บทที่ 28
แขกจากแดนไกล
สิบวันต่อมา
ใน่สิบวันที่ผ่านมาบรรยากาศภายในเมืองไป๋สือยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก ใน่สิบวันที่ผ่านมาไม่เพียงความวุ่นวายเกี่ยวกับเื่ของสัตว์อสูรที่อาละวาดจะไม่ลดน้อยลงแต่ยิ่งย่ำแย่ขึ้นไปอีก
่ก่อนหน้านี้อาจจะมีหมู่บ้านถูกโจมตีค่ำคืนละหนึ่งแห่ง แต่ใน่หลังๆมานี้มีหมู่บ้านสองถึงสามแห่งโดนโจมตีในคืนเดียว
และในวันนี้เมืองไป๋สือที่ซบเซามาเป็เวลาหลายวัน กับมีแขกสองคนที่แปลกต่างเดินทางมาถึง บริเวณประตูทางเข้าเมืองฝั่งตะวันตกที่เป็ย่านที่มีผู้คนหนาแน่นมากที่สุด ร่างของชายหนุ่มสองคนที่สวมใส่อาภรณ์นักพรตที่แปลกตาย่างเท้าเข้ามาภายในเมือง
ทางด้านขวาเป็ชายหนุ่มที่อายุไม่มากมองจากภายนอกก็เป็ชายหนุ่มที่มีอายุราวๆยี่สิบต้นๆเท่านั้น ใบหน้าหล่อเหลาท่วงท่าดูสง่างามสวมใส่ชุดนักพรตสีเขียวอ่อน หลังจากที่ชายหนุ่มก้าวเข้ามาภายในเมืองก็กวาดสายตามองรอบๆอย่างสนอกสนใจ
ส่วนชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ทางด้านซ้ายมีรูปลักษณ์ภายนอกเป็บุรุษวัยยี่สิบปลายๆ ใบหน้าหล่อเหลามีกลิ่นอายเหนือสามัญ ท่วงท่าสงบนิ่งยามก้าวเดินก็ทำเพียงมองตรงไปด้านหน้าเท่านั้น ชุดอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ก็เป็ชุดรูปแบบเดียวกับชายหนุ่มคนแรกบ่งบอกว่ามาจากขุมกำลังเดียวกัน
ทั้งสองคนที่ก้าวเดินเข้ามาภายในเมือง เห็นได้ชัดเจนว่าตกเป็เป้าสนใจของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด อาจจะเป็เพราะท่วงท่าและท่าทางที่ดูไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าผู้คนภายในเมืองจะดูให้ความสนใจกับทั้งสองแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปสืบถามหรือทักทาย ปล่อยให้คนทั้งสองเดินผ่านหน้าของตนเองไปเช่นนั้น
ชายหนุ่มทางด้านขวาที่ั้แ่เข้าเมืองมาก็มองรอบๆอยู่ตลอดเวลาในที่สุดก็หันไปเอ่ยถามศิษย์พี่ทางด้านซ้าย “ศิษย์พี่สถานที่แห่งนี้คือเมืองไป๋สืองั้นหรือ? ชั่งเป็สถานที่เล็กๆเสียจริง ไม่คิดเลยว่าเมืองเล็กๆเช่นนี้จะมีต้นรวมปราณเติบโตอยู่ด้วย”
“ศิษย์พี่ไม่สู้ท่านเดินไปยังกองเนตร์ แล้วไปบอกหัวหน้ากองเนตร์ผู้นั้นให้หลบทางไปเองดีหรือไม่ พวกเราจะได้ไม่ต้องลงมือ”
ชายหนุ่มทางด้านซ้ายที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ ท่วงท่ายังคงสงบนิ่งไม่ได้มีความหยิ่งยโสเหมือนกับศิษย์น้องของตนเองที่อยู่ข้างกาย แถมเมื่อได้ยินศิษย์น้องของตนเองเอ่ยปากเช่นนั้น เขายังเอ่ยตักเตือนออกไปด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “เ้าประมาทเกินไปแล้ว กองเนตร์อย่างไรก็เป็กองเนตร์ ต่อให้เมืองแห่งนี้เป็เมืองเล็กๆ แต่ก็ยังคงเป็กองเนตร์ ยังคงเป็หนึ่งในกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของราชสำนัก”
“เมื่อถึงเวลาจริงๆ จำเอาไว้ว่าทำให้คนของกองเนตร์าเ็ได้ แต่ว่าห้ามสังหารเด็ดขาด”
ชายหนุ่มที่เป็ศิษย์น้องเหมือนว่าจะไม่รู้เกี่ยวกับเื่ทางโลกมากนัก เมื่อได้ยินศิษย์พี่เอ่ยออกมาเช่นนั้นก็เลิกคิวขึ้นแล้วก็เอ่ยถามออกมา “กองเนตร์น่ากลัวเช่นนั้นเลยหรือขอรับ?”
