ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างกองทัพและกอบกู้เจียงหนาน หลงเฟยรู้ดีว่าลำพังความสามารถของเขาเพียงคนเดียวไม่อาจเพียงพอ เขา้ามันสมองที่ชาญฉลาดเพื่อวางแผนยุทธศาสตร์ และกุนซือผู้ปราดเปรื่องเปรียบเสมือนดวงตาของกองทัพที่จะนำพาพวกเขาไปสู่ชัยชนะ และทันใดนั้น เขาก็นึกถึงเื่เล่าของ ซือหม่าคุน (司马坤) นักปราชญ์ผู้สันโดษที่อาศัยอยู่ในกระท่อมบนยอดเขาหิมะทางเหนือของแคว้นฉิน ซึ่งเป็ที่รู้จักในนาม "ัเฒ่าแห่งผาเยือกแข็ง" ซือหม่าคุนเป็ที่เลื่องลือเื่สติปัญญาอันล้ำเลิศ และสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ แต่น้อยคนนักที่จะได้พบเขา เพราะเขาปฏิเสธที่จะรับใช้ราชสำนักใดๆ และไม่เคยสนใจเื่การเมืองการามานานหลายทศวรรษ เขาเป็ที่รู้จักกันในนามปราชญ์ผู้ไม่แยแสโลกภายนอกโดยสมบูรณ์
หลงเฟยตัดสินใจออกเดินทางไปยังูเาหิมะทันที แม้จะรู้ว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด เขาทิ้งหน้าที่การดูแลชาวบ้านและซากเมืองให้ลุงหม่าและกลุ่มชาวบ้านที่อาสามาช่วยเหลือชั่วคราว และออกเดินทางพร้อมทหารเก่าที่ภักดีเพียงสองสามนายที่อาสาติดตามเขาไป เส้นทางสู่ภูผาเยือกแข็งเต็มไปด้วยอุปสรรค หิมะที่ปกคลุมหนาแน่น อากาศที่หนาวจัดจนกระดูกสันหลังสั่น และสัตว์ป่าดุร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกเขา แต่หลงเฟยก็ไม่เคยย่อท้อ เขาพยายามตามหาเบาะแสเกี่ยวกับกระท่อมของซือหม่าคุนจากชาวบ้านในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวบนูเา และในที่สุด หลังจากเดินทางมานานเกือบเดือน พวกเขาก็ได้พบกระท่อมไม้หลังเล็ก ๆ ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ตั้งอยู่บนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยความเงียบสงบ ราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
หลงเฟยก้าวเข้าไปในกระท่อมด้วยความเคารพ ภายในกระท่อมเรียบง่าย มีเพียงชั้นหนังสือสูงจรดเพดานที่เต็มไปด้วยม้วนคัมภีร์และตำราโบราณมากมาย และโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์การเขียน ซือหม่าคุน ชายชราผมขาวโพลน ใบหน้าเรียวแหลม ดวงตาคมกริบแต่เปี่ยมไปด้วยแววปัญญา กำลังนั่งจิบชาอยู่ข้างเตาผิงอย่างสงบ หลงเฟยคุกเข่าลงต่อหน้าเขาอย่างนอบน้อม "ท่านซือหม่าคุน ข้าน้อยหลงเฟย ขอคารวะท่าน"
ซือหม่าคุนเงยหน้าขึ้นมองหลงเฟย สายตาของเขาราวกับมองทะลุเข้าไปในจิติญญาของหลงเฟย ทำให้เขารู้สึกเหมือนความลับทั้งหมดในใจถูกเปิดเผย "เ้าคือหลงเฟย ผู้ที่รอดชีวิตจากเจียงหนาน และบัดนี้กำลังจะชุบชีวิตมันขึ้นมาใหม่ใช่หรือไม่?" ซือหม่าคุนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ราวกับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง หลงเฟยรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากที่ซือหม่าคุนรู้เื่ราวของเขา
"ท่านทราบได้อย่างไรขอรับ?" หลงเฟยถามด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ
"ชะตาลิขิต" ซือหม่าคุนตอบสั้นๆ ดวงตาของเขาจ้องมองหลงเฟยอย่างลึกซึ้ง "ข้ารู้ว่าเ้ามาที่นี่เพื่อขอให้ข้าช่วยเ้าสร้างกองทัพและกอบกู้เจียงหนาน แต่เ้าคิดหรือว่าข้าจะช่วยเ้าได้? ข้าผู้ตัดขาดจากโลกภายนอกมานานแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ผูกมัดข้ากับความวุ่นวายของมนุษย์อีก"
