"เรียกว่าเพชรนี่เองน้ำงามจริงๆ แม้แต่พลอยสีแดงพวกนี้ก็ยังดูงดงามกว่าที่เคยเห็นเสียอีกนะเ้าคะคุณแม่" ดาวเอ่ยรับคำบอกเล่าของน้องสาว พร้อมกับหยิบแหวนที่หัวฝังทับทิมเม็ดใหญ่ขึ้นมาชื่นชม
"เครื่องประดับพวกนี้คุณแม่กับพี่ดาวเลือกเอาไปตามที่ชอบได้เลยหนาเ้าคะ ของลูกขอแค่เพียงในห่อผ้านี้ก็พอแล้ว" จันเอ่ยบอกมารดากับพี่สาวให้เลือกเครื่องประดับนับสิบชิ้นที่เธอซื้อมาเอาไปไว้สวมใส่ ส่วนของนางขอแค่เครื่องประดับที่ติดตัวมาก็เพียงพอแล้ว เพราะทุกชิ้นนั้นมีรูปแบบอย่างที่นางชื่นชอบและมีราคาที่ไม่ธรรมดาเลย
"จะได้กระไร ของพวกนี้เป็ของลูกก็เก็บเอาไว้เองเถอะหนาแม่จัน แม่มิอยากได้ดอก" แม่นายแก้วได้ยินที่บุตรสาวคนเล็กพูดก็รีบเอ่ยปฏิเสธออกมาในทันที ของพวกนี้เป็ของบุตรสาว นางแค่หยิบมาชื่นชมความงามของมันเท่านั้น ไม่ได้คิดอยากจะได้มาเลยแม้แต่น้อย
"แต่ของพวกนี้ลูกซื้อออกมาให้คุณแม่กับพี่ดาวหนาเ้าคะ ทั้งสองคนช่วยรับเอาไว้เถอะเ้าค่ะ อย่าให้ลูกต้องเสียน้ำใจเลย อีกอย่างลูกคิดว่ามันมิค่อยเหมาะกับลูกสักเท่าใด" จันรีบเอ่ยบอกมารดาและพี่สาวด้วยท่าทางออดอ้อน ของพวกนี้ตอนที่นางเลือกซื้อก็ดูแล้วว่าเหมาะสมกับทั้งสองคน แต่สำหรับตัวนางมันจะดูเป็ผู้ใหญ่เกินไปสักหน่อย
"ก็ได้ ครั้งนี้แม่กับแม่ดาวจะรับเอาไว้ แต่ต่อไปมิต้องซื้อกระไรออกมาให้อีกแล้วหนา ถ้าแม่กับพี่ของเ้าอยากได้ก็จะหาอัฐมาซื้อเอง เข้าใจรึไม่" แม่นายแก้วเห็นท่าทางออดอ้อนของบุตรสาวก็ให้ใจอ่อนยวบ จึงยินยอมรับของเ่าั้มา แต่ไม่ลืมบอกว่าในครั้งหน้าพวกนางจะเป็คนจ่ายอัฐเพื่อซื้อหามาเอง
"เข้าใจแล้วเ้าค่ะ ถ้าเยี่ยงนั้นเื่สิ่งของอื่นที่คุณแม่้ามีกระไรบ้างรึเ้าคะ ลูกจะได้เอาออกมาให้ แต่ครั้งนี้ลูกมิขอรับอัฐหนาเ้าค่ะ ถือว่าลูกมอบให้เพื่อเป็หน้าเป็ตาแก่ของเรือนเรา แลครั้งต่อไปลูกจะรับอัฐอย่างแน่นอน" จันเอ่ยรับคำมารดา และไม่ลืมเอ่ยถามสิ่งของที่เป็สาเหตุที่ทำให้ตนเองต้องบอกเื่ของวิเศษแก่ครอบครัว และไม่ลืมบอกด้วยความแน่วแน่ว่าครั้งนี้ตนเองจะไม่รับเงินจากครอบครัวเป็อันขาด
"เฮ้อ เอาเถอะครั้งนี้แม่จะรับน้ำใจของเ้าเอาไว้ แต่ครั้งต่อไปจะต้องจ่ายอัฐเป็การแลกเปลี่ยน ตกลงรึไม่" แม่นายแก้วอยากจะเอ่ยปฏิเสธอีกครั้ง แต่พอได้เห็นท่าทางดื้อดึงของบุตรสาวคนเล็กก็ต้องยอมใจอ่อนอีกครั้ง นางรู้ดีว่าบุตรสาวคนเล็กมีนิสัยดื้อดึงและยึดมั่นเพียงใด ไม่อย่างนั้นจะทนถูกทำร้ายร่างกายอยู่นานตอนเื่ของอดีตคู่หมั้นนั้นได้อย่างไร แค่เพียงเพราะบิดาเป็คนจัดการให้เท่านั้น ทั้งที่ก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพออีกฝ่ายเลย
