ผ่านมาอีกหลายวัน วันนี้ต้นกล้าผักที่เฟิ่งอิงฮวาเพาะไว้ก็เติบโตและสามารถนำลงปลูกในแปลงได้แล้ว ดังนั้นวันนี้นางจึงตื่นขึ้นมาั้แ่เช้าเพราะจะรีบนำผักลงแปลงให้เสร็จก่อนที่แดดจะแรง ส่วนสหายทั้งสามที่รู้ว่าน้องเล็กของกลุ่มจะปลูกผักก็รีบมารวมตัวกันที่บ้านของเฟิ่งอิงฮวาั้แ่กลางยามเหม่าแล้ว
ั้แ่วันที่เฟิ่งอิงฮวาเข้าเมืองไปขายสมุนไพร หลังจากวันนั้นนางและสหายทั้งสามคนก็พากันขึ้นเขาไปหาเก็บของป่าด้วยกันทุกวัน อีกทั้งตอนนี้เฟิ่งอิงฮวาก็ถือว่าเชี่ยวชาญในด้านการวางกับดักสัตว์แล้ว ดังนั้นหลายวันที่ผ่านมานางก็ได้สอนสหายของนางทั้งสามคนให้วางกับดักเป็ด้วยเช่นกัน
ทั้งสี่สาวพากันไปช่วยกันวางกับดักสัตว์ทุกวัน ได้สัตว์มาก็แบ่งกันนำกลับบ้านของตนเอง เป็เช่นนี้อยู่ทุกวันจนผู้าุโของสหายทั้งสามคนต่างก็รักใคร่เอ็นดูและรู้สึกขอบคุณเฟิ่งอิงฮวาที่ใจกว้างมอบความรู้ให้กับบุตรหลานของพวกเขาอย่างไม่หวงความรู้เลยสักนิด ทำให้ยามนี้ครอบครัวของพวกเขาต่างก็มีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนอย่างเทียบกันไม่ได้เลยทีเดียว
"ข้าจะรับผิดชอบผักแปลงนี้เอง เสี่ยวฮวา…แปลงนี้เ้าจะปลูกผักอะไร?" หวงอันพูดขึ้นด้วยความสดใส วันนี้นางเองก็ตั้งใจจะมาปลูกผักช่วยสหายเช่นกัน ซึ่งท่านพ่อท่านแม่ก็อนุญาตให้นางมาด้วยความเต็มใจ
"อืมมม…แปลงนั้นปลูกป๋ายช่าย (ผักกาดขาว)ก็แล้วกันเ้าค่ะ ส่วนแปลงถัดมาก็ปลูกคงซินช่าย (ผักบุ้ง) แปลงนี้ปลูกก้ายหลานช่าย (ผักคะน้า) ต่อมาก็เปาซินช่าย (กะหล่ำปี) แล้วก็แปลงสุดท้ายปลูกชิงช่าย (ผักกวางตุ้ง)" เฟิ่งอิงฮวาบอกกล่าวออกไปอย่างสบายๆ
เมื่อได้รับคำตอบจากน้องเล็กของกลุ่มแล้ว หวงเจียลี่ หวงเหมยและหวงอันก็รีบลงมือปลูกผักกันอย่างคล่องแคล่วทันที หญิงสาวทั้งสามคนนั้นทำงานกันได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกนางปลูกผัก แต่ล่ะคนต่างก็ปลูกผักเป็ั้แ่อายุสี่ห้าขวบปีเลยกระมัง ดังนั้นการมาช่วยเฟิ่งอิงฮวาปลูกผักวันนี้ถือเป็เื่เล็กน้อยมากสำหรับพวกนาง
ปลูกผักแปลงใหญ่ทั้งห้าแปลงกลับใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วยามก็เสร็จแล้ว เฟิ่งอิงฮวาที่ทำข้าวต้มเอาไว้จนเต็มหม้อใหญ่ก็รีบเข้าไปยกหม้อข้าวต้มออกมาจากห้องครัวมาวางไว้ที่โต๊ะไม้กลมใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยามนี้ให้ร่มเงาได้ดีมากแล้วเรียกสหายทั้งสามมากินข้าวเช้าด้วยกันอย่างเป็กันเอง
