Chapter 5
หมัดเด็ดของมือใหม่
“เอาล่ะค่ะทีนี้พี่โจ๊กก็พอจะเข้าใจระบบคร่าวๆ ของการออนไลน์แล้วสินะคะ?”
เสียงสดใสของรินดังขึ้นพร้อมกับร่างของสาวน้อยคนนี้ที่ลุกขึ้นมาบิดี้เีภายในห้องออนไลน์หมายเลข18 อีกครั้งหนึ่งเช่นเดียวกับนายจักรรินทร์ที่ได้ออกมาจากโลกอาเคเดียด้วยสีหน้าที่ดูจะเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิดเพราะว่าหลังจากนั้นมาแม่สาวน้อยน่ารักคนนี้ก็เริ่มจะสอนข้อมูลอะไรอีกหลายๆอย่างเกี่ยวกับโลกของ AOS ให้เขามากทีเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเริ่มเดินทางห่างออกไปจากเมืองไกลขึ้นเรื่อยๆเพื่อเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ตัวอื่นๆ ที่แข็งแกร่งกว่าเ้าสไลม์สีฟ้าพวกนั้น
การได้ทดลองใช้งานการ์ดหลายๆอย่างมันก็ทำให้รู้สึกดีไม่หยอก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เราสามารถควบคุมทุกอย่างเพื่อเอาชนะศัตรูได้มันรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยอะไรออกไปมากเลยทีเดียวแน่นอนว่าภายใต้ความสมจริงที่รู้สึกจับต้องได้ภายในโลกอาเคเดียนั้น
“รินก็พอจะเข้าใจนะคะว่าพี่โจ๊กยังอยากจะอยู่ในอาเคเดียนานขึ้นอีกหน่อยมือใหม่ทุกๆ คนเองก็รู้สึกติดลมทุกครั้งในตอนที่ได้อัญเชิญฮาล์ฟออกมาต่อสู้น่ะค่ะ”รินพูดอย่างรู้ทัน “แต่ว่าเรายังมีอีกภารกิจที่จะต้องทำให้เสร็จในวันนี้นะคะเพราะว่านอกจากรินจะต้องพาพี่มาทดลองใช้งานในส่วนออนไลน์แล้วมันยังมีการดูเอลอีกอันหนึ่งที่พี่จะต้องลองน่ะค่ะ”
“เข้าใจแล้วครับ”
โจ๊กเองก็แอบรู้สึกเสียดายนิดๆเพราะเขาเองมันหลายปีดีดักแล้วที่ต้องเรียนและอาศัยอยู่ในเมืองกรุงเทพมาโดยตลอดการได้เข้าไปในอาเคเดียที่ทั้งสวยและมีอากาศบริสุทธิ์แบบนั้นมันก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้มากจริงๆ(แม้ว่ามันจะเป็การโดนเครื่องออนไลน์นี้หลอกให้สมองเชื่อก็ยังดี)
“เอ๊ะ?ข้างนอกนี่สองทุ่มแล้วเหรอเนี่ย?”
ชายหนุ่มรำพึงขึ้นขณะที่ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของเขา
เขาเองแทบจะไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าเวลามันเดินไปไวขนาดนี้เพราะระบบเวลาในอาเคเดียนั้นดูจะวิ่งไปไวกว่าโลกภายนอกมากนัก ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งจะเข้าไปอยู่ในนั้นได้แค่สองสามชั่วโมงเศษๆแต่ก็ได้เห็นทั้งแสงอาทิตย์แรกของวันกับแสงจันทร์แรกของราตรีในเกมครบถ้วน
“เวลาที่เราอยู่ในเกมจะดำเนินไปกับด้านนอกเท่าๆกันน่ะค่ะ ถึงแม้ว่าระยะเวลาในอาเคเดียมันจะดูสั้นกว่าก็ตามทีบางทีมันก็ทำให้พวกเราอยู่ในนั้นจนลืมเวลาข้างนอกไปสินะคะไม่ต้องห่วงหรอกค่ะซัมมอนเนอร์ทุกคนก็เป็แบบเดียวกันหมดนั่นล่ะค่ะ”
ว่าแล้วเธอก็หัวเราะร่าเป็จังหวะที่โจ๊กยิ้มรับและดันตัวลุกขึ้นมายืนบ้างอีกคน
“ขอขอบคุณกับการออนไลน์ในครั้งนี้กรุณาอย่าลืมนำไอดีสล็อตของท่านออกจากเครื่องด้วยค่ะ”
มีเสียงเตือนออกมาจากเครื่องออนไลน์ที่เขาเพิ่งจะใช้งานเมื่อครู่จนโจ๊กลืมไปเสียสนิทว่าไอดีการ์ดของเขานั้นยังเสียบคาเครื่องที่ว่านี่อยู่เห็นดังนั้นแล้วรินจึงเดินไปกดปุ่มเพื่อให้เครื่องมันดีดเอาไอดีสล็อตนั้นออกมา
“มือใหม่ทุกคนก็เป็แบบนี้หมดล่ะค่ะยังไงพี่โจ๊กต้องจำให้แม่นๆเลยนะคะว่าไอดีสล็อตน่ะเป็เหมือนหัวใจของซัมมอนเนอร์ทุกคนเลยถ้าหายไปนี่งานใหญ่มากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะมันเท่ากับชีวิตของซัมมอนเนอร์นั้นหายไปด้วย”
“เข้าใจแล้วครับ”
โจ๊กรับเขาด้วยรอยยิ้มเขินๆ ก่อนที่เขาจะรับไอดีสล็อตของตนเองกลับมาอีกครั้ง
“ลองไปดูพวกร้านขายแอซแซสซอรี่น่ะค่ะพี่โจ๊กมันจะมีพวกเคสหรือกระเป๋าหนังเอาไว้ใส่เครื่องไอดีสล็อตด้วย ราคาก็ไม่แพงเท่าไรแต่มันจะช่วยดูแลเครื่องเราได้ดีมากเลยค่ะบางคนเขาก็ใช้รุ่นกระเป๋าหนังแบบคาดกับเข็มขัดตรงกางเกงด้วยตอนเดินไปที่งานแข่งก็ดูเท่ดีเหมือนกันค่ะ”
เขาพยักหน้ารับในคำกล่าวนั้นกระทั่งรินนั้นถือไอดีสล็อตของเธอเองเดินนำไปที่ประตูห้องและกดลูกบิดประตูผลักออกไปได้อย่างง่ายดายจนโจ๊กต้องเลิกคิ้วขึ้น
“ประตูห้องไม่ได้ล็อคเหรอครับนั่น?”
“คะ?” รินขานรับ
“ก็มันแอบอันตรายเหมือนกันนะครับเวลาเราเข้าไปออนไลน์น่ะถ้าเกิดมีใครแอบเข้ามาในห้องเราตอนนั้นแล้วขโมยของไปนี้เราจะไม่รู้ตัวเลยไม่ใช่เหรอครับ?”
“อ๋อ...” หญิงสาวยิ้มกว้าง“เื่นั้นไม่ต้องห่วงค่ะเพราะว่าทันทีที่เครื่องออนไลน์นั้นถูกใช้งานเมื่อไรประตูห้องมันจะล็อคเองโดยอัตโนมัติค่ะแล้วก็ด้านนอกจะมีพี่เต้คนเมื่อกี้คอยดูแลความปลอดภัยให้อีกแรงอยู่แล้วค่ะ”
โจ๊กพยักหน้ารับอย่างวางใจ อย่างน้อยๆเขาก็ดูแลเื่ความปลอดภัยตรงส่วนนี้ได้ดีจนน่าหมดห่วงอีกอย่างถ้าหากร้านไม่ดูแลในส่วนนี้มันก็คงจะยากที่มีลูกค้ามาใช้งานได้อย่างมากมายแบบนี้เช่นเดียวกัน
“ถ้างั้นเดี๋ยวเราลงไปชั้นสองไปทดสอบระบบของ ดูเอลเซ็นเตอร์ กันบ้างนะคะ”
“ครับ”
ว่าแล้วสาวน้อยคนนี้ก็เดินนำออกไปอีกครั้งโดยที่ตอนจะออกจากห้องก็ได้รับเสียงทักทายมาจากชายหนุ่มที่ชื่อ “เต้”คนนั้นอีกครั้ง ก่อนจะพานายโจ๊กเดินลงบันไดไปยังชั้นสองต่อไป ห้อง“ดูเอลเซ็นเตอร์” ที่เขาเดินผ่านไปก่อนหน้านี้ดูจะแปลกตาไปนิดหน่อยอาจจะเป็เพราะว่าท้องฟ้ามันมืดสนิทไปแล้วแสงไฟภายในร้านที่เปิดหมดทุกดวงจึงทำให้หน้าตามันเปลี่ยนไป
ภายในนั้นมีเสียงคึกคักพูดคุยะโกันไปมาแตกต่างจากห้องออนไลน์เมื่อครู่ลิบลับ
ขณะที่ภายในนั้นจะถูกแบ่งยิบย่อยเป็ทางเดินแคบๆคล้ายกัน โดยที่จะมีห้องกระจกใสถูกแบ่งเป็ล็อคๆ เอาไว้จำนวนกว่า 10 ห้องเห็นจะได้ ขนาดของมันค่อนข้างจะใหญ่กว่าห้องออนไลน์มากชนิดที่สามารถเข้าไปยืนในนั้นได้ร่วมๆ สิบคนแบบสบายๆแต่มันก็เป็ห้องกว้างโล่งที่ไม่มีอะไรโดดเด่นจนกระทั่งโจ๊กเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าห้องกระจกบานหนึ่งที่มีคนยืนอยู่หน้าห้องราวๆ 5คน จ้องมองผ่านบานกระจกของห้องดูเอลหมายเลข 3 กันด้วยสีหน้าตื่นเต้น
พลันเขาได้มองผ่านเข้าไปในบานกระจกนั้นบ้างโจ๊กก็ต้องเปิดตาค้างอย่างตกตะลึง
ภายในนั้นไม่ได้เป็เพียงห้องว่างๆเหมือนอย่างที่ห้องอื่นๆ เป็แต่มันกลับเป็ทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตากับร่างของผู้ชายสองคน ที่อาจจะต้องเรียกว่า ซัมมอนเนอร์เพราะทั้งคู่ต่างยื่นเผชิญหน้ากันโดยมีสัตว์ประหลาดสองตัวกำลังวิ่งเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดในภาพที่สามารถมองเห็นได้เหมือนในโลกอาเคเดียไม่มีผิด
“เหมือนกับที่เคยเห็นตอนนั้นเลย....”
โจ๊กรำพึงขึ้นเขาหวนนึกไปถึงตอนที่ได้เห็นภาพการแข่งขันของทัวร์นาเมนต์ระดับโลกที่จะเนรมิตสนามกีฬาให้กลายเป็ลานประลองการ์ดที่สามารถสร้างเหล่าสัตว์อสูรพวกนี้ให้ออกมาต่อสู้ในโลกแห่งความเป็จริงได้แม้ว่าขนาดมันจะเล็กกว่าตอนนั้นมากก็จริงอยู่ แต่มันก็จัดว่าสมจริงมากทีเดียว
“นี่เป็ระบบเรียล VR วิชชั่นน่ะค่ะ”รินอธิบายทันทีเมื่อได้เห็นสีหน้าตื่นเต้นของนายโจ๊ก“ภายในห้องนั้นจะมีจอภาพแบบพิเศษติดตั้งไว้ทั่วทั้งห้อง แล้วก็สามารถสร้างภาพ VRแบบที่ตาเปล่าของมนุษย์สามารถมองเห็นออกมาได้จากนั้นก็จะผสมผสานกับฉากทำให้การเคลื่อนไหวมันออกมาสมจริงยิ่งขึ้นน่ะค่ะถ้ามองจากข้างนอกเหมือนว่าภายในห้องนั้นมันจะเล็กนิดๆ ใช่มั้ยล่ะคะ แต่ว่าเอาจริงๆแล้วพอไปอยู่ในนั้นขนาดมันจะเหมือนกว้างขึ้นมากเลยล่ะค่ะแล้วก็ระบบเสียงแบบรอบทิศในนั้นมันทำให้การต่อสู้ดูสมจริงขึ้นมากถึงจะไม่เท่ากับสนาม VR ของทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ที่ทางทีมงาน AOSจัดก็ตามที แต่ก็ถือว่าเป็สนามประลองของซัมมอนเนอร์ที่ไม่เลวใช่มั้ยล่ะคะ”
ได้ยินดังนั้นแล้วการต่อสู้ระหว่างซัมมอนเนอร์สองคนภายในห้องVR หมายเลขสามนั้นก็สิ้นสุดลงพนังภายในห้องกลับมาเป็สีดำสนิทอีกครั้งพร้อมกับร่างของชายหนุ่มทั้งสองคนนั้นที่เดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าเบิกบานราวกับได้สนุกสนานกับการต่อสู้ไปอย่างเต็มที่แล้ว
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ใช้งานห้อง VR ในส่วนต่างๆ ต่อสู้กันเอง
ดูจะเป็ห้องที่คึกคักกันอยู่ไม่หยอกเลยทีเดียว
“อย่างที่ฉันได้บอกไปค่ะพี่โจ๊ก”รินพูดขึ้นพลางสะกิดให้โจ๊กตามไปด้านใน “ที่โซนดูเอลเซ็นเตอร์น่ะจะได้รับความนิยมจากผู้เล่นอีกกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบในการต่อสู้กับซัมมอนเนอร์ด้วยกันมากกว่าโดยที่ห้องนี้จะเน้นเอาไว้สำหรับให้ซัมมอนเนอร์ทุกคนได้เข้ามาใช้เป็สนามลานประลองแบบตัวต่อตัวหรือใช้สำหรับทดสอบเด็คของตัวเองโดยการต่อสู้กับบอตคอมพิวเตอร์อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ”
“เป็การแข่งขันแบบที่ทัวร์นาเมนต์เวิล์ดลีกเขาแข่งกันใช่มั้ยครับ?”
โจ๊กถามขึ้นซึ่งสาวน้อยตรงหน้าก็หันมาพยักหน้าให้ยิ้มๆเหมือนจะแปลกใจ
“ก็ใช่หรอกค่ะว่าแต่พี่โจ๊กรู้จักทัวร์นาเมนต์เวิล์ดลีกด้วยงั้นเหรอคะ?”
