วิถีที่ ๙ หุบเขาผาดำ
หลงไป๋มองไปยังภาพสถานที่เบื้องหน้า มันเป็หมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มีปากทางเข้าหมู่บ้านเป็ช่องเขาแคบ มีหน้าผาสูงชันสองฟากฝั่งเป็ประดุจกำแพงแกร่ง ที่น่าแปลกใจก็คือบ้านของผู้คนที่นี่สร้างขึ้นบนหน้าผา ขุดเจาะเป็ห้องอย่างน่าประหลาดใจ แต่ละหลังเชื่อมต่อกันด้วยสะพานไม้บ้าง บางส่วนก็ทำเป็บันไดหินเอาไว้ใช้เดินแบบง่ายๆ หลงไป๋ยังคงแบกร่างของชายหนุ่มต่อไปอีกสักระยะก่อนจะวางร่างของเขาลงตรงศาลาหลังหนึ่งที่ทำจากหินแบบหยาบๆ
ระหว่างทางหลงไป๋ได้สอบถามหญิงสาวจนทราบว่าชายหนุ่มที่ได้รับาเ็นั้นชื่อจางจื่อ ส่วนนางชื่อว่าจางเย่ว ทั้งสองเป็เด็กกำพร้าที่เติบโตมาในหุบเขาผาดำแห่งนี้ในบรรดาเด็กรุ่นเดียวกันนับว่าพี่ชายของนางเป็ผู้มีพร์มากที่สุด โดยมีพลังการบ่มเพาะถึงระดับรวมรวมขั้นที่สามแล้ว นับเป็ความหวังของหมู่บ้านอย่างแท้จริง ส่วนตัวของนางคล้ายอับโชควาสนา เมื่อบ่มเพาะพลังลมปราณถึงระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้า ก็ไร้วี่แววที่พลังลมปราณจะเพิ่มพูนอีก
ก่อนเกิดเหตุขึ้นเมื่อวาน พวกนางสองคนพี่น้องต่างช่วยกันออกไปหาของป่าล่าสัตว์ตามปกติมิคิดว่าจะเจอพวกโจรมาดักปล้นเอาเสียได้ โชคดีที่หลงไป๋เข้ามาช่วยไว้ได้ทันไม่อย่างนั้นทั้งสองคงต้องทอดร่างเป็ศพ
ขณะนั้นเองก็มีชายชราคนหนึ่งถือไม้เท้าที่ทำจากไม้ไผ่ สวมเสื้อสีขาวตัวโคร่งมาทางหลงไป๋และสองพี่น้องด้วยสีหน้าที่เป็กังวล เมื่อเห็นสภาพของจางจื่อแล้วชายชราถึงกับเหงื่อตก
“นี่อาการหนักถึงขนาดนี้เลยหรือ ไหนๆ ข้าขอดูาแก่อน” ชายชรานั่งลงข้างๆ จางจื่อก่อนจะค่อยๆ ถอดเสื้อของจางจื่อออก เผยให้เห็นาแลึกจากคมดาบดูน่ากลัว แม้ตอนนี้เืจะหยุดแล้วก็จริง แต่แม้แต่เด็กก็ดูออกว่าอาการสาหัสปานใด
ชายชราถอนหายใจอย่างสร้อยเศร้า สายตาฉายชัดถึงความกังวลในหัวใจ
“าแลึกนัก จำต้องหายาสมานแผลและฟื้นฟูอวัยวะที่เสียหาย ที่หมู่บ้านของเรานี้ก็ยังคงมีอยู่บ้าง หากแต่คงไม่เพียงพอ อีกทั้ง...” ชายชราพูดค้างไว้ ก็จะมองไปยังใบหน้าของเด็กสาวตรงหน้าด้วยความสงสาร
“ทำไมกัน ท่านผู้เฒ่า หรือว่า...เป็เพราะเ้าหุบเขาสินะ” จางเยว่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ เมื่อนึกไปถึงเ้าหุบเขาคนปัจจุบันกับลูกชายที่นางแสนจะเกลียดชัง
หลงไป๋ที่ยืนฟังอยู่นานสองนานจึงอดที่จะพูดไม่ได้ เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่ชวนปวดหัวตรงหน้า
“มันมีปัญหาตรงไหน คนเจ็บก็แค่รักษา หรือมีสิ่งใดยากเย็นกว่านั้นกัน” เขาถามไปยังชายชราเบื้องหน้าสลับกับเหลือบมองไปทางจางเยว่ เขาไม่อยากเสียเวลาให้มากเกินไปนัก แต่ก็ไม่อาจทนเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตา
จางเยว่หันมามองหลงไป๋ นางใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ไม่กี่อึดใจก็ได้ถอนหายใจออกมา พลางหันมาเล่าให้หลงไป๋ฟังว่า
“ที่หุบเขาแห่งนี้ปกครองโดยเ้าหุบเขา ทำหน้าที่ดูแลผู้คนในหุบเขา ทั้งปกป้องผู้คนจากสัตว์อสูรและเหล่าโจรร้าย แน่นอนว่าแลกกับการเป็ผู้ทรัพยากรทั้งหมดของหุบเขาเอาไว้ อย่างสมุนไพรที่ต้องใช้รักษาท่านพี่หากเ้าหุบเขาไม่อนุญาตก็ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างหนัก”
หลงไป๋ฟังก็ขมวดคิ้ว เื่นี้ไม่เห็นมีสิ่งใดแปลกประหลาดผู้เข้มแข็งปกป้องผู้อ่อนแอ โดยแลกกับบางสิ่งบางอย่างเป็ค่าตอบแทน ก็นับว่าเป็เื่ปกติสามัญ หลงไป๋จึงอดถามไม่ได้
“เช่นนั้นก็ไม่เห็นแปลก เ้าก็ไปขอสมุนไพรนั่นมาจากเ้าหุบเขาสิ เื่นี้มีอะไรยากนัก” หลงไป๋เริ่มหงุดหงิดจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไปด้วยเสียงอันดังกว่าเดิม
จางเยว่เหงื่อตกรู้สึกหนักใจที่จะบอกปัญหาที่ตนกำลังเผชิญอยู่
“คือ...อันที่จริงข้ามีปัญหากับจ้าวหุบเขาอยู่นิดหน่อย นิดหน่อยเท่านั้น” นางพูดพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ
ในขณะที่หลงไป๋กำลังจะถามต่ออยู่นั้น เสียงหัวเราะสะใจก็ดังขึ้นมาขัดการสนทนาของทั้งสองเสียก่อน ทั้งหมดหันไปมองที่มาของเสียงรวมถึงหลงไป๋ด้วย จางเยว่ที่บัดนี้กำหมัดแน่นใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธนั้นแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
“ไอ้หมูตอนเสี่ยวซาน!” จางเยว่ะโด่าก่อนที่เ้าตัวจะเดินมาถึงเสียอีก สร้างความประหลาดใจให้หลงไป๋ไม่น้อย นี่คงเป็ “ปัญหา” ที่นางเอ่ยถึง
คนที่เดินเข้ามาเป็ผู้ชายร่างอวบอ้วนอีกทั้งยังเตี้ยแคระ ถ้าหากชายชราไม่บอกว่าคนตรงหน้าเป็ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของจ้าวหุบเขาเขาก็คงไม่เชื่อเด็ดขาด ขาที่สั้นบวกกับตัวที่อ้วนทำให้สารรูปของเขาไม่ต่างจากสุกรตัวหนึ่งจริงๆ
“ฮ่าๆๆๆ จางเยว่หนอจางเยว่ เห็นหรือไม่ถ้าหากเ้ายินยอมเป็เ้าสาวของข้า พี่ชายของเ้าคงมิต้องมาเจ็บตัวเช่นนี้ จุ๊ๆๆๆ อย่าโกรธเคืองไปเลยไหนมาให้ข้าดอมดมสักนิดสิ” ไม่พูดเปล่าเ้าอ้วนพลันคว้ามือของจางเยว่ขึ้นมาทำท่าจะสูดดมกลิ่นกายของหญิงสาวให้ชื่นใจ แต่มีหรือที่จางเยว่จะยินยอม นางรีบสะบัดมือออกพลางต่อว่า เสี่ยวซานอย่างรุนแรง
“เ้าหมูตอน! เ้าคนลามกสกปรก ปล่อยมือจากข้าเดี๋ยวนี้นะ”
“อย่าขัดขืนให้มากไปหน่อยเลย อย่าลืมเชียวว่าชีวิตพี่ชายเ้าอยู่ในกำมือข้า”
“เ้า! ....” จางเยว่ได้แต่ยืนนิ่งแม้จะพยายามสะกดกลั้นน้ำตาไว้เพียงใดแต่ตอนนี้น้ำตาก็ได้ไหลอาบแก้มนางทั้งสองข้างอย่าห้ามไม่ได้ ในใจแม้เกลียดชังเ้าคนแซ่เสี่ยวนี้มากเพียงใด แต่ในเมื่อชีวิตของพี่ชายนางอยู่ในกำมือมันนางจะทำเช่นใดได้ ทั้งชีวิตนางเหลือกันอยู่เพียงสองคนพี่น้องเท่านั้น หรือครั้งนี้นางต้องยอมรับชะตากรรมที่แสนเจ็บช้ำนี้จริงๆ
“ฮ่าๆๆๆๆๆ ดี! อย่าได้ขัดขืนข้าเช่นเมื่อครู่อีกไม่เช่นนั้นพี่ชายของเ้าได้ตายจริงๆ แน่” เสี่ยวซานหัวเราะด้วยความสะใจก่อนจะดึงตัวของจางเยว่เข้าไปหวังจะกอดให้ชื่นใจสักครั้ง แต่แล้วมันก็ต้องใเมื่อพบว่ามีเงาบางอย่างลอยมาปะทะกับใบหน้าของมันเสียก่อน
ปัง!
เพียงพริบตาร่างของเ้าหมูตอนก็กลิ้งไปด้านหลังดั่งลูกขนุน ก่อนจะหยุดลงเมื่อร่างนั้นปะทะเข้ากับเก้าฟืนที่ชาวบ้านเก็บไว้ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างอ้าปากค้าง จางเยว่ที่น้ำตานองหน้ามองมาที่หลงไป๋ตาไม่กะพริบ ชาวบ้านที่เคยปิดประตูเงียบ หรือคนที่แอบดูเหตุการณ์มาั้แ่ต้นต่างโผล่หน้ากันสลอน ก่อนหน้าที่จะทำเป็ไม่สนใจแต่จากสิ่งที่เห็นที่ได้ยินมันบอกกับพวกเข้าเป็อย่างดีว่าเื่สนุกกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว
“นี่ไอ้หมูตอน เ้ากำลังทำให้ข้าเสียเวลารู้หรือไม่” หลงไป๋หัวเสียไม่น้อย นี่เขาต้องทนขุดดินไม่รู้ตั้งกี่วันเพื่อมาดูละครน้ำเน่าบทหนึ่งหรือ เขาไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น เขาเดินกระชากคอเสื้อของเสี่ยวซานขึ้นมาก่อนที่มันจะทันได้เอ่ยปากถามอะไรขึ้นมาด้วยซ้ำ หมัดแล้วหมัดเล่าที่ระดมซัดใส่ใบหน้าของเสี่ยวซานที่บัดนี้ปูดบวมออกมาเต็มไปหมดจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม
หลงไป๋คว้าคอเสื้อของเ้าหมูตอนก่อนจะลากมันไปหาจางเยว่พลางพูดกับนางว่า
“จ้าวหุบเขาอยู่ที่ไหน เ้านำทาง!” เสียงเข้มขรึมนั้นทำให้จางเยว่ได้แต่พยักหน้าก่อนจะออกนำทางไปด้านในของหุบเขา
ชาวบ้านที่แอบมองอยู่ต่างก็ทยอยสะกดรอยตามขบวนของหลงไป๋ไปโดนหวังว่าครั้งนี้พวกมันจะได้พบเจอเื่ตื่นเต้นที่มันรอคอยจะเก็บไปเล่าต่อในวันพรุ่งนี้ หลงไป๋ลากคอเสื้อของเสี่ยวซานไปตามทางโดยไม่สนใจคำบ่นด่าของมันแม้แต่น้อย มีบางครั้งที่เขาหันไปเตะร่างอวบอ้วนนั้นจนตัวงอ จนชาวบ้านที่แอบตามาได้แต่ตาโตเพราะรู้ดีถึงกิตติศัพท์ของจ้าวหุบเขาที่รักลูกชายคนนี้มากเพียงใด
“ถึงแล้ว” จาวเยว่พูดขึ้นเมื่อนำมาถึงบ้านใหญ่หลังหนึ่ง ก่อนที่จะรีบไปหลบอยู่ด้านหลังหลงไป๋ทันที เป็ที่แน่ชัดว่านางนั้นเกรงกลัวจ้าวหุบเขาคนนี้เพียงใด
ด้านหน้าสายตาของหลงไป๋เป็บ้านขนานใหญ่หลังหนึ่งประตูไม้ใหญ่ด้านหน้ามีป้ายอักษรสลักคำว่า เสี่ยวเอาไว้อย่างชัดเจน กำแพงด้านข้างนั้นทำจากหินซ้อนๆ กันดูสะอาดเรียบร้อย ถัดออกไปด้านข้างถึงกับมีสวนหย่อมขนาดเล็กอยู่ด้วย
หลงไป๋ไม่รอช้า เขาเหวี่ยงร่างของเสี่ยวซานออกไปทันที ร่างอ้วนนั้นปลิวละลิ่วไปจนกันประตูบ้านเสียงดังสนั่น เสี่ยวซานค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากอาการปวดเศียรเวียนเกล้า ก่อนที่จะะโด่าทอหลงไป๋กับจาวเยว่ต่างๆ นานา แต่เมื่อเห็นสายตาของหลงไป๋ที่จดจ้องมายังมันจนรู้สึกสั่นสะท้านประดุจสายลมหนาวผ่าน ทำให้มันรีบวิ่งกลับเ้าไปในบ้านทันที
“พวกเ้าระวังตัวให้ดีเถอะ ข้าจะให้ท่านพ่อจัดการพวกเ้าทุกคน” พูดเสร็จเสี่ยวซานก็หันหลังวิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจต่อไป เสียงะโประหนึ่งกัมปนาทที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นก็ดังขึ้น
“ใครบังอาจมาทำร้ายลูกชายข้า!!!”