"เ้าค่ะ ครั้งต่อไปถ้าคุณแม่้ากระไรอีก ลูกจะยินยอมรับอัฐเป็การแลกเปลี่ยน" จันส่งยิ้มกว้างและเอ่ยรับคำมารดา ขอแค่ครั้งนี้อีกฝ่ายยอมรับของทั้งหมดที่นางเอาออกมาไว้ก็เพียงพอแล้ว ส่วนครั้งหน้านางก็จะคิดราคาเท่าใดก็ไม่มีใครรู้ด้วยอยู่ดี
จากนั้นสามคนแม่ลูกก็พูดคุยถึงสิ่งของที่ในเรือนยังขาดอยู่ รวมไปถึงข้าวของที่คิดจะจัดเตรียมเอาไว้ตอนไปเยี่ยมเรือนของออกหลวงศรียศที่อยู่ข้างกัน โดยจันได้นำเอาผลไม้สดที่มีขายในระบบร้านค้าออกมาให้มารดากับพี่สาวได้กิน และยังเลือกเอาไว้เพื่อนำไปฝากเพื่อนร่วมงาน และผู้หลักผู้ใหญ่ของผู้เป็บิดากับพี่ชายอีกด้วย เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะมีอัฐไม่เพียงพออีกแล้ว
นอกจากเอาข้าวของ อาหารสด และแห้งออกมาให้มารดาแล้ว จันยังเอาต้นผลไม้ เมล็ดพันธุ์ และอุปกรณ์การเกษตรออกมาเตรียมให้บ่าวเอาไปปลูกอีกด้วย
ส่วนเื่ที่ว่าพวกบ่าวจะเอาไปพูดก็ไม่ต้องเป็ห่วง เพราะพวกบ่าวที่ตามมาล้วนแล้วแต่ไว้ใจได้ เพราะอยู่กันมานานนับสิบปี สัญญาขายตัวเป็ทาสก็อยู่ในมือของมารดา ถ้าใครเอาเื่ในเรือนไปพูดคงไม่แคล้วหลังลายเป็แน่
และถึงแม้ว่าจันจะไม่ชอบเื่บ่าวทาสเช่นคนที่เกิดมาในยุคที่ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่นางก็ทำสิ่งใดไม่ได้ ได้แต่ยอมรับและปฏิบัติตัวกับพวกบ่าวเหล่านี้ให้ดีเท่านั้น
ซึ่งเป็โชคดีที่ทุกคนในครอบครัวก็ล้วนแต่ปฏิบัติกับบ่าวไพร่ด้วยดี ไม่มีการทารุณหรือทำร้ายร่างกายอย่างเรือนอื่น นอกจากอีกฝ่ายจะทำผิดจึงอาจจะมีโดนหวายลงหลังบ้างเพื่อให้เข็ดหลาบ
และเมื่อทำการจัดเตรียมข้าวของมากมายจนได้รับการมองค้อนจากมารดา เพราะเอ่ยห้ามมานางก็ไม่ยอมฟังยังคงหยิบเอาข้าวของออกมา ไม่ว่าจะเป็โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง ที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม ผ้าปู ก็ยังเอาออกมาจนครบหมดทุกอย่างและครบหมดทุกคน รวมไปถึงสำหรับบ่าวไพร่ก็มีครบถ้วน ส่วนของที่มีใช้อยู่ในตอนนี้ก็เป็ของเก่าที่มีติดเรือนอยู่แล้ว ซึ่งบางอย่างก็เก่าและชำรุดไปมากแล้ว แต่ของบางอย่างก็เอามาจากเรือนเก่าที่บางกอกแต่ก็ไม่ได้มีสภาพที่ดีสักเท่าไร