หลงเฟยเล่าเื่ราวความเ็ปของเขาอย่างหมดเปลือก เล่าถึงการที่เมืองเจียงหนานถูกทำลายอย่างไร้ความปรานี และความจริงอันโหดร้ายที่เขาเพิ่งค้นพบว่าเว่ยอู๋จี๋คือผู้อยู่เื้ัการสังหารหมู่ครั้งนั้น และความมุ่งมั่นที่จะล้างแค้นและสร้างบ้านเกิดขึ้นใหม่ให้รุ่งเรือง "ข้าน้อย้าปัญญาของท่าน เพื่อนำทางข้าในเส้นทางที่มืดมิดนี้ ข้าน้อยจะไม่ยอมให้ชาวเจียงหนานต้องถูกลืมเลือนไป" เขากล่าวด้วยความจริงใจและน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
ซือหม่าคุนหลับตาลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งกระท่อม มีเพียงเสียงหิมะที่ตกกระทบหลังคาเบาๆ หลงเฟยรอฟังคำตอบด้วยใจระทึก ก่อนจะลืมตาขึ้นมองหลงเฟย "ข้าจะช่วยเ้า...แต่มีข้อแม้ และเ้าต้องผ่านบททดสอบแห่งปัญญาของข้าเสียก่อน" น้ำเสียงของเขามีความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ "การแก้แค้นไม่ใช่หนทางเดียวที่จะนำมาซึ่งความสงบสุข และเ้าจะต้องควบคุมจิตใจของตนเองให้ได้ ไม่ให้ความแค้นกัดกินเ้าจนกลายเป็คนเช่นเดียวกับที่เ้าเกลียดชัง"
ซือหม่าคุนหยิบกระดานหมากรุกขึ้นมาวางตรงหน้า "หากเ้าสามารถเดินหมากฃให้เสมอกับข้าได้ ข้าก็จะยอมลงเขาไปช่วยเ้า" เขาอธิบาย "การเดินหมากก็เฉกเช่นการทำา มันต้องใช้ปัญญา การคาดการณ์ล่วงหน้า และความเด็ดขาด หากเ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เ้าจะไม่มีวันชนะข้าได้" หลงเฟยพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น แม้เขาจะเคยเดินหมากมาบ้าง แต่เขาก็ไม่มั่นใจนักเมื่ออยู่ต่อหน้าชายแก่ผู้นี้ การเดินหมากดำเนินไปอย่างเงียบงันและเข้มข้น หลงเฟยใช้ทุกสิ่งที่เรียนรู้จากตำราพิชัยา และประสบการณ์การรบมาประยุกต์ใช้ในการเดินหมาก เขาวางแผนอย่างรอบคอบ คาดการณ์การเคลื่อนไหวของซือหม่าคุนล่วงหน้าหลายตา ซือหม่าคุนเองก็เป็คู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม การเดินหมากของเขาเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความลึกซึ้ง หลงเฟยต้องใช้สมาธิอย่างสูงสุด และต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในแต่ละตาที่เดิน เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม จนกระทั่งในที่สุด หมากตานี้ก็จบลงด้วยผลเสมอ หลงเฟยหายใจด้วยความโล่งอก
ซือหม่าคุนยิ้มบางๆ "ยอดเยี่ยม! เ้าผ่านบททดสอบของข้าแล้ว เ้ามีปัญญาที่เฉียบแหลม และจิตใจที่เด็ดเดี่ยวอย่างที่ข้าคาดการณ์ไว้" เขาลุกขึ้นยืน "ข้าจะช่วยเ้าสร้างกองทัพและกอบกู้เจียงหนาน แต่จำคำของข้าไว้ จงอย่าให้ความแค้นบดบังปัญญา และจงนำความสงบสุขมาสู่แผ่นดิน ไม่ใช่รู้จักเพียงแค่การทำลาย" หลงเฟยคุกเข่าลงอีกครั้งและคารวะซือหม่าคุนอย่างสุดซึ้ง นั่นคือคำสัญญาแรกของเขากับกุนซือผู้ปราดเปรื่อง ซือหม่าคุนไม่เพียงแต่เป็กุนซือ แต่ยังเป็ดั่งอาจารย์ผู้ชี้ทางจิติญญาให้หลงเฟยอีกด้วย นับเป็ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่บนเส้นทางแห่งการเดินทางของหลงเฟย