บทที่ ๒.๑
หลังจากกลับมาจากเรือนเล็กของทัพ มะลิษาก็รู้สึกกังวลใจมากขึ้น น้ำเสียงแลท่าทางที่ทัพแสดงต่อเธอวันนี้บ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ค่อยพอใจเธอนัก
ไม่เป็ไรยังมีเวลาอยู่
มะลิษาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด วันนี้เธอยังทลายกำแพงใจตัวร้ายผู้นี้มิได้ก็มิเป็ไร เช่นนั้นวันพุกแลวันถัดๆไปเธอค่อยมาอีก ต้องมีสักวันที่เธอจักทลายกำแพงนี้ได้ ดังนั้นในวันถัดมามะลิษาก็ลอบมาเรือนของคุณพี่ทัพอีกครั้ง
“อาหารนี้นอกจากข้าแล้ว เ้ายังทำให้ผู้อื่นอีกหรือไม”
“ไม่เ้าค่ะ อาหารนี้ข้าทำให้คุณพี่ทัพเพียงผู้เดียว แม้แต่ท่านคุณพ่อแลคุณหญิงแม่ก็มิได้ชิมเ้าค่ะ”
มะลิษาเอ่ยจบก็ยิ้มกว้าง ยิ่งเห็นว่าคนตรงหน้าตักชิมอาหารของตนจนหมดทุกอย่างก็ยิ่งยินดี ที่แท้พ่อตัวร้ายผู้นี้มิชื่นชอบการกินอาหารเหมือนเช่นผู้อื่น ช่างเป็ความเอาแต่ใจที่ไร้เหตุผลยิ่งนัก
นับจากนั้นมาในทุกวันมะลิษาจึงต้องลอบทำอาหารเพิ่มแยกสำรับเอาไว้ แลลักลอบส่งไปยังเรือนของทัพ บางวันหากปลีกตัวไปมิได้ก็จักให้บ่าวนำไปส่ง จวบจนกระทั่งความรู้ถึงผู้เป็มารดา คุณหญิงดวงแขจึงเรียกบุตรสาวมาตำหนิอีกทั้งสั่งกักบริเวณมิให้ก้าวออกจากหอนอน
“เ้าเป็หญิงแลตอนนี้ก็เติบใหญ่แล้ว จักทำการเช่นยามเป็เด็กมิได้”
มะลิษาเดินวนไปมาในหอนอนในใจกังวลถึงพ่อตัวร้าย นิสัยของเขานั้นเอาแต่ใจแลไร้เหตุผลยิ่ง หากจู่ๆเธอหายไปโดยมิบอกกล่าวเช่นนี้เกรงว่าความพยายามทั้งหมดที่ทำมาคงสูญเปล่า
“คุณหนูเ้าขานั่งลงเถิดเ้าค่ะ”
“สร้อย ข้าจักทำเช่นไรดี หากไม่ไปส่งอาหารเกรงว่าคุณพี่ทัพคงต้องเคืองใจเป็แน่”
นางสร้อยถอนหายใจยาว ดูฤาคุณหนูปิ่นมุกคงปักใจรักในตัวบุตรของพระยาสีหราชภักดีผู้นี้เสียแล้ว
“ยามนี้คุณหนูทัพคงมิมีเวลามานึกขัดเคืองคุณหนูดอกเ้าค่ะ”
“ทำไมเล่า”
“ก็บ่าวได้ยินมาว่าเ้าพระยาอุทัยมงคลพิทักษ์ส่งสานส์มาจากหัวเมืองตะวันออกแจ้งว่าเมืองไชยบุรีย์กำลังส่องสุมกำลังพล เกรงว่าเร็วๆนี้จักเกิดาเป็แน่เ้าค่ะ”
าอย่างนั้นหรือ ดูเหมือนเวลาทลายกำแพงใจพ่อตัวร้ายของมะลิษาจักหมดลงแล้ว ฤาสุดท้ายแล้วเธอจักมิอาจเปลี่ยนแปลงเื่ราวใดๆได้เลย