บุรุษที่เป็ศิษย์พี่ถอนหายใจออกมา “ศิษย์น้องเ้าเข้าร่วมสำนักและขึ้นเขาฝึกตนมาหลายปี ปิดด่านบำเพ็ญอยู่ภายในสำนักมาตลอดไม่เคยออกมาด้านนอก เ้าไม่รู้หรอกว่ากองเนตร์มีอำนาจมากเพียงใดภายในต้าเหยียน”
“กองเนตร์ปกครองหกสิบมณฑลดูแลควบคุมผู้บำเพ็ญ สำนักและนิกายมากมายที่ตั้งอยู่ในราชวงศ์ต้าเหยียน ล้วนแล้วแต่ถูกจับตามองโดยกองเนตร์ สำนักภายในราชวงศ์ต้าเหยียนทั้งหมด ผู้ที่สามารถพูดได้ว่าสามารถรับมือกับกองเนตร์ได้จริงๆ ก็มีเพียงแค่ห้าสำนักใหญ่เท่านั้น”
“ส่วนสำนักของพวกเรา แม้จะพูดได้ว่าไม่หวาดกลัวกองเนตร์ในมณฑลชิงหลาน แต่ถ้าเกิดจะให้รับมือกับกองเนตร์ของต้าเหยียนจริงๆต่อให้สำนักพวกเรามีอีกร้อยสำนักก็ไม่พอให้อีกฝ่ายทำลาย”
ชายหนุ่มที่เป็ศิษย์พี่เอ่ยออกมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง ตัวของเขาไม่เหมือนกับศิษย์น้องที่ฝึกฝนอยู่บนูเามาตลอด ยังไม่เคยััเกี่ยวกับเื่ขั้วอำนาจในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
ภายในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของราชวงศ์ต้าเหยียน สำหรับกองเนตร์ที่เป็กำลังที่อยู่ภายใต้หอส่องฟ้าภายในนครหลวงมันคือหนึ่งในอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุด
ต่อให้เป็สำนักของพวกเขาก็ไม่อาจจะไปยั่วยุกองเนตร์ได้ แม้ว่าสำนักของพวกเขาจะเป็หนึ่งในสำนักที่มีอำนาจมากที่สุดภายในมณฑลชิงหลานก็ตาม
ได้ยินศิษย์พี่ของตนเองอธิบายออกมาเช่นนั้น ชายหนุ่มทางด้านขวาที่เป็ศิษย์น้องก็รู้สึกประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วก็เอ่ยถามออกมาอย่างสงสัย “โอ้ว.. ในเมื่อกองเนตร์มีพลังอำนาจมากขนาดนั้น แล้วท่านเ้าเมืองแห่งเมืองไป๋สือผู้นี้เหตุใดจึงกล้าเผชิญหน้ากับกองเนตร์ละขอรับ”
ศิษย์พี่ผู้นั้นจึงให้คำตอบอย่างราบเรียบ “เพราะเ้าเมืองไป๋สือผู้นี้เขาแซ่มู่”
ศิษย์น้องผู้นั้นเหมือนจะไม่เข้าใจขมวดคิ้วอย่างสงสัยคล้ายครุ่นคิดบางอย่าง ผ่านไปสักพักนึงเขาก็พึมพำ “แซ่มู่”
“หรือว่า!!” ศิษย์น้องผู้นั้นเหมือนว่าจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ดวงตาเบิกกว้างขึ้น
ชายหนุ่มที่เป็ศิษย์พี่พยักหน้าแล้วตอบกลับ “ใช่เป็แซ่มู่ของหกตระกูลขุนนางของราชวงศต้าเหยียน”
“แม้ว่าเ้าเมืองมู่ผู้นี้จะเป็เพียงแค่คนสายรองแห่งตระกูลมู่ที่ไม่สำคัญ แต่ด้วยชื่อเสียงของตระกูลมู่ที่เป็หนึ่งในตระกูลขุนนางใหญ่ก็ยิ่งใหญ่มากพอแล้วที่จะงัดข้อกับกองเนตร์ในท้องถิ่นเช่นนี้”
สำหรับคนทั่วไปภายในราชวงศ์ต้าเหยียน พวกเขาอาจจะรู้จักเพียงแค่พวกขุนนางท้องถิ่นเท่านั้น เป็เพราะว่าถึงอย่างไรทวีปแห่งนี้แล้วก็ราชวงศ์ต้าเหยียนนั้นกว้างใหญ่มาก เพียงแค่มณฑลภายในการปกครองก็มีถึงหกสิบมณฑล เมืองในแต่ละมณฑลมีมากมายจนนับไม่หมด
เพราะแบบนั้นคนธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้ฝึกตน พวกเขาแต่ละคนรู้จักก็เพียงแค่พวกตระกูลขุนนางภายในเมืองของตนเองเท่านั้น
แต่ถ้าเกิดว่าเป็เหล่าผู้บำเพ็ญและสำนักใหญ่ต่างๆที่ตั้งอยู่ภายในราชวงศ์ต้าเหยียน รวมไปถึงพวกขุนนางที่อยู่ภายในเส้นทางของขุนนางของราชสำนัก เมื่อได้ยินคำว่าแซ่มู่สิ่งที่พวกเขาจะคิดเป็อันดับแรกก็คือคือแซ่มู่ของหกตระกูลขุนนางใหญ่
ภายในต้าเหยียนถูกปกครองโดยราชวงศ์ ภายใต้ราชวงศ์ก็คือราชสำนัก กล่าวถึงราชสำนักก็ต้องกล่าวถึงขุนนางภายในราชสำนักใหญ่ของนครหลวงแห่งนั้น ภายในแวดวงของผู้บำเพ็ญจะรู้ดีว่าราชสำนักของราชวงศ์ต้าเหยียนมีสิบสองตระกูลใหญ่ ที่เป็เหมือนกับเสาค้ำสมุทรที่คอยค้ำยันราชสำนักแห่งนั้นอยู่ แบ่งเป็ 6 ตระกูลขุนนางใหญ่ และ 6 ตระกูลแม่ทัพใหญ่
ตระกูลมู่เองก็เป็หนึ่งในหกตระกูลขุนนางใหญ่ และเ้าเมืองแห่งนี้อย่างมู่หยวนไห่เองก็มาจากตระกูลมู่ที่เป็หนึ่งในหกตระกูลขุนนางใหญ่แห่งนั้น เพียงแต่ว่าเขาเป็เพียงแค่ทายาทสายรองเท่านั้น
แม้ว่าจะเป็เพียงแค่ทายาทสายรองแต่สำหรับภายในมณฑลที่ห่างไกลแล้วก็เมืองขนาดเล็กแห่งนี้ อำนาจของเ้าเมืองผู้นี้ก็ยังมากมายจนแม้กระทั่งเ้ากองเนตร์ก็ไม่กล้าทำอันใด
ถ้าเกิดว่าเป็เ้าเมืองคนอื่นที่ไม่มีเื้ั เกรงว่าั้แ่เ้ากองเนตร์ผู้นั้นรู้เกี่ยวกับเื่ผลรวมปราณ คงจะใช้กำลังปล้นชิงไปเรียบร้อยแล้ว
แต่เป็เพราะว่าเ้าเมืองผู้นี้มาจากตระกูลมู่ ต่อให้เป็เ้ากองเนตร์แห่งเมืองไป๋สือก็ต้องชั่งใจอยู่หลายส่วน
ชายหนุ่มที่เป็ศิษย์พี่เมื่อไขข้อข้องใจให้กับศิษย์น้องของตนเองแล้วก็โบกมือ “เอาละไปพบท่านเ้าเมืองกัน เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านเ้าเมืองก็พยายามทำตัวให้ดีๆเข้าไว้”
“ขอรับศิษย์พี่”