รักนี้ที่ผูกพัน (จบ)

    บทที่ 9

    “รู้สึกว่าคุณมีอารมณ์ขันดีนะคะไมเคิล...แต่จริงๆ แล้วฉันคือเอลิซาเบธค่ะ”“แล้วคุณจะรังเกียจไหมล่ะ ถ้าผมจะขอเรียกคุณว่าลิซซี่”“อย่างมากเลยล่ะค่ะ”“โอเค... เอางั้นก็เอานะคุณเกสท์...” ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าเขาเลย ช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยได้ไหมว่า คุณจะเอาเบอร์บัตรเครดิตของผมไปทำอะไร? ”“ได้ค่ะ” ลิซซี่เลียริมฝีปากก่อนจะสาธยายเรื่องที่เตรียมไว้แล้ว “เมื่อวานนี้ฉันส่งเชลซีไปแคนซัส ซิตี้”“ส่งไปทำไมล่ะ? ”“เพราะว่าเมื่อวานนี้ที่นั่นมีการเลหลังเฟอร์นิเจอร์ครั้งสำคัญฉันอยากลดค่าใช้จ่ายให้คุณ แต่เมื่อตัวเองไปไม่ได้ก็เลยส่งเชลซีไปแทนค่ะ”“แล้วเขาโพกหัวด้วยผ้าลายจุดไปด้วยหรือเปล่าล่ะ? ”ลิซซี่หัวเราะเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความโมโหที่พลุ่งขึ้นในใจน้ำเสียงเขาดูถูกเหลือประมาณ นี่เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาตัดสินเธอด้วยคำพูดแบบนี้...? ผู้ชายที่นั่งทำงานอยู่แต่ในบรรยากาศแบบนี้ไม่มีสิทธิ์จะมาวิจารณ์การแต่งตัวของเธออยู่แล้ว เขานั่นแหละที่ควรจะแก้ไขรสนิยมของตัวเองเสีย เพราะเห็นๆ กันอยู่ว่าไม่ได้มีคุณสมบัติข้อนั้นเลย“อ๋อ...เปล่าหรอกค่ะ” เธอตอบอย่างใจเย็นเท่าที่จะควบคุมตัวเองไว้ได้“แล้วได้อะไรมาบ้างหรือเปล่า? ”“ยังไม่ได้ค่ะ เพราะราคาที่ตั้งไว้แพงเกินไป ไม่คุ้มกับคุณภาพสินค้า เวลาที่เราจะต้องใช้จ่ายเงินของลูกค้า เราจะต้องระมัดระวัง ต้องรับผิดชอบมากเหมือนเงินของเราเองทีเดียว”“ผมรู้สึกยังงั้นอยู่เหมือนกัน” ลิซซี่แสร้งไม่ใส่ใจกับการเยาะหยันที่แฝงอยู่ในหางเสียงไม่ใส่ใจจะคิดต่อด้วยว่าเขามีเหตุผลอะไรถึงได้พูดออกมาทำนองนี้“แน่ล่ะสิคะ ไม่ยังงั้นคุณจะจ้างฉันให้เสียเงินทำไมล่ะ วิธีการของฉันมันออกจะไม่เข้าท่าเท่าไหร่นัก แต่ลูกค้าจะต้องได้รับประโยชน์เต็มที่อยู่แล้ว ฉันจะต้องตัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตรงนี้ไงคะที่ทำให้ฉันอยากได้เบอร์บัตรเครดิตของคุณ ฉันเอาสัญญามาด้วย แต่ให้เวลาคุณพิจารณาก่อนจะเซ็นสัญญา แล้วก็จ่ายล่วงหน้าให้ฉันสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์ไมเคิลมองเธออย่างระแวง ส่วนลิซซี่เองนั้นก็พยายามมองให้เห็นภาพเด็กชายผมคนหนึ่งที่เธอเคยปัดเศษฟางให้ตอนที่กลิ้งลงมาจากกองฟางด้วยกันเมื่อครั้งยังเด็ก และต่อมาก็เปลี่ยนเป็นภาพของเด็กหนุ่มที่พูดจายโสโอหัง เดินปังๆ เข้าไปในร้านของพ่อแม่ประกาศว่าวิลสัน ครึกนั้นเป็นเมืองที่แห้งแล้งที่สุด เขาจะดีใจสักแค่ไหนถ้าได้มีโอกาสพันไปเสียจากที่นั่น เธอชิงชังนักที่เขาเหยียดหยามบ้านเกิดของตัวเอง ดูถูกทั้งเธอและพ่อแม่ของตัวเองด้วยแต่แล้ว ...