ศรีสมรคิดหนักจนจิตตก เพราะการไปละเมิดสิ่งที่มองไม่เห็น น่าจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยโสภา
“ ฮ้า…แล้วชั้นจะทำยังไงดี ”
ทว่าอาจารย์หนุ่มกลับไม่แยแส พร้อมถอนแก่นกายออกไปสะบัด คล้ายประสงค์จะให้เมือกเหนียวหลุดจากเนื้อหนัง
ศรีสมรชักเริ่มฉุน เพราะอาจารย์หนุ่มดูไม่แคร์ความรู้สึกของเธอเลย แต่เจ้าหล่อนก็ไม่กล้าต่อปาก ด้วยกลัวว่าจะผจญพลังแปลกๆของอีกฝ่าย
“ ชิ…ดูสิ ชั้นกลัวขนาดนี้ ยังทำท่าไม่สนใจ นี่ชั้นเป็นลูกศิษย์คนโปรดที่เปย์ตังค์ไปให้แกตั้งหลายหมื่นแล้วนะ เทคแคร์กันบ้างสิ ”
แต่คำด่าในใจของคุณนายสาวดูจะไม่เข้าหูของหมอไสยศาสตร์วัยละอ่อน เพราะหลังจากแต่งตัวเสร็จ หนุ่มน้อยก็ทิ้งตัวลงนอนซะอย่างงั้น ไม่นาน ก็บังเกิดเสียงกรนที่ดังแผ่วเบา
“ ฟรี้……”
ศรีสมรอยากวิ่งเข้าไปตบกะโหลกซักหลายๆฉาด แต่ก็พยายามสงบใจไว้ ซึ่งก็นับหนึ่งถึงสิบอยู่หลายวาระ กว่าจะเย็นลง
“ ฟู่….ยุบหนอ พองหนอ ”
และพอหายขุ่นเคืองได้เล็กน้อย เจ้าหล่อนก็กระแทกเท้าเสียงดัง พร้อมจรลาออกจากตำหนัก
“ ฮึ่ม…หนูไปแล้วนะคะ ”
……………………….
ศรีสมรไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองต้องโมโหขนาดนี้ อาจเป็นเพราะเธอถูกอาจารย์ล่วงเกินอย่างอุกอาจ ราวกับตัวเองเป็นเพียงนางบำเรอไร้ราคา หรือไม่ก็โดนหมอไสยศาสตร์หนุ่มปล่อยให้อยาก แล้วจากไป
“ ไม่ใช่ ไม่ เราไม่ได้คิดแบบนั้น ที่โกรธ เป็นเพราะถูกตาอาจารย์นั่นย่ำยีต่างหาก ”
ไม่มีใครรู้ว่าศรีสมรโกหกตัวเองหรือพูดความจริง แต่หมกมุ่นได้ไม่นาน เธอก็ต้องละทิ้งมันไป ด้วยรู้สึกว่าตนเองกำลังยืนอยู่หน้าบันไดบ้าน
“ เอ๊ะ! นี่เราออกจากบ้านของท่านอาจารย์แล้วนี่ งั้นก็แปลว่า…..”
สัญชาตญาณระวังภัยวิ่งแล่นไปรอบกาย เหตุเพราะเมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อน เธอเกือบจะถูกไอ้ยอดข่มขืนแถวๆนี้ โชคดีที่จังหวะสุดท้าย ดันแทงเข่าเข้ากล่องดวงใจของมัน เลยรอดพ้นจากมือมาร
“ ใช่แล้ว ที่นี่คือ…โซนอันตราย ไอ้ยอดมันต้องซุ่มอยู่แน่ๆ ”
แต่ไม่ว่าเหลียวซ้ายแลขวาซักเท่าใด คุณนายสาวก็พบเจอกับความว่างเปล่า ราวกับว่าไอ้เดนคนนั้นเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ตัวตน กระนั้นศรีสมรก็ยังไม่วางใจ จึงค่อยๆย่างก้าวอย่างระมัดระวัง สองมือยกขึ้นมากุมแถวทรวงอก หวังจะใช้กรงเล็บคมคอยจิกข่วน
“ ประมาทไม่ได้ ไอ้เลวนั่นต้องหลบอยู่แถวนี้ ”
ทว่าการคาดการณ์ของคุณนายสาวดูเหมือนจะผิดไป เพราะตลอดทางจากตำหนักถึงรถเก๋งคันโปรดล้วนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดปรากฏกาย เธอจึงรีบเปิดประตู แต่ก็กดปุ่มผิดถูก ด้วยตื่นตระหนกจนมือไม้สั่น
“ เปิดซักทีสิ ไอ้ประตูรถบ้า ”
“ กริ๊ก…..”
ในที่สุด ประตูเจ้ากรรมก็คลายล็อคซักที คุณนายสาวจึงรีบพรวดเข้าไปในรถ จากนั้นก็นั่งนิ่งราวรูปปั้นอยู่เกือบนาที คล้ายว่ากำลังสงบจิต
“ เราอยู่ในรถแล้ว เราปลอดภัยแล้ว ”
ศรีสมรปลุกปลอบตัวเองด้วยประโยคเดิมๆ ไม่นาน สภาพจิตใจก็เริ่มผ่อนคลาย และมีสติมากพอจะบังคับรถได้ จึงรีบสตาร์ทเครื่อง
“ เรารอดแล้ว ต่อจากนี้ไป คงไม่มาที่นี่อีก ” ความตึงเครียดเริ่มมลายหายไป รอยยิ้มผุดขึ้นมาได้ เหตุเพราะเจ้าหล่อนคิดจะเลิกทำของถาวร ซึ่งนั่นหมายถึงการหลุดพ้นจากฝันร้าย
ทว่าไสยศาสตร์หาใช่สิ่งที่ใครๆจะสลัดได้ง่ายๆ แม้ความตั้งใจของสาวใหญ่จะเป็นแบบนั้น แต่อาถรรพ์ต่างๆมักนำพาให้ผู้ที่เคยเกี่ยวข้อง ต้องเดินทางสู่เส้นทางเสื่อมทราม ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ด้วยมีใครบางคนนอนเหยียดยาวอยู่บนที่วางเท้าตรงเบาะหลัง แน่นอนว่าเขาผู้นั้นก็คือ…..นายยอด และตอนนี้หมอนั่นก็กำลังฉีกยิ้ม
“ หึ หึ หึ……ในเมื่อเล่นตัวดีนัก กูก็จะแอบตามไปให้ถึงบ้านของมึง แล้วอาศัยจังหวะเผลอ ดอดเข้าไปจัดหนักชนิดข้ามคืนเลยทีเดียว ”
………………………
ศรีสมรรู้สึกสบายใจ โดยหารู้ไม่ว่า…เจ้าหล่อนกำลังพกพาเสือร้ายกระหายกามติดตัวไปด้วย เลยฮัมเพลงเบาๆตามเสียงดนตรีที่แว่วจากวิทยุหน้ารถ
“ ขณะที่เราเดินอยู่ในทุ่งทองคำ As we walk in fields of gold เธอจึงรับความรักของเธอไป So she took her love เพื่อที่จะได้จ้องมองไปสักระยะหนึ่ง For to gaze a while บนทุ่งข้าวบาร์เลย์ Upon the fields of barley ” (ชื่อเพลง Fields of Gold ของสติง ดังในยุค 90)
คลื่นเสียงดังกล่าวได้ทำลายโสตประสาทของนายยอดที่หมอบซุ่ม เพราะกระแสของมันแลสงบ นุ่มนวล และถึงอันธพาลร่างยักษ์จะไม่เข้าใจความหมายของเนื้อเพลงฝรั่ง แต่ก็พอเดาออกว่า….มันต้องเลี่ยนจนแทบอ้วกเป็นแน่
“ ฮึ่ม…เมื่อไหร่จะถึงที่หมายซักทีวะ กูอยากเอาตอประจำกายอุดปากนังคุณนายคนสวยเหลือเกิน จะได้ไม่แหกปากร้องเพลงตะบักตะบวยนี้ให้เสียหู ”
และไม่ต้องให้รอนาน เก๋งญี่ปุ่นขนาดกะทัดรัดก็มาถึงจุดหมาย ซึ่งก็คือคฤหาสน์ของคุณนายสาว เธอจึงจอดรถไว้ในโรงเก็บที่ปูพื้นซีเมนต์แบบหยาบๆ พร้อมติดหลังคากันแดดกันฝน
“ เฮ้อ…ถึงซะที ” พอดับเครื่องยนต์ ศรีสมรก็บิดขี้เกียจเบาๆ บรรยากาศแลคล้ายกับเหตุการณ์ช่วงที่หนังสยองขวัญใกล้จะจบ ซึ่งดูปลอดโปร่งและผ่อนคลายจนทำให้ลืมเลือนบางสิ่งเสียสนิทใจ นั่นก็คือ…..คำสั่งของอาจารย์หนุ่ม
