บทที่ 3 คนที่ตามหา
“คุณครับ! พูดไปคุณอาจไม่เชื่อ แต่ปีจักรพรรดิคังหว่างมันห่างจากปี 2070 สามร้อยกว่า เกือบสี่ร้อยปีเลยนะครับ”
ถึงแม้จะเตรียมใจไว้แล้วว่าหลังจากใช้วิชา‘เต่าจำศีล’ตนเองคงจะตื่นขึ้นมาได้เองสักวัน แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าเวลาที่หลับไปจะนานขนาดนี้ หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ถูกเรียกว่า‘ห้องทดลองลับ’ อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็สิ่งของการตกแต่ง โคมไฟ ทุกอย่างดูแปลกตาไปหมด
‘ดูเหมือนสองคนนี้จะไม่ได้โกหก’ หญิงสาวคิดในใจสามร้อยปีมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ในตอนนี้ หญิงสาวรู้สึกเคว้งคว้าง ท่านพ่อท่านแม่... แล้วยัง... อา ใช่แล้ว ท่านพี่ ฉับพลันนั้นภาพควาทรงจำที่แสนเ็ปก็จู่โจมเข้ามาจนทำให้หญิงสาวล้มลงสิ้นสติไป
นักวิจัยทั้งสองคนมองหน้ากัน“โอกาสมาแล้ว!” พวกมันรีบลุกขึ้นหยิบกรรไกรบนโต๊ะมาแก้มัดผ้าที่มัดมือพวกมันเอาไว้จากนั้นก็รีบโทรหาหวังมู่ในทันทีแน่นอนว่าก่อนจะโทรหาหวังมู่พวกมันไม่ลืมที่จะเอาเชือกพิเศษมารัดหญิงสาวอายุสามร้อยกว่าปีคนนี้ไว้ด้วย
ทันทีที่ได้รับสายจากนักวิจัยหวังมู่ก็ตัดสินใจทิ้งประชุมกลางคันแล้วขับรถมาห้องทดลองลับในทันที ห้องทดลองลับอยู่ในชั้นใต้ดินของตึกวิจัยมีระบบการป้องกันภัยที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนี้คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกห้องนี้ได้อย่างอิสระมีเพียงหวังมู่เท่านั้น
“คุณหวังคุณมาสักที ถ้าคุณมาช้ากว่านี้ผมเองก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว”
“คุณหม่าเหตุการณ์เป็อย่างที่คุณว่าจริงๆ ?”
หม่าซานคือหนึ่งในนักวิจัยในห้องทดลองที่โดนจับไว้มันรีบชี้ไปยังหญิงสาวที่นอนถูกมัดไว้บนพื้น “คุณหวัง คุณคงไม่คิดว่าผมอยู่ดีๆจะมัดตัวอย่างทดลองไว้แบบนี้หรอกนะ ?”
หวังมู่พยักหน้า “อย่างนั้น ร่างกายของเธอตอนนี้เป็ยังไง ?”
หม่าซาน กระแอมในลำคอเล็กน้อย “่ที่ตัวอย่างทดลองไม่ได้สติได้ลองใช้เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อมาแล้ว จากการวิเคราะห์เบื้องต้นเซลส์ของตัวอย่างทดลองไม่พบอาการเสื่อมสภาพ ซ้ำยังดูแข็งแรงดีเหมือนคนอายุ่ยี่สิบปีเลยครับ”
“ปลุกเธอสิระวังด้วยละ”
“จะดีเหรอครับ ?” หม่าซานไม่แน่ใจว่าควรจะปลุกตัวอย่างทดลองที่ดุร้ายแบบนี้มาดีหรือไม่เพราะตอนนี้มันยังรู้สึกเจ็บที่แก้มอยู่เลย แต่มาคิดอีกทีหวังมู่ก็ไม่ได้มาคนเดียว มีคนคุ้มกันมาด้วย ยังไงก็ไม่เป็อันตรายอยู่แล้ว
“นี่! ตื่น!” หม่าซานโคลงศรีษะร่างที่ถูกมัดไว้ตรงหน้าทีนึงแล้วก้าวถอยออกมาอย่างรวดเร็ว
ดวงตาเรียวโค้งคู่ได้รูป ค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ พอรู้สึกตัวหญิงสาวก็พบว่าตัวเองถูกมัดไว้ คิดจะใช้พลังขุมสุดท้ายที่มีก็คงทำอะไรได้ไม่มากนักอีกอย่างในท้องก็ยังมีอีกหนึ่งชีวิตที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกใบนี้
“ขอโทษด้วยที่เสียมารยาทแต่เราจำเป็ต้องมัดคุณไว้ หากคุณสัญญาว่าจะไม่ก่อเื่ ผมจะแก้มัดให้”เสียงทุ้มต่ำ แต่เต็มไปด้วยอำนาจของหวังมู่ดังขึ้น
“เ้าเป็หัวหน้าคนพวกนี้ ?” หญิงสาวถามขึ้น
“จะเข้าใจอย่างนั้นก็ได้”หวังมู่ตอบกลับ
หญิงสาวหลับตาลงราวกับกำลังตัดสินใจครั้งสำคัญ “ได้! ข้าสัญญา”
“แก้มัดให้เธอเบามือหน่อยละ”
เฉียวเว่ยรีบเข้ามาแก้มัดให้กับหญิงสาว ขณะที่แก้มัดไป เฉียวเว่ยก็อดคิดขึ้นไม่ได้ว่า ‘โลกนี้มันจะประหลาดเกินไปแล้วคนถูกแช่แข็งเกือบสี่ร้อยปี ยังมีชีวิตอยู่ได้ !’
“ขอแนะนำตัวก่อนผมชื่อหวังมู่ เป็เ้านาย... เป็หัวหน้าที่นี่ คุณคงจะรู้แล้วว่าคุณหลับไปนานถึงเกือบสี่ร้อยปีตอนนี้โลกเราเปลี่ยนไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเสื้อผ้า อาหาร บ้านช่อง การเดินทางมันเทียบไม่ได้กับใน่ที่คุณอยู่ ผมหวังว่าเราจะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้”
หญิงสาวพยักหน้าเพราะตัวเธอเองก็อยากทำความเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าให้ไวที่สุด “ข้าแซ่เฟิงนามเสวีย เป็บุตรีตระกูลเฟิง ตระกูลข้าอยู่ที่เมือง...”พูดถึงนี้คำต่อไปก็จุกอยู่ในลำคอเวลาผ่านมานานขนาดนี้ตระกูลของนางจะยังคงอยู่อีกหรือ? ขนาดจักรพรรดิบางพระองค์ยังปกครองได้เพียงไม่กี่ปีนับประสาอะไรกับตระกูลขนาดกลางที่กำลังลำบาก? พบกับศัตรูรอบด้านแบบนี้
หวังมู่พยายามข่มจังหวะหัวใจตัวเองให้สงบเฟิงเสวียเป็ผู้หญิงที่ไม่ใช่เพียงแค่สวยราวกับหลุดมาจากนิยายแต่ยังมีเสน่ห์ดึงดูดบางอย่าง ขนาดเฉียวอี้กับเฉียวเว่ยที่ฝึกฝนมาอย่างดียังพบความหวั่นไหวอยู่ไม่น้อยส่วนนักวิจัยทั้งสองนั้นถือเป็ข้อยกเว้นเพราะหัวใจของพวกเขายกให้กับวิทยาศาสตร์ไปหมดแล้ว
“คุณเฟิงผมคิดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้คืออยู่กับผมไปก่อนรอจนคุณได้รู้เื่ราวของโลกนี้แล้ว ต่อไปอยากจะตัดสินใจยังไงก็ขึ้นอยู่กับคุณคิดว่าแบบนี้ดีไหมครับ?”
“ตกลงข้าจะไปกับเ้า” เฟิงเสวียรับคำอย่างว่าง่าย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องออกไปจากที่นี่ก่อน !
พอออกมาจากห้องทดลองลับของตึกวิจัยเฟิงเสวีย ก็ััได้ทันทีว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้านแปลกตาไป ‘บ้าน’ที่เรียกว่าตึกวิจัยก็มีขนาดสูงใหญ่มาก มันสูงกว่าหอเมามายเจ็ดชั้นเสียอีกที่สำคัญปราณธรรมชาติก็ดูจะไม่เหมือนเดิม เดินตามหลังหวังมู่ไม่กี่ก้าว เฟิงเสวียก็พบสิ่งประหลาดอีกแล้วมันดูคล้ายพาหนะเป็อย่างมาก เพียงแต่ดูเ็า และแข็งแกร่ง ได้ยินคนอื่นเรียกสิ่งประหลาดนี้ว่า‘รถยนตร์’
รถยนต์เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเร็วกว่ารถเทียมม้าที่เฟิงเสวียเคยนั่งหลายเท่า แถมยังมีลมเย็นช่วยให้สดชื่น
‘ทำไมทุกอย่างเปลี่ยนไปมากขนาดนี้’ เฟิงเสวียคิดในใจ ขณะสายตามองออกไปยังตึกสูงใหญ่มากมายภายนอก
หวังมู่พาเฟิงเสวียมาพักคฤหาสน์นอกเมือง เพราะที่นี่เงียบสงบ ห่างไกลความวุ่นวายคนรับใช้ก็ไว้ใจได้ แต่อย่างไรก็ตามพอเหล่าคนใช้เห็นหวังมู่พาผู้หญิงเข้ามาในบ้านทั้งหมดต่างก็เบิกตาโต แทบเสียกิริยาที่ฝึกมาหลายปี
‘โอ้! นายน้อยไม่ได้เป็เกย์’
‘แฟนนายน้อย สวยมาก!’
‘พระเ้า เธอท้องแล้ว’
ถ้าตาไม่บอด แค่มองผ่านๆก็รู้แล้วว่าเฟิงเสวียนั้นท้องอยู่ แถมนายน้อยหวังมู่เคยพาผู้หญิงกลับบ้านเสียที่ไหน?
“ป้าฟาง ขออาหารอ่อนๆมาหนึ่งชุดครับ”
“นายน้อยรอสักครู่นะ เดี๋ยวป้าจะสั่งครัวทำมาให้”
เฟิงเสวียกวาดตามองไปรอบบ้านแล้วพบว่าแม้ที่นี่จะมีขนาดเล็กกว่าบ้านในอดีตของตัวเองแต่การตกแต่งนั้นเทียบกันไม่ได้เลยบ้านของหวังมู่ดูราวกับพระราชวัง ไม่สิ แม้แต่พระราชวังก็ยังไม่งดงามขนาดนี้
หลังจากป้าฟางเอาโจ๊กต้มพุทรามาเสิร์ฟหวังมู่ก็ให้ทุกคนแยกย้ายกลับไปพักได้ ส่วนตัวเองก็นั่งจ้องผู้หญิงข้างๆพลางใช้ความคิดไปด้วย
“คุณเฟิง่ที่เดินทางมานี่ คุณคงพอจะรู้แล้วว่าโลกนี้มันเปลี่ยนไปมากขนาดไหน่นี้คุณต้องอาศัยอยู่กับผมไปก่อน”
เห็นเฟิงเสวียพยักหน้าตกลงอย่างว่าง่ายหวังมู่ก็พูดต่อว่า “เพียงแต่การอยู่ด้วยกันมันจะพิเศษสักหน่อยคุณจะมีหน้าที่เป็แฟนของผม คำว่า ‘แฟน’ ในที่นี้ความหมายก็คล้ายกับคำว่าคู่หมั้น ถึงเราจะนอนห้องเดียวกันแต่จะเป็คนละเตียง ไม่ต้องห่วงผมจะไม่ทำอะไรคุณเด็ดขาด”
เฟิงเสวียยิ้มเล็กน้อยรู้ตัวดีว่าด้วยสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้มีตัวเลือกไม่มากนักถึงหวังมู่จะมีแผนร้ายในใจ แต่แล้วไงล่ะ?เธอกำลังท้องอยู่ แทบคนพวกนี้ก็ดูอ่อนแอ ไม่มีพลัง จะทำอะไรเธอได้?
“ข้าตกลงแต่เ้าต้องบอกข้าทุกอย่างที่เปลี่ยนไปด้วย”
“นั่นเป็สิ่งที่ผมต้องทำอยู่แล้ว”
ถึงจะพูดว่านอนคนละเตียงแต่ในห้องของหวังมู่ก็มีเตียงนอนอยู่แค่เตียงเดียวอยู่ดีทำให้หวังมู่จึงต้องนอนบนฟูกด้านล่างแทน ส่วนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของเฟิงเสวียก็ซื้อหามาแล้วระหว่างทาง ในคืนนั้นต่างคนต่างนอนหลับกันอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังมู่ฝากเฉียวอี้ ให้ช่วยดูแลเฟิงเสวีย ส่วนตนเองก็ไปทำงานเฉียวอี้แนะนำสิ่งต่างๆ ที่ควรรู้ให้กับเฟิงเสวียมากมาย ไม่ว่าจะการพูดจา สิ่งของสังคม สภาพของโลกทุกวันนี้ ซึ่งเฟิงเสวียก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเธอใช้เวลาในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น ในหกเดือนนี้หวังมู่ได้พาเธอไปทำบัตรประชาชนมาด้วยโชคดีที่แถบจังหวัดชายแดนการตรวจตราไม่เข้มงวดนักขอเพียงมีเงินก็สามารถขึ้นทะเบียนให้คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าได้แถมหวังมู่ยังเป็คนมีอำนาจ อย่าว่าแต่เ้าหน้าที่รัฐระดับต่ำๆ เลย แม้แต่คนของรัฐบาลส่วนกลางยังต้องคิดอีกสามรอบถ้าอยากจะมีปัญหากับตระกูลหวัง
ในเดือนที่เจ็ดหวังมู่ได้พาเฟิงเสวียไปฝากครรภ์ การไปครั้งนี้ทำให้ตระกูลหวังบ้านแทบแตกเพราะจู่ๆ นายน้อยของตระกูลดันไปทำผู้หญิงท้องทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานเดือดร้อนถึงนายท่านหวังต้องรีบมาโรงพยาบาลเพราะอยากรู้ว่าสะใภ้มีหน้าตาเป็แบบไหน
ทันทีที่นายท่านตระกูลหวังได้เห็นหน้าสะใภ้ก็แทบจะลมจับเพราะหน้าตาสะใภ้สวยอย่างกับหลุดมาจากภาพวาด พอได้ลองสอบถามถึงได้รู้ว่าเป็หญิงสาวที่เติบโตมาเขตปกครองตนเองแถบชายแดนไม่มีญาติที่ไหน พอนายท่านตระกูลหวังฟังแล้วก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา เพราะภูมิหลังของสะใภ้คงจะไม่ธรรมดาไปมากกว่านี้อีกแล้ว
‘เอาเถอะถึงยังไงตระกูลหวังของเรา ก็ไม่จำเป็ต้องแต่งงานเพื่อผลประโยชน์’
สามเดือนถัดมาก็ถึงวันคลอดในวันนี้ทุกคนในตระกูลหวังต่างยุ่งวุ่นวายเป็พิเศษต่างเป็กังวลว่าสะใภ้อย่างเฟิงเสวียจะคลอดเด็กในท้องออกมาได้อย่างปลอดภัยไหม?ติดขัดอะไรหรือเปล่า? ไม่รู้ว่าเป็เพราะโชคหรือว่าเพราะเด็กในท้องรู้ความ การคลอดเป็ไปอย่างราบรื่นจนหมอทำคลอดต่างรู้สึกประหลาดใจ
ทารกเพศชายอยู่ในอ้อมกอดของหมอทำคลอดไม่ร้องโวยวาย นี่ถ้าไม่ได้พบว่าลมหายใจ และสัญญาณต่างๆ ของทารกปกติหมอคงคิดว่าทารกคนนี้ต้องมีปัญหาแล้ว ่จังหวะนี้หวังมู่เองก็เข้ามาดูทารกในอ้อมกอดของหมอเช่นกัน พริบตานั้นหวังมู่รู้สึกว่าตนเองคล้ายกับต้องแบกรับสิ่งที่หนักหนาเอาไว้คิดขึ้นในใจว่า ‘หวังเฟิงถึงลูกจะไม่มีสายเืของพ่ออยู่ในตัว แต่ลูกคือลูกของพ่อ’