“ก็พอจะเห็นผ่านๆ ทางทีวีน่ะครับ”
ได้ยินแล้วรินจึงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“การแข่งขันดูเอลน่ะมันจะมีกฎหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็โซโลดูเอลแท็คทีมดูเอล ฟรีรันนิ่งดูเอล หรือ บอสดูเอลแต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและถูกใช้เป็กติกาในการจัดทัวร์นาเมนต์ก็คงจะเป็โซโลดูเอลแบบที่มาสเตอร์เวิลด์ลีกใช้กันนั่นล่ะค่ะ”
ไม่ช้ารินจึงมาหยุดยืนอยู่ตรงด้านในสุดของโซนดูเอลจนได้เห็นโต๊ะทำงานของผู้ดูแลในโซนนี้ที่มีชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะนั้นโดยที่กำลังเหยียดขาสบายอารมณ์กางนิตยสารของAOS อ่านโดยที่ไม่ได้ใส่ใจเสียงดังรอบๆด้านหรือผู้คนที่เดินผ่านไปมาเลยอาจจะเป็เพราะเ้าตัวนั้นเสียบหูฟังที่เปิดเพลงดังลั่นจนแว่วมาถึงข้างนอกก็ได้
“พี่โบ้คะ!”
กระทั่งรินตีโต๊ะไปเบาๆก่อนจะขยับหน้าเข้าไปหาชายหนุ่มคนนั้น เขาจึงชะงักลดหนังสือลงดวงตาเหลือบเห็นสาวน้อยคนนี้แล้วจึงยิ้มกว้างขึ้น
“อ้าว!? ว่าไงริน นี่ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอเราน่ะ ปกติทุ่มนึงเราก็เผ่นแล้วนี่?”
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า “โบ้”นั้นทักขึ้นทันทีก่อนจะวางหนังสือลงไปบนโต๊ะทำงาน
“ก็เดี๋ยวว่าจะกลับแล้วล่ะค่ะพอดีว่ารินมาทำเควสแนะนำผู้เล่นใหม่ให้เจ๊เขาอยู่”
ว่าแล้วเธอก็ชำเลืองมาทางโจ๊กที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆได้ยินแบบนั้นแล้วชายหนุ่มที่ชื่อโบ้คนนั้นก็ร้อง “อ๋อ” ขึ้นก่อนจะมองไปรอบๆและยิ้มเจื่อนสนิท
“งั้นคงต้องรอแป๊ปนึงแล้วล่ะรินตอนนี้ห้องเต็มหมดเลย แต่ก็ไม่นานหรอกไอ้ศิตมันเข้าไปทดสอบเด็คกับบอตมาเกือบชั่วโมงแล้ว อีกเดี๋ยวมันคงออกมานั่นล่ะ”
พูดแล้วก็ชี้มือไปทางห้องหมายเลข 6ที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังใช้งานห้องดูเอลแห่งนั้นโดยที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดโดยเรียกนักรบตัวใหญ่ออกมาฟาดฟันดาบใส่ตัวอะไรซักอย่างตัวใหญ่ๆที่โจ๊กมองไม่ค่อยถนัด เห็นแล้วก็เหมือนพวกผ้าคลุมที่ลอยอยู่กลางอากาศได้
“อ๋อ โอเคค่ะ” รินยิ้มรับ“ถ้างั้นช่วยล็อคห้องนั้นให้พวกเราสองคนหน่อยนะคะ เราคงใช้เวลาไม่นานหรอกเควสแนะนำผู้เล่นก็แค่ให้พี่เขาเอาชนะบอตระดับง่ายสุดให้ได้ก็พอสิบนาทีก็น่าจะเสร็จแล้ว”
“โอเค รับทราบ”
นายโบ้ยิ้มรับก่อนจะกดลงไปที่คอมพิวเตอร์เพื่อส่งข้อมูลอะไรบางอย่างลงไปกระทั่งเขาหันไปหยิบไมค์โครโฟนที่อยู่ใกล้ๆ กันก่อนจะกดปุ่มลงไป
“คุณศิตคร้าบ ช่วยเร่งมือหน่อยนะครับมีคนรอต่อคิวอยู่”
“เออๆ รู้แล้วอีกสองสามนาทีก็จบแล้วล่ะ”
กระทั่งมีเสียงโวยวายดังออกมาจากห้องนั้นเป็คำตอบที่นายโบ้ต้องหัวเราะหึก่อนที่เขาจะหันไปยิ้มกริ่มกับสาวน้อยน่ารักอย่างริน
“ท่าทางไอ้ศิตจะหัวเสียน่าดูนะ”
“ทำไมล่ะคะเด็คใหม่ของพี่ศิตเขาไม่เวิร์คเหรอ?” รินถามกลับ
“ก็คงใช้ได้ระดับหนึ่งล่ะแต่มันดันเสือกไปเอาบอตระดับโหดสุดๆ มาทดลองด้วยเนี่ยน่ะสิ”
“บอตอะไรเหรอคะ?”
“เด็คลิสต์ของแชมป์จากสิงคโปร์ยังไงล่ะ”
ได้ยินแล้วรินก็อ้าปากค้างขึ้นนิดๆก่อนจะชะเง้อคอมองไปที่ห้องหมายเลข 6 บ้างอีกคนกระทั่งได้เห็นชายหนุ่มในห้องนั้นดูท่าทางจะหัวเสียสุดๆ แล้วเธอก็ยิ้มขำออกมาอีกราย
“ถ้างั้นพี่ศิตก็คงจะหัวเสียไปอีกยาวๆรินเองก็ได้ไปส่องเด็คของแชมป์จากสิงคโปร์รายการล่าสุดมาแล้วเด็คสายคอนโทรลแบบน่าเกลียดสุดๆ เลยค่ะท่าทางเดวี่เองก็คงหมายจะไต่อันดับไปเข้าเอเชียมาสเตอร์ซีรีย์ให้ได้ด้วยล่ะมั้งค่ะแต่ถึงขนาดคิดค้นเด็คปีศาจนี้ขึ้นมาได้เนี่ย ร้ายจริงๆ”
“ใช่มะๆ” นายโบ้ถอนใจอีกคน “แล้วเสือกไปเอาบอตที่เรียนรู้วิธีควบคุมของเดวี่มาซะเต็มขั้นขนาดนั้นแล้วยังปรับเป็ระดับยากสุดด้วยไม่รู้ไอ้ศิตมันไปเอาความมั่นหน้าขนาดไหนมาถึงคิดว่าจะเอาชนะได้”
ว่าแล้วรินก็หัวเราะร่าก่อนจะสะกิตให้โจ๊กเดินตามเธอไปยังห้องหมายเลข 6 ที่ดูจะไม่มีคนมารอตอคิวใช้บริการอยู่เลยเพราะก่อนที่นายโจ๊กคนนี้จะมึนไปกับบทสนทนาทีเขาไม่เข้าใจเลยซักนิดพวกนั้นรินก็เลือกที่จะมาอธิบายข้อมูลให้เข้าใจเสียก่อน
“ก็อย่างที่เห็นนั่นล่ะค่ะพี่โจ๊ก”รินพูดขึ้น“จริงอยู่ว่าการได้ออกไปผจญภัยในโลกอาเคเดียนั้นมันสนุกและได้เปิดโลกทัศน์อะไรมากมายก็จริงแต่การดูเอลกันก็จัดว่าเป็สิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก AOS อยู่ดีค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็แข่งขันใดๆ ของ AOSก็ตามที เขาจะใช้วิธีการดูเอลกันทั้งหมดค่ะส่วนในโลกอาเคเดียนั้นมันเป็เหมือนที่เอาไว้ฝึกฝีมือและออกไปผจญภัยเพื่อค้นหาความลับต่างๆของเกมมากกว่า”
โจ๊กพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและเขารู้ดีว่าทางผู้เล่นส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับการดูเอลมากกว่าการออนไลน์ในโลกอาเคเดียมาก
“แล้วกฎการต่อสู้แบบดูเอลนี่มันแตกต่างจากในอาเคเดียรึเปล่าครับ?”
“ต่างค่ะ” รินตอบทันควัน“เพราะการผจญภัยในอาเคเดียมันจะเป็รูปแบบของ MMORPG เพราะฉะนั้นการต่อสู้ของในโลกนั้นจะเป็ลักษณะแบบใช้การ์ดเก็บค่าประสบการเหมือนกับการเล่นเกมทั่วๆไปค่ะ แต่หากเป็การดูเอลมันจะมีกฏกติกาที่เกี่ยวข้องกับผลแพ้ชนะมากกว่ามีการใช้แท็คติกของซัมมอนเนอร์ของแต่ล่ะคนเข้าแลกอาวุธกันดุเดือดกว่ามากค่ะ”
ว่าแล้วทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่ห้องหมายเลข6 ที่ว่านั่น ทั้งคู่ต่างจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มที่น่าจะชื่อ “ศิต”คนนั้นซึ่งกำลังใช้งานการ์ดฮาล์ฟของเขาต่อสู้กับศัตรูอย่างดุเดือดเป็ที่สุด
“โดยที่กฎการดูเอลนั้นรินจะขอสอนแบบสากลให้ก่อนก็แล้วกันนะคะ”รินพูดยิ้มๆ “การต่อสู้แบบโซโลดูเอลนั้นจะใช้การ์ดในการแข่งขันจำนวน 100 ใบต่อคนไม่ขาดไม่เกินไปจากนี้ โดยที่จะแบ่งสัดส่วนรูปแบบการ์ดเท่าไรก็ได้แล้วแต่ตามถนัดแต่การ์ดจะมีแค่สกิลการ์ดที่จะมีชื่อการ์ดซ้ำกันได้อย่างละสองใบเท่านั้นนอกนั้นห้ามมีการ์ดซ้ำหน้ากันในเด็คของเราเลยค่ะ”
โจ๊กพยักหน้ารับอย่างเข้าใจในส่วนนี้เขาเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าชุดเด็คทดสอบที่เขายืมทางร้านมานั้นมีรูปแบบหน้าตาของการ์ดที่ไม่ซ้ำกันเลยที่แท้มันก็เป็กฎของการดูเอลนี่เอง
“ซัมมอนเนอร์ทั้งสองฝ่ายจะมีไลฟ์พ๊อยต์(LP) กันคนละ 50 หน่วย ค่ะ”
“ไลฟ์พ๊อยต์?” โจ๊กหรี่ตาลง
“พลังชีวิตน่ะค่ะถ้าหากตัวไลฟพ๊อยต์ฝั่งไหนหมดก่อนก็จะถือว่าแพ้ทันทีไงคะ” สาวน้อยยิ้มกว้าง“ซึ่งแต่ล่ะทัวร์นาเมนต์ก็จะใช้กฏจำนวน LP ที่แตกต่างกันออกไป บางทีก็มี 30 บางที่ก็ 40 แต่ถ้าเป็หลักสากลแล้วก็ส่วนมากจะใช้LP 50 หน่วยต่อการแข่งขันค่ะ”
“แล้วเราจะลด LP ของฝั่งตรงข้ามได้ยังไงกันล่ะครับ?” โจ๊กถาม
“ก็มีหลากหลายวิธีแต่หลักๆก็คือการทำลายฮาล์ฟของฝั่งตรงข้ามให้ได้ค่ะ”
ไม่ทันคาดคำการต่อสู้ภายในห้องหมายเลข6 ที่อยู่ตรงหน้าของทั้งสองคนนั้นก็มีการเคลื่อนไหวขึ้นฮาล์ฟของเ้าหนุ่มที่ชื่อศิตคนนั้นโดนเวทมนตร์สีดำกัดกินจนตัวแตกแหลกสลายไปและในตอนนั้นเองบานกระจกที่อยู่ตรงหน้าของโจ๊กก็เผยให้เห็นตัวหนังสือข้อมูลสว่างขึ้นมาเป็เลขLP ของซัมมอนเนอร์ทั้งสองฝ่ายในห้องนั้นและตัวเลขของฝั่งสีแดงก็กำลังลดลงจนเกือบจะเหลือศูนย์อยู่รอมร่อ
“แบบนี้ล่ะค่ะ” รินได้โอกาสอธิบาย“ถ้าพี่โจ๊กลองดูตรงการ์ดฮาล์ฟของเราดีๆ ตรงด้านล่างของการ์ดนั้นจะมีคำว่า DP แล้วก็จำนวนตัวเลขกำกับอยู่ด้วยใช่มั้ยล่ะคะนั่นจะเรียกว่า ดาเมจพ๊อยต์ (DP)หรือค่าความเสียหายที่เราจะต้องจ่าย LP ไปหลังจากฮาล์ฟตัวนั้นตายลงจากการต่อสู้”
ได้ยินแล้วก็ร้อง “อ๋อ” ขึ้นมาทันใดกระทั่งเขาหยิบการ์ดใบสำคัญของเด็คที่ยืมขึ้นมาดู
โอเบริก LV30 (ดิน)
♦♦♦♦♦♦
เผ่า : นักรบ
*เมื่อติดอาวุธพลังจะเพิ่มขึ้น 2/2*
*หากโดนโจมตีจนตาย สามารถสละอาวุธที่ถืออยู่เพื่อทำให้เป็ะได้ 2วินาที*
โจมตี-4 ป้องกัน-7
พลังชีวิต15,000 (DP-9)
ดูเหมือนมันจะมีตัวเลขอย่างที่รินอธิบายไว้จริงๆและพอเอาไปเปรียบเทียบกับการ์ดฮาล์ฟไปอื่นๆ ด้วยแล้วโจ๊กจึงยิ่งรู้ว่ายิ่งฮาล์ฟตัวไหนเก่งมาก มีเลเวลเยอะกว่าก็จะยิ่งต้องเสียดาเมจมากกว่าไปด้วย
“ถ้าอย่างนั้นวิธีการจะเอาชนะฝั่งตรงข้ามให้ได้ก็คือการเล่นงานฮาล์ฟของทางนั้นจนLP หมดไปสินะครับ?”
“ถูกส่วนหนึ่งค่ะ” รินยิ้มรับ“วิธีที่จะทำให้รู้ผลแพ้ชนะได้ยังมีอีกหลายแบบค่ะ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีการ์ดเหลือในเด็คก็จะถือว่าแพ้หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประกาศยอมแพ้เองก็จะถือว่าจบเกมหรือว่าหากต่อสู้กันเกินกว่าเวลาที่การแข่งขันกำหนดก็จะวัดผลแพ้ชนะกันด้วยคะแนนค่ะ เช่น LP ใครเหลือเยอะกว่า ใครมีการ์ดเหลือในมือเยอะกว่า แล้วก็ใครกำจัดฮาล์ฟฝั่งตรงข้ามได้เยอะกว่าแบบนี้เป็ต้นค่ะ”
เขาพยักหน้ารับก่อนจะเก็บการ์ดโอเบริกเข้าไปในสล็อตของตนเองอีกครั้งกระทั่งดวงตาจ้องมองภาพการต่อสู้ตรงหน้าที่ใกล้จะรู้ผลเต็มทีเพราะนายคนที่ชื่อศิตนั้นกำลังดิ้นรนสุดขีดเพื่อไม่ให้ LP ของเขาเหลือศูนย์ แต่ก็คงยากเต็มที
“ส่วนการ์ดที่ใช้งานในการดูเอลน่ะค่ะพี่โจ๊กการ์ดทุกใบที่ถูกใช้งานไปแล้วหรือฮาล์ฟที่ถูกทำลายจากการต่อสู้จะถูกส่งลงไปในกองการ์ดใช้งานแล้วหรือที่เราจะเรียกว่าสุสาน น่ะค่ะ ในอาเคเดียการ์ดแต่ล่ะใบพอใช้งานแล้วก็จะตกไปในสุสานแต่มันจะมีคูลดาวน์รอเวลาให้กลับมาใช้งานได้ใช่มั้ยล่ะคะแต่ว่าในการดูเอลน่ะการ์ดที่ตกลงไปในสุสานมันจะถือว่าถูกใช้งานไปแล้วและจะไม่มีคูลดาวน์แต่จะค้างอยู่ในนั้นไปจนจบเกมค่ะหรือก็คือจะเป็การ์ดที่ใช้งานอีกไม่ได้เพราะฉะนั้นการใช้งานการ์ดแต่ล่ะใบในการดูเอลจึงต้องออกมาจากการไตรตรองที่ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งกว่ามากค่ะ”
“ใช้แล้วหายไปเลยสินะครับ?”โจ๊กพยักหน้ารับ
“ค่ะแต่ก็มีการ์ดบางใบที่มีความสามารถไปเล่นกับสุสานพวกนี้ได้อย่างเช่นชุบชีวิตฮาล์ฟขึ้นมาบนสนามอีกครั้งหรือนำการ์ดที่ถูกใช้งานไปแล้วให้กลับมาอยู่ในเด็คของเราใหม่อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะถ้าเป็แบบนั้นเราก็จะสามารถใช้งานการ์ดพวกนี้ได้อีกรอบค่ะ”
สิ้นคำกล่าวนี้เองห้องหมายเลข 6ที่พวกเขายืนอยู่ตรงด้านหน้าก็หยุดการทำงานของ VR วิชชั่นลง กำแพงภายในห้องทั้งหมดนั้นดับสนิทลงในที่สุดดูเหมือนว่าการต่อสู้ของนายศิตคนนั้นจะสิ้นสุดลงแล้ว โจ๊กหันไปเห็นผู้ชายคนนั้นคอตกเดินไปหยิบเอาไอดีสล็อตออกมาจากเครื่องอะไรซักอย่างและเดินเปิดประตูออกมาจากห้องนั้น
“โอ้ย....เด็คบ้าอะไรฟะ จะโกงเกินไปแล้วแบบนี้ใครจะไปชนะได้เล่า”
คำพูดแรกที่ดังขึ้นมาส่งให้รินต้องหันไปมองก่อนที่เธอจะเผยรอยยิ้มขึ้น
“เป็ยังไงบ้างคะพี่ศิต แพ้มาล่ะสิท่า?”
“อ่าวยัยรินเราเองเหรอที่รอใช้เครื่องต่อน่ะ?” ชายหนุ่มหันมาพูดด้วย “อื้อ แพ้รวด 5ตาติดเลย พยายามลองจัดเด็คแก้ทางยังไงก็ไม่ไหวเด็คเมต้าของสิงคโปร์ตอนนี้น่าปวดหัวเป็บ้า”
รินหัวเราะขำออกมาเสียงใสซึ่งนายศิตคนนี้ก็ดูจะไม่ถือสาอะไรจะยิ้มอ่อนกลับมาเสียด้วยซ้ำ
“เราเองว่างๆก็ลองไปศึกษาไว้ก็ดีนะริน อีกไม่นานก็จะไปลงแข่งทัวร์นาเมนต์ D คลาสระดับอาเซียนอยู่ไม่ใช่เหรอยังไงมันต้องมีคนเอาเด็คเมต้าของสิงคโปร์มาลงแข่งด้วยแน่ๆ ล่ะ”
“ขอบคุณค่ะ ไว้รินจะไปลองดูนะแต่วันนี้ต้องทำเควสแนะนำมือใหม่ก่อนน่ะค่ะ”
“อ๋อ”
นายคนนั้นหันมามองทางโจ๊กครู่หนึ่งก่อนที่ทั้งคู่จะพยักหน้าให้กันตามมารยาท ก่อนที่เขาจะโบกมือหย็อยๆและถือไอดีสล็อตของตัวเองเดินจากไป
“ถ้างั้นก็ตามสบายนะวันนี้พี่ขอตัวกลับบ้านก่อนล่ะ”
“สวัสดีค่ะพี่ศิต”
หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้ผู้ชายคนนั้นก่อนที่เขาจะเดินจากไปกระทั่งรินนั้นหันกลับมายิ้มให้กับโจ๊กอีกครั้งเธอผายมือเป็การเชิญให้เขาเดินนำเข้าไปในห้องหมายเลข 6ที่พร้อมจะให้ใช้งานได้ทันทีโจ๊กจึงไม่รอช้าที่จะก้าวเท้าเข้าไปในห้องนั้นด้วยท่าทีสนใจไม่หยอก
“ปกติแล้วการมาใช้บริการห้องดูเอลก็จะเสียค่าบริการพอๆกับห้องออนไลน์นั่นล่ะค่ะแต่จะดีกว่าก็ตรงที่เราจะสามารถแชร์ค่าบริการได้ตามจำนวนคนที่ใช้บริการซึ่งตอนนี้ห้องนี้รับรองการแข่งขันแบบแท็คทีมสูงสุด 6 คนค่ะ”
ว่าแล้วรินก็ชี้ไปอีกทางที่มีเครื่องมือเหมือนเป็ช่องเสียงไอดีสล็อตที่ตั้งอยู่ตรงกำแพงห้องตามมุมต่างๆถึงหกจุดด้วยกัน ว่าแล้วเธอก็กวักมือเรียกให้โจ๊กเดินไปหา
“เราจะเอาไอดีสล็อตใส่ไปตรงนี้นะคะพี่โจ๊ก”ว่าแล้วเธอก็แบมือขอไอดีสล็อตจากชายหนุ่มมา“พอเสียบเข้าไปแล้วก็กดปุ่มยืนยันตรงนี้”
สิ้นเสียงนั้นตัวไอดีสล็อตก็โดนดูดเข้าไปด้านในของกำแพงในที่สุดกำแพงทุกทิศเริ่มสว่างกลายเป็สีขาวจ้าขึ้น พร้อมกับเสียงของคอมพิวเตอร์ AI แบบที่เคยได้ยินจากเครื่องออนไลน์ดังขึ้นอีกครั้ง
“ยินดีต้อนรับสู่ระบบดูเอลซิสเต็ม ไอดีซัมมอนเนอร์โจ๊กเกอร์ยืนยัน เตรียมพร้อมการทำงานค่ะ”
ได้ยินแล้วโจ๊กก็เลิกคิ้วขึ้นมองไปรอบๆด้วยสีหน้าแปลกใจ เพราะเสียงของหญิงสาวที่ดังขึ้นนี้มันสมจริงเหมือนกับมีคนมาพูดอยู่ตรงหน้าเลยเสียด้วยซ้ำ
“รอบๆห้องแห่งนี้นอกจากจะติดหน้าจอแบบพิเศษแล้วมันยังติดลำโพงแบบรอบทิศทางเพื่อให้เสียงที่สมจริงที่สุดโดยจะมีเซ็นเซอร์วัดความร้อนเพื่อบอกว่ามีผู้ใช้งานยืนอยู่ตรงจุดไหนของห้องด้วยน่ะค่ะ”รินอธิบาย“เพราะฉะนั้นมันจะปรับทั้งภาพและเสียงจนทำเหมือนกับว่าเราไปยืนอยู่ในสถานที่จริงๆบนลานประลองด้วยยังไงล่ะคะส่วนระบบปฏิบัติการของห้องนี้จะใช้วิธีสั่งการด้วยเสียงค่ะ”
โจ๊กมองไปรอบๆจึงได้รู้ว่าทั้งห้องนี้ถูกสร้างขึ้นจากจอภาพด้วยเท็คโนโลยีขั้นสูงจริงๆแม้แต่เพดานหรือพื้นห้องก็ถือว่าใช่อีกด้วย ซ้ำตรงมุมห้องยังมีเครื่องฉายภาพ VR วิชชั่นที่ว่านั่นเพื่อเพิ่มความสมจริงเข้าไปอีกขั้นเห็นแล้วก็ต้องทึ่งนึกอยากจะรู้จริงๆว่าจะสร้างห้องที่ทันสมัยแบบนี้ขึ้นมาได้เนี่ย มันจะต้องมีทุนอยู่เท่าไรกันแน่
“ถ้าอย่างนั้นเรามาลองสู้กับบ็อตระดับง่ายๆกันเลยมั้ยคะ?”
รินถามขึ้นพลางก้มลงมองนาฬิกาข้อมือตัวเองซึ่งมันก็ถือว่าดึกพอสมควรแล้ว
“ก็ดีครับ คุณรินจะได้ทำเควสให้จบๆเสียที”
“ค่ะ”
สาวน้อยยิ้มรับและตั้งท่าจะพูดเพื่อออกคำสั่งกับAI ของห้องนี้ ทว่าเธอกลับชะงักไปเสียก่อนกระทั่งเอื้อมมือไปที่กระเป๋ากางเกงของเธอเพื่อหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู
“เดี๋ยวรินขอตัวซักครู่นะคะพอดีว่าที่บ้านโทรฯ มาหาน่ะค่ะ ระหว่างนี้พี่โจ๊กลองเซ็ตระบบด้วยคำสั่งเสียงของห้องไปดูก่อนก็ได้นะคะไม่ยากหรอกค่ะ”
โจ๊กเพียงพยักหน้ารับเนือยๆ เท่านั้นโดยไม่รอให้เขาตอบรับด้วยซ้ำรินก็รีบก้าวเท้าออกไปจากห้องเพื่อรับสายที่ว่านั่นท่าทางจะเป็เื่ด่วนทีเดียวคงต้องไปหาที่เงียบๆ คุยกระมัง
เห็นดังนั้นแล้วโจ๊กจึงมองซ้ายมองขวาไปรอบๆห้องด้วยท่าทีลังเลแน่นอนว่าแต่ไหนแต่ไรเขาไม่ค่อยจะถูกกับพวกเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแบบนี้เสียเท่าไรจะเรียกว่าเขาเป็มนุษย์สายพันธุ์อนาล็อค 2.0 เลยก็ได้
“อ่า....คุณคอมพิวเตอร์ครับ”
ชายหนุ่มลองเกลิ่นๆขึ้นมาแบบไม่มั่นใจนัก กระทั่งเขาเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ
“ค่ะ ซัมมอนเนอร์โจ๊กเกอร์มีอะไรให้รับใช้คะ?”
ดูเหมือนการตอบรับนั้นจะเข้าท่าทีเดียวมีเสียงหวานๆ ทักกลับมาจนทำให้โจ๊กพอจะยิ้มได้ เขาจึงเริ่มดำเนินการต่อไปทันที
“คือว่าพอดีผมอยากจะดูเอลน่ะครับ”
“ยืนยันคำสั่ง้าดูเอลสินะคะซัมมอนเนอร์โจ๊กเกอร์?”
“ครับ จะดูเอลครับ”
โจ๊กพยักหน้ารับทันทีกระทั่งเกิดความเงียบขึ้นมาพักใหญ่ๆก่อนที่ห้องทั้งหมดนั้นเปลี่ยนไปกลายเป็สีดำอ่อนๆ เหมือนจะแสตนบายอะไรซักอย่าง
“ยืนยันการดูเอล กำหนดบอตระดับยากสุดเด็คที่ใช้งาน แคนเดิ้ลโกสต์เมจิก ....ระบบจะเริ่มต้นการดูเอลในอีก สาม สองหนึ่ง......”
“หะ?”
โจ๊กได้แต่เลิกคิ้วขึ้นกับคำพูดนั้นของAI สาว กระทั่งอยู่ดีๆห้องแห่งนี้ก็ส่องแสงสว่างจ้าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
“ค่าๆ อีกเดี๋ยวหนูก็จะกลับแล้วค่ะแม่ ไม่เกินสามทุ่มครึ่งแน่นอนค่ะพอดีว่าติดธุระนิดหน่อยน่ะค่ะ ...ไม่เป็ไรค่ะ ไม่ต้องให้คุณพ่อมารับหรอกหนูกลับรถไฟฟ้าได้ค่ะ ...ค่ะๆ เดี๋ยวเจอกันค่ะแม่”
ปลายสายที่ติดต่อมาเป็คนวางสายลงก่อนเช่นเดียวกับรินที่ถอนใจออกมาบางเบาก่อนจะลดโทรศัพท์ลงและจ้องมองนาฬิกาข้อมือของเธออีกครั้งโดยไม่คาดคิดมาก่อนว่าเควสแนะนำผู้เล่นใหม่มันจะกินเวลาไปกว่าที่เคยๆทำมาเสียขนาดนี้ นึกมาถึงตรงนี้แล้วจู่ๆ เธอก็ส่งเสียงหัวเราะขำขึ้นมาคนเดียว
“เพราะอีตานั่นแท้ๆ เชียวทำท่าสนุกกับการออนไลน์ซะขนาดนั้นแล้วใครจะไปขัดจังหวะได้ล่ะ”
เธอบ่นถึงอีตาผู้ชายที่เอาแต่ทำหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมา แต่พอได้ลองเล่นเกมในโลกอาเคเดียดูซักครั้งแล้วพี่ท่านดันปลดปล่อยความเป็เด็กออกมาเสียจนเธอนึกถึงรอยยิ้มนั้นแล้วก็อดกลั้นยิ้มไว้ไม่ได้
“เอาเถอะ ใครมาลองเล่น AOS แล้วก็เป็แบบนี้ทุกคนนั้นล่ะ รีบๆไปช่วยตานั่นแล้วทำเควสให้จบๆ ไปดีกว่า”
ว่าแล้วเธอก็ตั้งท่าจะเดินกลับเข้าไปในห้องโซนดูเอลเซ็นเตอร์อีกครั้งโดยเร็วเพราะแค่นี้ก็แวบออกมาคุยโทรศัพท์คุยกับคุณแม่นานหลายนาทีแล้วป่านนี้ผู้ชายที่ชื่อโจ๊กคนนั้นคงจะรอแย่กระทั่งผลักบานประตูห้องเข้าไปด้านในเสียงพูดคุยแซงแซ่ก็กลับขึ้นมาดังอีกครั้งแต่ดูเหมือนมันจะฮือฮากว่าปกติพอสมควร
กระทั่งเธอเพ่งสายตามองไปด้านในสุดจะเห็นได้ว่าจู่ๆก็มีคนจำนวนหลายสิบคนนั้นไปยืนมุงอยู่ตรงหน้าห้องแห่งหนึ่งที่เดียวเท่านั้นและถ้าดูดีๆ จะรู้ว่านั่นเป็ห้องหมายเลข 6 เสียด้วย...ซึ่งนั่นก็คือห้องที่อีตาผู้ชายคนนั้นเพิ่งจะเข้าไปเมื่อครู่นี้เอง
“อะไรน่ะ?”