หวงเหมย หวงอันและหวงเจียลี่ไหนเลยจะอดทนกับกลิ่นหอมๆของข้าวต้มหม้อใหญ่ไหว และแต่ล่ะคนต่างก็รู้แก่ใจดีว่าคงจะปฏิเสธเสี่ยวฮวาไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นทั้งสามคนจึงพากันเดินไปล้างไม้ล้างมือแล้วเดินมานั่งกินข้าวต้มอย่างว่าง่ายทันที
ข้าวขาวที่ถูกนำมาต้มพร้อมกับเนื้อใก่สับที่ถูกหมักจนนุ่มเด้งและถูกปั้นเป็ก้อนเล็กๆพอดีคำใส่ลงไปในหม้อข้าวต้ม เมื่อตักข้าวเข้าปากก็รับรู้ถึงรสชาติกลมกล่อมและแสนอร่อยอย่างที่พวกนางไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนก็ทำให้หญิงสาวทั้งสามคนถึงกับก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามหมดไปอย่างรวดเร็วและพวกนางถึงกับกินข้าวต้มหมดไปถึงคนล่ะสามชามใหญ่เลยทีเดียว
"ฮ๊าาา!! อร่อยมาก ข้าอิ่มจนลุกไม่ไหวแล้วล่ะ" หวงอันพูดขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่มีความสุขอย่างปิดไม่มิด
"เสี่ยวฮวา ฝีมือการทำอาหารของเ้าเก่งกาจยิ่งนัก แค่ข้าวต้มทั่วไปเ้ากลับทำให้มันมีรสชาติอร่อยได้ถึงเพียงนี้เชียว" หวงเจียลี่ก็พูดขึ้นมาอย่างชื่นชม
ส่วนหวงเหมยที่รู้สึกอิ่มมากก็ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของทั้งสองคนแต่นางกลับไม่เอ่ยอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวเพราะนางรู้สึกท้องตึงตัวตึง อิ่มมากจนไม่อยากขยับเลยจริงๆ
"ถูกปากพวกท่านก็ดีแล้วเ้าค่ะ" เฟิ่งอิงฮวาก็พูดขึ้นพร้อมกับพยายามกลั้นขำอย่างเต็มที่ สภาพของสหายแต่ล่ะคนนั้นช่างไม่เหลือเค้าของความเรียบร้อยเลยจริงๆนะ
หลังจากที่นั่งพักให้อาหารย่อยแล้ว หวงอัน หวงเจียลี่และหวงเหมยก็พากันกลับไปช่วยงานที่บ้านกันต่อ ส่วนเฟิ่งอิงฮวาก็เดินเข้าไปในบ้านแล้วนำเอากระดาษที่ซื้อมาจากในเมืองคราวก่อนออกมานั่งวาดรูปอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางตั้งใจวาดไซดักปลาที่นางเคยเห็นในคลิปของชาวบ้านที่ชอบทำคลิปออกไปหาปลาของชาวบ้านในต่างจังหวัด
เฟิ่งอิงฮวาจะลองวาดออกมาแล้วนำภาพนี้ไปถามผู้เฒ่าในหมู่บ้านดูว่าพอจะมีใครสามารถสานไซนี้ได้บ้างหรือไม่? แม้นางจะรู้ว่าปลาในลำธารนั้นมีจำนวนมากเพราะผู้คนไม่นิยมกินมันเพราะไม่ชอบกลิ่นคาวของปลา อีกทั้งปลาพวกนั้นยังจับได้ยากอีกด้วย
แต่เหตุผลพวกนั้นมันใช้ไม่ได้กับนางที่มาเกิดใหม่พร้อมกับความทรงจำของชาติที่แล้ว แน่นอนว่านางมีวิธีทำอาหารจากปลามากมาย แต่…นางไม่มีวิธีจับปลาเท่านั้นเอง ดังนั้นความหวังที่จะได้กินเนื้อปลาก็คงต้องภาวนาให้มีคนสานไซให้นางได้สำเร็จเท่านั้นแล้ว
"ไหนๆก็วาดไซแล้ว ลองวาดกีต้าร์พร้อมกันเลยดีกว่า เผื่อว่าจะมีช่างคนใดทำให้ข้าได้" เฟิ่งอิงฮวาพึมพำกับตนเองเบาๆ มาอยู่ในยุคนี้ตัวคนเดียว แม้จะมีสหายแต่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าบางครั้งนางก็รู้สึกเหงาและเผลอคิดถึงครอบครัวในชาติที่แล้วอยู่บ่อยๆ
รุ่งเช้าวันต่อมา เฟิ่งอิงฮวารีบกินข้าวเช้าก่อนจะออกจากบ้านเข้าไปในหมู่บ้าน นางเดินไปที่บ้านของท่านตาหวงเหลียงที่สหายบอกเอาไว้ว่าเป็ช่างฝีมือดีที่สุดในหมู่บ้านหวงิแห่งนี้แล้ว
เฟิ่งอิงฮวาเดินมาหยุดอยู่ที่รั้วบ้านไม้ไผ่ที่สูงเพียงเอวของนางเท่านั้น มองเข้าไปก็เห็นท่านตาหวงเหลียงกำลังนั่งสานตระกร้าอยู่บนแคร่ไม้ไผ่อยู่คนเดียว นางส่งเสียกเรียกชายชราด้วยความนอบน้อม เมื่อมีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งมาเปิดประตูรั้วให้ นางจึงเดินเข้าไปพูดคุยกับท่านตาหวงเหลียงทันที
"ท่านตา นี่เป็ของที่ข้าอยากจะให้ท่านช่วยทำให้ ท่านพอจะทำได้หรือไม่เ้าคะ?" เฟิ่งอิงฮวายื่นกระดาษภาพไปให้ชายชราดูพร้อมกับนั่งรอฟังคำตอบด้วยความคาดหวัง
"อืม…แม้ข้าจะไม่เคยทำและไม่เคยเห็นมาก่อน แต่คิดว่าทำได้ เพราะตามที่ดูแล้วก็ไม่ถือว่ายากอันใด" ชายชราเมื่อดูแบบวาดทั้งสองภาพแล้วก็เอ่ยตอบออกมาอย่างมั่นใจ
"เช่นนั้นท่านตาคิดราคาเท่าไรหรือเ้าคะ?" เฟิ่งอิงฮวาเอ่ยถามราคาด้วยความตื่นเต้น
"เ้านี่ข้าคิดราคาที่เจ็ดสิบอีแปะเพราะมีขนาดใหญ่กว่าตะกร้า ส่วนเ้านี่…จากที่ได้ฟังรายละเอียที่เ้าพูดมานั้นคงต้องคิดราคาสูงสักหน่อย เพราะต้องใช้ไม้พิเศษที่ค่อนข้างหายากอยู่พอสมควร ข้าคิดที่หนึ่งตำลึงเงินเ้าตกลงหรือไม่?" ท่านตาหวงเหลียงคิดราคาทำกีต้าร์ให้กับนางในราคาที่ถูกที่สุดแทบจะเท่ากับราคาต้นทุนแล้ว
"ตกลงเ้าค่ะ ใช้เวลานานหรือไม่เ้าคะข้าจะได้มารับของถูก" เฟิ่งอิงฮวาเอ่ยตอบออกไปด้วยรอยยิ้มสดใส
"เ้านี่เพียงสามวันก็น่าจะเสร็จแล้ว ส่วนของชิ้นนี้อีกสิบวันเ้าค่อยมารับไปก็แล้วกัน"
"เ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอลา" เมื่อพูดคุยตกลงกันแล้ว เฟิ่งอิงฮวาก็วางเงินมัดจำเอาไว้ที่ห้าร้อยอีแปะ จากนั้นก็เอ่ยลาผู้าุโแล้วเดินกลับไป ก่อนจะออกมานางก็ยื่นซาลาเปาใส้ไก่ที่นางทำเมื่อเช้านี้ให้กับเด็กชายที่เดินมาส่งที่หน้าบ้านให้ถึงสามลูกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
