ตอนแรกตั้งใจจะรีบมุ่งหน้าสู่ใจกลางป่าเซินหลินทว่าสาวใช้รุ่นใหญ่กลับอยู่ติดบ้านไปอีกหลายวันจนนางไม่อาจขยับตัวทำอะไร ได้แต่นั่งฝึกตนและพ่นลมหายใจทิ้งไปวันๆ สุดท้ายสาวใช้ก็มาหานางพร้อมกับกล่าวว่า “คุณหนูข้ามีธุ...”
ยังกล่าวไม่ทันขาดคำฉีซินอี๋โพล่งถามความดีใจผาดผ่านเต็มด้วยหน้า “พี่สาวคราวนี้ท่านจะไปที่ไหนไปนานเท่าไร อ้อ ไปนานเท่าไรก็ได้ไม่ต้องเป็ห่วงข้าข้างกายข้ายังมีเฟิ่งเสี่ยวอยู่”
สาวใช้“...”
ครั้นรู้ตัวว่าเผลอหลุดน้ำเสียงตื่นเต้นยินดีจนเกินงามรีบหุบริมฝีปากแล้วหลุบตาลงทำท่านอบน้อม“ข้าแค่เป็ห่วงกลัวว่าเ้ามัวแต่ห่วงข้าจนทำงานที่นายท่านมอบหมายผิดพลาดฉะนั้นจึงบอกเ้าว่าไม่ต้องรีบร้อน”
แววตาคมกริบของสาวใช้ค่อยผ่อนคลายลงนั่นสิ คุณหนูผู้มีร่างกายอ่อนแอยังจะมีเื่อะไรอีกนอกจากอยากเล่นอะไรโผงผางที่ไม่อยากโดนดุตามประสาเด็กน้อยเท่านั้น
ยื่นมือไปลูบหัวฉีซินอี๋แ่เบาพร้อมกับกล่าวปลอบ“ความจริงแม้งานจะไม่ได้มากมายแต่ค่อนข้างยุ่งยากดังนั้นข้าคิดว่าไปรอบนี้อาจจะประมาณครึ่งเดือนหรือต่ำกว่านี้”
เยี่ยม!เพราะนางไม่รู้ว่าตัวเองต้องใช้เวลาในการเอาต้นเหอเซียงแก้พิษมายังไงคว้าข้อมือของสาวใช้มาจับช้อนแววตาน่าสงสารมอง“เช่นนั้นพี่สาวต้องดูแลตัวเองให้ดี”
สาวใช้ยิ้มบาง“เ้าก็ดูแลตัวเองให้ดี อย่าฝืนมากนักเดี๋ยวจะไม่สบายเอาหากรู้สึกไม่สบายเมื่อไรก็เอาห่อยาที่ข้าเตรียมไว้ไปต้มดื่ม เข้าใจหรือไม่”
นางพยักหน้าหงึกหงักภายนอกคล้ายกำลังอาลัยอาวรณ์ทว่าความจริงภายในกลับร้อนรุ่มอยากพุ่งทะยานไปยังใจกลางป่าเสียเดียวนั้น
หลังร่ำลาเรียบร้อยสาวใช้สะพายย่ามเดินจากไปท่าทางเริงร่าทันทีท่าทางนั่นนางเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน
ทว่าขณะกำลังจะหมุนตัวไปสั่งเฟิ่งเสี่ยวให้เตรียมของเพื่อมุ่งตรงสู่ป่าแหวนไม้เลื้อยของนางพลันสั่นไหวรุนแรงรัดแน่นจนนางนิ่วหน้า
“ท่านดวงจิตเกิดอะไรขึ้น”
ดวงจิตแห่งหยก“เกรงว่าใกล้ได้เวลาเลื่อนขั้นของงูขาวแล้ว”
“เช่นนั้นข้าต้องทำเช่นไร”
“เกรงว่าท่านคงไม่อาจทำอะไรได้นอกจากรีบพาเขาไปยังป่าลึก”หากไม่ทำแบบนั้นเกิดงูขาวสัตว์ิญญาขั้นสูงเลื่อนขั้นใกล้เรือนนางเหล่าผู้ฝึกตนต้องแห่กันมาแถวนี่แน่ถ้าโชคร้ายหนึ่งในนั้นมีม่อเจียลี่รวมอยู่ด้วย ก็ไม่ต่างไปจากกำลังพาตัวเองไปตาย
“ข้ายังเหลือเวลาเท่าไรกว่าเสี่ยวไป๋จะเลื่อนขั้น”ขมับชื้นเหงื่อ ความเคร่งเครียดเข้าเกาะกุมจนดวงตานางยิ่งดำขลับราวกับยามราตรี
พอดีที่เฟิ่งเสี่ยวกำลังเดินมาหานางฉีซินอี๋ไม่รออธิบายรีบคว้าแขนสาวใช้ตัวน้อยถีบตัวทะยานไปบนต้นไม้มุ่งสู่ป่าระหว่างนั้นขอร้องให้ดวงจิตแห่งหยกช่วยตรวจสอบทิศทางเพื่อหลีกเลี่ยงสัตว์ิญญาขั้นสูงที่ควบคุมถิ่นของตน
ทุกอย่างกำลังเป็ไปอย่างราบรื่นทว่าในเสี้ยววินาทีที่นางกะพริบตากลับมีอุ้งมือั์ใหญ่เอื้อมขึ้นมาตบทั้งนางกับเฟิ่งเสี่ยวกระเด็นไปคนละทิศคนละทิ้ง
โฮก!!
เสียงคำรามดังสนั่นทำเอาหูแทบแตกแรงกดดันมหาศาลกำลังพุ่งมาทางนี้ ฉีซินอี๋ที่สะลึมสะลืออยู่บนพื้นได้รับการแจ้งเตือนจากดวงจิตแห่งหยก“รีบหนีเร็วเข้า! ขืนเ้ายังชักช้าอีกก้าวเดียวต้องกลายเป็อาหารมื้อกลางวันของหมีเผือกั์ตัวนั้นแน่”
“เฟิ่งเสี่ยวฟะ เฟิ่งเสี่ยวล่ะ” พยายามใช้สายตาพร่าเลือนของตัวเองมองหาร่างสาวใช้ตัวน้อยแต่เพราะเืจากตรงขมับไหลลงมาปิดทิวทัศน์เบื้องหน้าต่อให้เพ่งสายตาขนาดไหนก็มีเพียงความเลือนราง
“เร็วเข้า!อย่าพึ่งเป็ห่วงสาวใช้ของท่านการที่เ้าหมีเผือกั์นั่นไล่ตามเรามาก็อาจจะเป็ข้อดีก็ได้หากไม่ใช่ปลอดภัยหลุดจากเขตควบคุมของอีกฝ่ายอาจจะถูกตบจนเือาบ”
“เอิ่มท่านจะพูดเื่เป็ตายในขณะที่ข้ากำลังห่วงเนี่ยน่ะ”
“หมอบลง!”เสียงดวงจิตแห่งหยกดังขึ้นแทบจะในทันที ฉีซินอี๋ไม่จำเป็ต้องคิด
โครม!ต้นไม้รอบข้างฉีซินอี๋หักไปตามทิศทางของแรงตบ
ฉีซินอี๋จ้องมองอย่างตึงเครียดตัดสินใจถ่ายเทพลังปราณสถิตไปยังปลายเท้าออกตัววิ่งสุดแรงเกิดเวลานี้ยังจะทำอะไรได้อีกนอกจากโกยหนีเท่านั้น
เพราะมัวแต่ชักช้าทำให้หมีเผือกั์ตามมาตะปบเหยื่ออันโอชะอย่างนางหากไม่ใช่เพราะคำเตือนจากดวงจิตเกรงว่ายามนี้คงจะสิ้นใจใต้อุ้งมือใหญ่ทว่านางดูถูกสัตว์ิญญาขั้น 4 อย่างหมีเผือกั์เกินไป นอกจากจะตัวใหญ่แล้วยังคล่องแคล่วว่องไว
ขนาดมั่นใจว่าใช้พลังทั้งหมดในการจากมาแล้วพริบตาก็ได้ยินเสียงคำรามอย่างโกรธจัดมาจากข้างหลัง
ฉีซินอี๋กัดฟัน“ท่าน...ช่วยมองหาสักที่ที่พอจะให้ข้าหลบซ่อนได้หรือไม่”ความเคร่งเครียดปรากฏเต็มดวงหน้างาม ขอแค่อะไรก็ได้อะไรสักอย่างที่ทำให้ตนหลุดพ้นจากการตามล่า
“ปกติหมีเผือกั์ไม่ได้ดุร้ายเช่นนี้เกรงว่าระหว่างทางที่มาท่านอาจจะไปกระตุ้นอะไรมันเข้า”
จะอะไรก็ช่างเถอะเกิดเื่ใหญ่ยังจะทำอะไรได้อีก ความเจ็บตรงศีรษะทำให้นางปวดศีรษะอย่างรุนแรงทันใดนั้น..
ตุบ!
อกข้างซ้ายกระตุกรอยดำปื้นเป็ทางยาวทั้งจากใบหน้านางและบนแขนลากยาวหายเข้าไปในร่มผ้า
‘ไม่นะทำไมพิษต้องมากำเริบในยามนี้’ ข่มความเ็ปที่เริ่มพวยพุ่งขึ้นมาขาสองข้างใกล้จะทรุดลงไปกับพื้น ร่างกายเริ่มอ่อนแรงลง
“ข้างหน้า!”ดวงจิตร้อง “ข้างหน้ามีหลุมขนาดเล็กอยู่พอให้ท่านมุดเข้าไป”
ไม่เสียเวลาครุ่นคิดว่าเป็กิริยาที่ไม่เหมาะสมกับอิสตรีขอแค่ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองหลุดพ้นจากความทรมานฉีซินอี๋รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเร่งความเร็วก่อนจะถลาลงไปกับพื้นมาหยุดอยู่หน้าหลุม
โฮก!
เสียงคำรามช่างกระชั้นชิดไม่เหลือความลังเลใดกลั้นใจะโลงไปในหลุมลึกสุดหยั่ง ไม่รู้ว่าตกลงมาไกลเท่าไรทว่าเหมือนเสียงคำรามราวกับจะขาดใจเพราะเหยื่ออันโอชะหนีไปดังแววมาจากปากหลุม
ตุบ!
ไม่นานนักร่างของนางพลันกระแทกกับพื้นดินแข็งๆ ความเ็ปสะสมชาเหน็บไปทั่วร่างกายก่อนสติสุดท้ายจะดับวูบนางผายมือไปทางซอกมุมหนึ่งของหลุมขนาดไม่ใหญ่มากสิ้นการกระทำร่างเสี่ยวไป๋พลันขดตัวนอนอยู่มุมนั้นอย่างสงบ
ฉีซินอี๋ยิ้มบางค่อยๆ จมลงสู่ห้วงนิทรา
ล่องลอยอยู่กับความว่างเปล่ารับรู้เพียงความเ็ปเป็ครั้งคราวก่อนจะมีกระแสอบอุ่นไหลผ่านไปทั่วร่างกายเบาสบายจนนางไม่รับรู้ถึงความเจ็บดังกล่าวราวกับย้อนกลับไปยังวันวานวันที่ยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์เลวร้ายวันที่ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์ยังคงแน่นแฟ้น
ััแ่เบาลูบผ่านเส้นผมงามสลวยก่อนจะเลื่อนมายังข้างแก้มไล้ไปตามกรอบหน้าและจรดลงบนริมฝีปากชวนจักจี้หนังตายังคงหนักอึ้งต้องกะพริบหลายครั้งก่อนจะเปิดออกอย่างเชื่องช้าแวบแรกเห็นชายเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตาทิ้งลงมาเป็ทางยาว ใต้ศีรษะนางเป็ตักนุ่มมีกลิ่นอายหอมประหลาด
“ท่านอาจารย์”นางครวญครางตามจิตใต้สำนึก
“ผู้มีพระคุณ...ท่านตื่นแล้ว?”เสียงอ่อนโยนรื่นหูพร้อมใบหน้าไร้เดียงสาของใครบางคนเยี่ยมหน้าเข้ามาใกล้
“...เสี่ยวไป๋”ยามนั้นฉีซินอี๋ถึงตื่นเต็มตาพึ่งรู้ว่าตอนนี้กำลังนอนหนุนตักของเ้าสัตว์ิญญารีบยันกายลุกขึ้นพร้อมกับความทรงจำตอนกำลังถูกหมีเผือกั์หวนคืนมา
“เสี่ยวไป๋?ท่านอย่างพึ่งรีบขยับ”
นางกวาดตามองหลุมรอบตัวจำได้ว่าเคยเป็รูขนาดเล็กแต่ว่า“นี่เ้า...เ้าเลื่อนระดับขั้นสำเร็จแล้ว?” ความสงสัยปรากฏหว่างคิ้วรูปร่างของเสี่ยวไป๋ยังคงเป็เด็กน้อยไม่ผิดเพี้ยนเพียงแต่ปราศจากร่องรอยของคราบเืขนานใหญ่
เสี่ยวไป๋หลุบตาลงแพขนตาสีขาวกระพือขึ้นลงมองไม่เห็นว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ฉีซินอี๋กลืนน้ำลาย“เช่นนั้นที่หลุมเล็กกลายเป็ขนาดใหญ่และเริ่มปรากฏทางคดเคี้ยวมากมายเป็เพราะการเลื่อนระดับขั้นของเ้า?”
จำได้ว่าตอนตกลงมายังมีขนาดกว้างพอให้เด็กอย่างนางกับสัตว์อีกตัวคุดคู้กันเท่านั้นไหงยามนี้ถึงกว้างขวางแทบจะเทียบเท่ากับลานหน้าบ้านเหลือบมองขึ้นไปข้างบนก็เห็นแสงอาทิตย์ส่องสว่างจ้า
ตรงขอบทางเข้าไร้ร่องรอยของหมีเผือกั์ไม่มีย่อมไม่แปลกเพราะเสี่ยวไป๋เป็สัตว์ิญญาระดับขั้นสูงกว่าฝ่ายนั้นย่อมไม่กล้ายุ่งด้วยแม้จะอยู่ในอาณาเขตของตนก็ตาม
ทว่าความเคร่งเครียดตึงขมวดแผ่ไปทั่วร่างกายหลังพึ่งนึกเื่สำคัญออกนางหันขวับไปทางเสี่ยวไป๋กัดฟันเอ่ย “เ้าบรรลุระดับขั้นนานเท่าไรแล้ว”
เสี่ยวไป๋จ้องนางด้วยสีหน้าฉงนครุ่นคิดก่อนจะตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร“หลายชั่วยามมาแล้ว ข้าไม่แน่ใจ”
“แย่แล้ว!เราต้องรีบหลบหนีโดยด่วน!” แทบจะในทันทีที่นางโพล่งออกมาเสียงโครมครามและเสียงพูดคุยของมนุษย์พลันดังมาจากปากหลุมเส้นประสาทตรงขมับฉีซินอี๋ตึงเครียด ไม่สนเื่ชายหญิงใด ๆทั้งสิ้นคว้าหมับท่อนแขนเสี่ยวไป๋ลากอีกฝ่ายหนีไปพลางถามดวงจิตแห่งหยกไปพลาง
“ตามเส้นทางคดเคี้ยวในหลุมพวกนี้พอจะมีสักทางที่สามารถช่วยพวกข้าอ้อมหลบพวกเขาหรือไม่!”
ดวงจิตแห่งหยกไม่คิดให้มากความ“ข้างหน้าเ้า คลานเข้าไปแล้วใช้พลังปราณสถิตเคลื่อนย้ายก้อนหินมาปิดรูซะ”
ฉีซินอี๋เหลือบมองรูขนาดพอดีตัวขบเม้มริมฝีปากจนเป็เส้นตรงไม่มีเวลาจะก้มดูชุดเปรอะเปื้อนของตนรีบผลักเสี่ยวไป๋พร้อมกับกำชับอีกฝ่าย
“เ้าเก็บงำกลิ่นอายบนตัวเ้าเป็หรือไม่!”
เสี่ยวไป๋มองนางชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยฉีซินอี๋ถอนหายใจผายมือเพียงหนเดียวต้นเซียงเหวยพลันปรากฏบนมือแม้ยากจะตัดใจแต่เพื่อทำให้ความปลอดภัยของพวกนางมั่นคงขึ้นจำเป็ต้องทิ้งต้นเซียงเหวยไว้ตรงนั้น
เพียงวางลงยังไม่ทันหยั่งรากลึกในดินกลิ่นอายหอมอบอวลของมันค่อย ๆ แผ่ขยายสัตว์น้อยใหญ่ละแวกนั้นเริ่มคลุ้มคลั่งมุ่งหน้ามายังหลุมที่ฉีซินอี๋ตกลงมา
เสี่ยวไป๋คลานเข้าไปก่อนแล้วนางค่อยคลานตามเข้าไปทีหลังระหว่างนั้นใช่พลังปราณสถิตเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดใหญ่มาปิดหลุมเดิม
ไม่รู้ว่าลูกไม้เล็กๆ ดังกล่าวจะหลอกล่อได้นานเท่าไรหวังเพียงว่ามันจะสามารถช่วยให้พวกนางหนีไปไกลพอสมควร
จากปากทางขนาดเล็กคิดว่าจะพามุ่งสู่พื้นผิวกลับกลายเป็ว่ายิ่งคลานต่อไปยิ่งดำดิ่งลงสู่เบื้องล่างแม้ช่องทางจะขยายเพิ่มพอให้ไม่อึดอัดแต่กลิ่นอับและความชื้นดันทำให้รู้สึกคลื่นไส้ไม่น้อย
“เสี่ยวไป๋เราใกล้จะถึงหรือยัง” ความหมายของนางคือใกล้ถึงจุดสิ้นสุดหรือยังเสี่ยวไป๋หยุดชะงักอ้ำอึ้งเล็กน้อย
“ข้าไม่แน่ใจว่าเรามาถึงหรือยังแต่ข้าเห็นแสงสว่างเบื้องหน้าแล้ว”
ความยินดีแวบผ่านแม้จะเป็ผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมระดับหนึ่งแต่คุดคู้คลานมาหลายชั่วยามใช่ว่าจะเ็ปไม่เป็
“เช่นนั้นรีบเร่งมือเถอะ”
“อืม”ได้ยินครางแ่เบาในลำคอคนเบื้องหน้ายังไม่ทันขาดคำเสี่ยวไป๋พลันลื่นไถลเพราะทางต่างระดับตกลงไปข้างล่างดังตุ๊บ!อย่างแรงจุกจนไม่ทันร้องเตือนฉีซินอี๋
ตุ๊บ!
จู่ๆ เห็นเสี่ยวไป๋หายไปต่อหน้าต่อตานางยังไม่ทันหายตกตะลึงรู้ตัวอีกทีร่างกายพลันลอยละล่องตกลงมาก้มจ้ำเบ้าสภาพทุลักทุเลความเ็ปแพร่กระจายจนชาเหน็บเห็นเสี่ยวไป๋ครางในลำคอกำลังลูบสะโพกตัวเองเช่นเดียวกัน
บุรุษตัวน้อยไร้เดียงสาทั้งยังบริสุทธิ์ผุดผ่องบนใบหน้าขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะเปรอะเปื้อนคราบสกปรกมอมแมมให้ความรู้สึกไม่เข้ากันจนฉีซินอี๋ขบขันอดคันมือคันไม้ไม่ได้ นางคลานเข่าไปหาเสี่ยวไป๋ที่กำลังจะลุกขึ้น
พอเห็นฉีซินอี๋ตรงดิ่งเข้ามาเสี่ยวไป๋ชะงักงันกำลังเผยอปากถามนางว่าเกิดอะไรขึ้นกันฝ่ามือเล็กกว่าเขานิดหน่อยพลันเอื้อมมาคว้าหมับตรงข้ามแก้ม
“ข้าว่าแล้วว่าต้องนุ่มมือ”น้ำเสียงสบายอารมณ์แฝงประกายเ้าเล่ห์แวววับผ่านดวงตาเสี่ยวไป๋ตัวแข็งทื่อคล้ายร่างกายแข็งค้างไปแล้ว กะพริบตาปริบ ๆปล่อยให้ผู้ใหญ่ตัวน้อยรังแกอย่างย่ามใจ
“เทียบกันแล้วััมือดีกว่าของเฟิ่งเสี่ยวนิดหน่อย”กล่าวพลางพยักหน้ากับตัวเอง เมื่อนั้นเสี่ยวไป๋ถึงได้สติ ช้อนดวงตาสีขาวจ้องนางประกายบางอย่างผาดผ่านจนลำคอของเขาแห้งผาก
“ทะท่าน...ตรงนี้อาจไม่เหมาะกระมัง” กลืนน้ำลายแห้งเหือดลงคอดวงตาสองข้างไหววูบไปมาก่อนพวงแก้มจะแต่งแต้มสีแดงฉานระบายไปถึงใบหู
คราแรกฉีซินอี๋ยังคิดว่าเขาพูดถึงเื่อะไรกระทั่งมองเห็นความเขินอายบนใบหน้าเสี่ยวไป๋ทั้งท่าทางกระมิดกระเมี้ยนประหนึ่งแม่นางตัวน้อยนางพลันกระดากอายขึ้นมาแก้มสองข้างขึ้นสีรีบชักมือที่ร้อนผ่าวราวกับแตะถูกของร้อนออกมา
“พูดอะไรซี้ซั๊วของเ้า”ลนลานจนน้ำเสียงไม่มั่นคงเหมือนเดิม
เ้าเด็กหน้าเหม็นตอนยังไม่เปิดปากไม่เท่าไรแต่เปิดปากทีชอบวกเข้าเื่นั้นทำเอาผู้ใหญ่อย่างนางเขินอายไปด้วย
ดวงจิตแห่งหยก“แต่ท่านก็ตั้งใจจะกินเต้าหู้เขา?”
ฉีซินอี๋“...”