บทที่ 36 โดนขัดจังหวะ
“ฉันหัวเราะเพราะนายน่ารักน่ะ” จินซูนึกถึงบนหัวด้านหลังที่แสดงอารมณ์ โกรธของเขา เธอกลั้นไม่อยู่ พรวดออกมาเป็นเสียงหัวเราะอีกครั้ง หลินอี้เสวียนขนลุกชัน
น่ารักเธอกล้าใช้คำแบบนี้มาบรรยายเขาเชียวหรือ นี่เป็นท่าทีที่ควรมีต่อชายแกร่งหรือไง
“จริง ๆ ก็น่ารักมากนะ ดูฟูฟ่อง ๆ อยากลูบจัง…” จินซูพูดแค่นั้นยังไม่พอ เธอยังยื่นมือออกไปทำท่าลูบขนไปมา สายตาของหลินอี้เสวียนค่อย ๆ ดูอันตรายขึ้น
“เอ่อ ฉันหมายความว่า รูปหัวของนายสวยจริง ๆ นะ ประกอบกับผมสั้น ๆ ดูฟูฟ่อง ฉันชมคุณจริง ๆ นะ” จินซูพยายามทำสีหน้าจริงใจออกมา
ยิ่งแก้ตัวยิ่งยุ่ง หลินอี้เสวียน หนุ่มแข็งแกร่งแบบนี้ คงไม่ชอบให้ใครมาชมว่าน่ารัก คำพูดน่ารัก ๆ แบบนี้ ออกมาจากปากผู้หญิงที่เขาชอบ ยิ่งเพิ่มอานุภาพความรุนแรงเป็นเท่าตัว ดังนั้น เขาจึงไม่นวดให้แม่ต่อ เดินตรงเข้ามาหาจินซูทีละก้าว
จินซูฉลาดมาทั้งชีวิต แต่ประสบการณ์ความรักกลับน้อยนิด เรื่องความสัมพันธ์ชายหญิงก็ไม่เฉียบแหลม ไม่รู้เลยว่าตนเองทำเอาคนอื่นขนลุกไปแล้ว
“โชคยังดีที่แม่นายไม่ได้ให้นายนอนให้หัวแบน ฉันว่าหัวแบนแบบนั้นมันน่าเกลียด ท้ายทอยเหมือนอิฐก้อนใหญ่ ๆ อย่างนายนี่แหละ น่ารักดี” น่ารัก เธอพูดว่าน่ารักอีกแล้ว สองคำนี้ สำหรับหลินอี้เสวียนมันเหมือนเชื้อไฟชั้นดี
“เธออยากลูบหัวฉันเหรอ”
“ก็อยากนะ” จินซูลังเลอยู่สามวินาที ก็พยักหน้ารับอย่างตรงไปตรงมา รูปทรงศีรษะสวยขนาดนั้น ทรงผมสกินเฮดก็น่ารักขนาดนี้
“ค่าตอบแทนแพงอยู่นะ”
“หืม? เกี๊ยวซ่าหนึ่งจาน หรือจะเป็นขนมแป้งใส่ไส้ หรือเธออยากกินซาลาเปา อื้อ…” คำพูดของจินซูถูกกลืนหายไปกับริมฝีปากของเขาที่ประกบลงมา ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทันที
จูบของหลินอี้เสวียนนั้นช่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึง แม้รุนแรงในตอนแรก แต่เมื่อริมฝีปากสัมผัสกัน กลับเนิ่นนานและไร้เสียง เหมือนหิมะโปรยปรายเย็นยะเยือก หอมหวานด้วยกลิ่นยาสีฟันรสผลไม้
“ฉัน เอ่อ ฉันไม่เห็นอะไรเลยนะ!” เสียงตะกุกตะกักของหลี่เต๋อหมิงดังขึ้นจากหน้าประตู คนทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
หลี่เต๋อหมิงสาบานได้เลยว่า เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาอย่างชัดเจน มันมาจากหลินอี้เสวียน ส่วนจินซูนั้นหันหลังให้หลี่เต๋อหมิง เขาจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเธอ
ภายในใจของหลี่เต๋อหมิงได้แต่ร่ำไห้ออกมา เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะมาพบกับภาพบาดตาบาดใจเช่นนี้ แม้ภาพหนุ่มสาวจูบกันจะดูสวยงามชวนมอง แต่พอเห็นแล้วต้องโดนสายตาผู้บัญชาการหลินจ้องเขม็งแบบนั้น ใครจะไปกล้า
“พี่หลี่ มารับเครื่องเล่นเทปหรือ” จินซูหันหลังกลับมาใบหน้ายังคงเหมือนทุกวัน มองไม่ออกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่ถ้ามองอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าแววตาเธอมีความเลิ่กลั่กเล็กน้อย ริมฝีปากแดงระเรื่อ...
“ปะ… เปล่า ฉันไม่ได้มารับเครื่องเล่นเทป ของเก่ายังขายไม่หมดเลย ฉันเอามะเขือเทศที่แม่ผมปลูกมาให้พวกเธอ” หลี่เต๋อหมิงแบกตาข่ายที่บรรจุมะเขือเทศไว้ห้าหกลูก
จินซูแสร้งทำเป็นสงบ แต่ในใจกลับดีใจอย่างลับ ๆ ในที่สุดก็ผ่านเรื่องน่าอายไปได้
“ต่อไปนี้ ถ้าจะมาบ้านฉันต้องเคาะประตู” หลินอี้เสวียนพูดอย่างเย็นชาก่อนจะหันไปนวดให้แม่ของเขาต่อ รอยยิ้มบนใบหน้าของจินซูเกือบจะหายไป เขาไม่กลัวขายหน้าบ้างเลยหรือไง
หลี่เต๋อหมิงก็แสดงท่าทางอึดอัดเช่นกัน เขายืนนิ่งไม่รู้จะพูดอะไร จินซูจึงเชิญเขาเข้ามานั่งในบ้าน และถือโอกาสถามถึงยอดขายเครื่องเล่นเทป หลี่เต๋อหมิงส่ายหัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“ตอนนี้ขายได้แค่วันละสามถึงห้าเครื่อง ของที่ฉันเอาจากเธอมา เมื่อไม่กี่วันก่อนยังขายไม่หมดเลย เอากลับไปก็เปลืองที่ เธอก็ซ่อมไว้ก่อนแล้วกัน” พูดจบ เขาก็ล้วงเงินห้าร้อยหยวนจากกระเป๋าส่งให้จินซู
“ฉันมีเงินสดแค่นี้ ให้เธอไปส่วนหนึ่งก่อน ที่เหลือรอขายหมดแล้วจะให้เธอ”
“มันไม่ถูกต้อง” จินซูขมวดคิ้ว หลี่เต๋อหมิงหน้าแดงด้วยความละอาย
“ฉันรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง เครื่องละสิบหยวนควรให้เธอห้าพันหยวนแต่ฉันไม่มีเงิน…”
“ไม่ได้พูดถึงเรื่องเงิน แต่เป็นยอดขายของพี่ต่างหาก มันไม่ถูกต้อง ตลาดไม่มีทางซบเซาในชั่วข้ามคืน ต้องมีแรงภายนอกเข้ามาแน่ ๆ”
“แรงภายนอกอะไร?" หลี่เต๋อหมิงงุนงง
“บ่ายนี้พี่ไม่ต้องออกร้าน ลองเดินดูรอบ ๆ โดยเฉพาะตลาดค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า หรือที่ไหนก็ตามที่ขายวอล์คแมน*[1] นั่นคือที่ที่พี่ต้องสำรวจ ดูซิว่ามีใครขายราคาถูกหรือเปล่า” จินซูทำธุรกิจเก่งรอบด้าน แค่ฟังคำพูดเล็กน้อยของหลี่เต๋อหมิงก็รู้ว่ามีปัญหา
“ไม่จำเป็นหรอก ฉันทำงานนี้มาหลายปีแล้ว ราคาในวงการเราค่อนข้างคงที่ จะมีใครขายถูกได้ยังไง” หลี่เต่อหมิงวิเคราะห์ปัญหาจากประสบการณ์ จินซูส่ายหน้า คนที่ยังคงงอนเพราะจูบของตัวเองถูกขัดจังหวะอย่างหลินอี้เสวียน เอ่ยปากขึ้นว่า
“เมื่อคืนฝนตก วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส พรุ่งนี้ยังไม่รู้ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน แล้วการทำธุรกิจจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยหรือ” ช่างโง่เขลาเสียจริง ไม่แปลกที่จะเลือกเข้ามาตอนที่คนอื่นกำลังสวีทกันพอดี หลินอี้เสวียนคิดอย่างไม่สบอารมณ์
หลี่เต๋อหมิงถูกเขาดุจนหน้าแดงก่ำ แม้จะเซ่อซ่าแค่ไหนก็ยังรู้ว่าหลินอี้เสวียนแค้นเคือง เขาไม่กล้าอยู่นานเกินก่อนจะจากไป ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ จึงล้วงเทปคาสเซ็ต*[2] ออกมาจากกระเป๋าวางบนโต๊ะ
“อันนี้ให้ลองเครื่องนะ... ผมคิดว่ามันเหมาะกับทั้งสองคนมาก ๆ จริง ๆ นะ” ประโยคสุดท้าย เต็มไปด้วยความอยากมีชีวิตรอด หลี่เต๋อหมิงพูดจบก็วิ่งหนีไป จินซูหยิบเทปขึ้นมาดูด้วยความอยากรู้ แล้วอ่านออกมา
“หวานชื่น”
เป็นอัลบั้มของเติ้งลี่จวิน*[3] เพลงข้างในล้วนเป็นเพลงเก่า หลินอี้เสวียนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว มือที่กำลังนวดก็เผลอออกแรงมากขึ้น อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าหลี่เต๋อหมิงก็ไม่ได้น่ารำคาญขนาดนั้น อย่างน้อยเขาก็รู้จักหาวิธีแก้ไขหลังจากก่อเรื่อง
เขาใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขกับเสี่ยวจิน มันก็หวานชื่นดีนี่ ซุนอิงถูกแรงกดที่รุนแรงและไม่ทันตั้งตัวของลูกชายทำเอาเหงื่อเย็นแตกพลั่ก ภายในใจได้แต่ด่าทอ
‘ไอ้ลูกกระต่ายน้อยแกมีความสุขแล้ว แต่เคยคิดถึงแม่บ้างไหมเนี่ย เจ็บจริง ๆ นะ… เกือบจะโดนกดจนกระดูกแตกอยู่แล้ว!’
“แล้ว... เพลงนี้ คุณคิดยังไง” หลินอี้เสวียนถามอย่างตะกุกตะกัก ใบหูแดงก่ำ หัวใจเต้นรัว เพิ่งจะจูบกันไปหยก ๆ เพลงก็เข้ากับบรรยากาศ เธอต้องเข้าใจความในใจของเขาบ้างสิ
“เพาะดีนะ”
“แล้ว?” แค่เพาะดีเหรอ
“จริง ๆ แล้วฉันไม่ค่อยชอบเพลงของเธอเท่าไหร่ เพลงส่วนใหญ่เป็นเรื่องความรัก นอกจากความรักแล้ว เธอไม่แต่งเรื่องอื่นบ้างเหรอ เพลงเกี่ยวกับความสวยงามของประเทศชาติก็ได้ หรือเพลงเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเพื่อนก็ได้ ไม่ได้เหรอ”
หลินอี้เสวียน ถึงกับพูดไม่ออก บรรยากาศมันเป็นใจขนาดนี้แล้ว ทำไมเธอยังทำเป็นพูดเรื่องจริงจังแบบนั้นได้อีกนะ
“ทำไมคิดได้แค่นี้ นอกจากเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ แล้วไม่มีอะไรอย่างอื่นทำกันแล้วหรือไง ไม่ลองขบคิดหน่อยเหรอว่า ทำไมเครื่องเล่นเทปถึงขายไม่ดี” หลินอี้เสวียนโกรธจนพูดไม่ออกกับท่าทางนิ่งเฉยของเธอ ไม่ได้การ เขาต้องออกไปเดินเล่นสงบสติอารมณ์ก่อน
หลังจากหลินอี้เสวียนออกไปแล้ว จินซูก็ครุ่นคิด เธอคิดถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ว่าทำไมเครื่องเล่นเทปถึงขายไม่ดี และวิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงสาเหตุที่ว่าทำไมหลินอี้เสวียนถึงได้จูบเธอ
เอาเถอะ เรื่องหลังนี่แหละที่เธอใช้เวลาคิดมากที่สุด เพราะสำหรับเธอแล้ว การทำธุรกิจมันก็ง่ายพอ ๆ กับการหั่นผักกาดขาว สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกยากและคิดหนักก็คือ พี่ชายที่ดีของเธอโกรธขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วยังมาจูบเธออีก
ถึงแม้จะเป็นแค่จูบแบบผ่าน ๆ แต่จินซูก็รู้สึกได้ว่า ถ้าหลี่เต๋อหมิงไม่เข้ามาขัดจังหวะ เรื่องมันคงไม่จบแค่จูบแบบผ่าน ๆ แน่ อวี้จินรู้สึกสับสนเล็กน้อย นี่มันเรื่องอะไรกัน เขาต้องการอะไรกันแน่…
[1] วอล์คแมน : เป็นแบรนด์เครื่องเล่นเพลงพกพาของบริษัทโซนี่ วอล์คแมนรุ่นแรกซึ่งวางจำหน่ายเมื่อปีค.ศ. 1979 ถือเป็นเครื่องเล่นเพลงตลับเทปพกพาซึ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการฟังเพลงของมนุษยชาติ
[2] เทปคาสเซ็ท : ตลับหรือกล่องเล็ก ๆ
[3] เติ้งลี่จวิน : นักร้องเพลงจีนสากลชาวไต้หวันชื่อดังและมีอิทธิพลอย่างสูง มีชื่อเสียงจากบทเพลงรัก และเพลงพื้นเมืองภาษาหมิ่นหนาน (ภาษาฮกเกี้ยน) เพลงที่โด่งดังจนรู้จักกันทั่วไปทั่วเอเชีย ได้แก่เพลง เถียนมี่มี่