"ขอบคุณขอรับ" เด็กชายรับซาลาเปาทั้งสามลูกมาด้วยความดีใจพร้อมทั้งเอ่ยขอบคุณพี่สาวใจดีตรงหน้า
ซินหยานเดินกลับมาถึงบ้านก็เข้ากลางยามซื่อ เมื่อเห็นว่ายังพอมีเวลา หญิงสาวจึงได้แบกตระกร้าเดินขึ้นเขาหลังบ้านไปคนเดียว วันนี้นางอยากจะไปหาเก็บสมุนไพรดู เผื่อโชคดีได้สมุนไพรล้ำค่านำไปขายหารายได้เข้ากระเป๋าอีกครั้ง แม้ครั้งที่แล้วนางจะขายเห็ดหลินจือมาได้ถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยตำลึงทองเพราะมีอยู่ดอกนึงที่อายุถึงพันปีเชียวนะ
ถึงจะมีเงินในมืออยู่แล้ว แต่ใครเล่าจะรังเกียจเงินทอง เฟิ่งอิงฮวาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น คติของนางก็คือมีเงินเท่านั้นถึงจะมีความสุขได้อย่างแท้จริง ชีวิตของคนเรานั้นต้องกินต้องใช้นี่นา
วันนี้เฟิ่งอิงฮวาเลือกเดินไปอีกเส้นทางหนึ่งที่ไม่มีรอยเท้าของคนหรือสัตว์ใหญ่ผ่าน นางอยากจะลองไปทางนี้มาหลายวันแล้ว แต่หากพาสหายไปด้วยก็กลัวอันตรายเพราะนางเองก็ไม่เคยไปมาก่อน วันนี้มีโอกาสก็ไปสำรวจป่าทางนี้ดูเลยก็แล้วกัน
และการตัดสินใจของนางในวันนี้ก็ถือว่าเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดจริงๆ เพราะเพียงแค่เดินเข้ามาในป่าทางทิศตะวันออกได้ไม่นาน เฟิ่งอิงฮวาก็เก็บเกี่ยวสมุนไพรทั่วๆไปได้ไม่น้อยเลย นอกจากสมุนไพรแล้วนางยังได้ผูเถามาอีกครึ่งตะกร้า ยิ่งเดินเข้าไปลึกชึ้นเรื่อยๆนางก็ยิ่งพบสมุนไพรที่หายากขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน
"ป่าฝั่งนี้อุดมสมบูรณ์มากเลยนะนี่ สมุนไพรเยอะเพียงนี้ถือเป็โชคลาภของข้าแล้ว คิกคิก" เฟิ่งอิงฮวาพึมพำกับตัวเองเบาๆอย่างมีความสุข
เดินเข้าไปลึกอีกสักหน่อยนางก็ได้ยินเเสียงน้ำไหล หญิงสาวจึงเดินไปตามเสียงน้ำไหลก่อนจะพบกับผาน้ำตกที่สูงชัน นางมองลงไปในน้ำใสก็พบปลาตัวใหญ่ที่แหวกว่ายไปมาอย่างอิสระ อากาศที่นี่สดชื่นและเย็นสบายยิ่งนัก เฟิ่งอิงฮวาเดินไปนั่งข้างๆลำธารพร้อมกับนำซาลาเปาออกมากิน สายตาก็มองสอดส่องไปทั่วบริเวณเพื่อหวังจะพบเจอสมุนไพรดีๆเพิ่มอีก
หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว นางมองขึ้นไปดูดวงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำลงแล้วก็ได้แต่นึกเสียดาย 'เฮ้อออ!!! วันนี้คงต้องกลับบ้านก่อนแล้วล่ะ พรุ่งนี้ค่อยชวนพวกพี่เจียลี่มาหาเก็บผักและสมุนไพรอีกครั้งก็แล้วกัน'