เธอเองมิใช่หรือที่เคยใฝ่ฝันจะไปให้พ้นจากวิลสัน ครี๊กด้วยเช่นกัน ขนาดตอนนั้นเธอเพิ่งอายุสิบหกก็ยังรู้สึกว่าทนอยู่ที่นั่นไม่ได้แล้ว แต่เมื่อเรียนหนังสือจบ สถานการณ์แท้ๆ ที่บีบบังคับให้เธอต้องกลับไปอยู่ที่นั่นต่ออีกตั้งห้าปี และตอนนั้นที่เธอตั้งอนาคตให้ตนเอง ปฏิเสธผู้ชายทุกคนที่เติบโตมาด้วยกัน เฝ้ารอวันเวลาที่จะเดินทางออกมาให้พันเสียจากที่นั่น แล้วตอนนี้เธอเป็นใครกันเล่าที่จะไปประณามการจากมาของไมเคิล วูลฟ์ได้...เธอเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเลย“ลิซซี่...? ”น้ำเสียงทุ้มๆ นั้นแฝงแววอาทร ขณะนี้เขาอายุสามสิบแปดแล้ว มีอะไรต่อมิอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ส่วนเธอก็สามสิบเอ็ดแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือเธอไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอะไรได้ด้วย“ขอโทษนะคะ” เธอผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง พยายามกลั้นน้ำตาไว้เมื่อเดินแกมวิ่งออกจากห้องไมเคิล วูลฟ์ ไม่แน่ใจเลยว่าตนเองได้พูดอะไรออกไป แต่สามัญสำนึกก็บอกอยู่ว่าเขาไม่ได้พูดหรือทำอะไรผิดๆ ลงไปเลย ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นก็น่าจะเป็นเพราะปัญหาที่ลิซซี่ก่อขึ้นด้วยตนเองมากกว่า ลิซซี่ผู้มียิ้มอันน่าตื่นใจ...ลิซซี่ผู้แฝงตัวอยู่ในชื่ออื่น ...ลิซซี่ผู้ชอบสร้างปัญหาให้ตัวเอง และยังหยาดน้ำตาที่หล่อขึ้นขึ้นในดวงตาคู่สีฟ้าใสคู่นั้น สีหน้าที่บอกความตระหนก...แต่เขาก็ยังใจดำ ปล่อยให้เธอวิ่งออกไปได้ ทั้งที่น่าจะขวางเธอไว้ตรงประตู หรือไม่ก็ตรงลิฟต์พูดอะไรกับเธอบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้ทำ...และตอนนี้เธอก็เดินออกจากสำนักงานไปแล้ว...ไปอย่างโดดเดี่ยวและโศกศัลย์รันทด..สมน้ำหน้า ...เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ...กล้าถึงขนาดจะมาขอเบอร์บัตรเครดิตเราเชียวหรือนี่...?เขาทุบกำปั้นลงบนที่ซับหมึก คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาได้ก็ต่อกลับไปหามารดา“ผมอยากรู้ว่าเชลซี เบอร์นาร์ดน่ะมีตัวตนหรือเปล่า? ”“นั่นลูกเองหรือจ๊ะ ไมเคิล? ”“ก็ใช่น่ะสิครับ”“อ้อ...เมื่อกี้ลูกถามถึงเชลซีใช่ไหม...เธอเป็น...เอ้อ...