รินรำพึงขึ้น ก่อนจะรีบก้าวเท้ายาวๆตรงไปที่ห้องนั้นทันที
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะทุกคนมามุงที่ห้องนี้ทำไม?”
สาวน้อยถามขึ้นส่งให้พวกหนุ่มๆที่มุงอยู่นั้นหันกลับมามองพอเห็นว่าเป็รินดาวเด่นประจำร้านแล้วทุกคนก็เลิกคิ้วขึ้นนิดๆ
“อ่าวริน มีอะไรรึเปล่าหน้าตาตื่นเชียว?”ชายหนุ่มคนหนึ่งถาม
“ก็พวกพี่ๆมามุงอะไรกันที่ห้องนี้เหรอคะนี่เป็ห้องของคนที่รินกำลังช่วยทำเควสแนะนำผู้เล่นหน้าใหม่ให้อยู่น่ะค่ะ”
“หน้าใหม่?”
ผู้ชายคนนั้นเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะชำเลืองสายตาไปมองภายในห้องนั้นอีกครั้งก่อนจะหันมามองหน้ากันเองด้วยท่าทีที่ออกจะตะลึงกันอยู่นิดๆ ด้วยซ้ำทำเอารินเห็นแล้วต้องหรี่ตาลงแบบไม่ค่อยเข้าใจนัก
“หมอนั่นเป็หน้าใหม่งั้นเหรอเนี่ย?”
“เออ จะว่าไปเด็คที่หมอนั่นใช้ก็เป็เด็คทดสอบของร้านเราจริงๆ ด้วยว่ะ”
“แล้วยังทำได้ขนาดนี้เลยเนี่ยนะ”
คำพูดของพวกเขายิ่งทำให้รินต้องสงสัยเข้าไปใหญ่กระทั่งเธอแหวกพวกหนุ่มๆที่มุงกันอยู่นั้นเพื่อที่จะได้มองเห็นภาพภายในห้องหมายเลข 6 นี้ให้ชัดๆกระทั่งได้เห็นว่าระบบดูเอลซิสเต็มได้เปิดขึ้นมาใช้งานเต็มรูปแบบแล้วหนำซ้ำชายหนุ่มที่เธอต้องดูแลนั้นก็กำลังต่อสู้ด้วยการ์ดอย่างสุดกำลังโดยที่ไม่จำเป็ต้องพึ่งคำแนะนำของเธออีกด้วย
“เดี๋ยวๆแล้วพี่เขาเปิดระบบดูเอลขึ้นมาได้ยังไงกันน่ะแล้วนั่นมันไม่ใช่บอตระดับง่ายสุดนี่คะ?”
“บอตระดับยากสุดเลยแหละ”ชายคนหนึ่งหันมาะโตอบ “แถมนั่นมันเด็คของแชมป์สิงคโปร์ด้วยนะ”
“เด็คแชมป์สิงคโปร์?”
รินเลิกคิ้วขึ้นกระทั่งมีชายหนุ่มอีกคนเดินมายืนอยู่ข้างๆ
“ดูเหมือนจะเป็เด็คที่ไอ้ศิตมันทดสอบทิ้งไว้เมื่อกี้นี้ล่ะมั้งไอ้บ้านั่นก็ดันไม่รีเซ็ตเครื่องตอนเลิกใช้งานส่วนไอ้หมอนี่ก็ไม่ได้เซ็ตเครื่องก่อนใช้งาน แล้วดันไปสั่งให้ระบบดูเอลมันทำงานเลยมันก็ออกมาเป็แบบนี้ล่ะ”
คนที่พูดขึ้นมาก็คือชายหนุ่มที่ชื่อว่า“โบ้” หรือคนดูแลห้องในดูเอลเซ็นเตอร์แห่งนี้นั่นเองได้ยินแบบนั้นแล้วรินจึงรีบหันไปสบตากับผู้ชายคนนี้โดยเร็ว
“งั้นก็รีบๆปิดเครื่องนี้ก่อนสิคะพี่โบ้เขาเพิ่งจะเป็มือใหม่เพิ่งจับการ์ดเป็ครั้งแรกเลยนะคะ ให้ไปดูเอลกับเด็คแชมป์สิงคโปร์แบบนั้นไม่ไหวหรอกค่ะ”
“ก็ไม่แน่หรอกมั้ง”
คำแย้งกลับมานั้นทำให้หญิงสาวต้องชะงักกระทั่งนายโบ้นั้นหันกลับไปมองที่ห้องหมายเลข 6 อีกครั้ง
“หมอนั่นน่ะฝีมือไม่เลวเลยเชียวนะ แถมพี่ยังไม่ได้เห็นว่าจะเสียเปรียบเ้าบอตตัวนี้ตรงไหนเลย”
“หะ?”
รินรับคำแบบงงๆกระทั่งหันกลับไปดูการต่อสู้ตรงหน้าอีกครั้งพร้อมเอามือแตะไปที่บานกระจกเพื่อดูข้อมูลการต่อสู้ขึ้นมาดู จึงได้เห็นว่าค่า LP ของนายโจ๊กคนนี้กับบอตที่อยู่ด้านในนั้นยังลดกันไปไม่มากนักแม้ว่าตัวบอตจะยังพลังชีวิตเต็ม 50 หน่วย แต่โจ๊กก็เพิ่งจะลดพลังของตัวเองไปจนเหลือถึง43 หน่วยเท่านั้น
ซ้ำระยะเวลาในการต่อสู้ยังผ่านมาถึง 5นาทีกว่าๆ แล้ว
การที่เขาต้านมาได้ขนาดนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“น่าสนุกดีใช่มั้ยล่ะ” โบ้หัวเราะร่า“ถึงแพ้บอตบ้าๆ นี่ไปมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรหรอกจริงมั้ยล่ะ แต่ถ้าหมอนี่มีดีขนาดสามารถเอาชนะบอตนี้ได้ล่ะก็นั่นล่ะเื่ใหญ่สุดๆ แน่ เพราะงั้นพี่ก็เลยขอดูเฉยๆ ไม่เข้าไปยุ่งจะดีกว่า”
โบ้อธิบายด้วยรอยยิ้มพลางกอดอกจ้องมองเ้าหนุ่มมือใหม่ถอดด้ามนี้พยายามเอาตัวรอดกับบอตระดับยากสุดของร้านพร้อมกับเด็คแชมป์จากสิงคโปร์ได้อย่างทุลักทุเลสิ้นดีแน่นอนว่าภายใต้สีหน้าที่ดูจะติดกังวลนิดๆ ของเธอแน่นอนว่าเธอเองก็ไม่คิดว่าหากมาแพ้บอตแบบนี้มันจะเสียหายอะไร
แต่นั่นคือเด็คแชมป์ของสิงคโปรซึ่งเธอเองก็เคยศึกษาเด็คพวกนี้มาบ้าง มันจัดว่าเป็เด็คแนวเมต้า*หรือก็คือเด็คที่เป็ยอดนิยมใน่เวลานี้ก็ว่าได้เป็เด็คที่จัดขึ้นมาเพื่อหวังชัยชนะเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแน่นอนว่าเป็เด็คที่ไม่ควรจะให้มือใหม่ไปรับโดยสิ้นเชิงเพราะมันจะทำให้พวกเขารู้สึกว่ามันไม่สนุก และโดนเด็คพวกนี้บดขยี้จนอาจจะเลิกเล่น AOS ไปเลยก็ได้
รินถอนใจและแค่หวังว่านายโจ๊กคนนี้จะไม่เป็แบบนั้น
“อะไรวะเนี่ย มีวิธีการต่อสู้แบบนี้ด้วยเหรอ?”
โจ๊กได้แต่รำพึงขึ้นมาด้วยท่าที่หัวเสียเล็กๆไอ้ตอนที่จู่ๆ เครื่องมันเปิดระบบดูเอลขึ้นมาก็นับว่าใแล้ว แต่จู่ๆการที่ภาพรอบๆ ตัวของเขานั้นเปลี่ยนไปมันนับว่าน่าทึ่งกว่ามากเลยจากเดิมทีเป็เพียงห้องสี่เหลี่ยมขนาดย่อมๆตอนนี้มันได้กลายเป็ห้องโถงของปราสาทขนาดใหญ่ที่มีแสงสว่างจากเชิงเทียนรอบทิศทางคอยเปิดทางให้สายตามองเห็น
ทั้งระดับความลึกของภาพนั้นสมจริงเสียจนชวนให้เขารู้สึกเหมือนไปยืนอยู่ในสถานที่จริงอย่างบอกไม่ถูกทั้งเสียงและประสาทััรอบตัวนั้นก็ทำออกมาได้ดีมาก รวมไปถึงพวกเอ็ฟเฟคต่างๆจากการต่อสู้ที่แทบไม่ต่างอะไรจากโลกอาเคเดียเลย
ซึ่งทันทีที่ยังอึ้งกับบรรยากาศรอบตัวอยู่นั้นทิศตรงข้ามก็เผยให้เห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมผ้าขาดๆ รุ่งริ่งและมีใบหน้าดำมืดปรากฏอยู่ในเสื้อคลุมนั้นจนชวนให้รู้สึกเหมือนเป็ใบหน้ามืดๆของคนร้ายในเื่ โค*ตู๊ด* ชอบกล
หนำซ้ำพอเ้าบ้านี่โผล่มามันก็ทำการเรียกฮาล์ฟของมันขึ้นมาแบบไม่ฟังอีร้าค้าอีรมย์ใดๆทั้งสิ้น
ฮาล์ฟที่เ้านั่นส่งออกมาก็คือมอนสเตอร์ที่มีลักษณะคล้ายกับผ้าคลุมโทรมๆสีน้ำตาลลอยได้ ไม่มีขาและถือตะเกียงเ้าพายุเอาไว้ในมือซึ่งโจ๊กก็ลองตรวจสอบข้อมูลฮาล์ฟตัวนั้นแล้วว่ามันก็คือ...
เมจแคนเดิ้ล LV25 (มืด)
♦♦♦♦
เผ่า : นักเวท
เมื่อมีการใช้ MP ั้แ่ 2หน่วยขึ้นไป ฮาล์ฟตัวนี้จะสร้าง แคนเดิ้ลโทเคน ขึ้นมาหนึ่งแท่ง (ต่อหนึ่งครั้งที่ใช้MP)
โจมตี-1 ป้องกัน-4
พลังชีวิต 7,500 (DP-7)
เมจแคนเดิ้ล ดูจะเป็ฮาล์ฟที่ไม่มีอันตรายใดๆทั้งสิ้นก็จริง พลังโจมตีก็น้อย พลังชีวิตก็น้อยด้วยเมื่อเทียบกับฮาล์ฟตัวอื่นๆที่โจ๊กมี แต่พิษสงค์ของมันดูจะมีอะไรร้ายกาจซ่อนเอาไว้ยิ่งกว่านั้นมาก เพราะทุกๆครั้งที่เ้าบอตหน้าดำตัวนี้มันใช้งานสกิลการ์ดของมันออกมา เ้าฮาล์ฟผ้าคลุมรุ่งริ่งตัวนี้ก็จะสร้างเทียนไขสีขาวขนาดใหญ่ขึ้นมาข้างตัวมันหนึ่งแท่งและไอ้เทียนไขพวกนี้มันก็น่ารำคาญจนทำให้เขารับมือเ้าฮาล์ฟตัวนี้ได้ไม่ถนัดเอาเสียเลย
แคนเดิ้ลโทเคน (มืด)
♦
หากแคนเดิ้ลโทเคนโดนทำลายเพิ่ม LP ซัมมอนเนอร์ฝั่งตนเอง 2 หน่วย และโจมตีเข้า LP ซัมมอนเนอร์ฝั่งตรงข้าม2 หน่วย
*หากเมจแคนเดิ้ลโดนเล็งเป้าหมายจากฮาล์ฟหรือสกิลการ์ดของฝั่งตรงข้าม จ่าย MP 1 เพื่อนำโทเคนตัวนี้ไปเป็เป้าหมายแทน*
โจมตี-0 ป้องกัน-2
พลังชีวิต 200 (DP-0)
แค่เห็นความสามารถของเ้าเทียนไขบ้าๆนี่ก็รู้สึกปวดหัวแล้ว เพราะไม่ว่าเขาจะสั่งให้ฮาล์ฟของตัวเองโจมตีออกไปแค่ไหนเ้าบอตบ้าตัวนี้ก็จะสั่งเอาเทียนไขนี้มาป้องกันเอาไว้ ทำให้เขาเป็ฝ่ายเสีย LP ไปเอง ส่วนตัวมันก็จะได้ LP เพิ่มขึ้นไปอีกมิหนำซ้ำเ้านั่นมันยังมีสกิลการ์ดที่ใช้โจมตีได้รุนแรงหรือไม่ก็ใช้เพื่อขัดขวางการโจมตีของเขาจนน่าปวดหัวอย่างเช่นตอนนี้....
“บัลลาร์ดไนท์โจมตีใส่เ้าผ้าคลุมโทรมๆ นั่นเลย!”
ทันทีที่ออกคำสั่งไป อัศวินสวมเกราะสีเงินนั่งอยู่บนหลังม้าก็ถือหอกที่แหลมคมควบม้าสีดำนั้นพุ่งทะยานเข้าใส่ศัตรูทันควันซึ่งทันทีที่เห็นเช่นนั้นแล้วเ้าบอตฝั่งตรงข้ามก็เริ่มขยับตัวขึ้นมาบ้าง
“ไฟร์บอล!”
มีเสียงยานคางเหมือนกับพวกหุ่นยนต์กระจอกๆะโสวนขึ้นมา พร้อมกับสกิลการ์ดที่ถูกใช้งานขึ้นเ้าเมจแคนเดิ้ลจึงชูตะเกียงในมือของมันมาด้านหน้าก่อนจะยิงเปลวไฟสีแดงฉานพุ่งตรงเข้าใส่อัศวินของโจ๊กทันควัน!
“ฟลายอิ้งแดช!”
โจ๊กไม่รอช้ารีบตอบโต้กลับไปทันควันเขาตัดสินใจใช้ความสามารถของเ้าอัศวินขี่ม้าตัวนี้ที่สามารถจ่ายมานาได้สองหน่วยเพื่อทำให้หลบการโจมตีจากศัตรูได้หนึ่งครั้งส่งผลให้อัศวินตนนั้นควบม้าทะยานหลบเปลวไฟที่พุ่งไปะเิบนพื้นอย่างแรงรอดตายไปได้แบบหวุดหวิด
“ตอนนี้ล่ะเสียบเ้าผ้าคลุมตัวนั้นให้จบๆไปเลย!”
เขารีบออกคำสั่งทันทีนึกรู้เลยว่าไอ้คอมโบที่ควบคุมสนามรบอยู่ตอนนี้ต้องหวังพึ่งเ้าเมจแคนเดิ้ลตัวนั้นเป็อย่างมากหากเขาสามารถทำลายฮาล์ฟตัวนั้นได้เขาก็จะกลับมากุมความได้เปรียบอีกครั้ง
“แคนเดิ้ลสวิทช์”
ไม่ทันขาดคำเ้าบอตตัวนั้นก็เฝ้ารอจังหวะที่ศัตรูจะโจมตีเข้ามาโดยตรงอยู่แล้วมันจึงเริ่มใช้งานความสามารถในการเปลี่ยนเป้าหมายทำการสลับตำแหน่งของเมจแคนเดิ้ลตัวนั้นกับเทียนไขที่ตั้งอยู่อีกทางโดยเร็วเป็เวทมายาที่หลอกล่อให้อัศวินขี่ม้านั้นพุ่งเอาหอกไปเสียบฆ่าตัวตายอีกครั้งหนึ่ง
“สกิลการ์ด แฟรชไลต์นิ่ง!”
โจ๊กเองก็รอจังหวะนี้อยู่แล้วเช่นเดียวกันเขารีบใช้งานสกิลการ์ดอีกใบในมือทันควัน ซึ่งเป็การ์ดที่จะทำให้อัศวินของเขาพุ่งไปอีกด้านและเปลี่ยนเป้าหมายโจมตีได้ในฉับพลันร่างของอัศวินขี่ม้าตัวนั้นพุ่งเปลี่ยนทิศทางไปประหนึ่งสายฟ้าฟาดตรงดิ่งเข้าหาเ้าเมจแคนเดิ้ลอีกคำรบ!
“กางเขนสลับความเป็จริง!”
ร้อนถึงเ้าบอตตัวแสบตรงหน้าต้องคิดหาวิธีรับมืออีกครั้งหนึ่งและการ์ดที่มันใช้งานรอบนี้ก็คือ...
กางเขนสลับความเป็จริง
♦♦♦♦
สลับจากสีขาวให้เปลี่ยนเป็สีดำ จากค่าความเสียหายเป็เพิ่มพลังจากเพิ่มพลังเป็ค่าความเสียหาย
*ใช้ได้เพียงหนึ่งครั้ง*
สิ้นคำสั่งที่ว่านั่นแล้ว ด้านหลังของเ้าบอตตัวนั้นก็มีเสาไม้กางเขนสีดำปักลงไปบนพื้นอย่างแรงพร้อมกับสองแสงสว่างจ้าไปทั่วทั้งสนามรบแทบจะพอดีกับวินาทีที่อัศวินของเขาเสียบคมหอกฝังเข้าไปในร่างของเ้าเมจแคนเดิ้ลตัวนั้นได้ด้วยซ้ำทว่าแทนที่เขาจะสังหารเ้าผีผ้าคลุมโทรมๆ ตัวนั้นได้ แต่การโจมตีของเขามันกลับกลายเป็เพิ่มพลังให้เ้าบ้านั่นแทน!
“อะไรวะนั่น?”
โจ๊กได้แต่ร้องขึ้นมาแบบประหลาดใจดูจากพลังโจมตีของอัศวินของเขาแล้วมันเพียงพอที่จะสังหารเ้าผีผ้าคลุมนั้นให้ตายได้ในการโจมตีครั้งเดียวด้วยซ้ำแต่นอกจากเ้าผีบ้านั่นยังไม่เป็อะไรแล้ว มันยังบินฉิวหนีไปได้ในแบบที่พลังชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกเป็เท่าตัว
หนำซ้ำการบุกเข้าไปอยู่ในวงล้อมของศัตรูตอนนี้ถือว่าผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง
“แกรนเน็ดบรอซซั่ม”
ทันทีที่เ้าบอตตัวนั้นใช้งานสกิลการ์ดใบใหม่ของมันเทียนไขั์ทุกแท่งก็พุ่งตรงเข้ามาล้อมวงอัศวินม้าของโจ๊กเอาไว้ทั้งยังกดกระแทกจากรอบทิศทางจนไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้เสี้ยวพริบตานั้นเองเ้าเทียนไขทั้ง 5แท่งนั่นก็ส่องแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมาจนโจ๊กได้แต่อ้าปากข้างนึกรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ...”
เขาร้องขึ้นมาอย่างลนลานพยายามจะหาการ์ดอะไรก็ได้ไปกู้สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้
แต่ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้วทั้งสกิล “ฟลายอิ้งแดช” ที่น่าจะใช้หลบหลีกออกมาได้ก็ยังติดคูลดาวน์สกิลอยู่หรือการ์ดใบอื่นๆ ที่พอจะช่วยได้ก็มีค่ามานาที่สูงเกินไปจนร่ายออกมาไม่ไหวในตอนนี้
ตูม!!!!
ขาดคำ เ้าเทียนไขพวกนั้นก็ะเิกระจุยจนโจ๊กต้องผงะไปกับแสงเปลวไฟที่สมจริงเป็อย่างมาก
ร่างของอัศวินบัลลาร์ดของเขานั้นแตกสลายกลายเป็ละอองในทันทีขณะที่ความสามารถของเทียนไขั์พวกนั้นก็ทำงานขึ้นอีกครั้งมันเปล่งลำแสงสีเขียวตรงไปยังร่างของเ้าบอตตัวแสบที่ยืนอยู่ด้านหลังขณะที่ยิงลำแสงสีแดงตรงเข้าใส่ร่างของเขาจนต้องยกมือขึ้นป้องกันในเวลาเดียวกัน
เมื่อแคนเดิ้ลโทเคนโดนทำลายเอ็ฟเฟ็คของมันก็จะทำงานทันที
“บ้าเอ๊ย มีวิธีลด LP คู่ต่อสู้แบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?”
โจ๊กได้แต่บ่นขึ้นมาด้วยสีหน้าทึ่งๆอาจจะเป็เพราะว่ายามนี้พลังชีวิตของเขานั้นลดลงไปเหลือ 29 หน่วยเท่านั้นโดยที่เ้าศัตรูนั้นยังไม่ได้ประกาศคำว่าโจมตีออกมาเลยซักครั้งแต่เป็ตัวเขาเองนี่แหละที่วิ่งเข้าไปชนกำแพงจนเจ็บเองเรื่อยๆ
“บอตบ้าบอตอะไรของมันวะเนี่ย....”
ชายหนุ่มได้แต่เบ้ปากออกมาแบบหงุดหงิดด้วยความที่เป็การลองดูเอลครั้งแรกแล้วมันก็ยังมีอะไรหลายๆอย่างติดขัดจนทำให้เขาเลือกที่จะรับมือมันไม่ถูกแต่ไอ้บอตตัวนี้มันรู้วิธีที่จะรับมือเขาได้อย่างหมดจดซ้ำยังบริหารมานาในการใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย
“หวังว่าคงไม่ใช่บอตระดับง่ายสุดที่ว่านะไม่อย่างนั้นฉันคงไม่เหมาะกับไอ้เกมบ้านี่อย่างแรง”
“เป็นเด็คที่น่ารำคาญจริงๆ นั่นล่ะคอนโทรลชาวบ้านซะจนกลายเป็ตัวตลกไปเลย”
เสียงบ่นจากผู้ชมด้านนอกนั้นเริ่มจะเบาเสียงลงเพราะจากที่พอจะรับมือได้ทีแรกนั้นตอนนี้เ้ามือใหม่คนนี้กำลังเสียเปรียบแบบเต็มประตูแม้จะน่าตื่นตาตื่นใจที่รู้จักใช้สกิลของฮาล์ฟหรือใช้งานการ์ดแบบพลิกแพลงได้ดีก็ตามแต่สุดท้ายมันก็ยังอ่อนชั้นไปและใช้งานได้ไม่คุ้มค่าพอจนทำให้เสียบเปรียบแบบเต็มประตูซะขนาดนี้
“เด็คนักรบน่ะสู้เ้าเด็คเมต้าแบบนี้ไม่ไหวหรอก”
“ก็แหงล่ะ มันเด็คทดสอบธรรมดาๆนี่หว่า มันไม่ได้มีการ์ดแรร์ไว้รับมือทางนั้นเลย แกคิดดูว่าถึงขนาดมีกางเขนสลับความเป็จริง ใช้นี่ก็เกินไปแล้วป่ะวะการ์ดใบนี้ขายในท้องตลาดใบละตั้งหลายแสนเลยนะเว้ย”
“แล้วเ้าเมจแคนเดิ้ลนั่นก็มีความสามารถติดตัวที่ทำให้ผู้ใช้ฟื้นฟูมานาได้ไวขึ้นมากแถมทุกครั้งที่เทียนไขบ้านั่นะเิมันจะเพิ่มนานาให้ผู้ใช้อีกตัวละหนึ่งหน่วยด้วยคนคิดเด็คนี้ขึ้นมาได้ก็หัวหมอจริงๆนี่มันแทบจะเป็เด็คที่มีมานาให้ใช้งานได้ตลอดเวลาเลยนะนั่น”
“ไม่ไหวแฮะแบบนี้เ้ามือใหม่นั่นไม่น่าจะรอด”
พวกหนุ่มๆที่เฝ้าดูอยู่เริ่มจะกอดอกและส่ายหน้ากับความห่างชั้นของฝีมือนายมือใหม่กับบอตระดับยากสุดตรงหน้าจนเกือบจะลืมไปว่านี่คือการต่อสู้ของผู้เล่นที่เพิ่งจะเคยจับการ์ดเป็ครั้งแรกกับเด็คของแชมป์จากสิงคโปรไปแล้วด้วยซ้ำ แต่พอนานๆ เข้า AI ที่ได้เรียนรู้วิธีใช้งานจากซัมมอนเนอร์ต้นตำหรับมาแล้วย่อมเหนือชั้นกว่ามาก
“แบบนี้ไม่ดีแล้วนะคะ รินว่าไปยกเลิกระบบต่อสู้นี้ก่อนเถอะค่ะเดี๋ยวพี่เขาจะเสียกำลังใจเอานะ”
รินหันมาพูดกับนายโบ้ที่เป็คนดูแลโซนดูเอลนี้ชายที่ยืนข้างๆ นั้นกอดอกมองเ้ามือใหม่ในห้องหมายเลข 6แล้วก็รู้สึกชั่งใจอยู่หน่อยๆอันที่จริงเขาอยากจะลองดูการต่อสู้ของหมอนี่ไปอีกหน่อย เพราะสัญชาตญาณของคนที่อยู่ในวงการนี้มานานมันเหมือนจะสะกิดอะไรเขาบางอย่าง
“นั่นสินะปล่อยไว้ก็อาจจะทำให้หมอนี่เสียกำลังใจได้จริงๆ นั่นล่ะ”
แต่ยังไงซะเ้าหนุ่มคนนี้ก็เป็เพียงมือใหม่ที่เพิ่งจะจับการ์ดเป็ครั้งแรกจริงๆการที่ต้านทานเด็คแชมป์แบบเอาจริงเต็มที่มาได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่ามีแววดีมากเกินพอแล้วว่าแล้วโบ้ก็ตัดสินใจว่าจะไปใช้มาสเตอร์การ์ดของตัวเองเพื่อยุติการทำงานของระบบดูเอลภายในห้องหมายเลข6 นี้ลง
ทว่ากลับมีมือเรียวบางของใครบางคนวางลงบนไหล่ของนายโบ้เสียก่อน
เขาชะงักกึกและเมื่อหันไปเห็นว่าใครกันที่รั้งเขาไว้ชายหนุ่มก็ต้องเลิกคิ้วขึ้น
“เจ๊?”
“ใจเย็นๆ ก่อนน่าฉันว่าเราลองดูเ้าหนุ่มนี่สู้ไปอีกซักหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรจริงมั้ย?”
เจ๊ฝนหญิงสาวผู้เป็เ้าของร้านบัตเตอร์ฟลายนั้นปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเธอยืนกอดอกจ้องมองเ้าหนุ่มมือใหม่คนนั้นด้วยรอยยิ้มที่แฝงเลศนัยบางอย่างเอาไว้ซึ่งนั่นก็ทำให้รินที่มีหน้าที่ดูแลมือใหม่คนที่ว่าต้องหรี่ตาลง
“จะปล่อยเขาไวแบบนั้นมันจะดีเหรอคะ?” รินถาม
“ไม่รู้หรอกว่าดีรึเปล่าแต่เจ๊แค่อยากจะดูน่ะ”
คำตอบของคุณเ้าของร้านนั้นทำให้ทุกคนได้แต่เบ้ปากไปตามๆกัน เดิมทีก็ไม่ค่อยจะมีใครเข้าใจความคิดของอีเจ๊คนนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วแล้วรอบนี้คุณเธอก็ดูจะคิดอะไรแผลงๆ อยู่แน่ๆ
“ไม่ไหวหรอกนะคะเจ๊รินว่าเรายกเลิกการดูเอลนี้ก่อนดีกว่านะคะถ้าเกิดว่าพี่เขาเจอบอตถลมซะยับเยินขนาดนั้นจนไม่อยากเล่น AOS ขึ้นมาล่ะคะ?”
“ก็ช่างหัวมันประไร”
คำตอบแบบขวานผ่าซากนั้นทำเอาทุกคนได้แต่ร้องอ้าวขึ้นมาตามๆกัน
“ยังไงซะ AOS ก็ไม่ใช่โลกที่อ่อนแอขนาดจะต้องมาคอยนั่งโอ๋กันอยู่แล้วถ้าใครมันจะเปราะบางขนาดแค่แพ้บอตระดับยากสุดแล้วไม่มีกำลังใจเล่นต่อก็ช่างหัวมันสิ”เธอพูดอย่างเผ็ดร้อนก่อนจะยิ้มกว้าง“แล้วพวกแกทุกคนน่ะเอาแต่มองว่าเ้านั่นจะสู้ไม่ไหวต้องถอดใจแล้วแกถามเ้าหนุ่มมีท่าทีว่าจะถอดใจยอมแพ้รึยัง เท่าที่เจ๊เห็นสายตาเ้านั่นมันยังไม่มีความคิดที่จะยอมแพ้อยู่ในหัวเลยนะนั่น”
ได้ยินดังนั้นแล้วทุกคนก็หันมามองหน้ากันเองก่อนที่จะตวัดสายตาไปยังร่างของนายโจ๊กเป็ทางเดียวแน่นอนว่าสายตาของเ้าหนุ่มมือใหม่คนนั้นไม่ได้มีความคิดที่จะยอมแพ้หรือถอดใจเลยแต่ในทางกลับกันมันเป็สายตาของคนที่กำลังพยายามหาทางเอาชนะอยู่ต่างหาก
“AOS เป็การ์ดเกมที่ต่อให้เสียเปรียบแค่ไหน แต่ถ้า LP ยังไม่ลดลงจนเหลือ0 มันก็ยังมีโอกาสผลิกกลับมาเป็ฝ่ายชนะได้ทุกเมื่ออีกอย่างเด็คที่ฉันจัดเอาไว้ถึงจะเป็เพียงเด็คทดสอบที่ไม่มีการ์ดแรร์เลยแม้แต่ใบเดียวแต่เด็คนั่นน่ะไม่ห่วยหรอกนะจะบอกให้มันยังมีทีเด็คที่จะเอาไว้ชนะเด็คคอนโทรลแบบนี้ได้อยู่”พูดแล้วเจ๊ฝนก็ยิ้มกว้างขึ้น“มันก็อยู่ที่ว่าเ้าหนุ่มมือใหม่คนนี้จะมองออกรึเปล่าก็เท่านั้นเอง”
ทุกคนก็ได้แต่สบตากันเองแบบไม่มั่นใจนักแน่นอนว่าทุกคนในที่นี้ล้วนเคยผ่านมือเ้าเด็คทดสอบของร้านมาหมดสิ้นพวกเขายอมรับเลยว่ามันเป็เด็คที่สมดุลดีและเล่นได้ง่ายแต่ก็ไม่เด็คที่ไม่ได้มีทีเด็ดอะไรมากมายหรือเก่งพอจะไปเอาชนะเด็คแชมป์จากสิงคโปร์ได้เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ไปอยู่ในมือใหม่แบบหมอนี่ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่
ซึ่งรินที่เฝ้ามองอยู่ก็คิดแบบเดียวกัน
“ไม่ไหวหรอก....” เธอรำพึงขึ้นมา
“ไม่มีทางเลือกแล้วสินะ .....ออกมาโอเบริก!”
ที่สุดแล้วโจ๊กก็จำที่จะต้องเรียกเอาอัศวินที่เก่งที่สุดในเด็คของเขาตอนนี้ออกมา
ทีแรกเขาเองก็กะที่จะลองทดสอบความสามารถของเด็คคู่ต่อสู้ดูก่อนโดยส่งอัศวินที่ไม่ได้เก่งมากออกไป แต่ดูๆไปแล้วขืนเล่นมากไปกว่านี้เขาอาจจะแพ้ไปเลยก็ได้จริงอยู่ว่าศัตรูตรงหน้าเป็เพียงแค่บอตตัวหนึ่งและนี่ก็เป็การทดสอบเล่นครั้งแรกของเขา แต่เขาก็อยากชนะ!
พริบตานั้นร่างของนักรบหนุ่มในชุดหนังสีดำก็ะโเข้ามากลางสนามรบ พร้อมกับชักดาบเคลย์มอร์เล่มใหญ่คู่ใจขึ้นมาเตรียมพร้อมโรมรัน!
“โชคดีที่บัลลาร์ดไนท์พอตายแล้วจะฟื้นMP คืนกลับมาให้เราได้ครึ่งหนึ่งล่ะนะ”
ว่าแล้วโจ๊กก็เรียกการ์ดไอเท็มขึ้นมาอยู่บนมือได้อย่างชำนาญขึ้นและการ์ดที่เขาเลือกมาก็คือ
“โล่อาร์กัส!”
ไม่รอช้าเขาส่งโล่เหล็กทรงกลมสีน้ำตาลไปจนถึงมือของทหารเอกได้ในที่สุดโอเบริกคว้าโล่นั้นมาถือไว้ด้วยมือซ้ายก่อนจะควงดาบเล่มใหญ่ไว้ในมือขวาได้แบบสบายๆดวงตาของนักรบวัยกลางคนนั้นมาดมั่นจ้องตรงไปยังเ้าผีผ้าคลุมนั้นเขม็งเป็จังหวะที่โจ๊กชี้นิ้วไปด้านหน้าทันที
“บุกเข้าใส่เ้าผีบ้านั่นเลย!”
ยิ่งตั้งรับก็จะยิ่งเสียเปรียบยิ่งปล่อยให้ศัตรูมี MP ในตัวมากเท่าไรก็ก็ยิ่งลดโอกาสชนะไปเท่านั้นหากโอเบริกของเขายังสู้ไม่ได้ ทีนี้ก็คงต้องปิดประตูชนะไปโดยปริยาย
“เมจิกมิซไซล์”
ลำแสงสีดำขนาดเล็กถูกยิงออกมาจากตะเกียงในมือของเ้าเมจแคนเดิ้ลตัวนั้นทันควันลำแสงร่วมหกเส้นพุ่งโค้งเข้ามาใส่ร่างของโอเบริกอย่างรวดเร็วทว่านักรบผู้เจนจัดสนามรบได้รับเกราะป้องกันชั้นยอดมาจากเ้านายแล้วเขาจึงยกโล่ขึ้นตั้งรับเวทมนตร์เ่าั้ได้โดยง่ายทำให้เวทมนตร์พวกนั้นแตกกระจายเป็ละอองจางหายไป!
“เยี่ยมโล่อาร์กัสใช้กันเวทมนตร์ได้จริงๆ ด้วย”
โจ๊กะโขึ้นด้วยรอยยิ้มหากสามารถป้องกันเวทมนตร์โจมตีจากฝั่งตรงข้ามได้แล้วล่ะก็ เท่านี้ก็หายห่วงเื่เวทมนตร์ที่ทางนั้นจะโจมตีออกมาแล้ว!
ว่าแล้วโอเบริกก็พุ่งตรงเข้าหาเ้าผีผ้าคลุมนั้นเป็เส้นตรงพร้อมกับดาบที่เงื้อขึ้นหมายจะฟาดฟันศัตรูให้ดับดิ้น ด้วยพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้น 2หน่วยหลังจากได้ติดโล่เข้าด้วยนั้น มันเพียงพอที่จะสังหารเ้าผีบ้านั่นให้ตายได้ในดาบเดียว
“เอซิดเมจิกเชี่ยน”
แน่นอนว่าเ้าบอตตัวร้ายนั้นไม่ยอมให้โดนเล่นง่ายๆและหากเป็เด็คที่เน้นการควบคุมจังหวะในสนามรบแบบนี้พวกเขาย่อมต้องมีการ์ดที่เตรียมไว้รับมือกับในทุกๆ สถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ
ไม่ทันไรจึงมีฮาล์ฟตัวใหม่ะโลงมาในสนามรบยืนเคียงข้างเ้าผีผ้าคลุมตัวนั้นมันเป็จอมเวทที่สวมเสื้อคลุมปกปิดร่างกายมิดชิดทั้งยังสวมหน้ากากเหมือนพวกหน้ากากกันแก็สเอาไว้อีกด้วยในมือมีขวดน้ำทรงสูงที่มีน้ำสีเขียวและควันลอยฉุยออกมาซึ่งทันทีที่เ้านี่โผล่ขึ้นมามันก็โยนขวดน้ำยานั้นไปใส่โอเบริกทันควัน
เพล้ง!!
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือโล่ในมือของโอเบริกนั้นแตกกระจุยเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยทำเอานักรบผู้มากประสบการณ์ต้องเปิดตากว้างขึ้นเช่นเดียวกับนายจักรรินทร์ที่อ้าปากค้าง
“หะ? อะไรกันล่ะนั่นน่ะ?”
เอซิดเมจิกเชี่ยน LV25 (มืด)
♦♦♦
เผ่า : นักเวท
จ่าย MP 2 หน่วย หรือทิ้งการ์ดในเด็คลงสุสานหนึ่งใบ เพื่อเลือกทำลายไอเท็มประเภทสวมใส่ได้หนึ่งชิ้น
โจมตี-1 ป้องกัน-2
พลังชีวิต 2,500 (DP-2)
โจ๊กรีบตรวจสอบข้อมูลของฮาล์ฟตัวใหม่ที่ศัตรูเลือกใช้ทันควันดูเหมือนว่าฝั่งตรงข้ามจะมีการ์ดที่ใช้รับมือกับการ์ดไอเท็มประเภทสวมใส่ของพวกนักรบแบบเต็มๆเลย แค่เห็นเ้าตัวก็ต้องออกอาการยิ้มเจื่อน
“มีการ์ดใช้รับมือได้ทุกสถานการณ์เชียวนะ”
ชายหนุ่มประชดประชันเข้าให้ก่อนจะสั่งให้โอเบริกถอยออกมาก่อน ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนเวทมนตร์ดักเล่นงานกลางทางเข้าให้ได้หนำซ้ำเผลอแป๊ปเดียวเ้าผีผ้าคลุมนี้ก็สร้างเทียนไขั์ขึ้นมาบนสนามได้แล้วสามแท่งด้วยกันคิดเป็ตัวเลขแบบง่ายๆ นั่นก็คือ 6 ดาเมจที่เขากำลังจะเสียไป
ขืนปล่อยไว้มากกว่านี้เห็นทีคงไม่ดีแน่
อันดับแรกก็ต้องกำจัดเ้าฮาล์ฟที่ทำลายอาวุธตัวนั้นให้ได้เสียก่อน
“สกิลการ์ด ซอว์ดบูมเมอแรง!”
ว่าแล้วเ้าตัวจึงรีบใช้สกิลการ์ดเพื่อโจมตีออกไปโอเบริกทำการขว้างดาบออกไปเป็บูมเมอแรงตรงดิ่งเข้าใส่ร่างของเ้าเอซิดเมจิกเชี่ยนตัวนั้นทันทีซึ่งก็แน่ล่ะว่าเ้าบอตตัวร้ายนี้คงไม่ยอมให้ฮาล์ฟตัวเก่งของมันโดนทำลายง่ายๆ
“ดาเมจบาเรีย”
มันใช้การ์ดสกิลเวทมนตร์กางม่านบาเรียสีเหลืองทองขึ้นมาป้องกันบูมเมอแรงดาบเอาไว้ได้อีกครั้งคมดาบกระดอนเข้ากับกำแพงเวทกลางอากาศนั้นก่อนจะพุ่งกลับเข้ามาในมือโอเบริกแบบไร้ประโยชน์เป็ที่สุดเช่นเดียวกับเทียนไขั์ที่ถูกเพิ่มขึ้นมาบนสนามอีกหนึ่งแท่ง
“เวทป้องกันหนาจริงๆ เลยแถมยังเรียกไอ้เทียนบ้านั่นออกมาได้เรื่อยๆ อีก...”
เพียงคิดตอนนี้ดาเมจที่เขาจะได้รับจากเ้าเทียนพวกนั้นก็ปาเข้าไป8 ดาเมจแบบง่ายๆ แล้วแค่เ้าผีบ้านั่นหาวิธีะเิเทียนตัวเองทิ้งให้ได้เขาก็คงจะเจ็บตัวโดยที่มันไม่ต้องไปสู้อะไรให้เมื่อยตุ้มเลยซึ่งเขารู้ว่าไอ้เ้าบอตบ้านั่นต้องมีวิธีทำแบบนั้นได้แน่ๆ
ถ้าแบบนี้ก็คงต้องหาทางผลาญ MP ของทางนั้นให้ลดลงไปจนไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ล่ะ
“หุ่นสลักแห่งความมืด”
แต่ยังไม่ทันที่โจ๊กจะเคลื่อนไหวด้วยซ้ำเ้าบอตตัวนี้กลับเป็ฝ่ายลงมือก่อนราวกับอ่านเกมได้ล่วงหน้า
การ์ดที่เ้าหุ่นตัวนี้ใช้งานก็คือการ์ดไอเท็มที่เรียกเอาหุ่นไม้แกะสลักรูปเทพธิดาที่มีปีกสองข้างที่ขาดรุ่งริ่งปรากฏขึ้นมาตรงด้านหลังของพวกมันซึ่งนั่นทำให้โจ๊กถึงกับชะงักงันไป...
หุ่นสลักแห่งความมืด
♦♦
เมื่อมีการทิ้งการ์ดจากในเด็คลงสุสาน การ์ดพวกนั้นจะถูกนำออกจากเกมและเพิ่ม MP ให้ 2 หน่วย
โจ๊กรีบตรวจสอบข้อมูลเ้าหุ่นสลักนางฟ้าปีกขาดตัวนั้นเพียงมองปราดเดียวก็นึกรู้เลยว่ามันเป็การ์ดที่ถูกนำมาใช้คู่กับเ้านักเวทที่ทำลายอาวุธได้เพราะเ้านักเวทตัวนั้นจะสามารทิ้งการ์ดจากในเด็คลงสุสานได้แทนการจ่ายมานาซึ่งหากทำแบบนั้นมันก็จะได้มานาเพิ่มขึ้นสองหน่วยนั่นเท่ากับมันจะมีมานาให้เลือกใช้แบบไม่หมดสิ้นเลยด้วยซ้ำ!
“เฮ้ย...เอากันแบบนี้เลยเหรอ?”
โจ๊กถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ๆจ้องมองศัตรูที่กำลังไล่ต้อนเขาอยู่ทุกกระบวนท่าเขม็ง
หนำซ้ำเ้าบอตบ้านี่ก็ไม่คิดที่จะเป็ฝ่ายบุกเข้ามาเลยแม้แต่น้อยราวกับจะวางกับดักทั้งหมดเพื่อล่อให้เขาไปตายเองเสียอย่างนั้น แค่เห็นก็รู้สึกชวนให้หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
“เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าอย่างนั้นแบบนี้ล่ะ.....”
ทว่าจู่ๆดวงตาสีสนิมเหล็กก็จ้องมองไปยังข้อมูลการ์ดทั้งหมดของศัตรูที่วางลงบนสนามรบสมองก็เริ่มประมวลผลกับการ์ดที่เขายังมีเหลือในเด็คชายหนุ่มจึงเริ่มคิดอะไรที่ค่อนข้างเสี่ยงแต่ก็มีโอกาสสำเร็จขึ้นมาได้เท่านั้นเองเ้าตัวจึงยิ้มมุมปากขึ้นมา
“ก็น่าเสี่ยงที่จะลองล่ะนะ”
“ไอ๊หยา แบบนี้มันล็อคบอร์ดแล้วนะ!”
“เด็คบ้านี่มียันหุ่นสลักแห่งความมืดเลยเหรอใบนี้ก็หลายแสนเลยนะนั่น เด็คมันราคาครึ่งล้านได้แล้วมั้งเนี่ย!?”
“ไม่ไหวๆ มีตัวทำลายเครื่องสวมใส่แบบได้ตลอดเวลาอย่างนี้ท่าทางเ้าหนุ่มนั่นไม่ไหวแล้วล่ะ”
“อย่างนี้มันแมงมุมรอขย้ำเหยื่อที่ติดใยแล้วล่ะ”
ในขณะที่ด้านนอกเองก็ดูเหมือนจะตัดสินผลแพ้ชนะของการดูเอลนี้ให้เป็ที่เรียบร้อยแล้วเพราะไม่ว่าเ้ามือใหม่คนนั้นพยายามจะดิ้นรนไปทางไหนแต่ก็ดูเหมือนกับว่าจะโดนเ้าบอตตัวนั้นบังทางหนีทีไล่เอาไว้ได้หมดโดยสิ้นเชิงจนแทบจะมองไม่เห็นหนทางที่จะผลิกกลับมาเอาชนะได้เลยแม้แต่น้อย
“จะแก้ออกมาจากการล็อคบอร์ดแบบนี้ได้ยังไงอ่ะ”
แม้แต่รินเองก็ยังมองหาทางหนีไม่เจอ
เด็คนักรบนั้นจะมีดีที่การ์ดไอเท็มสวมใส่ที่มีความสามารถหลากหลายรูปแบบประกอบกับพลังป้องกันที่เยอะทำให้บุกทะลุทะลวงเข้าไปชนกับศัตรูได้ดีแต่ในทางกลับกันหากโดนบล็อกจนไม่สามารถใช้การ์ดสวมใส่ได้แบบนี้ความสามารถของนักรบก็คงลดไปเกินครึ่งซ้ำหากบุกเข้าไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้าก็จะโดนเวทมนตร์สารพัดรูปแบบดักโจมตีเล่นงานจนหมดสภาพได้โดยไม่ทันตั้งตัว
โอเบริกคือฮาล์ฟที่เก่งที่สุดของเด็คนี้
หากมันตายนั่นก็เท่ากับเกมโอเวอร์ทันที
และในทางกลับกันการมัวแต่ชักช้าให้ทางนั้นสะสม MP ไปได้เรื่อยๆ แบบนี้ก็ไม่ใช่เื่ที่ดีเหมือนกัน
“หมดทางรอดแล้วล่ะนะแบบนี้”โบ้ที่ยืนกอดอกดูอยู่พูดขึ้น “โดนล็อคบอร์ดซะขนาดนี้คงดิ้นไปไหนไม่ได้”
“นั่นสิคะถ้าสายคอนโทรลได้คุมบอร์ดขนาดนี้น่ะ ก็ยากมากแล้วล่ะค่ะที่จะแพ้ได้”
รินพยักหน้าเห็นด้วยพลางชำเลืองกลับไปมองด้านหลังเพื่อขอความเห็นเจ๊ฝน เ้าของร้านที่ยังคงยืนเท้าสะเอวมองแบบเงียบๆ ด้วยรอยยิ้มมุมปาก
“เอาน่า มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก”เธอพูดขำๆ “หนทางที่จะผลิกกลับมาชนะได้น่ะยังมีอยู่นะ....”
“ยังไงล่ะคะ?”
“เฮ้ยๆไอ้เ้าหมอนี่มันติดอาวุธให้กับโอเบริกอีกแล้วว่ะ?!”
ยังไม่ทันที่เจ๊ฝนจะได้ตอบอะไรออกมาด้วยซ้ำพวกหนุ่มๆ ที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาอีกครั้งดูเหมือนในการต่อสู้จะเริ่มมีการเคลื่อนไหว และน่าจะเป็ในแบบที่ไม่ควรเสียด้วยเมื่อเ้ามือใหม่คนนั้นดันทำสิ่งที่ไม่ควรเลยก็คือการนำอาวุธมาติดไว้ที่โอเบริกเสียอย่างนั้น!
“ตายห่าติดอาวุธให้แบบนี้เดี๋ยวก็โดนทำลายอีกหรอก ....เอ้า นั่นไงแล้วไปเพิ่มเทียนให้ศัตรูอีก!”
“ทำอะไรของหมอนั่นฟะเนี่ยสงสัยรนแล้วมั้งน่ะ”
“โอ้ย ไม่ไหวๆ สุดท้ายก็มือใหม่จริงๆพอเจอล็อคบอร์ดเข้าไปก็ทำอะไรไม่ถูกเลย”
แน่นอนว่าทันทีที่โจ๊กติดอาวุธให้กับโอเบริกเ้าบอตตัวนั้นก็ทำการทำลายการ์ดอาวุธพวกนั้นทิ้งซ้ำยังเรียกเทียนไขั์ขึ้นมาบนสนามรบได้อีกด้วย
หนำซ้ำไม่เพียงแค่ครั้งเดียวแต่โจ๊กยังทำการติดอาวุธให้กับโอเบริกอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีย่อท้อราวกับหวังจะลุ้นให้อาวุธพวกนั้นได้รับความปราณีจากศัตรูจนไม่โดนทำลายทิ้งซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มีทางเป็ไปได้
“เฮ้ย สติแตกแล้วมั้งน่ะทิ้งการ์ดอาวุธไปให้เขาทำลายกี่ใบแล้วฟ่ะนั่น”
“จะสิบใบแล้วเนี่ย บ้าไปแล้วแน่ๆ”
ทุกคนเริ่มจะหันมาถอนใจกับการต่อสู้ที่ดูจะท่าดีทีเหลวไปเสียแล้วพวกเขาจึงเริ่มจะมีสีหน้าผิดหวังกัน ทว่ามีเพียงคนเดียวที่ยืนดูอยู่ตรงด้านหลังอย่างเจ๊ฝนที่ยังคงนิ่งเงียบราวกับพอจะเข้าใจความคิดของเ้าหนุ่มมือใหม่คนนั้นได้
“ไม่ไหวแล้วมั้งเนี่ย....”รินเองก็ได้แต่รำพึงขึ้นมาแบบนี้
“แบบนี้แหละดีแล้ว”
“ดีแล้วเหรอคะ?” รินหันมามองหน้าเจ๊ฝน“โยนการ์ดอาวุธทิ้งไปให้ฝั่งตรงข้ามทำลายเล่นๆ เนี่ยเหรอคะดีแล้วแบบนี้มันเปลืองค่ามานากับการ์ดสุดๆ เลยนะคะ”
“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก”คนแก่กว่ายิ้มกว้าง“โอเบริกน่ะมีความสามารถติดตัวที่ว่าหากมีฮาล์ฟเผ่านักรบหรือการ์ดไอเท็มสวมใส่ถูกทำลายจากการต่อสู้มันจะได้รับมานา 2 หน่วยต่อการ์ดที่ถูกทำลายได้นะแถมการ์ดไอเท็มสวมใส่ที่ร่ายขึ้นมาตอนที่โอเบริกอยู่บนสนามจะลดมานาที่ต้องใช้ลงไปอีก2 หน่วยด้วย มานาของเ้าหนุ่มนั่นน่ะก็มีแต่เพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลงไปเลยเห็นรึเปล่า?”
“มันก็ใช่หรอกค่ะ” รินถอนใจ“แต่เอาการ์ดอาวุธที่มีมาให้ฝั่งตรงข้ามเผาทิ้งเพื่อปั้มมานาให้ตัวเองรินว่ามันบ้าไปหน่อยนะคะ?”
“เ้านั่นไม่ได้ทำแบบนี้เพื่อเล็งที่จะปั้มมานาให้ตัวเองหรอกเราเองก็เคยจับเด็คนี้ของเจ๊มาก่อนไม่ใช่เหรอรินถ้าเป็เราคงจะมองออกอยู่แล้วสินะว่าจุดเด่นของเด็คเนี่ยคืออะไร”
รินดูจะมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่เล็กๆกระทั่งมองไปยังการกระทำของนายโจ๊กคนนั้นที่แม้แต่ตอนนี้ก็ยังคงโยนอาวุธในเด็คของตัวเองออกไปให้ฝั่งตรงข้ามทำลายทิ้งจนสามารถสร้างแคนเดิ้ลโทเคนขึ้นมาบนสนามได้อีกเป็จำนวนมากจริงอยู่ว่าผู้ชายคนนั้นกำลังทำอะไรที่เหมือนขาดสติแต่ภายใต้ความบ้าบิ่นนั้นมันแฝงไปด้วยแผนการบางอย่างที่เธอเริ่มจะมองออกเมื่อหวนนึกถึงความสามารถของโอเบริกให้ดีๆ แล้วสาวน้อยคนนี้จึงเลิกคิ้วขึ้น
“จริงด้วยถ้าเป็อัลติเมตสกิลล่ะก็....”
“ใช่มั้ยล่ะ” เจ๊ฝนยิ้มกริ่ม“ดูเหมือนเ้าหนุ่มคนนี้จะมองออกนะเส้นทางเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำให้เขาผลิกกลับมาเอาชนะได้ เ้านั่นไม่ได้กำลังจนตรอกอยู่หรอกแต่กำลังหลอกล่อให้ศัตรูตายใจต่างหาก ...เห็นหน้านิ่งๆ แบบนี้แต่แอบร้ายเหมือนกันนะหมอนี่”
พูดแล้วเจ๊ฝนก็เสียงเสียงหัวเราะขำในลำคออยู่คนเดียวทำเอารินต้องเงียบและหันไปมองผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง
“จำเอาไว้นะรินเจ๊จะสอนให้ในฐานะคนที่อยู่ในวงการนี้มานาน ในโลกของ AOS น่ะ มันไม่มีคำว่า ล็อคบอร์ด หรือเด็คที่ไร้เทียมทานอะไรนั่นหรอก ในโลกนี้มันมีแค่คำว่า แพ้ กับ ชนะ เท่านั้นล่ะและซัมมอนเนอร์ที่จะก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดได้โดยแท้จริงน่ะ พวกเขาจะรู้จักแต่วิธีที่ทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองเป็ผู้ชนะเท่านั้นพวกที่ถอดใจยอมแพ้เพราะเห็นว่ายังไงก็ไม่มีทางสู้ได้น่ะสุดท้ายมันก็จะรู้จักแต่คำว่าพ่ายแพ้เท่านั้น”
ว่าแล้วเธอก็ยกมือขึ้นกอดอกและหันกลับไปจ้องมองเ้าหนุ่มมือใหม่ตรงหน้าด้วยท่าทีสนใจอยู่ไม่หยอกมันก็นานแค่ไหนแล้วเธอเองก็จำไม่ได้เหมือนกันที่ได้เจอกับพวกมือใหม่ที่มีท่าทีน่าสนใจขนาดนี้โผล่ออกมาให้เห็น
“ไหนช่วยทำให้ฉันเห็นหน่อยซิว่ามันเป็โชคของมือใหม่ หรือว่าฝีมือจริงๆ ของนายกันแน่”
“สิบแท่งพอดี”
โจ๊กรำพึงขึ้นขณะที่นับจำนวนของแคนเดิ้ลโทเคน ที่ฝั่งตรงข้ามเรียกขึ้นมาบนสนามรบ
เช่นเดียวกับจำนวนการ์ดไอเท็มอาวุธของเขาที่ถูกทำลายทิ้งลงไปในสุสานจำนวน10 ชิ้น พอดิบพอดี ชนิดที่ตอนนี้ในเด็คของเขานั้นไม่มีการ์ดไอเท็มสวมใส่ใดๆเหลืออีกต่อไป แต่นั่นก็ทำให้มานาของเขากลับมาเต็มสิบได้อีกครั้งพร้อมกับโอเบริกที่ยังสามารถต่อสู้ได้เต็มความสามารถ
ซึ่งเท่านั้นก็เพียงพอมากแล้ว
“ลองดูกันซักตั้งว่าฉันจะคิดถูกรึเปล่า...ลุยเลยโอเบริก!”
ไม่รอช้าโจ๊กออกคำสั่งให้ทหารเอกของเขาพุ่งออกไปทันทีแม้ตอนนี้จะตัวเปล่าไม่มีอาวุธใดๆ อยู่ในมือหรือมีโล่ใดๆ มาคอยป้องกันเวทมนตร์ของเ้าผีผ้าคลุมตัวนี้ได้ก็ตามที
“ใช้อัลติเมตสกิล!”
คำสั่งนั้นส่งให้นักรบในชุดคลุมสีดำเสียบดาบเล่มใหญ่ของเขาลงไปบนพื้นก่อนที่จะะเิพลังออกมารอบๆ ตัวอย่างรุนแรงอาวุธทุกเล่มที่โดนทำลายลงไปจากการต่อสู้ล้วนถูกสร้างขึ้นมาด้วยประกายแสงสีฟ้าที่รวมตัวกันกลางอากาศจนกระทั่งมันลอยอยู่รอบๆตัวของโอเบริกและชี้เป้าตรงไปยังศัตรูเพื่อเตรียมพร้อมที่จะใช้งาน
“สุสานนักรบ!”
โจ๊กะโลั่นขณะที่อาวุธทุกเล่มนั้นพุ่งตรงเข้าไปในสนามรบอย่างรวดเร็วพวกมันเสียดแทงเข้าหาศัตรูทุกตัวที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็เ้าผีผ้าคลุมเอซิดเมจิกเชี่ยน หรือแม้แต่ แคนเดิ้ลโทเคนทุกแท่งก็ล้วนโดนเล็งเป้าหมายด้วยทั้งสิ้นซึ่งความสามารถท่าไม้ตายอันนี้ของโอเบริกก็คือ....
อัลติเมตสกิล
♦♦♦♦♦
เงื่อนไข : มีการ์ดไอเท็มสวมใส่อยู่ในสุสานมากกว่า10 ชิ้นขึ้นไป
สุสานนักรบ
เพิ่มพลังโจมตีของโอเบริกเป็ 10 หน่วย และโจมตีใส่ศัตรูทุกตัว
เป้าหมายที่โดนสกิลนี้สังหารจะเปลี่ยนความเสียหายไปลด LP ซัมมอนเนอร์ฝั่งตรงข้ามได้โดยตรงตัวละ 3 หน่วย
คมดาบนับสิบที่มีพลังโจมตีถึง 10 หน่วยนั้นตรงเข้าฟาดฟันใส่ศัตรูทุกตัวที่ขวางหน้าชนิดที่ไม่มีฮาล์ฟตัวไหนของฝั่งนั้นที่จะต้านทานการโจมตีนี้ไปได้แต่แน่นอนว่าเ้าบอตตัวนั้นจะไม่มีทางยอมให้ฮาล์ฟที่เป็ดังทหารเอกของมันโดนโจมตีจนตายสนามรบไปได้เช่นกันมันจึงใช้สกิลเวทมนตร์ดาเมจบาเรียเข้าป้องกันเ้าเมจแคนเดิ้ลเอาไว้ได้
ทว่าฮาล์ฟอีกตัวหนึ่งรวมไปถึงแคนเดิ้ลโทเคนที่เพิ่มมาเป็11 แท่งนั้นล้วนโดนโจมตีจนพินาศหมด
แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่มัน้าให้เกิดขึ้นอยู่แล้วเพราะการทำลายเทียนพวกนั้นจะเท่ากับเป็การที่โจ๊กจะลด LP ของตัวเองไปโดยที่มันไม่ต้องเปลืองแรงทำเองเลย!
โจ๊กเองก็รับรู้ในส่วนนั้นอยู่แล้วว่าเขาอาจจะต้องเจ็บจนปางตายจากการโจมตีครั้งนี้ของตนเอง
ทว่านั่นก็คือแผนที่เขาวางเอาไว้แล้วด้วยเช่นกันเ้าตัวจึงเรียกการ์ดใบหนึ่งขึ้นมาเตรียมพร้อมเอาไว้ในมือแล้ว
พลังโจมตีแบบทะลุทะลวงของโอเบริกนั้นฆ่าศัตรูไปได้ทั้งหมด12 ตัว และแต่ล่ะตัวจะต้องรับความเสียหาย (DP) ไปทั้งหมดสามหน่วย รวมเป็ทั้งหมด 36 ดาเมจ....นั่นหมายความว่าตอนนี้เ้าบอตตัวแสบนั้นมี LP เหลือเพียงแค่14 หน่วยเท่านั้น!
และเมื่อจบสิ้น่ดาเมจสเต็ปทีนี้ก็จะถึง่เอ็ฟเฟ็คสเต็ปตามมาในลำดับต่อไป
ความสามารถของเทียนไขแคนเดิ้ลโทเคนทั้ง11 แท่งที่โดนทำลายไปนั้น จะยิงเวทมนตร์โจมตีใส่โจ๊กโดยตรงตัวละ 2 หน่วยและจะเพิ่มพลังชีวิตให้กับเ้าบอตนั้นตัวละ 2 หน่วยเช่นเดียวกัน!
นั่นจะเท่ากับว่าการโจมตีเมื่อครู่ของโจ๊กนั้นแทบจะไปสะกิดให้ฝั่งตรงข้ามได้รับความเสียหายน้อยสิ้นดีเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาทุ่มลงไปทั้งหมดในทางกลับกันเขาเองต่างหากที่จะต้องโดนคำสาปจากเทียนไขพวกนั้นกัดกินพลังชีวิตจนลดลงไปอีกถึง22 หน่วย!
“ฉันชนะแล้ว”
ทว่านั่นคือคำพูดที่โจ๊กเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่แสนมั่นใจ
เขาสะบัดมือใช้งานการ์ดที่อยู่ในมือออกไปในเสี้ยววินาทีนั้นด้านหลังของเขาจึงมีไม้กางเขนสีดำพุ่งลงมาเสียบบนพื้นพร้อมกับความสามารถพิเศษที่ทำงานในลำดับต่อเนื่อง!
การ์ดที่เ้าตัวเรียกลงมาก็คือ“กางเขนสลับความเป็จริง” การ์ดที่จะเปลี่ยนผันระหว่างสีขาวให้เป็ดำและดำให้เป็ขาวหากมีดาเมจเกิดขึ้นมันก็จะเปลี่ยนเป็การเพิ่ม LP แทน แต่ในทางกลับกันหากมีการเพิ่ม LP เกิดขึ้น
มันก็จะเปลี่ยนเป็ดาเมจ!
คำสาปจากแคนเดิ้ลโทเคนทั้ง 11 ต้นเปลี่ยนสีที่พุ่งออกไปทันทีสีเขียวตรงเข้าหาร่างของโจ๊กเพิ่มพลังชีวิตของเขาขึ้นไป 22 หน่วยขณะที่คำสาปสีแดงตรงดิ่งเข้าหาเ้าบอตตัวแสบนั้นเปลี่ยนเป็ดาเมจ 22 หน่วย....
นั่นเท่ากับเ้าบอตระดับยากสุดตัวนั้นพลังชีวิตลงลงไปจนเหลือศูนย์...
นายมือใหม่คนนี้เป็ฝ่ายชนะ!
“เฮ้ย....หมอนั่นชนะว่ะ....”
“ได้ไงวะนั่นน่ะ”
“แล้วคอมโบเมื่อกี้มันอะไรกันไม่เห็นจะเข้าใจเลย!?”
ขณะที่ผลแพ้ชนะนั้นเป็ที่ประจักรแล้วทุกคนก็ดูจะแตกตื่นใกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็อย่างมากพวกผู้ชายหลายคนด้านนอกห้องนั้นเริ่มจะหันมามองหน้ากันเลิกลักเพราะว่าพวกเขาต่างเชื่อมั่นกันสุดๆแล้วว่าไม่มีทางที่เ้ามือใหม่ผู้ไม่มีทั้งประสบการณ์และความรู้ใดๆจะสามารถพลิกเกมกลับมาชนะได้
แม้แต่รินที่ยืนอยู่ด้านหลังกับเจ๊ฝนเองก็ยังอ้าปากค้างพูดไม่ออกกับสิ่งที่เธอได้เห็น
เธอเองก็พอจะคิดว่ามันมีโอกาสที่ผู้ชายคนนั้นจะชนะได้อยู่หรอกแต่เงื่อนไขต่างๆ มันเยอะและยุ่งยากมากๆแน่นอนว่ามันเป็สิ่งที่มือใหม่ที่เพิ่งจะจับการ์ดเป็ครั้งแรกนั้นไม่น่าจะมองเห็นได้เลย...
“ทำไมเขาถึงเรียกเอาการ์ดกางเขนสลับความเป็จริงออกมาได้ล่ะคะเจ๊?”รินหันมาถาม “นั่นมันเป็การ์ดของฝั่งตรงข้ามไม่ใช่เหรอคะในเด็คทดสอบมันไม่มีการ์ดแพงๆ แบบนั้นใส่อยู่แน่ๆ นะคะ”
“ใช่ ไม่มีหรอก” เจ๊ฝนยิ้มร่า“แต่วิธีใช้งานได้น่ะมีเยอะแยะ ก่อนที่เอ็ฟเฟ็คของแคนเดิ้ลโทเคนจะทำงานน่ะเ้าหนุ่มมือใหม่นั่นใช้งานการ์ดใบนี้ขึ้นมาเสียก่อนน่ะสิ”
ว่าแล้วเจ๊ฝนก็เดินไปจับที่บานกระจกเพื่อกดอะไรบางอย่างขึ้นมาให้ทุกคนเห็นเท่านั้นเองจึงมีรูปการ์ดใบหนึ่งโผล่ขึ้นมาตรงหน้าทุกคนจนต้องเพ่งสายตามองกันเป็ทางเดียว
อาร์ติแฟ็ค เม็กเกอร์ LV30 (ดิน)
♦♦♦♦♦
เผ่า : คราฟเตอร์
นำการ์ดในสุสานขึ้นมาใช้งานได้อีกครั้งและทิ้งการ์ดจากในเด็คลงสุสานตามจำนวนค่าร่ายของการ์ดที่้าใช้งานจากนั้นสังเวยฮาล์ฟตัวนี้ทิ้ง
โจมตี-2 ป้องกัน-2
พลังชีวิต 3,500 (DP-0)
“อาร์ติแฟ็คเม็กเกอร์!?”
ทุกคนต่างะโขึ้นมาเป็เสียงเดียวกันเมื่อรู้ถึงการ์ดทีเด็ดที่ซ่อนอยู่ในการต่อสู้เมื่อครู่นี้
“เ้าหนุ่มนั่นให้ฮาล์ฟตัวนี้เรียกเอากางเขนสลับความเป็จริงขึ้นมายังไงล่ะ”เจ๊ฝนพูดด้วยรอยยิ้ม “เปลี่ยนค่าความเสียหายที่ตัวเองจะได้รับเป็การเพิ่มพลังแล้วก็เปลี่ยนการเพิ่มพลังที่ฝั่งนั้นจะได้รับเป็ค่าความเสียหายไปรวมกับอัลติเมตสกิลที่โจมตีไปก่อนหน้านี้ก็ปิดฉากได้พอดีนี่ล่ะทีของเด็คนี้ที่ฉันซ่อนเอาไว้แต่ไอ้พวกบ้าอย่างแกใช้ไม่เป็กันเอง ...OTK ไงล่ะ”
ทุกคนได้แต่หันมามองหน้ากันตาปริบๆพวกเขารู้ดีว่า OTK นั้นก็คือ OneTurn Kill หรือก็คือการสังหารศัตรูให้ได้ด้วยการโจมตีเพียงชุดเดียวอย่างเด็ดขาดที่สุดชนิดที่ฝั่งตรงข้ามไม่มีทางตอบโต้กลับมาได้เลยซึ่งมันเป็รูปแบบการเล่นที่ยากมากๆเพราะมันต้องมีความพร้อมของการ์ดในมือตัวเองที่สูงมาก และเช่นเดียวกับศัตรูที่จะต้องเปิดช่องวางจุดอ่อนนั้นขึ้นมาให้เห็นพอดี
และนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่มือใหม่จะทำได้
แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่มือใหม่คนนี้ ที่หันกลับมามองด้านนอกห้องอีกครั้งหลังจากที่ระบบดูเอลซิสเต็มนั้นปิดตัวลงจนกลายเป็ห้องเปล่าๆในที่สุด นายโจ๊กคนนั้นดูจะมีท่าทีใเพราะมีคนมามุงตรงหน้าห้องเขาเป็จำนวนมากเ้าตัวจึงพยายามมองหาคนรู้จัก และเมื่อเห็นรินยืนอยู่ตรงนั้นเขาจึงโบกมือให้เล็กๆ
เป็ภาพของผู้ชายมึนๆคนเดิมที่แตกต่างจากเ้าคนที่สู้ได้อย่างน่าดูชมเมื่อครู่เป็คนล่ะคน
เห็นแล้วเจ๊ฝนก็หัวเราะขำเบาๆก่อนจะใช้มือดุนหลังของรินให้รู้สึกตัว
“ไปทำหน้าที่ของเราก่อนมั้ยริน แล้วก็เก็บอาการหน่อยไม่งั้นเดี๋ยวจะโดนมือใหม่หัวเราะเยาะเอานะ”
“อ๊ะ...ค่ะๆ”
รินเองก็เหมือนกับจะลืมไปเสียสนิทว่าเธอยังมีเควสที่จะต้องรับผิดชอบพ่อหน้าใหม่คนนี้อยู่เธอจึงรีบแหวกพวกผู้ชายเปิดประตูห้องดูเอลหมายเลข 6นั้นที่ปลดล็อคออกมาอีกครั้งตรงไปหาเ้าหนุ่มที่ตอนนี้ตกเป็เป้าสายตาของทุกคนในร้านไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“ดูท่าทางร้านเราจะมีตัวแสบๆเข้ามาเพิ่มแล้วสินะครับแบบนี้”
นายโบ้ที่เป็ลูกจ้างคนสนิทขยับเข้ามาพูดกับเจ๊ฝนใกล้ๆซึ่งเธอก็หัวเราะขำขึ้นมา
“ก็น่าจะเป็แบบนั้นมิน่าล่ะไอ้ทิตถึงได้บอกให้ฉันช่วยดูแลเพื่อนมันคนนี้ให้ดีๆ หน่อย”
พูดแล้วเธอก็ถอนใจออกมาบางเบาดวงตาก็เพ่งมองไปยังเ้าหนุ่มมือใหม่คนนั้นที่ตอนนี้กลับมาทำหน้านิ่งไม่สนโลกอีกครั้งหนึ่งเห็นแล้วเธอก็ส่ายหน้าออกมาด้วยรอยยิ้ม
“ไอ้ท่าทางแบบนั้นชวนให้นึกถึงหมอนั่นขึ้นมาเลยแฮะ ....ชักจะน่าสนุกแล้วสิ”