“เื่ราวชีวิตของเชื้อพระวงศ์ล้วนเป็เช่นนี้ แล้วเ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ั้แ่ข้าย่างเท้าก้าวเข้าสู่กำแพงแห่งราชวงศ์ ไม่มีวันใดเลยที่ภายในกำแพงนี้จะไม่ร้อนรุ่ม หลิวจื่อหรงเป็เชื้อพระวงศ์หญิง นางสมควรที่จะเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว”
“อายุแค่เพียงสิบสองปีเศษ แต่กลับกล้าใช้กริชขู่กรีดใบหน้าเด็กผู้หญิง สมควรจะเป็เช่นนั้นแล้วหรือเพคะ อายุเพียงเท่านี้แต่คิดกระทำเช่นนั้นได้อย่างเืเย็น ภายหน้าเมื่อนางเติบใหญ่จะเป็อย่างไร พระองค์ไม่คิดว่านางจะกล้าลงมือสังหารคนบ้างเลยหรือเพคะ”
“เ้าพูดเช่นนี้หรือว่ามีใครมาเล่าอะไรให้เ้าฟัง หลิวจื่อหรงเป็เช่นนี้มาั้แ่ไหนแต่ไรแล้วเ้าเองก็รู้ดี”เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็น้องสาว ไท่โฮ่วจึงขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเริ่มจับจุดในสิ่งที่น้องสาวของตัวเอง้าได้
“หม่อมฉันขอเรียนให้พระองค์ทราบอย่างตรงไปตรงมา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หม่อมฉันเห็นพฤติกรรมอันเลวร้ายของหรงเอ๋อร์ไม่เว้นแต่ละวัน บางวันสั่งโยนคนลงแม่น้ำ บางวันสั่งคุกเข่าแบกถังน้ำ พฤติกรรมของนางโจษจันไปทั่ววังหลวง และในที่สุดก็มีคนกล้ามาร้องเรียนหม่อมฉันถึงเื่พฤติกรรมของนาง และหม่อมฉันเองก็เห็นด้วยกับการร้องเรียนของเขา”
“คนผู้นั้นเป็ใครกัน”
“บุตรชายคนโตของเสิ่นห่าว เสิ่นอวี้”
“เสิ่นอวี้”
เมื่อได้ยินชื่อของผู้ร้องเรียนถึงพฤติกรรมของหลิวจื่อหรง ไท่โฮ่วจึงพยักหน้าเบาๆด้วยสีหน้าที่ชื่นชมอีกฝ่าย เพราะหลิวจื่อหรงเป็ถึงองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นซีิ ไม่มีใครกล้าต่อกรกับอำนาจของนาง แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่เป็เช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว
“สกุลเสิ่นแปลกประหลาดสมคำร่ำลือเสียจริง เสิ่นเยว่ผู้นี้หายหน้าหายตาไปตั้งหลายวัน แต่ก็ยังกล้ากลับมาที่ตำหนักคุนหนิง ช่างไม่เกรงกลัวอะไรเลย”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นพลางกดพู่กันลงบนภาพที่วาดเมื่อครู่ นางเม้มปากขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อนึกถึงใบหน้าแสนใสซื่อของเสิ่นเยว่
“ตอนนี้เสิ่นเยว่กลับมาที่ตำหนักคุนหนิงแล้ว หลังจากนี้องค์หญิงจะทำอย่างไรต่อไปหรือเพคะ”นางกำนัลส่วนตัวเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น ด้วยรู้นิสัยขององค์หญิงผู้นี้เป็อย่างดี
“เ้ากลัวว่าข้าจะสังหารเสิ่นเยว่หรือ ซิงอี ถึงได้กล้าถามคำถามเช่นนี้กับข้า”หลิวจื่อหรงเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น ก่อนที่จะวางพู่กันลงบนแท่นไม้ แล้วหันไปมองซิงอีที่ยืนอยู่ไม่ห่างมากนัก
“หม่อมฉันหาได้มีความคิดเช่นนั้นเพคะ องค์หญิง ต้องขออภัยหากทำให้องค์หญิงเข้าใจเช่นนั้น”น้ำเสียงของซิงอีสั่นเครือขึ้นมาเล็กน้อย พลางก้มหน้าลงเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตาของอีกฝ่าย
“คำถามของเ้าอาจจะทำให้ข้าเข้าใจผิด แต่สำหรับคำตอบของข้าอาจจะทำให้เ้าเข้าใจถูก”
“หมายความว่าอย่างไรหรือเพคะ”
“บอกทุกคนให้ไปรวมตัวกันที่สวนหรงฮว่า เพราะวันนี้ข้าจะพาทุกคนไปเที่ยวเล่นในป่าไผ่หลังอารมฝูเหอ”
“หรือว่า…”ดวงตาของซิงอีเอ่อน้ำตาเมื่อได้ยินคำพูดของหลิวจื่อหรง เพราะนางไม่อยากจะเชื่อว่าหลิวจื่อหรงจะกล้าทำเื่เช่นนั้น
“เ้ามัวยืนอ้ำอึ้งรออะไรอยู่ รีบไปบอกทุกคนเร็วเข้าสิ”หลิวจื่อหรงจ้องมองซิงอีด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจ ซิงอีสะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงของหลิวจื่อหรง ก่อนที่จะขานรับแล้วเดินออกไปจากห้องทันที
“องค์หญิงพาทุกคนมาที่ป่าไผ่หลังอารามฝูเหอเช่นนี้ เ้าคิดว่านางมีแผนการที่จะทำอะไรหรือเปล่า”บุตรีของขุนนางผู้หนึ่งกล่าวขึ้นมาเบาๆ พลางหันไปมองคู่สนทนาที่ตนคล้องแขนเอาไว้
“นางมีแผนการอะไรนั้นไม่มีใครรู้หรอก รู้แค่เพียงว่าเป้าหมายของนางคือเสิ่นเยว่ ส่วนพวกเราเป็แค่เพียงสิ่งของอำพรางตาเท่านั้น เสิ่นเยว่เอ๋ยเสิ่นเยว่ เ้านี่ช่างโชคร้ายเสียจริง จะกลับมาตำหนักคุนหนิงทำไมก็ไม่รู้ ไม่กลัวตายหรืออย่างไรกัน ถึงกล้ากลับมาให้นางเห็นหน้า”
“เื่นี้มันไม่ได้เกี่ยวกับความกล้าหรือไม่กลัวตายหรอกนะ ไท่โฮ่วเอ่ยปากถามหาเสิ่นเยว่จนถึงขนาดส่งคนไปถาม คำสั่งของไท่โฮ่วแม้กระทั่งฝ่าายังไม่อาจกล้าขัด แล้วนางเป็แค่เพียงบุตรีของเ้าเมืองเล็กๆแถวเขตชายแดน จะกล้าขัดคำสั่งของไท่โฮ่วได้อย่างไรกัน เส้นทางมีให้นางเลือกเดินอยู่มากมาย จะเลือกเดินหน้าหรือถอยหลังล้วนไม่ใช่จุดหมายที่ดี”
“จริงของเ้า”สาวน้อยทั้งสองต่างพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เมื่อได้ฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะมีบุตรีขุนนางผู้หนึ่งเดินมากระซิบข้างๆ
“พวกเ้าทั้งสองคนช่างใจกล้าเสียยิ่งกว่าเสือจริงๆ ระยะประชิดเผาชขนเสียขนาดนี้ยังกล้าพูดถึงคนผู้นั้น คนแซ่หวังอย่างข้าขอนับถือๆ”เมื่อได้ยินคำพูดของบุตรีขุนนางผู้นั้น สาวน้อยทั้งสองจึงรีบปิดปากของตัวเองโดยทันที
“ตอนนี้พวกเราทุกคนเดินทางมาถึงป่าไผ่หลังอารามฝูเหอแล้ว ที่ข้าพาพวกเ้ามาที่นี่เพื่อมาเล่นซ่อนหากัน ป่าไผ่กว้างเสียขนาดนี้ย่อมมีที่หลบซ่อนให้เยอะอยู่ไม่น้อย ส่วนกระดาษที่อยู่ในมือของพวกเ้าตอนนี้ หากใครได้แต้มสีแดงคือผู้ที่ต้องตามหา ส่วนใครที่ได้แต้มสีน้ำเงินคือผู้หลบซ่อน ผู้ตามหามีอยู่สองคน เช่นนั้นคนที่หลบซ่อนจะต้องหลบกันเป็คู่ พวกเ้าต้องจับคู่หาที่หลบซ่อนด้วยกัน และข้าจะขอเป็คนเลือกก่อน”
เมื่อสิ้นเสียงประโยคสุดท้ายของหลิวจื่อหรง เหล่าบุตรีขุนนางต่างยืนแข็งทื่อขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าจะรู้ดีกว่าเป้าหมายของหลิวจื่อหรงไม่ใช่ตัวเอง แต่ก็อดที่จะหวาดหวั่นอย่างเสียไม่ได้ เมื่อได้เห็นแววตอันเย่อหยิ่งราวกับนางพญาหงส์ หลิวจื่อหรงคลี่ยิ้มบางๆขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จะกวาดสายตาไปทั่วแล้วหยุดมองสาวน้อยผู้หนึ่ง พลางเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าของนาง
“เสิ่นเยว่ เ้าต้องคู่กับข้า”
น้ำเสียงอันหวานละมุนแต่กลับรู้สึกถึงความหยาบกระด้างของหลิวจื่อหรง ยังคงทำให้ผู้คนหวาดหวั่นและสะดุ้งโหยงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเสิ่นเยว่ที่เบิกตากว้างขึ้นมา พลางสบตาของหลิวจื่อหรงที่ยืนอยู่ตรงหน้า ราวกับว่าตอนนี้นางกำลังยืนอยู่หน้าปากเหวลึก ปากเหวที่นำพานางไปสู่ความตายได้ตลอดเวลา
________________________________________________
[1] ดอกมู่ตาน (牡丹花) แปลว่า ดอกโบตั๋น
[2] ไท่โฮ่ว (太后) คือ พระพันปีหลวงหรือพระอัครมเหสีในจักรพรรดิองค์ก่อน