“บ่าวได้ยินว่าขุนหลวงท่านให้ประกาศรับสมัครทหารเข้ากรมด้วยเ้าค่ะ”
มะลิษาสูดลมหายใจเข้าเรียกความตั้งมั่นของตนกลับมาอีกครั้ง เช่นนั้นใน่สุดท้ายนี้เธอจักพลาดไม่ได้
“สร้อยเอากระดาษแลดินสอมาให้ข้าที”
นางสร้อยมองคุณหนูของตนด้วยแววตาสงสัย มือเล็กๆนั่นขีดๆเขียนบางสิ่งในกระดาษ ก่อนที่จะขยำทิ้งใบแล้วใบเล่า ผ่านไปจวบจนตะวันคล้อยต่ำใบหน้าที่ขมวดคิ้วมาจนสุดวันจึงยิ้มกว้าง
“เสร็จแล้ว”
“เสร็จ...กระไรเสร็จหรือเ้าคะ”
มะลิษามองผลงานในกระดาษของตนแล้วยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ
ทุกอย่างดำเนินไปตามที่นวนิยายขีดขียน ในที่สุดก็เกิดาบุรุษวัยฉกรรจ์บ้างอาสาบ้างถูกเกณฑ์ไป
มะลิษายืนมองดวงจันทร์ที่ชานเรือนด้วยความร้อนใจ ในวันพรุ่งนี้เหล่าทหารในเมืองหลวงจักเดินทางไปยังเขตหัวเมืองตะวันออกเพื่อรวมกับทัพของเ้าพระยาอุทัยมงคลพิทักษ์ ขณะที่เธอยังถูกคุณหญิงดวงแขลงโทษกักบริเวณ แม้จักสามารถออกจากหอนอนได้แล้วแต่ก็มิให้ออกจากเขตเรือน
“แม่ปิ่นมุก”
“พี่มิ่งเมือง”
มิ่งเมืองเดินมายืนเคียงข้างน้องสาวตัวน้อย ผ่านมาสามปีแล้วนับจากวันนั้นแต่น้องน้อยของเขาก็ยังคงเป็น้องน้อย ส่วนสูงยังเพียงเอวหนา
“วันพุกพี่จักออกเดินทางแล้วหนา”
“เ้าค่ะ น้องขอให้คุณพระคุ้มครองพี่มิ่งเมือง แลมีชัยเหนือศัตรูปลอดภัยกลับมานะเ้าคะ”
มิ่งเมืองพยักหน้ารับ ก่อนที่จักขมวดคิ้วเข้มเมื่อน้องน้อยส่งบางสิ่งมาให้
“กระไรรึ”
มะลิษายิ้มหวานมองสร้อยพระที่ตนส่งให้เขา แล้วหยิบมือหนามารับของไว้
“คราวก่อนข้าไปวัดกับคุณหญิงแม่ พระคุณเ้าท่านให้พระมาเ้าค่ะ ท่านกล่าวว่าจักช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย”
มะลิษาเลื่อนมือเล็กไปที่ตระกรุดบนสร้อยก่อนกดที่ด้ามตระกรุด มีดขนาดเล็กพลันเด้งขึ้นมา มิ่งเมืองมองสิ่งที่เห็นตรงหน้าด้วยความใ
“หากเกิดอันตรายขึ้น ข้าหวังว่าสิ่งนี้จักช่วยพี่มิ่งเมืองของข้าได้”
มิ่งเมืองสวมสร้อยก่อนวางมือหนาบนศีรษะเล็ก จักมีหญิงใดคิดได้เช่นน้องน้อยของเขากัน
“เ้าเองก็จงอย่าซุกซนให้มากนักเข้าใจหรือไม่”
มะลิษาพยักหน้ารับก่อนโผเข้ากอดเอวหนาของผู้เป็พี่ชาย วันเวลาสามปีมานี้ นอกจากผู้ที่เธอเรียกว่าพ่อกับแม่แล้ว ก็เห็นจักมีเพียงพี่ชายผู้นี้ที่รักและหวังดีกับเธออย่างแท้จริง