ยังมีในส่วนของอาหารไม่ว่าจะเป็ ข้าวสาร ผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ เครื่องปรุงต่างๆ เนื้อสัตว์ หมู ไก่ เป็ด ปลา กุ้ง และ ปู ซึ่งมีขนาดตัวใหญ่โตอย่างที่มักจับได้จากทะเลไม่ใช่ในแม่น้ำแบบนี้ ซึ่งทุกอย่างที่เอาออกมาก็น่าจะเพียงพอให้กินไปได้อีกนานนับเดือน ส่วนเื่ของจะเน่าเสียไปก่อนจันก็ไม่เป็กังวล เพราะยกให้มารดาเป็ผู้ที่ต้องกังวลไปแทน
ส่วนจันที่เห็นสายตาคาดโทษเช่นนั้นจากมารดา จึงต้องรีบเอ่ยเรียกบ่าวชายให้มาขนต้นไม้และอุปกรณ์การเกษตรไม่ว่าจะเป็ จอบ เสียม คราด พลั่ว บัวรดน้ำ ช้อนปลูก ส้อมพรวน แล้วก็รีบพากันหนีลงเรือน ด้วยข้ออ้างว่าของบางอย่างพวกบ่าวไม่รู้จัก นางจึงต้องเป็คนสอนการใช้งานให้บ่าวทุกคนเข้าใจด้วยตนเอง
และในสายตาของบ่าวทุกคนเมื่อได้เห็นข้าวของมากมายวางอยู่บนเรือนก็พากันตกตะลึง แต่ด้วยฐานะบ่าวทาสที่ขายขาด ย่อมไม่มีใครปากมากหรือสงสัย เ้านายสั่งให้ทำอะไรก็ก้มหน้าก้มตาทำตามไปก็เพียงพอแล้ว
อีกอย่างเ้านายเรือนนี้ล้วนมีเมตตากับบ่าวไพร่ ข้าวปลาอาหารมีให้กินครบทั้งสามมื้อ ไม่เหมือนเรือนอื่นที่ได้กินแค่สองมื้อหรือบางครั้งก็แค่มื้อเดียว ไม่ต้องมองที่ไหนอื่นไกลเอาแค่ตอนที่อยู่เมืองบางกอก บ่าวเรือนของพระยาพิไชยเดชและบุตรชายคนอื่นได้กินข้าวแค่วันละสองมื้อ ทำงานไม่ถูกใจก็ถูกดุด่าเฆี่ยนตี
แต่บ่าวเรือนบุตรชายคนกลางกับแม่นายแก้วได้กินข้าวครบสามมื้อเท่าเ้านาย ถึงแม้ข้าวปลาอาหารจะไม่เหมือนกันแต่ก็ทำให้อิ่มท้องได้เช่นกัน และเ้านายทุกคนบนเรือนยังจิตใจดีเปี่ยมด้วยเมตตา ไม่เคยทำร้ายหรือด่าว่าบ่าวไพร่อย่างไร้เหตุผล จึงทำให้บ่าวในเรือนเล็กท้ายสวนรักและเคารพเ้านายทุกคนเป็อย่างมาก
"เอาล่ะ ไหนมีใครรู้บ้างว่าขอบเขตของเรือนเราไปถึงกงไหนบ้าง" จันเมื่อลงมาถึงด้านล่างของเรือนและพ้นจากสายตาของมารดาแล้วก็เอ่ยกับพวกบ่าวชายที่ช่วยขนข้างของลงมา และข้างตัวยังมีอินกับอ้นที่ตามลงมาดูแลเ้านายของตนเองด้วย
"บ่าวบอกได้ขอรับ พื้นที่เรือนเราจะมีรั้วล้อมเอาไว้ทั้งหมด ออกหลวงท่านสั่งให้ทำไว้ั้แ่วันที่มาถึงขอรับ" บ่าวชายที่ดูมีอายุคนหนึ่งเป็คนเอ่ยตอบ
"ถ้าอย่างนั้นในหมู่พวกเอ็งมีใครที่ปลูกพืชผักแลผลไม้เป็บ้างรึไม่" จันพอได้ฟังก็หยักหน้ารับรู้และเอ่ยถามออกไปพร้อมกัน ซึ่งเื่การล้อมรั้วนับว่าบิดาทำได้รอบคอบดี เพราะนอกจากจะป้องกันผู้บุกรุกแล้ว ยังป้องกันคนของตนเองไปบุกรุกเรือนผู้อื่นอีกด้วย
"เป็แทบจะทุกคนนั่นแหละเ้าค่ะ ไอ้พวกนี้มันถูกเรียกให้ไปช่วยงานที่สวนของเรือนใหญ่อยู่เป็ประจำเ้าค่ะ" อ้นเอ่ยบอกเ้านายของตนเอง ถึงแม้เื่นี้เ้านายบนเรือนจะรู้ว่าพวกบ่าวถูกเรียกให้ไปช่วยงานที่เรือนอื่นอยู่บ่อยครั้ง แต่ตราบใดที่ไม่หนักหนาจนเกินไป หรือมาเบียดเบียนงานของเรือนก็มักจะปล่อยผ่านไป เพราะไม่อยากจะมีเื่ราวกับคนเ่าั้ พวกบ่าวเองก็เข้าใจและงานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หนักหนาหรือลำบากอะไร ซึ่งในเื่นี้เ้านายของตนคงจะลืมไปนั่นเอง
"ถ้าอย่างนั้นข้าอยากจะปลูกผักเอาไว้กินในเรือน แลปลูกต้นผลไม้ แล้วก็ทำซุ้มไว้ปลูกองุ่น พวกเอ็งว่าควรจะปลูกอะไรกงไหนดีล่ะ" จันพยักหน้ารับคำบอกของอ้น แล้วเอ่ยบอกความ้าของตนเองออกไป และไม่ลืมถามพวกบ่าวไปด้วย ถึงแม้นางจะรู้วิธีปลูกมาจากการอ่านคำอธิบายที่ในระบบมีมาให้ ไม่เคยลงมือทำเองเลยสักครั้ง การถามผู้ที่มีประสบการณ์ย่อมจะดีกว่า
"พวกผักเอาไปปลูกไว้ใกล้เรือนครัวดีหรือไม่ขอรับคุณหนู เวลาจะใช้งานจะได้สะดวก ส่วนพวกต้นผลไม้ ถ้าเป็ต้นไม้ใหญ่ก็ปลูกไว้กงท้ายเรือนเพราะมีพื้นที่กว้างขวาง แต่ถ้าเป็พวกกล้วยหรือต้นไม้ที่ไม่ใหญ่มากนักก็ปลูกแถวริมรั้วก็ได้ แต่องุ่นบ่าวมิรู้จักขอรับ" บ่าวชายคนเดิมเอ่ยขึ้น ซึ่งจันดูแล้วน่าจะเป็หัวหน้าของบ่าวชายคนอื่น
"ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่เอ็งบอก ส่วนองุ่นมันเป็ผลไม้ชนิดหนึ่งเช่นกัน แต่ลำต้นของมันจะเป็เถาไม้เลื้อย ข้าเลยคิดว่าจะทำเป็ซุ้มให้มันเลื้อยขึ้นไปไว้ใช้เป็ร่มเงาได้ แลยังใช้ซุ้มนี้ให้เป็ที่นั่งเล่นได้อีกด้วย" จันเอ่ยตอบกลับไป และอธิบายถึงผลไม้อย่างองุ่นที่นางซื้อต้นของมันออกมาเตรียมเอาไว้แล้วกว่าสิบต้น แค่คิดถึงเวลาที่มันออกผลแล้วห้อยลงมาจนเต็ม และพออยากกินก็แค่เด็ดลงมานั่งกินก็มีความสุขแล้ว
"ถ้าเยี่ยงนั้นซุ้มองุ่นก็ปลูกตรงท่าน้ำดีหรือไม่ขอรับ" บ่าวชายคนเดิมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ตรงท่าน้ำตอนนี้ยังคงเป็พื้นที่เปิดโล่ง ในเวลาข้างหน้าออกหลวงคงจะสั่งให้ทำศาลาไว้สำหรับนั่งเล่น สู้เอาซุ้มองุ่นที่คุณหนูจะให้สร้างมาตั้งไว้แทนคงดูงดงามและแปลกตาดี
"อืม ก็ดีนะจะได้ใช้เป็ร่มเงา แลเอาไว้นั่งเล่นหรือใช้ต้อนรับคนมาเยือนก็ได้ด้วย" จันพอได้ฟังที่อีกฝ่ายเสนอก็คิดภาพตาม ก็มองเห็นภาพซุ้มองุ่นที่ผลเอาไว้เก็บกินต้นช่วยบังแดดให้ร่มเงา และยังดูสวยงามอีกด้วย
"ถ้าเยี่ยงนั้นพวกบ่าวจะไปหาไม้มาไว้ขึ้นโครงให้ก่อนหนาขอรับ" บ่าวชายคนเดิมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ถ้าจะสร้างซุ้มที่คงทนคงต้องไปเดินหาตัดต้นไม้ในป่าหลังที่ดิน ตอนนี้เพิ่งจะเลยมื้อเช้ามาได้ไม่นานกว่าจะค่ำคงจะตัดไม้มาได้เพียงพอแล้ว
"อืม แต่แบ่งคนไว้ที่นี่สักสองคนเถอะ ข้าอยากจะลงต้นผลไม้พวกนี้ไปด้วยเลย" จันเอ่ยรับคำบ่าวคนนั้น แต่ไม่ลืมขอคนเอาไว้ที่นี่ด้วย เพราะต้นไม้ที่เอาออกมาแล้วก็ควรจะรีบเอาลงดิน ก่อนที่จะเหี่ยวเฉาไปเสียก่อน
"ประเดี๋ยวให้บ่าวสามคนนี้อยู่ช่วยคุณหนูหนาขอรับ ส่วนพวกที่เหลือก็ให้ตามไปตัดไม้" บ่าวคนเดิมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง และชี้ไปยังบ่าวชายที่อายุน้อยกว่าตนเองไม่มาก และรู้เื่การปลูกผักผลไม้มากกว่าคนอื่น ส่วนบ่าวชายที่เหลือเป็พวกบ่าวที่อายุน้อยมีกำลังมากจึงถูกเลือกให้ไปใช้แรงงาน จากนั้นบ่าวชายทั้งหมดก็แยกย้ายกันไป
"เอาล่ะ พวกนี้เป็ต้นมะม่วง สองต้นนี้พันธุ์เป็เดียวกัน แลสองต้นนี้ก็พันธุ์เดียวกัน พวกเอ็งสองคนเอาไปหาที่ลงปลูกก่อน ส่วนเอ็งนี่เป็ต้นกล้วยหอมเอาไปหาที่ปลูกที่ดูแลได้ อย่าเอาไปรวมกับต้นกล้วยเดิมที่มีอยู่ล่ะ มันคนละชนิดกัน" จันเอ่ยบอกบ่าวสามคนที่ถูกเลือกให้อยู่ช่วยงาน พร้อมกับชี้บอกถึงต้นไม้ที่ถูกวางอยู่พร้อมกับแบ่งงานให้ทั้งสามคนไปด้วย
จากนั้นบ่าวทั้งสามคนก็แยกย้ายกันไปทำตามคำสั่ง แล้วไม่นานก็กลับมารายงานว่าเอาต้นผลไม้ไปลงปลูกที่ไหน ซึ่งจันก็พอใจกับความฉลาดของทั้งสามคน จากนั้นจึงเอาต้นผลไม้อื่นๆ ให้ทั้งสามเอาไปลงปลูกเพิ่ม และนางยังได้เอาป้ายไม้ที่ซื้อมาจากในระบบมาเขียนชื่อต้นไม้แล้วเอาไปแขวนไว้ เพื่อให้รู้ว่าแต่ละต้นคืออะไร เพราะยังมีเื่การดูแลที่ต้นไม้แต่ละชนิด้าไม่เหมือนกัน
**************
แม่นายแก้ว : ลูกข้าช่างดียิ่งนัก เอาของออกมามากมายแล้วก็เผ่นหนีไป ทิ้งให้ข้าต้องมาคิดว่าจะจัดการอย่างไรแทน
แม่หญิงดาว : คุณแม่อย่ากลุ้มใจไปเลยหนาเ้าคะ ถ้ามันยากเย็นนักก็เอามาทำกินเสียให้หมดเลยเ้าค่ะ
แม่หญิงจัน : พี่ดาวพูดได้ดีเ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นวันนี้ก็ทำปูนึ่ง กุ้งย่าง ปลาเผา กินกับน้ำจิ้มรสเด็ดกันเถอะเ้าค่ะ
ไรต์ : ขอข้ากินด้วยหนาออเ้า แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว