รู้สึกขมขื่นในใจ...แม้ว่านี่จะเป็นผลลัพธ์ที่เขาต้องการทว่าเขาคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นหลี่อวิ๋นหังเสนอออกมาด้วยตนเองหลังจากงุนงงอยู่พักหนึ่งเขาถึงตระหนักว่าตนเองควรตอบสนองบ้าง...แต่ว่าตอบสนองอย่างไรกันเล่า?

            ผ่านไปนานเขาเพียงเอ่ยอย่างเหม่อลอย “โอ้...” แล้วตกตะลึงไปอีกครั้งหลี่อวิ๋นหังไม่ได้พูดอะไรอีกเจียงเฉิงเยว่จึงทำได้เพียงเกาท้ายทอยของตนเองพร้อมถามหยั่งเชิง“เช่นนั้น...เช่นนั้นข้ากลับก่อนดีหรือไม่?”

           หลี่อวิ๋นหังไม่ตอบ เขาไม่ได้คัดค้าน

           เจียงเฉิงเยว่ทำได้เพียงจำใจลุกขึ้นยกผ้าห่มออกจากนั้นยื่นเท้าออกมาเพื่อหารองเท้าของตนก่อนค้อมตัวเพื่อสวมใส่โดยไม่ลืมที่จะยัดมุมผ้าห่มให้ ค่อยๆ เดินออกจากประตูไปอย่างแผ่วเบา

           เมื่อเดินกลับมาถึงห้องนอนของตนเอง เขายังไม่ได้สติกลับคืน

           เจียงเฉิงเยว่เข้าไปนอนในเตียงของตนเอง พลิกตัวไปมาโดยไม่ง่วงงุน ประเดี๋ยวก่อนข้าถูกเด็กน้อยเกลียดแล้วหรือ? ฉิงชางจวินเบ้ปากอย่างน้อยอกน้อยใจโอ้ ที่แท้รสชาติอมเปรี้ยวที่อยู่ในใจนั้น...เรียกว่าน้อยใจหรอกหรือ? เจียงเฉิงเยว่ เจ้าเป็นเด็กน้อยสามขวบหรือไร? หลังจากตำหนิตนเองอยู่เป็นเวลานานแล้วฉิงชางจวินจึงฝืนใจที่จะหลับตาลงอย่างเลืองราง

            ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขารู้สึกว่าตนเองถูกโอบกอดเข้าไปในอ้อมแขนของใครบางคนบนหน้าอกนั้นมีกลิ่นหอมของผลเซียนอวี๋อย่างคุ้นเคย ทั้งเย็นเล็กน้อยและหอมหวานแต่กลับคลุมเครือเสียจนรู้สึกคันยุบยิบหัวใจแขนของคนผู้นั้นกระชับโอบกอดเขาไว้แน่น

           ขณะที่เขาหลับอย่างสะลึมสะลือ เขาเพียงพึมพำอยู่สองประโยค“อาหัง...อย่าวุ่นวาย...”

            คนผู้นั้นปฏิเสธพร้อมกัดไหล่ของเขาอย่างน้อยใจแล้วเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “เสด็จพี่...”

             “อืม”เจียงเฉิงเยว่ตอบรับ จากนั้นพลิกตัวอย่างไม่เต็มใจกอดคนผู้นั้นไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน พลางลูบหลังราวกับปลอบเด็กน้อย

           หลี่อวิ๋นหังกล่าว “เสด็จพี่...ข้าทรมาน...”

            เจียงเฉิงเยว่กระพริบตาอย่างยากลำบากจากความง่วง“ทรมานตรงไหน?”

           หลี่อวิ๋นหังกลับนำมือของเขาลากลงไปยังบางจุดที่แข็งขืนบริเวณร่างกายช่วงล่างในลำคอมีเสียงแหบพร่าและน้อยใจเล็กน้อย “มันแน่นตรงนี้ เสด็จพี่นวดให้ข้า...”

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึง เกือบหายง่วงเป็นปลิดทิ้งต้องการดึงมือออกอย่างตกใจกลับถูกหลี่อวิ๋นหังคว้าไว้แน่น เจียงเฉิงเยว่รีบร้อนบอก“อาหัง ไม่ได้นะ!ตรงนั้นไม่สามารถ...ตรงนั้นเป็นที่ที่ไม่สามารถให้คนอื่นมาช่วยเจ้านวดได้!!!”