“พี่ต้องปลอดภัยกลับมาเข้าใจหรือไม่”
มิ่งเมืองยิ้มกว้าง มือหนาลูบหลังเล็กปลอบประโลมน้องน้อยของเขา ต่อให้เหลือเพียงิญญาเขาก็จักกลับมาปกป้องน้องน้อยผู้นี้ของเขา
ดวงจันทร์เคลื่อนจนตรงศีรษะ มะลิษาค่อยๆย่องออกจากเรือนของตน สองเท้าเล็กวิ่งจนสุดตัวระยะทางจากเรือนของตนไปยังเรือนของทัพนั้นนับว่าไกลมิน้อย ยามนี้เธอเกรงว่าจักไปมิทัน และโอกาสสุดท้ายนี้ก็จะหลุดลอยไป
ทัพแหงนหน้ามองแผ่นฟ้าในใจคะนึงหาใบหน้าน้อยที่อาบไปด้วยรอยยิ้มทุกคราที่พบหน้า ร่วมเดือนแล้วที่ปิ่นมุกหายหน้าไปแม้รู้ว่านางถูกคุณหญิงดวงแขกักบริเวณ แต่ส่วนลึกในใจเขายังหวังว่าในวันพุกนางจักมาส่งเขาไปทัพ หวังเพียงเห็นรอยยิ้มสดใสนั้นอีกสักครั้ง
ปัง!!
ดวงตาดุดันมองก้อนหินที่ตกกลางเรือน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่สายตาดุดันจักแปรเปลี่ยนเป็ตื่นตระหนกเมื่อเห็นผู้มาเยือนยามวิกาล
“แม่ปิ่นมุก!!”
มิต้องเสียเวลามองย้ำให้แน่ใจ ทัพก็สาวเท้าเปิดประตูหน้าเรือนแล้วก้าวลงจากเรือนอย่างรวดเร็ว
มะลิษาวิ่งเข้าไปหาร่างสูงที่ก้าวลงจากเรือนมาด้วยรอยยิ้ม หากแต่เมื่อเผชิญหน้ากลับพบสายตาดุดันส่งมาให้แทนความยินดี ใบหน้าเล็กพลันก้มลงมองพื้นด้วยความน้อยใจ
“มาได้อย่างไร”
ทัพกำมือหนาแน่นความยินดีในใจตีตื้นขึ้นมา เช่นเดียวกับความโมโหที่เห็นว่ารอบตัวแม่ปิ่นมุกมิมีผู้ติดตามมา
“วิ่งมาเ้าค่ะ”
“เพียงผู้เดียว”
มะลิษาพยักหน้ารับ เหลือบดวงตาขึ้นมองคนตรงหน้ากับพบสายตาที่ดุดันมากกว่าเดิม มือเล็กจึงส่งห่อผ้าให้เขา
“วันพุกข้าคงมิได้ไปส่งคุณพี่ ของในห่อผ้านี้ข้าเตรียมเอาไว้ให้คุณพี่ไปทัพ”
ทัพขบกรามแน่น แม้ในใจอยากตำหนิในการกระทำของนาง แต่สุดท้ายก็มิอาจเอ่ยออกมาได้แม้เพียงครึ่งคำ ทำได้เพียงรับห่อผ่้าที่ในใจยังนึกสงสัยว่าแม่ตัวเล็กแบกมันมาไหวได้อย่างไร
“ยังมีสร้อยเส้นนี้ด้วยเ้าค่ะ”
มะลิษากดที่ตระกุดบนสร้อยมีดเล่มเล็กเด้งออกมา จากนั้นมือเล็กก็กดตัวมีดเก็บเข้าไปอย่างเดิม
“แม้มีดนี้จักเล่มเล็กแต่ใช้เหล็กอย่างดีตีขึ้น ในยามคับขันข้าหวังว่ามันอาจมีประโยชน์ต่อคุณพี่ทัพบ้าง”