“ ห้ามสบตากับใครตลอดทั้งวัน ”
“ ล้า ล้า ล้า……” ศรีสมรยังคงฮัมเพลงไม่เลิก แต่ไม่นาน โสตประสาทก็เหมือนจะได้ยินเสียงปิดประตูรถอีกครั้ง
“ ปัง…”
“ เอ๊ะ! อะไรกันน่ะ ” คิ้วเรียวเริ่มขมวดนิ่ว ประมาณว่ากำลังสงสัยและสับสน เนื่องจากเมื่อกี้ ตนเพิ่งจะปิดประตูรถ ดังนั้นเสียงดังกล่าวไม่ควรจะดังขึ้นมาอีก เลยสำรวจรอบคัน แต่ก็ไม่พบอะไร นอกเสียจากละอองดินแดงที่เกาะตามพื้นปูน
“ เอ…..มันก็ไม่มีอะไรนี่นา หรือว่าจะเป็น…..บรื้อ….ไม่นะ….” ถึงตรงนี้ ศรีสมรเริ่มห่อกาย ภายในรู้สึกขนลุก เพราะสำเหนียกได้ว่า…มันอาจมีอะไรที่มองไม่เห็น ติดตามเธอมาถึงบ้านก็เป็นได้
แต่ในความเป็นจริงก็คือ…นายยอดอาศัยจังหวะชุลมุน ดอดออกมาก่อนที่เจ้าหล่อนจะล็อครถ จากนั้นก็รีบคลานไปหลบหลังต้นเสาใหญ่ที่อยู่ไม่ห่าง
“ หึ หึ หึ นังคนสวย มึงจับไม่ได้หรอก เพราะกูน่ะชำนาญด้านลอบเร้นชนิดไม่แพ้ใครในหน่วยรบพิเศษที่เคยประจำการ ” ยอดคำรามในลำคอ ดวงตาจ้องมองร่างอวบอัดที่ชวนขย้ำของหญิงสาว
คุณนายสาวยืนหลอนอยู่นานพอดู สองเท้าแข็งทื่อ ความเยือกเย็นวิ่งแล่นไปทั่วไขสันหลัง เธอรวบรวมกำลังใจอยู่นานสองนาน ก่อนจะก้าวจากตรงนั้นได้
“ ไม่ไหวแล้ว น่ากลัวชะมัด รีบหนีเข้าบ้านดีกว่า หวังว่าไอ้ภูตผีปีศาจจะไม่ตามเข้ามา ”
เมื่อแลเห็นเหยื่อเริ่มขยับ ยอดก็เคลื่อนกาย หวังติดตามสมันน้อยในอุ้งมือ แต่แล้วอาชาญากรร่างใหญ่ก็ต้องหยุดชะงัก แล้วกลับไปซ่อนตัวตามเดิม เพราะเห็นว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาหาคุณนายสาว
คนๆนั้นเป็นชายวัยกลางคนร่างอ้วนใหญ่ ผิวดำปานหมึก ดวงตากลมโต รับกับคิ้วดกดำ ผมสั้นเกรียนติดหนังหัว ทั่วกายมีแต่กลิ่นเหงื่อ แถมยังสวมเสื้อยืดและยีนส์สั้นราคาถูก อันบ่งบอกว่าตานี่น่าจะเป็นชนชั้นแรงงาน และคนๆนั้นก็คือหัวหน้าคนงานผู้มีนามว่า “อ้วน”
“ ว้าย……” ศรีสมรสะดุ้งโหยง เพราะขวัญเสียตั้งแต่เจอเรื่องประหลาดเมื่อครู่นี้ ชายร่างอ้วนใหญ่จึงรีบไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง
“ คะ…คุณนายครับ เป็นอะไรไป ดูสิ หน้าซีดเชียว ”
“ เฮอะ ชั้นก็ตกใจเธอน่ะสิ จู่ๆก็ดิ่งมาหาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ” คุณนายสาวเอามือทาบอก จากนั้นก็เฉ่งชุดใหญ่ ทำให้หัวหน้าคนงานต้องรีบขอโทษขอโพย แต่พอได้สบตากัน ชายวัยกลางคนร่างอ้วนก็ชะงักงัน ราวกับไก่ต้มเจอซอสพริก
“ อึก…..”
“ เอ๊ะ! คราวนี้เป็นอะไรอีกล่ะ ดูสิ ถึงกับนิ่งไปเลย ” กิริยาของศรีสมรแปรเปลี่ยนเป็นงุนงง เลยยื่นมือขวาไปโบกใกล้ใบหน้าของหัวหน้าคนงาน เพื่อเช็คดูว่า…สติยังคงอยู่ในร่างมั้ย ชายอ้วนใหญ่จึงกลับมาตอบสนอง
“ โอ้ว…มะ…ไม่มีอะไรครับ ผะ…ผมแค่…อ่า…เอ่อ….ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า…ผะ..ผมเป็นอะไร ” นายอ้วนทำตัวไม่ถูก มือไม้ปาดป่ายไปตามตัว คล้ายถูกความร้อนรุ่มกระจายเข้าจู่โจม ใบหน้าอวบอูมก็แดงก่ำจนทำให้ผิวที่ค่อนข้างคล้ำดูผุดผาด
ศรีสมรพิเคราะห์อยู่ไม่นาน เธอก็สรุปในใจ หัวหน้าคนงานน่าจะแค่คันคะเยอเล็กน้อย อาจเกิดจากการแพ้อาหารจนผื่นขึ้น เลยไม่ค่อยใส่ใจ เพราะมันเป็นอาการที่ห่างไกลจากอันตราย จึงปิดท้ายด้วยการออกคำสั่ง
“ เอาล่ะ ถ้าเธอไม่เป็นไรมาก ก็ดีแล้ว ดังนั้นช่วยตามชั้นเข้ามาในบ้าน จะได้สั่งงานที่ต้องทำพรุ่งนี้ ”
พอศรีสมรพูดจบ เธอก็หันหลังกลับ แล้วเดินตรงไปยังที่พัก โดยไม่สนว่านายอ้วนจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ เพราะถือว่าตัวเองเป็นคนจ่ายค่าจ้าง จึงมีสิทธิสั่งอย่างไรก็ได้
ทว่า….นายอ้วนเองก็ออกจะยินยอมพร้อมใจ มือขวาลดต่ำลงมาลูบคลำเป้ากางเกงที่ปูดโปนเป็นรูปลำ ดวงตาจ้องมองบั้นท้ายงอนงามที่ซ่อนตัวอยู่ในกระโปรงสั้นรัดรูป ซึ่งตอนนี้ กำลังสะบัดไปมาตามจังหวะเคลื่อนกาย
“ อู้ว…..ทำไมจู่ๆ ถึงอยากเป็นผัวของนายหญิง แถมความรู้สึกนี้ก็รุนแรงจนแทบห้ามใจไว้ไม่อยู่ หรือว่า…เราควรปล่อยตัวไปตามสัญชาตญาณ ”
ขณะนั้นเอง…สายลมเย็นวาบก็พัดผ่านเข้ามากระทบกาย ทั้งที่อากาศภายในคฤหาสน์ควรจะอบอ้าวมากกว่านี้
“ วิ้ว…….”
กลิ่นเหม็นเน่าลอยตลบเข้านาสิกประสาท ความร้อนรุ่มในกายกลับพุ่งขึ้นมาเป็นเท่าทวี ราวกับมีใครบางคนเอากองไฟมาลนกลางอก นายอ้วนเลยหอบถี่ ดวงตาพร่ามัว พร้อมมองเห็นเงาดำที่ยืนประกบหลัง มันแสยะยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะส่งเสียงกระซิบ
“ ไปเถอะ….”
นายอ้วนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วหัวเราะหึหึ ดวงตากลมโตที่ดูซื่อสัตย์แปรเปลี่ยนเป็นถมึงทึง
“ หึ…ถ้ามันเป็นโชคชะตา เราก็ต้องน้อมรับเอาไว้ ”
ศรีสมรไม่รู้เลยว่า…..มีบางสิ่ง…..ที่เธอเผลอล่วงเกินแบบไม่ได้ตั้งใจ และมันกำลังใช้ร่างของหัวหน้าคนงานเป็นเครื่องมือในการล้างแค้น
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