           เขายังไม่ทันตอบสนองริมฝีปากเล็กที่ชื้นและอ่อนนุ่มของหลี่อวิ๋นหังพลันแตะบนริมฝีปากของเขามีเสียงดัง‘จ๊วบ’ ในหัวของเขาชั่วครู่ จากนั้นกลับสูญเสียสติสัมปชัญญะและหยุดหายใจหลี่อวิ๋นหังค่อยๆ กระซิบอย่างออดอ้อน “ทรมาน...เสด็จพี่”

           เจียงเฉิงเยว่รู้สึกว่าหัวใจของตนเองกำลังเต้นอย่างบ้าคลั่งจนแทบจะหลุดออกจากอกเขาตกตะลึงจนทั่วร่างแข็งทื่อราวกับไม้แกะสลัก...ไม่รู้ว่าเป็นเวลาใดความรู้สึกแปลกๆ มาจากร่างกายช่วงล่าง ก่อนที่เขาจะลืมตาขึ้นหอบหายใจหนักโดยพลัน!

           เขามองที่หลังคามุ้งของเตียงไม้จันทน์แดงขนาดใหญ่ในห้องนอนของตนเองไม่อาจฟื้นคืนสติได้ชั่วขณะ รอจนเขานึกอะไรออกในที่สุด เขายกผ้าห่มของตนเองขึ้นเฝ้ามองความชั่วร้ายที่อยู่ระหว่างขาทั้งสองข้าง ทันใดนั้นจึงกรีดร้องออกมา “อา!”

            “ฝ่าบาท!เกิดอะไรขึ้น?!” ข้าราชบริพารที่เฝ้ายามกลางดึกตกใจจนกระโดดร้องลั่นก่อนพุ่งเข้ามาในทันที

           เจียงเฉิงเยว่ไม่สนใจพวกเขา ผิวหน้าขาวใสกลายเป็นสีแดงอมม่วงหน้าผากมีเส้นเลือดปูด เขาใช้มือบีบขมับทั้งสองข้างแล้วหายใจหอบเหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าข้าราชบริพารตกใจกลัว หนึ่งในนั้นรีบหันไปทางคนอื่นๆที่เฝ้าอยู่นอกประตูแล้วสั่งเสียงดัง “เร็วเข้า! รีบเชิญแพทย์หลวงมา...ฝ่าบาททรงฝันร้าย!”

            “ออกไป!!!”เจียงเฉิงเยว่เอ่ยด้วยความโกรธ

           เหล่าข้าราชบริพารตะลึงไปชั่วขณะ คนไม่กี่คนนี้ล้วนเป็นผู้ที่เขาพาไปที่เขาฉีหวนค่อนข้างได้รับความไว้วางใจจากเขาหลี่อวิ๋นเฉินในอดีตก็ดีหรือแม้จะเป็นเจียงเฉิงเยว่ก็ดีแม้ว่าจะเป็นความสัมพันธ์นายบ่าว ทว่าองค์รัชทายาทกลับไม่เคยตำหนิรุนแรงเช่นนี้

           ไม่รอให้พวกเขาโต้ตอบ เจียงเฉิงเยว่ร้อนใจพลางตะโกน “ให้พวกเจ้าออกไปพวกเจ้าไม่ได้ยินหรือ?!!”

            “ขอรับๆๆ”เหล่าข้าราชบริพารตอบรับทีละคน รีบหมุนตัวจากไป

            “รอเดี๋ยว!”พวกเขาเพิ่งเดินไปถึงประตู เจียงเฉิงเยว่นึกอะไรขึ้นได้จึงรีบรั้งพร้อมสั่ง“ข้าต้องการอาบน้ำ!”

           เหล่าข้าราชบริพารมองอย่างเหลือเชื่อ ใช่แล้วดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้...จะมีใครอาบน้ำกลางดึกกัน? ทันใดนั้นสองคนนั้นกลับรับรู้อะไรได้จึงมองไปที่ผ้าห่มดิ้นเงินดิ้นทองที่คลุมไว้บนร่างของเจียงเฉิงเยว่อย่างแนบเนียน

           เจียงเฉิงเยว่ราวกับถูกผู้คนมองผ่านความคิดอันชั่วร้ายที่สุดในใจทันใดนั้นเขานึกเกลียดตนเองจนถึงขีดสุด ใบหน้ายิ่งแดงขึ้นพูดอย่างโกรธเคืองด้วยความอับอาย “เร็วเข้า! ไม่ได้ยินหรือ? ยังมี...ข้าข้าต้องการน้ำเย็น!”