ทัพรับสร้อยเส้นนั้นมาโดยไม่เอ่ยคำใด มะลิษารู้ดีว่าเขาเป็ที่มิค่อยพูด อีกทั้งยามเอ่ยวาจาก็มิได้นุ่มนวลเช่นบุรุษอื่น ยามนี้ใกล้ฟ้าสางแล้วมะลิษาเมื่อมอบของเสร็จแล้วจึงหันหลังเตรียมกลับเรือนของตน
เพียงแต่มิทันที่เท้าเล็กจักก้าวเดิน ข้อมือเล็กก็ถูกจับเอาไว้พร้อมกับแรงฉุดรั้งให้ออกเดิน
“คุณพี่ทัพจักพาข้าไปที่ใดเ้าคะ”
ทัพหันมาปรายตาดุเด็กน้อยด้านหลัง มะลิษาที่กำลังจักเอ่ยประโยคถัดไปจึงทำได้เพียงเม้นริมฝีปากเล็กแน่น มือหนาจับที่คางเล็กและใช้นิ้วหัวแม่มือกดที่ใต้ริมฝีปากบาง
“จำคำข้าที่บอกมิได้แล้วรึ”
มะลิษาพลันเบิกตากว้างเมื่อนึกได้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยห้ามเธอเม้นริมฝีปากเช่นนี้ ริมฝีปากเล็กยิ้มหวานเอาใจคนตรงหน้าก่อนเอ่ยเสียงสดใสออดอ้อน
“คุณพี่ทัพก็อย่าดุข้าสิเ้าคะ”
“ต่อไปห้ามออกจากเรือนมาเช่นนี้อีก”
“เ้าค่ะ”
ทัพประคองร่างเล็กลงเรือแล้วออกพายเรือ สายตาคมจดจ้องร่างเล็กที่ยิ้มสดใสส่งมาให้เขา
“คุณพี่ทัพจักต้องดูแลตนเองแลกลับมาอย่างปลอดภัยนะเ้าคะ”
มะลิษาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แม้ในใจจักรู้แจ้งดีว่าไม่ว่าอย่างไรเขาย่อมกลับมาอย่างปลอดภัย อีกทั้งยังได้ตำแหน่งใหญ่โตเสียด้วย
“อืม”
“ห้ามาเ็”
“อืม”
“ห้ามบุ่มบ่ามกระทำการใดโดยไม่ระวัง”
“อืม”
“ห้าม…..”
“พอเถิดข้ารู้แล้ว”/ “....ลืมข้า”
มือหนาที่กำลังพายเรือชะงักเมื่อได้ยินข้อห้ามสุดท้ายที่คนตัวเล็กตรงหน้าเอ่ยออกมาพร้อมกันกับเขา มะลิษาก้มหน้าลงมองพื้นท้องเรือ แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้เธอล้วนเตรียมการมาอย่างดี เพียงแต่เหตุใดยามเอ่ยจึงได้รู้สึกใจสั่นเช่นนี้เล่า
“จักมิมีวันลืม”
คำพูดหนักแน่นที่เอ่ยออกมาจากคนตรงหน้า พลันทำให้ดวงตาเล็กเบิกกว้างจดจ้องใบหน้าคมสันของเขาด้วยหัวใจที่สั่นระรัวมากกว่าเดิม ในยามค่ำคืนสายลมเย็นพัดผ่าน นอกจากแสงของดวงจันทร์แลหิงห้อยตัวน้อยแล้วล้วนไม่มีแสงอื่นใด แต่มะลิษากลับมองเห็นความมั่นคงในแววตาของเขาได้อย่างชัดเจน
..................................................................................................
แต่งจบก็เร่งอัพเลยเ้าค่ะ
หากพบคำผิด หรือเนื้อเื่สับสน คอมเม้นต์บอกไรท์หน่อยนะเ้าคะ
ชีวาพร