ผู้ช่วยของลิซซี่”“รู้สึกว่าแม่พูดไม่เต็มปากเลยนะครับ”"ก็แม่กำลังเป็นห่วงกาแฟ กำลังต้มอยู่พอดีเลย”“นี่ผมจะหาคำตอบอะไรที่มันตรงกับคำถามจากใครได้บ้างไหมนะ? ”“ไมเคิลใจเย็นๆ หน่อยสิลูก เดี๋ยวก็ท้องอืดกันพอดี”“ทุกวันนี้มันก็อืดจะแย่อยู่แล้วล่ะครับแม่ ว่าแต่...ผมอยากรู้ว่าลิซซี่ ออลสันน่ะเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในจริงๆ น่ะหรือ? ”“ก็จริงน่ะสิ แถมยังฝีมือเยี่ยมยอดอีกด้วยนะ เคยได้รับรางวัลมาแล้วด้วย”“ก็ถ้าเช่นนั้น ในนามของนรก ทำไมเขาถึงไม่มาหาผมด้วยความเป็นตัวของเขาเอง ไม่มาหาในฐานะที่เราเคยเป็นเพื่อนกันล่ะ? ”“แม่ว่าอาจจะเป็นเพราะเขาไม่ได้มองลูกในแง่ของความเป็นเพื่อนกระมัง มันยังมีอะไรที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นอีกนะลูก”“ผมกำลังฟังครับ"“เธอไม่มีเงินเลยนะไมเคิล”“ก็แล้วยังไงล่ะ คนเราในชีวิตมันก็ต้องเคยเจอเรื่องแบบนั้นกันทั้งนั้นนี่ ถ้าฝีมือเขาดีจริง อีกไม่นานก็ตั้งตัวใหม่ได้”“ไม่ใช่...ไม่ใช่ลูกไม่เข้าใจที่แม่พูด..ลิซซี่นะ...โอ...ช่างมันเถอะ ถึงยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่แม่สมควรพูดอยู่แล้ว”"ที่แม่พูดแบบนี้หมายความว่าเขาล้มละลายหรือครับ...หรือว่ามันยังไงกันแน่? ”“แม่เห็นจะไม่พูดเรื่องนี้ให้ลูกฟังหรอกนะ ถ้าเขาอยากให้ลูกรู้ เขาก็คงเล่าให้ฟังเองนั่นแหละ จำไว้แต่เพียงว่าลิซซี่เป็นนักสู้ชีวิตเท่านั้นก็พอ แล้วก็เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีอย่างมากด้วย ไม่มีอะไรที่จะทำให้เขาล้มทั้งยืนได้หรอก”“แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ขณะนี้เขากำลังถังแตกว่างั้นเถอะ? ”“เขาทำอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดลงไป ซึ่งถ้าลูกให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจังละก้อ รับรองว่าเขาจะต้องผ่านพ้นปัญหานั่นไปได้”“แล้วเรื่องเชลซีล่ะครับ? ”“เชลซีน่ะยืนหยัดเคียงข้างลิซซี่มาโดยตลอด ไม่เคยทอดทิ้งเพื่อนเลยนะไมเคิล”“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้เขาก็คงเดินทางมานิวยอร์กแล้วสิใช่ไหม? ”“เท่าที่แม่รู้น่าจะยังนะ เพราะว่าลิซซี่ไม่มีเงินมากพอที่จะ ...”และในเมื่อก่อนหน้านี้ ลิซซี่เรียกร้องเบอร์บัตรเครดิตของเขามันจึงทำให้ไมเคิลแน่ใจว่าตนเองเข้าใจเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว“ขอบคุณมากนะครับแม่”เขาเดินออกไปยังห้องทำงานด้านนอก สั่งให้เกวนไปทำงานอะไรบางอย่างให้ ส่วนตัวเองก็นั่งลงเบื้องหน้าเครื่องพิมพ์ดีดของเธอหยิบกระดาษหัวจดหมายขึ้นมาสอดใส่เข้าไปในเครื่อง และเริ่มลงมือพิมพ์วันที่ ...แต่แล้วก็จำต้องหยุดมือลงเพียงแค่นั้น ...เขาเพิ่งนึกขึ้นมาได้ตอนนี้เองว่า แท้ที่จริงแล้วเขาไม่เคยรู้จักตำบลที่อยู่ที่แท้จริงของลิซซี่ ออลสันเลย...เห็นจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าตอนนี้เธอพักอยู่ที่ไหน และเขาก็ไม่สมควรจะส่งจดหมายไปยังที่อยู่บนถนนสายเจ็ดสิบสองนั่น เพราะมันเป็นที่อยู่ปลอมอีกเช่นกัน และถ้าเขาจะใจดีถึงขนาดส่งเช็คตามจำนวนเงินที่เธอต้องการไปให้ ในเมื่อเธอมิใช่ลิซซี่ ออลสัน แต่ใช้ชื่อปลอมว่าเอลิซาเบธ เกสท์แล้วเธอจะไปขึ้นเงินด้วยชื่อปลอมได้ยังไงกันเล่า ...?“ห่าเอ๊ย...” เขาร้องออกมาด้วยความหงุดหงิดใจเหลือประมาณ ...ก็แล้วทำไมเขาถึงจะต้องยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่เดินเข้ามาหาเขาอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมคนนี้ด้วยเล่า...? สิ่งที่เขาสมควรจะทำก็คือเสียค่าใช้จ่ายให้เธอเดินทางกลับไปแคนซัส ซิตี้ ยังจะเข้าท่ากว่า เขาควรจะปฏิเสธไม่ยอมเสียค่าใช้จ่ายให้เชลซีเดินทางมานิวยอร์ก แล้วก็ควรจะเสนอเงินสักก้อนหนึ่งให้เธอขอยืมไปจ้างให้เธอเข้ามาตกแต่งสำนักงานทั้งสิ้นตั้งตัวในวิชิต้าอีกครั้ง ...ทั้งหมดนี้น่าจะเหมาะสมกว่าการที่เขาจะว่าไมเคิลมีความคิดอยู่ว่า การที่มีอดีตสมาชิกของวิลสัน ครี๊กเนรเทศตัวเองมาอยู่แมนฮัตตันเพียงคนเดียวมันก็น่าจะพอแล้ว อีกประการหนึ่งเขาก็ไม่ใช่คนที่ใจดีมีเมตตาถึงขนาดที่จะเอื้อเฟื้อเงินก้อนโตให้ใครหยิบยืมไปใช้ประโยชน์อยู่แล้ว มันคงน่าทุเรศไม่น้อย ถ้าเขาจะเพิ่งมาประพฤติตนเป็นคนดีตอนนี้ และที่มันน่าทุเรศยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การที่เขาจะต้องยื่นมือเข้าไปโอบอุ้มผู้หญิงที่ล้มละลายแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอผู้นั้นเดินทางมาจากวิลสัน ครี๊ก เช่นนี้น่าเสียดายที่รูปร่างหน้าตาของเธอไม่ได้เป็นเช่นที่เขาเคยสร้างจินตนาการขึ้นไว้ว่า ลิซซี่ ออลสัน เมื่อย่างเข้าสู่วัยสาวสะพรั่งควรจะเป็นอย่างไร และควรปฏิบัติตนอย่างไรด้วย“ไอ้บ้าเอ๊ย ...” เขาร้องด่าตัวเองอยู่...ก็แล้วมันเรื่องอะไรที่เราจะต้องไปพะวงถึงแต่ผู้หญิงคนนี้ด้วยเล่า...?ถึงอย่างไรเขาก็ตัดใจไม่ลงอยู่ดี ...ไม่ว่าจะมองเธอในแง่เลวหรือดีอย่างไรก็ตาม...แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไปดี...หรือว่ายอมให้เธอเข้ามาจัดการตกแต่งสำนักงานให้ใหม่ เช่นที่เธอตั้งใจไว้ว่าจะทำ...?