            เพื่อเป็นการขัดขวางความคิดของทุกคนเจียงเฉิงเยว่ยืนยันที่จะให้พวกเขาเอาน้ำเย็นเข้ามา จากนั้นเข้าไปแช่ทั้งตัวผิวน้ำอยู่ในตำแหน่งระนาบใต้จมูกเขารู้สึกว่าหัวใจที่เต้นอย่างกระสับกระส่ายของตนเองสงบลงเล็กน้อยแม้แต่ใบหน้าที่โดนลวกจนทรมานก็เย็นลง

           ฉิงชางจวินอายุเกือบสองร้อยปี ใช่ว่าไม่รู้ว่าฝันเปียกคือสิ่งใดเพียงแต่รู้สึกแปลกมากก็เท่านั้น

           เขาอายุได้สิบหกปีเมื่อเสียชีวิตเคยมีความสับสนของช่วงวัยนี้...เพียงแต่ภายหลังกลายเป็นผีย่อมไม่มีการสั่นรัวทางสรีระจำพวกนี้อีก...ทว่าหลังจากที่ครอบครองร่างของหลี่อวิ๋นเฉินนั้นประการแรก ร่างกายของหลี่อวิ๋นเฉินอ่อนแอ ประการที่สอง เมื่อฝึกฝนในเขาฉีหวนจิตใจจึงเริ่มผ่องใสประการที่สามวิญญาณของราชาผีที่เป็นหยินชั่วร้ายเฉกเช่นเขาคงส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ระดับหนึ่ง...เขาควรไม่มีเรื่องที่น่าอึดอัดใจเช่นนี้อีกถึงอย่างไรอับอายไปแล้วก็ช่างเถิด...แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำให้เขาหวาดกลัวไม่รู้จบไม่ใช่การที่เขาฝันเปียก แต่เป้าหมายในฝันฤดูใบไม้ผลิ[1] ของเขาคือเด็กหนุ่มอย่างคาดไม่ถึงต่างหาก!

            “อาๆๆๆ!”เจียงเฉิงเยว่ขยี้ผมที่แหวกออกอย่างยุ่งเหยิงด้วยความหงุดหงิดเขาสูดลมหายใจแล้วมุดศีรษะลงไปในน้ำ ราวกับทำเช่นนี้จะสามารถหยุดคิดได้แม้ว่าตอนที่เขามีชีวิตจะฝันฤดูใบไม้ผลิ...แต่อย่างไรก็ควรจะเป็นการฝันถึงกลุ่มสาวงามที่มาโปรดสรรพชีวิตสิถึงจะถูก...

           เขารู้นานแล้วว่าความคิดของตนเองที่มีต่อหลี่อวิ๋นหังนั้นไม่บริสุทธิ์...แต่ก็รับไม่ได้จริงๆว่าตนเองจะสกปรกอย่างเกินความคาดหมายถึงเพียงนี้! ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์นี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญภายหลังถูกหลี่อวิ๋นหังไล่ออกจากห้องนอนเมื่อครู่

           ฉิงชางจวินรู้สึกว่าใบหน้าชราของเขาไม่มีที่วางแล้วจริงเชียว ถูกต้องหลี่อวิ๋นหังจะไม่ใกล้ชิดเขาอีกต่อไป นี่นับว่าคือสิ่งที่ถูกต้อง!!!

           ผ่านมาหลายวันติดต่อกัน เจียงเฉิงเยว่ไม่มีหน้าไปพบหลี่อวิ๋นหังอีกแม้ว่าพวกเขาจะพบหน้ากันโดยบังเอิญในพระราชวัง แต่ก็อับอายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้เขาพูดคุยเพียงสองประโยคอย่างขอไปทีแล้วรีบหาโอกาสวิ่งหนีวันนั้นที่เขาวิ่งไปอาบน้ำเย็นกลางดึก จึงได้รับผลตอบแทนจากการรนหาที่ตายอย่างที่คาดไว้นั่นคือไข้ขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง กายจึงไม่ห่างจากเตียงผู้ป่วยท้ายที่สุดแล้วร่างกายของหลี่อวิ๋นเฉินยังคงอ่อนแอเกินไปอยู่ดี

           เดิมทีเขากลับมาเพื่อรับใช้คนป่วย ท้ายที่สุดกลับถูกท่านพ่อมาเยี่ยมเสียเองเจียงเฉิงเยว่ยกยิ้มอย่างขมขื่นในใจทว่าหลังจากเห็นว่าจักรพรรดิส่งข้าราชบริพารทั้งหมดออกไปบิดากับบุตรนั่งตรงข้ามกันเขาจึงต้องการกล่าวถ้อยคำบางอย่างซึ่งถึงเวลาต้องพูดให้ชัดเจนเสียที

           เจียงเฉิงเยว่ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า ไม่สนว่าเสด็จพ่อจะคัดค้านอย่างไรจากนั้นคุกเข่าลงอย่างหนักแน่นต่อบิดาอธิบายถึงการตัดสินใจอย่างชัดเจนว่าตนเองไม่ต้องการที่จะเป็นองค์รัชทายาทต่อไป

           จักรพรรดิมีพระพักตร์เศร้าหมอง นิ่งเงียบไปเป็นเวลานานจึงตรัสถาม“เจ้าคิดดีแล้วหรือ?”

           ------------------------

            [1]ฝันฤดูใบไม้ผลิ หมายถึง ความฝันที่แสดงออกถึงจิตใต้สำนึกที่มีความต้องการทางเพศ

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน